[documentary film] Boundary – ฟ้าต่ำ แผ่นดินสูง

 

Screen Shot 2018-09-22 at 3.33.07 PM

Boundary – ฟ้าต่ำ แผ่นดินสูง (นนทวัฒน์ นำเบญจพล/2013/ไทย)

ได้ดูสักที
ทั้งที่อยากดูตั้งแต่ตอนออกฉาย แต่จำไม่ได้ว่าทำไมถึงไม่ได้ดู … เหมือนจะอยู่บ้านนอก หรือไปญี่ปุ่นแล้วนี่แหละ (แต่หนังเข้าฉาย เมษายน 2013 รึเปล่า…นั่นยังไม่ได้ไปญี่ปุ่นเลยนะ)

แต่นั่นแหละ ได้ดูแล้ว

หลังจากสารคดีเรื่องนี้ฉายมา 5 ปี พอย้อนกลับมาดูในช่วงที่กระแสความขัดแย้งจากกรณีเขาพระวิหาร -ที่ถูกขับด้วยลัทธิชาติยมเป็นหลัก- ซาลงไป (หมายถึงความร้อนแรงของความขัดแย้งซาลงไป ไม่ใช่ลัทธิชาตินิยมซาไป) ก็พบว่า ตัวเองไม่ได้อินกับสารคดีมาก (ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เป็นคนอีสาน) และเอาเข้าจริง ตัวสารคดี ก็ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้ใครอินอยู่แล้วมั้ง (เหมือนจะเป็นเช่นนั้นนะ)

ถ้าให้เล่าถึงเมนไอเดียของสารคดี คงต้องบอกว่า มันคือหนังสือ Imagined Community ของ อ.เบน แอนเดอร์สัน นั่นแหละ (และแน่นอน มีเครดิต อ.เบน อยู่ท้ายเรื่อง) มันคือการพยายามทำความเข้าใจเรื่องพรมแดนของความขัดแย้ง – ทั้งความขัดแย้งตรงพรมแดนเขาพระวิหาร และความขัดแย้งในวิกฤตการเมืองไทย (เสื้อเหลืองเสื้อแดง) นั่นแหละ – ซึ่งผู้กำกับเลือกเล่าผ่านตัวละครเล็กๆ โดยเฉพาะชาวบ้านและทหารในพื้นที่ทั้งสองฝั่ง

แต่สารคดีก็ไม่ได้สืบค้นถึงรากลึกของปัญหาอะไร เพราะนั่นไม่ใช่สารหลักที่จะสื่ออยู่แล้ว มันคือการพยายามมองมาจากคนนอก (เพราะผู้กำกับเป็นคนกรุงเทพฯ = คนนอกอยู่แล้ว) ซึ่งไม่ได้อยู่ใกล้พื้นที่ซึ่งมีเสียงปืนเสียงระเบิด ที่น่าสนใจคือ ปัญหาที่ชายแดนเขาพระวิหาร ก็เป็นปัญหาที่ไม่ได้ก่อขึ้นโดยคนในพื้นที่ด้วยซ้ำ ปัญหาที่ถูกจุดให้ร้อนแรงอีกครั้งในช่วง 2011 ที่มีการปะทะกัน เกิดขึ้นจากคนนอกพื้นที่…คนที่รู้สึกว่า “จะเสียเอกราชไทยให้เขมรไม่ได้”

สารคดีแนะนำเราให้รู้จักกับอ๊อด ทหารเกณฑ์ที่กำลังจะปลดประจำการ เขาได้รับสิทธิ์พักร้อนกลับบ้านช่วงสงกรานต์ บ้านของอ๊อดอยู่ตรงจุดที่มีปัญหาพิพาทนั่นแหละ ศรีษะเกษ (สะกดอย่างนี้ใช่ไหม) จริงๆ อ๊อดมีความน่าสนใจ แต่เนื่องจากตอนนี้หิว ขี้เกียจเขียนยาว ทิ้งมันไว้ตรงนี้แหละ อ้าว

นอกจากอ๊อด เราได้รู้จักพ่ออ๊อด รู้จักชาวบ้านที่ต้องอพยพเมื่อเกิดการปะทะ รู้จักคนที่สูญเสียบ้านเพราะระเบิดลง (บ้านทั้งหลังที่เก็บเงินมาสร้าง) รู้จักคนที่เสียสามีเพราะระเบิดลง (ฝ่ายภรรยาเล่าถึงด้วยท่าทีไม่ดราม่าเลยแม้แต่น้อย แต่นั่นยิ่งทำให้คนดูรู้สึกถึงความดราม่ามากขึ้น) ทหารแถวๆ นั้น ทั้งไทยและเขมร …​ในพาร์ทเขมร (กัมพูชา) ผู้กำกับเล่าถึงนอกรอบ (เหมือนจะเล่าในเฟซบุ๊ก-เคยอ่านผ่านตาตอนนั้น) ว่าต้องปลอมตัวเป็นชาวต่างชาติ (แนวๆ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น นี่แหละ) เข้าไปขอสัมภาษณ์ เพราะตอนนั้นถ้าบอกว่าเป็นคนไทย … เละแน่ๆ

สิ่งที่น่าสนใจจริงๆ สำหรับเราก็คือ … หลายครั้งที่งานซึ่งสำรวจประเด็นในเชิงนี้ (เชิงไหนหว่า…เออ นั่นแหละ) มักเป็นผลงานของคนที่ไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์มาโดยตรง (ผู้กำกับเรียนออกแบบนะถ้าจำไม่ผิด) แต่เป็นการต่อยอดจากความสนใจ ก้าวข้ามพรมแดน (แน่ะ…​ boundary) ของความรู้เฉพาะสาขาหนึ่งๆ ไปสู่สาขาหนึ่งๆ ปะทะสังสรรค์และเล่ามันออกมา ด้วยความสนใจใคร่รู้

สิ่งที่เรา-ในฐานะเด็กรัฐศาสตร์-สนใจหลังจากดูสารคดีเรื่องนี้จบลง คงเป็นประเด็นที่ว่า … เราอยากรู้ว่า มีคนสาขารัฐศาสตร์หรือสาขาแนวๆ นี้ ได้ถ่ายทอดหรือเล่าถึงเรื่องนี้ในเชิงสารคดี หรือเรื่องเล่า (อาทิ หนังสั้น / อนิเมชั่น) ไว้บ้างไหม ในการมองเรื่องพิพาทเขาพระวิหาร ถ้าเราไม่มองจากมุมของ Imagined Community ของ อ.เบน แอนเดอร์สัน รวมถึงไม่มองจากสายตาของลัทธิชาตินิยม มันจะเลือกเล่า หรือมองได้จากอะไรอีกบ้าง

อ๊ะ ลืมให้คะแนน

8.5/10

สามารถเช่าดูออนไลน์ (48 ชม.) ได้ที่ Vimeo ในราคา 6$ (ประมาณ 180 บ.)

ลิงก์เช่าหนัง – https://vimeo.com/ondemand/boundary/135178142

Advertisements

[SPECIAL JOURNEY] ภาษาที่เราอาจจะไม่เข้าใจ #2

 

“ถ้าหนูไม่โอเค หนูก็พูดได้นะว่าไม่โอเค”

เมื่อวาน หลานอายุ 17 ปี โทรมา หลานมีพี่ชายเป็นบุคคลมีภาวะความต้องการพิเศษ​ (ออทิสติก) ซึ่งเมื่อวาน พี่ชายหลานหายไปจากบ้าน พบอีกทีก็คือปั่นจักรยานไปตลาด แล้วอยากได้หลอดไฟ ก็เลยไปหยิบหลอดไฟในร้านค้า แล้วทำแตกไป 2 ดวง

ตอนที่พี่ชายหายไป หลานบอกว่าหลานเครียดมาก แต่ที่เครียดกว่านั้น ก็คือ แม่หลานโดนคนที่ตลาดด่า ว่าดูแลลูกไม่ดี

หลานเครียดว่า ถ้าหลานเรียนจบ ม.6 แล้ว ไม่ได้อยู่บ้านกับแม่แล้ว สถานการณ์จะเป็นไงต่อ ใครจะดูแลพี่ชาย แล้วถ้าพี่ชายหายไปอีกล่ะ

เมื่อวานก็เลยได้เล่าให้หลานฟังเรื่องบ้านฟาร์ม ที่ปากช่อง

บ้านฟาร์ม เป็นคล้ายๆ กับโรงเรียนวันหยุด ที่ทุกศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ครอบครัวและเด็ก(วัยรุ่น)พิเศษ จะมาเรียนรู้ร่วมกัน

ถ้าจะให้อธิบายบ้านฟาร์มไปมากกว่านี้ …​ เราคิดว่า เราคงจะอธิบายมันไม่ได้แล้วล่ะ

คือกิจกรรมที่บ้านฟาร์มทำ เป็นสิ่งที่เราคิดว่า คนภายนอก – นอกในระดับที่อาจจะไม่เคยรู้จักเด็กหรือบุคคลมีภาวะความต้องการพิเศษ – หรือแม้กระทั่งคนที่มีคนในครอบครัวมีภาวะนั้น … ก็ยังอาจไม่เข้าใจกิจกรรมบ้านฟาร์มอยู่ดี

ก่อนไปเยี่ยมบ้านฟาร์ม เราก็มีความไม่เข้าใจหลายอย่าง

เรื่องของเรื่องคือ ออมแนะนำให้เรารู้จักกับพี่ฟ้า เมื่อปีก่อน แล้วมันเหมือนติดอยู่ในใจเรา ว่าอยากสัมภาษณ์พี่ฟ้ามาตลอด

พี่ฟ้าเป็นแม่ของซีซาร์ ซีซาร์มีภาวะความต้องการพิเศษ
ขณะเดียวกันพี่ฟ้าก็เป็นแม่ของซัน ซันเรียนจบเอกอังกฤษ จาก ม.เกษตร ตอนนี้กลับมาช่วยพี่ฟ้าทำงานกิจกรรมที่บ้านฟาร์ม

เมื่อไม่นานมานี้ เราติดต่อขอสัมภาษณ์พี่ฟ้าไป ปกติแล้วพี่ฟ้าจะอยู่ที่ปากช่อง แต่ก็มีคิวเข้ามา กทม. บ้าง จากที่คุยกัน เราตกลงจะไปบ้านฟาร์ม แต่ก็มีเหตุให้ต้องเลื่อนเดินทาง เลื่อนไปเลื่อนมาเกือบเดือน เกือบยกเลิกไปแล้ว เคยถามพี่ฟ้าไปหนหนึ่ง ว่าเลื่อนมาเจอกันที่ กทม.ดีไหม … แต่เหมือนมีอะไรบางอย่าง ส่งสัญญาณมาบอกเราตลอดว่า ถ้าอยากเข้าใจสิ่งที่พี่ฟ้าทำจริงๆ คุยที่ กทม.ไม่ได้หรอก ต้องไปคุยที่ปากช่องเท่านั้น

ต้องไปเห็นบ้านฟาร์มเท่านั้น

ก็เลยไปกัน

…เราได้เรียนรู้จากบ้านฟาร์มหลายอย่างเลย…

แต่สิ่งที่เราจำได้ดีที่สุด ก็คือ บทเรียนที่ไม่มีใครสอนเลย บทเรียนที่เกิดขึ้นอย่างบังเอิญที่สุด

ในจังหวะหนึ่งหลังกินข้าวเที่ยงเสร็จ วิน-วัยรุ่นพิเศษตัวอ้วน,​ คนที่เหมือนภาพแทนของหลานคนที่มีภาวะความต้องการพิเศษของเราเลย – วินกำลังส่งเสียงงึมงำบางอย่าง เป็นเสียงเหมือนผึ้งบินหึ่งๆ น่ะ เป็นเสียงที่ไม่ใช่ภาษาไทย และไม่ใช่ภาษาอะไรที่เราฟังเข้าใจเลย

แล้วซันก็พูดขึ้นมาว่า
“ถ้าตัดเรื่องภาษาออก แล้วฟังแค่น้ำเสียงที่วินจะสื่อสาร มันเหมือนกับว่า วินกำลังหงุดหงิดอยู่นะ”

แม่งเชี่ย (นี่คือคำชม) … โห ซัน นี่ใช่คนอายุ 25 ปีไหม ทำไมเข้าใจโลกได้ดีขนาดนี้

หลังจากนั้น คำที่ซันพูด ก็ทำให้เราหันมามองหลานที่มีภาวะความต้องการพิเศษด้วยมุมมองใหม่


แอนดี้อายุ 20 ปีแล้ว เป็นบุคคลที่มีภาวะความต้องการพิเศษ
แอนดี้เป็นหลานเรา
และเป็นพี่ชายของหลานสาวเรา (งงไหม)

ช่วงต้นสิงหาคม เรากลับบ้านไปงานศพน้า แล้วระหว่างนั้นเราเจอแอนดี้ เราถามหาพ่อเลี้ยงเรา (ที่ขับรถไถ) กับแอนดี้ เราพูดชื่อพ่อเลี้ยงออกมา แอนดี้ไม่ได้ตอบ แต่แอนดี้พูดซ้ำๆ ย้ำๆ คำว่า “รถไถ”

ทุกครั้งที่เจอเรา แอนดี้ก็จะชอบพูดถึง “ติ๊ก เจษฎาภรณ์”

ภาษาที่แอนดี้สื่อสารออกมา เป็นภาษาที่เราไม่เคยเข้าใจ
เราคิดว่าแอนดี้พูดไม่รู้เรื่อง
จนกระทั่งวันที่เรากลับบ้านไปรอบนั้นแหละ แล้วเราก็ “ฟัง” แอนดี้ด้วยมุมใหม่

แอนดี้สื่อสารได้นะ เขามีภาษาของเขา และเขากำลังพยายามเชื่อมโยงภาษาของเขากับภาษาที่เราใช้กันอยู่

ถ้าเราลอง “ฟัง” แบบที่ซันบอก
ลองจับน้ำเสียง … เราอาจจะพอเข้าใจว่าเขาต้องการอะไรมากขึ้น

“แอนดี้ขี่จักรยานได้ด้วยเหรอ เก่งจังเลยเนอะ” เราตอบหลานที่โทรมาเรื่องที่ว่าแอนดี้หายไปจากบ้าน หายไปโดยการปั่นจักรยานไปตลาด

“หนูก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าแอนดี้ปั่นจักรยานได้ด้วย” หลานสาวเริ่มอารมณ์ดีขึ้นแล้ว

“วันก่อนแอนดี้ไปจับปูนามาด้วยนะ แอนดี้ขุดหลุมจับปูเก่งมาก เก่งกว่าพ่อกับแม่อีก” หลานสาวยังคงเล่าต่อ

“บางทีหนูก็รู้สึกรำคาญแอนดี้นะ” หลานสาวเล่าในบางจังหวะ

“ถ้าหนูไม่โอเค หนูก็พูดได้นะว่าไม่โอเค” ฉันตอบกลับไป — จริงๆ ไม่ใช่คำตอบที่ฉันคิดได้เองหรอก ก่อนหน้านี้ฉันโทรปรึกษาออม –ออมทำงานด้านเด็กมีภาวะความต้องการพิเศษมาหลายปี ออมรู้ว่าภาวะที่คนในครอบครัวทั้งรักทั้งเกลียดคนที่มีภาวะนี้นั้น…มีอยู่จริง

และมันไม่เป็นไรเลยที่จะยอมรับว่าบางทีเราก็เกลียด…เกลียดชีวิตที่ต้องเจอกับสิ่งนี้

แต่เราก็รักกันในฐานะครอบครัวด้วย

“หนูกลัวว่าถ้าหนูไม่อยู่ (ไปเรียนมหาวิทยาลัย) แล้วครอบครัวหนูจะเป็นยังไงต่อไป”

—ครอบครัวที่มีบุคคลมีภาวะความต้องการพิเศษ จะต้องเจออย่างนี้อยู่แล้ว Up & Down ทางความรู้สึก— ออมบอก

บุคคลที่มีภาวะความต้องการพิเศษมีภาษาในการสื่อสารของเขากับโลก

ครอบครัวที่มีบุคคลมีภาวะความต้องการพิเศษ ก็มีภาษาที่พวกเขาใช้ในการสื่อสารกับโลกด้วยเช่นกัน

ซึ่งเราในฐานะคนนอก อาจจะ, หรืออาจจะไม่-เข้าใจมันก็ได้


ภาพถ่ายจากบ้านฟาร์ม ได้รับอนุญาตจากผู้เกี่ยวข้องให้เผยแพร่ภาพนี้ได้

 

 

P1120463

August in February

 

28.02.2018

 

ตอนนี้กำลังชอบฟังอัลบั้ม Home As In Houston ของ The Get Togethers ค่ะ

น้องคนหนึ่งเขียนบล็อกที่พูดเกี่ยวกับเพลง August ของ The Get Togethers ไว้ อ่านแล้วถึงขั้นต้องเสิร์ชหาเพลงและอัลบั้มมาฟัง

อัลบั้ม Home As In Houston วางจำหน่ายในเดือนกันยายน 2013

มีทั้งหมด 12 เพลง ชื่อเพลงคือชื่อของเดือนในรอบ 1  ปี เริ่มต้นตั้งแต่ January และ ไปจบที่ December

มันเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับ Bethany Gray ในปี 2007

ปีที่เธอหัวใจแหลกสลาย ก่อนจะกอบกู้กลับมาได้ และกลายเป็นอัลบั้มนี้

ลองฟังกันดูนะคะ

แล้วบอกกันบ้าง ว่าคุณชอบเดือนไหนในอัลบั้มมากที่สุด

 

https://thegettogethers.bandcamp.com

a0974586381_10

“The year of 2007 with all of its tragic happenings launched a broken-hearted Bethany Gray on a quest to document its doings. Later emerging as The Get Togethers, this group of close-knit friends is ready to share the story that brought them together- Home as in Houston. The Get Togethers unite the epic and the intimate, the foreign and familiar. These are memoir enthusiasts making home made music.”

[blog] ยื่นภาษี 2561 สำหรับฟรีแลนซ์แบบแปลกๆ

เรื่องภาษีเป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยชินเสมอ อาจเพราะหลายปีที่ผ่านมา ชีวิตการทำงานมักมีอะไรแปลกประหลาดหน่อยๆ

ปี 2560 ที่ผ่านมา ก็แปลกประหลาดอยู่บ้าง

ช่วงครึ่งปีแรก เรียกได้ว่าทำงานอยู่ในองค์กร มีเงินเดือนแบบที่ยื่น ภงด.1 และจ่ายประกันสังคมปกติ (องค์กรหักออก)

ช่วงครึ่งปีหลัง เรียกได้ว่าเป็นฟรีแลนซ์ รับงานเขียน แต่รับแบบเหมาจ้าง คือเราไม่ได้ถือลิขสิทธิ์จากตรงนั้น รายได้ที่ได้ นับเป็นแบบที่ต้องยื่น ภงด.3

ช่วงพักงาน ก็ไม่ได้จ่ายประกันสังคม เพราะสิทธิยังคุ้มครองอยู่ จนเดือน พ.ย. 2560 จึงได้ทำประกันตน ม.39 เดือนละ 432 บาท

ทีนี้พอยื่นภาษี ก็เลยจะมีคำถามหน่อยๆ ดังนี้

1/ในส่วน ภงด.1 และ ภงด.3 จะต้องกรอกยังไง

คำตอบที่ได้คือ

ภงด.1 ต้องเลือกกาช่อง มาตรา 40(1)

ภงด.3 ต้องเลือกกาช่อง มาตรา 40(2)

แต่ถ้าใครเขียนหนังสือเล่ม หรือทำงานที่ได้ลิขสิทธิ์ ให้กรอก มาตรา 40(3)

111

 

 

2/ประกันสังคม

ถ้าเลือกยื่นแบบภาษีทางออนไลน์

การยื่นภาษีออนไลน์นั้น เมื่อเราแจ้งรายได้จากเงินเดือน (กาช่อง มาตรา 40(1)) ระบบออนไลน์ของสรรพากรจะคำนวณให้อัตโนมัติให้ โดยคิดเป็น 5%

แต่กรณีนี้ไม่ครอบคลุม ประกันสังคม ม.39 (แบบที่เราจ่ายตอนเป็นฟรีแลนซ์)

ดังนั้น ถ้าอยากใช้สิทธิที่จ่าย ประกันสังคม ม.39 (เดือนละ 432 บ.) ด้วย ก็ต้องยื่นแบบด้วยตนเองที่สรรพากรใกล้บ้าน

 

3/กรณีจ่ายประกันสังคม ม.39 ที่ 7-11 

กรณีนี้ ใบเสร็จที่ 7-11 ไม่สามารถนำมายื่นใช้สิทธิกับสรรพากรได้

ต้องโทรหรือขอเอกสารกับทางสำนักงานประกันสังคม เขตที่เรายื่นแบบ ม.39 ไว้ค่ะ

 

4/คำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สรรพากร

คำแนะนำเหล่านี้เราได้จากการโทรถามสายด่วนสรรพากร โทร. 1161

รอสายไม่นานมาก ถือว่าน่าประทับใจ

เจ้าหน้าที่ยังให้คำแนะนำว่า สำหรับผู้ที่ยื่นแบบด้วยตนเองที่สรรพากร ให้เตรียมแบบสำเนาไปทุกอย่าง สำเนาเอกสาร ภงด. ต่างๆ, สำเนาลดหย่อน เป็นต้น เพราะสรรพากรจะไม่เก็บเอกสารเหล่านี้ไว้ จะนำไปทำลาย ดังนั้นเราต้องเก็บตัวจริงไว้อ้างอิง เผื่อมีกรณีที่ต้องอ้างอิงภายหลังนั่นเอง

 

เหล่านี้ถือเป็นเรื่องภาษีเบื้องต้นที่พบเจอในปีนี้

หวังว่าจะพอมีประโยชน์บ้างนะคะ

 

[blog] เราเจอกันครั้งแรกที่ไหนนะ

IMG_20180131_202741.jpg

 

“เราเจอกันครั้งแรกที่ไหนนะ”

จำได้ไหมคะ? … เราเจอกันครั้งแรกที่ไหน

 

เดือนกุมภาพันธ์ เป็นเดือนที่สั้น และสำหรับหลายคน มักเชื่อมโยงมันเข้ากับเรื่องโรแมนติก

วันนี้ไม่ได้มีเรื่องโรแมนติกจะเล่า แต่ประโยคที่เปิดหัวไว้ คือประโยคที่เพิ่งคุยกับเพื่อนในวันก่อน

“คนสองคนเจอกันครั้งแรกที่ไหน”

คือบทละครที่เราคุยกันค่ะ

 

 

…..

ช่วงนี้ฉันเกิดอยากเขียนบทละครขึ้นมา เลยไปปรึกษาเพื่อนคนหนึ่งที่จบมาด้านนี้ และทำงานด้านนี้มาเกินสิบปีแล้ว ถือได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่ง

ฉันเคยเรียนเขียนบทเมื่อสิบปีกว่าปีก่อน แต่เป็นบทละครเวทีกับบทหนัง (ซึ่งก็ลืมหลักการไปเยอะแล้ว) …​ ตลอดชีวิตนั้นฉันมีปัญหากับการเขียนเรื่องยาวมาตลอด นั่นเป็นเหตุผลให้ฉันไม่เคยเขียนนิยายจบเรื่อง และไม่เคยกล้าคิดเขียนบทละครด้วย

แต่เพราะหมู่นี้ตระหนักได้ว่า อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว อยากทำอะไรก็จงทำเสียเถอะ

พอรู้สึกอยากลองเขียนบทละครโทรทัศน์ดู ก็เลยรีบนัดเพื่อนคุย

จริงๆ แล้ว ปัญหาก่อนหน้านี้ (และยังคงเป็นปัญหาในปัจจุบัน) ของฉันก็คือ ฉันเป็นคนคิด Situation (สถานการณ์) และ Dialouge (บทสนทนา) ไม่เก่งเลย

เรื่องที่เขียนไว้ส่วนใหญ่ มักจะอิงจากประสบการณ์จริงเกินครึ่ง ถ้าแต่งขึ้นมา ก็ต่อเติมจากประสบการณ์จริง หรือเรื่องที่มีคนเคยเล่าให้ฟัง

ฉันมักจะเขียนเรื่องไกลตัวมากๆ ไม่ได้ เช่น ถ้าจะให้เขียนเรื่องตลกของร้านค้าในทองหล่อ ฉันจะเขียนไม่ได้ทันที

อย่าหวังว่าจะเขียนเรื่องแฟนตาซีจำพวก พ่อมดหมอผีเลย อันนั้นยิ่งทำไม่ได้ใหญ่

“คิด Situation ฝึกช่วงแรกๆ ก็ให้ฟุ้งไปเรื่อยๆ ก่อน ฟุ้งไปเลย ส่วน Dialogue ถ้าเราสร้างตัวละครให้แน่น ให้กลมแล้ว มันจะมาเอง แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ไง บางทีกว่าจะค้นเจอตัวละครจริงๆ ก็ตอน 10 แล้ว”

เพื่อนเล่า

“ในการสร้างเรื่อง พื้นฐานคือต้องมีตัวละคร แล้วจากนั้นตัวละครต้องเจอ Conflict ใช่ไหม”

เพื่อนยังคงเล่าแต่คราวนี้แทรกคำถามมาด้วย

“วิธีฝึกที่ดีที่สุดก็คือ ลองคิดดูว่า ตัวละครเจอกันครั้งแรกที่ไหน เจอกันยังไง ในสถานการณ์แบบไหน”

“เดี๋ยวฉันต้องไปบรรยายให้น้องๆ ที่มหาวิทยาลัยฟัง โจทย์นี้แหละที่ชั้นจะให้เด็กทำ จะบอกเด็กว่าจงไปคิดฉากที่ตัวละครสองตัวเจอกันครั้งแรกมาให้ได้ ฟังดูง่าย แต่ไม่ง่ายนะเว้ย”

 

ใช่, ไม่ง่ายเลย ยากชะมัด

ถึงตอนนี้ก็ยังคิดไม่ออกเลย

 

…..

ถ้าชีวิตเป็นบทละคร

คิดว่า…เราเจอกันครั้งแรกที่ไหน อย่างไรคะ

 

 

 

 

ป.ล. กำลังลองเริ่มเขียน ถ้าเขียนร่างแรกจบแล้ว จะอัพเดทให้ฟังนะคะ

 

 

 

 

 

 

 

การมาถึงของปากกา Muji ที่รอคอย…

 

ตอนที่อยู่โตเกียวนั้น ฉันชอบใช้ปากการุ่นหนึ่งของ Muji ซึ่งพอพูดอย่างนี้ออกไป หลายคนอาจร้องว่า ก็ปกติประสาฮิปสเตอร์นิแต่เปล่าเลย ฉันไม่ได้เป็นฮิปสเตอร์ และไม่ได้ซื้อ Muji pen อันนี้เพราะมันติดแบรนด์ Muji (แต่ถึงมันติดแบรนด์ ก็ไม่มีอะไรผิดนิ) ฉันชอบเจ้าปากกานี้ เพราะมันเขียนง่าย ซื้อได้ตาม Family Mart หน้ามหาวิทยลัย ที่สำคัญมันถูกมากกกกกก ราคาแค่ 105 yen หรือ 30 บาทไทย ซึ่งราคานี้ ถูกกว่าซื้อปากกาจากร้านร้อยเยน ที่เมื่อบวก Vat แล้ว ราคาไปจบที่ 108 เยนด้วยซ้ำ

ก่อนกลับไทย ฉันสอยปากการุ่นนี้กลับมาหลายด้าม ทุกสีสำคัญ ทั้งน้ำเงิน แดง และดำ แต่พอใช้ๆ ไป ทุกอย่างย่อมมีวันหมดอายุน่ะนะ ในที่สุด ก็ถึงเวลาที่ปากกา Muji ทุกด้ามที่มีอยู่หมดอายุขัย ฉันต้องซื้อปากกาใหม่ พอพาตัวเองไปร้าน Muji สาขาสีลมคอมเพล็กซ์ ก็พบว่าไม่มีรุ่นนี้ขาย! พระเจ้า! เกิดอะไรขึ้นกับ Muji Thailand ท่ามกลางสินค้ามากมายที่แบรนด์เลือกมา ทำไมพวกเขาไม่เลือกสิ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของฉันมาด้วยยยยย

กรีดร้องโหยหวนอยู่หลายเดือน ระหว่างนั้น ความที่เห็นคนไทยระดมพลขึ้นบกไปบุกญี่ปุ่นกันเยอะมาก เลยคิดว่า จะฝากฝังเพื่อนให้ซื้อมาฝากก็ได้วะ แต่พอลองวิธีนี้ ซึ่งฉันคิดเองเออเองว่ามันง่ายมาก กับการบอกข้อมูลเพียงว่า ฝากซื้อปากกา Muji ราคา 105 เยน ที่ Family Mart หาง่ายแก เพราะมันมีเซ็กชั่น Muji แยกออกมาเลยฉันก็นึกว่า ทุกคนจะรู้สึกง่ายดายตามไปด้วย แต่ปรากฏว่า ในช่วงห้าหกเดือนที่ผ่านมา ฝากซื้อไปห้าคน ก็ไม่ได้กลับมาเลยสักคน บ้างก็หา Family Mart ไม่เจอ, บ้างก็วุ่นๆ กับการขนของย้ายกลับไทย, บ้างก็ไม่มีเวลาจริงๆ ซึ่งฉันเข้าใจเงื่อนไขในชีวิตของแต่ละคนนั่นแหละ แต่ฉันก็ยังเฝ้าฝันและรอคอยการมาถึงของปากการุ่นนี้รอใครสักคนจะนำมันมาให้อย่างปาฏิหาริย์

และแล้วมันก็เดินทางมาแม้จะไม่ใช่โดยปาฏิหาริย์ก็ตาม

ในวันหนึ่ง พี่ชายคนหนึ่งโพสรูปดอกซากุระใน Instagram ฉันเลยถามไปว่า อยู่ญี่ปุุ่นเหรอซึ่งปรากฏว่า พี่เขาไปเยี่ยมประเทศแม่เขา (เป็นมุกแซวกัน เพราะเขาชอบญี่ปุ่นมาก) และจะกลับมากรุงเทพฯ ในช่วงที่ฉันไปทำธุระที่พระนครเมืองฟ้าอมรที่ชื่อกรุงเทพฯ พอดี

สุดท้ายแล้ว ปากกาด้ามนี้ก็เดินทางมาถึง และมันช่วยให้ฉันจดความคิดได้อย่างสนุกมากขึ้นอีกหลายเลเวลเลย


[experience] Khan Academy ผู้มาช่วยชีวิต

รู้จัก Khan Academy ครั้งแรกตอนไปเรียนที่ Todai ปี 2013 ซึ่งถือว่าเชยมาก เพราะเขาทำคลิปติวในยูทูปมาได้หลายปีแล้ว

ตอนนั้นมีปัญหากับวิชาเศรษฐศาสตร์ แถมยังฟังเซนเซพูดไม่ค่อยเข้าใจ (โง่เองแหละ) หันไปจะถามคลาสเมท ก็ไม่รู้จะถามเขาว่ายังไง (ภาษาอังกฤษโง่ได้ขนาดนั้น) ตอนนั้นการสื่อสารล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงอ่ะ ทำไงดีล่ะ การบ้านก็ต้องส่ง แต่ไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง สื่อสารก็ไม่ได้ ทางเดียวที่ทำได้คือเสิร์ชในยูทูปดู แล้วพบคลิปของ Khan Academy ก็เลยนั่งไล่ดู คือฟังไม่ได้รู้เรื่องหรอกนะ แต่พอมันเป็นคลิปในยูทูป อย่างน้อยมันก็รีรันดูได้ไง ตรงไหนฟังไม่ออก ไม่เข้าใจ ก็กดหยุด ลองเดาดู บลาๆ ๆ ก็หาทางเอาตัวรอดไป และในตอนนั้นเองก็ได้ยินเพื่อนอเมริกันมันพูดถึง Khan Academy ว่าช่วยให้มันเข้าใจวิชาเกี่ยวกับเลขกับอะไรพวกนี้มากขึ้น ก็เลยมาถึงบางอ้อว่า …อ้อ Salman Khan นี่ มันไม่ได้ช่วยแค่คนต่างด้าวอย่างชั้นสินะ ขนาดพวกพูดอังกฤษเป็นเนทีฟก็ยังต้องพึ่ง Khan, Bravo! ชั้นก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้นสินะ

เป็นตอนนั้นเองที่เริ่มเข้าใจการเรียนรู้ผ่านออนไลน์ อยากรู้อะไรลอง google หาสิ (ซึ่งมันก็ไม่ได้มีทุกอย่างหรอกนะ) แต่สิ่งที่ชอบที่สุดในคลิปติวหรือสอนต่างๆ ในยูทูป คือมันทำให้เราได้เรียนรู้ ในเวลาที่เรา “เปิด” ต่อการเรียนรู้ (หรือหลังชนกำแพงแล้ว ยังไงกรูต้องรอด) ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ Khan ก็เจอตอนที่เขาเริ่มอัพคลิปลงยูทูปเช่นกัน

คือ Khan นี่ จบ MIT ใช่ป่ะ แล้วทำงานในเฮดจ์ฟันด์ คือฉลาดมากอ่ะนะ ตอนนั้นมีลูกพี่ลูกน้องที่มีปัญหาเรื่องเลข แต่เขารู้สึกว่าลูกพี่ลูกน้องเขาอ่ะ ฉลาดแล้วนะ ไม่ได้มีปัญหาหรอก เพียงแต่ยังต้องการคำแนะนำบางอย่าง เขาเลยอาสาติวให้ แต่พบว่า เจอปัญหาเยอะมาก คือเวลาเราจะติวให้คนในครอบครัวอ่ะ บางทีคนติวพร้อม แต่คนเรียนไม่พร้อมไง (แบบ…วันนี้ทะเลาะกับเพื่อนมา เหนื่อยแล้วนะ) มันก็เลยเป็นปัญหา เขาเลยแก้ปัญหาด้วยการทำซอฟท์แวร์ขึ้นมา เพื่อให้ลูกพี่ลูกน้องได้เรียนนี่แหละ ซึ่งมันก็เวิร์กนะ แต่มันสอนได้แบบครั้งละคนอ่ะ แล้วบางทีลูกพี่ลูกน้องก็มีปัญหาอยู่ แต่อธิบายกันไม่ได้ ว่าปัญหามันควรแก้ยังไง ทีนี้เขาไปงานปาร์ตี้ เลยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็บอกว่า ทำไมเขาไม่ทำคลิปติวอัพลงยูทูปล่ะ จะได้ฟีดแบ๊กจากคนอื่นด้วย (ว่าสิ่งที่เขาติวมันโอเคไหม) ตอนแรก Khan ก็แบบ จะดีเหรอ ยูทูปมันมีไว้อัพคลิปแมวเล่นเปียโนไม่ใช่เหรอ (กวนตรีนนนนนนน) แต่เขาก็อัพลงล่ะนะ ซึ่งคลิปนี่ Khan ใช้คำว่า “ดิบมาก” คือ primitive สุดๆ ไม่ได้มีอะไรเลย แต่วิธีที่เขาอธิบายมันก็ดีมากน่ะนะ

ทีนี้ลูกพี่ลูกน้องเขาชอบมาก บอกว่า ชอบเขาในยูทูปมากกว่าตัวจริงอีก ตึ้งงงงงงงงง

สิ่งหนึ่งที่อธิบายได้ว่า ทำไมลูกพี่ลูกน้องเขาถึงชอบการติวในยูทูปมากกว่า เพราะมันเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้ในเวลาที่พวกเขาพร้อม และถ้าพวกเขาลืมทำโจทย์ที่ Khan แนะให้ทำ อย่างน้อย พวกเขาก็ไม่ต้องรู้สึกอายที่ลืมทำ รวมทั้งไม่รู้สึกว่า พวกเขาทำให้ Khan เสียเวลา คืออย่างน้อยมันสบายใจกว่า เพราะบางครั้ง คนเรียนพร้อมเรียน แต่ Khan เหนื่อยจากงาน พลังงานในการสอนไม่เหลือแล้ว การสอนก็เป็นไปได้ไม่ดี การเรียนรู้ก็ทำได้ไม่ดี ซึ่งนี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ตอบโจทย์ว่า ทำไมคลิปติวของ Khan ในยูทูปถึงช่วยในการเรียนรู้ได้

Khan ชอบการสอนมาก จนลาออกจากงานเฮดจ์ฟันด์ ซึ่งตอนนั้นเขาไม่ได้มีโมเดลในการทำเงินเลย แต่คิดว่ามีเงินเก็บพออยู่ได้แล้ว ปรึกษากับเมีย เมียก็ไม่ว่าไรไง เลยออกมาทำคลิปอัพลงยูทูป ทีนี้สิ่งที่ Khan ทำ มันไปช่วยคนได้เยอะ เลยมีคนเสนอเงินให้ (เหมือนสนับสนุนอ่ะ) จากนั้นก็มีการติดต่อมาจากบิล เกตส์ ว่าอยากเจอ เพราะว่าคลิปติวของ Khan ทำให้ผลการเรียนของลูกเกตส์ดีขึ้นมาก เกตส์สนใจ และส่งเช็คให้หนึ่งหมื่นเหรียญดอลล่าร์ ตอนที่เลขาเกตส์โทรหา Khan นั้นตลกดี เพราะเลขาถามว่า Khan พอจะมีเวลาไปเจอเกตส์ไหม Khan มองไปที่ปฏิทินแล้วพบว่ามันว่างยาว (คือไม่มีนัดใดๆ ทั้งนั้น) แต่ก็ทำทีพูดไปว่า อืม สักวันพุธช่วงบ่ายก็ไ้ด้นะครับ กวนตรีนนนนนนน 5555

ทุกวันนี้เราเรียนจบจาก Todai และรอดมาได้แล้ว แต่เรายังชอบเข้าไปดู Khan Academy เรื่อยๆ บางครั้งก็สนุกดีที่ได้เรียนรู้โจทย์คำนวณ ที่เราก็ลืมไปแล้วเพราะเรียนตั้งแต่มัธยม

มีคนเคยบอกว่า ยูทูปไม่ใช่เทรนด์แล้ว ซึ่งเราว่าใช่ (เพราะ Live กำลังมา) แต่ยูทูปมันก็เป็นคลังความรู้ชนิดหนึ่ง เวลาอยากรู้อะไร ก็ลองเสิร์ชเข้าไปดู อย่างน้อยมันก็ช่วยได้บ้างแหละน่า

หมายเหตุ: Khan Academy มีเว็บและมีโปรแกรมสอนมากขึ้นกว่าในยูทูปแล้ว ตอนนี้มันเติบโตมาก และ Khan พยายามที่จะให้เด็กหรือผู้คนเรียนรู้ได้อย่างดีที่สุด

Salman Khan, ขอบคุณมากที่ทำให้ชั้นเรียนจบโทมาได้ … งิ้ง