[blog]ทำไมคนอายุ 37 ปีอย่างเราต้องมาเรียนแต่งหน้า …​และนี่คือบทเรียนที่ได้เรียนรู้

 

12

 

1.แม้เราจะเป็นคนที่ดูคลิปแต่งหน้าใน YouTube มากว่า 10 ปี และเราเชื่อมั่นว่า เราแต่งหน้าพอเป็นบ้าง แต่เอาจริงๆ แล้ว เราไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการแต่งหน้าเลย

2.ปีหน้า เรากับเพื่อนจะเปิดแชนแนล YouTube และการจะโผล่หน้าสดเข้ากล้องบ่อยๆ มันก็คงไม่โอเค เราเลยคิดว่าเรียนแต่งหน้าไปเลยดีกว่า

3.เราลงเรียนคอร์ส อ.ปิงปอง ซึ่งเป็นน้องของเพื่อนเรา คอร์สราคา 1,500 บาท เป็นอะไรที่คนทั่วไปเอื้อมถึง อีกอย่าง เราชอบทัศนคติของ อ.ปิงปอง ที่ไปเปิดคอร์สยังตลาดต่างจังหวัดก่อน โดยปกติแล้ว อ.ปิงปอง ไม่ได้สอนที่ กรุงเทพฯ นะคะ แต่จะวนไปทั่วประเทศ ลูกศิษย์ของ อ.ปิงปอง คือผู้หญิงต่างจังหวัดทั่วไป

โฉมหน้าของลูกศิษย์ อ.ปิงปอง ทำให้เราคิดถึง แม่ๆ ยายๆ แถวบ้านเรา

เราชอบที่ อ.ปิงปอง ทำให้ความสวยเป็นเรื่องของการเข้าถึงง่าย และความสวยไม่มีชนชั้น (มันคงมีแหละ เพราะจะแต่งหน้าก็ต้องใช้เงิน แต่ อ.ปิงปอง ไม่เน้นของแพง)

4.เราลงเรียนคอร์สวันที่ 7 ธันวาคม เป็นคอร์สที่จัดขึ้นที่โรงแรมทาวน์ อิน ทาวน์ ลาดพร้าว เราลางานไป บอกเจ้านายเสร็จสรรพว่า ลาไปเรียนแต่งหน้า #ช่างกล้า

5.เขานัดกัน 11.30 น. เราไปถึงสัก 11 โมง พอเดินเข้าล็อบบี้โรงแรม …​เราชอบบรรยากาศมาก เพราะเราเจอ แม่ๆ น้าๆ ยายๆ เพียบเลย เราเจอคุณยายคนหนึ่งอายุ 83 ปี มาเรียนแต่งหน้า!

คุณยายเป็นแรงบันดาลใจที่ดีในการมีหัวใจที่ Fearless + Adventurous มาก

6.จริงๆ แล้ว สารภาพว่า เทคนิคหลายอย่างที่ อ.ปิงปอง สอนในคลาส เป็นเทคนิคที่มีสอนกันอยู่แล้วในโลกออนไลน์ เสิร์ช YouTube สิ คุณจะเจอเพียบเลย

แต่นั่นไม่ใช่หัวใจหลักของการเข้าคอร์สไง!

หลายคนที่เขาลงเรียนคอร์สแต่งหน้าเมื่อวาน เราเชื่อว่าเขาแต่งหน้ากันพอได้อยู่แล้ว เขาแยกแยะเบส ไพรมเมอร์ คอนซีลเลอร์ รองพื้น ชนิดแป้ง เป็น แต่เขามาเรียนเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น เข้าใจว่าจะอำพรางจุดด้อยบนใบหน้าตัวเองอย่างไร และจะเสริมจุดเด่นที่มีอยู่อย่างไร

ทุกคนมาเพื่อเปล่งประกายในแบบของตัวเอง

7.คุณพี่สองคนที่นั่งข้างๆ เรา เขาบอกว่า เขามาเรียนเพื่อเอาไปแต่งหน้าให้ลูกสาว!!! ลูกสาวเขาได้ขึ้นแสดงงานโรงเรียน และคุณแม่อยากแต่งหน้าให้ลูก!!!
เนี่ย! ทุกคนมีความฝัน และทุกคนมีเป้าหมายของตัวเอง รัก!

8.เราชอบขั้นตอนแรกสุดของคลาส ที่ อ.ปิงปอง จะเดินไปคุยกับลูกศิษย์แต่ละคน สำรวจจุดด้อย และจุดเด่นของใบหน้า อ.พูดตรง จริง แต่ใส่ใจ จุดไหนที่เป็นข้อด้อยของเรา อ.ก็จะบอก (อาทิ หน้าเรามีกระเยอะมาก ผิวแห้ง เป็นสิว ทำให้หน้าดูโทรมกว่าคนวัยเดียวกัน) แต่จุดไหนเด่น อ.ก็จะบอกเช่นกัน (อาทิ เราเป็นคนหน้าเรียวอยู่แล้ว เราไม่ต้อง shading/contour เพื่อลบกรามออกเลย) เป็นต้น

เราชอบทัศนคติที่บอกว่า ใบหน้าของแต่ละคนแบกประสบการณ์และเรื่องราวในชีวิตมาไม่เหมือนกัน เวลาที่แต่งหน้าออกมา มันก็จะแตกต่างกัน

9.สำหรับเรา คอร์สเรียนแต่งหน้า คือคอร์สที่เรามาสำรวจตัวเอง สำรวจอดีตที่ก่อให้เราเป็นเรา และสำรวจทัศนคติที่เรามีต่อตัวเอง ต่อความงาม และเป้าหมายในอนาคต

10.
สืบเนื่องจากข้อ 9 สิ่งที่เราได้ค้นพบในคลาสคือ
10.1/ ถ้าไม่จำเป็น เราจะไม่ติดขนตาปลอม!!! การติดขนตาปลอมเป็นเรื่องยากมาก ยากยิ่งกว่าให้ลงเรียนภาษาเกาหลีอีก

10.2/ที่เราไม่เคยมีปัญหากับหน้าสด ที่เต็มไปด้วยกระของเราเลย ก็เพราะ ตอนเราอายุ 23 ปี เราเคยไปสัมภาษณ์ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีกระบนใบหน้า แต่เธอสวยมาก! และสำหรับเธอแล้ว กระคือส่วนหนึ่งที่เป็นตัวตนของเธอ เป็นสิ่งที่ทำให้เธอมีเอกลักษณ์ หลังจากนั้น เราก็เหมือนฝังความคิดนี้ลงหัวเราหน่อยๆ (ประกอบกับความขี้เกียจส่วนตัวด้วย)

10.3/ข้อ 10.2 สะท้อนออกมาชัดเจนมาก ตอนลงรองพื้น เพราะเราลงบางๆ รอบเดียวก็พอแล้ว ซึ่งกระและรอยสิวก็ยังอยู่นั่นแหละ แต่เราโอเคแล้ว จนกระทั่ง อ.ผู้ช่วย เดินมาถามว่า ทำไมเราไม่ลงรองพื้นล่ะ เราบอกว่า เราลงแล้วนะ แล้วเขาทำหน้าประหลาดใจ เขาขอให้ลงเพิ่ม จะได้ปิดหน้าให้เนียน เรารู้ว่าเขาหวังดี เราเลยถามว่า ถ้าอยากหน้าเนียน เราต้องลงอย่างน้อย 2 รอบแบบ full coverage ใช่ไหม เขาบอกว่า ใช่ เราบอกว่า ในคลาสนี้เราจะลงแบบ full แล้วกัน แต่ปกติแล้ว เราโอเคจริงๆ นะ ที่ถึงลงรองพื้นแล้วยังเห็นรอยกระอยู่ เรารู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา

ที่พูดไม่ได้หมายถึง อยากมีกระ แต่สำหรับเรา เราไม่ได้มีปัญหากับการมีกระ (ปริมาณเท่านี้) ในระดับที่จะยอมไม่ให้ใครเห็นหน้าชั้นที่มีกระไม่ได้เลย

เราเพิ่งค้นพบตอนเข้าเรียนคอร์สนี้แหละว่า เออ…เรามีทัศนคติแบบนี้เนอะ และไอ้ที่ผ่านมาทั้งชีวิต เราปฏิบัติกับใบหน้าเราแบบนั้น เพราะเรามีทัศนคติประมาณนี้อยู่เบื้องหลังนั่นเอง

ไม่ได้หมายความว่า ทัศนคติไหนดีหรือไม่ดี แต่เราแค่เป็นอย่างนี้ และมันมีเหตุให้เป็น แต่คอร์สนี้ ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น (ต้องรอตั้งอายุ 37 แน่ะ กว่าจะเข้าใจ)

11.สรุป

เราประทับใจคอร์สของ อ.ปิงปอง มาก
แต่เราต้องบอกก่อนว่า คนที่ชอบบิวตี้บล็อกเกอร์สายฮิป สาย IG สีฟุ้งๆ หน่อย คุณจะไม่เหมาะกับคอร์ส อ.ปิงปอง นะ (ไม่ได้หมายถึงไปด้วยกันไม่ได้ แต่หมายถึง มันจับคนละกลุ่มตลาด และคนที่ชอบการนำเสนอแบบนั้น น่าจะไม่ชอบการนำเสนอแบบ อ.ปิงปอง)

เราว่า เด็กวัยรุ่น มาเรียนคอร์ส อ.ปิงปอง อาจจะไม่สนุกหรอก (แล้วจริงๆ เด็กวัยรุ่นก็ยังไม่ค่อยมีปัญหาผิวด้วย)

ใครอยากลงเรียน ลองตาม hastag #pinkymakeup ใน Facebook ดูได้เลยค่ะ

 

ปล.ลงภาพที่ถ่ายคู่กับคุณยายวัย 83 ปี ที่เป็นเพื่อนร่วมคลาสกัน

11

 

Advertisements

[blog] ฟิก DoTen และการเทรนนิ่งที่ facebook – เกี่ยวอะไรกัน แต่ก็เกี่ยวนะ

วันนี้มีโอกาสไปเทรนที่ออฟฟิศ facebook มา เลยทดไว้นิดหน่อย เผื่อเป็นประโยชน์กับใคร (ซึ่งคิดว่าคงไม่มี XD)

1/ไปกับแบรนด์ ซึ่งแบรนด์ก็อยากอัพเดทวิธีการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด รวมถึงขยายกลุ่มที่น่าจะหันมาเป็นลูกค้าแบรนด์ในอนาคตได้ด้วย เออ ประเด็นวันนี้ มันจะเน้นทำความเข้าใจกับฝ่าย creative หน่อยๆ เหมือนให้ฝั่ง creative เข้าใจว่าควรจะเล่นสนุกกับ fb page ได้อย่างไรบ้าง

2/เมื่อเป้าหมายเป็นแบบนี้ ส่วนใหญ่ประเด็นที่เทรนนิ่งกันก็ประมาณนี้แหละ

3/เหมาะกับเอเจนซี่ที่ดูแลลูกค้าใหญ่ พวกแบรนด์นั่นนู่นนี่

4/คนใน fb ที่ดูแลลูกค้าที่เป็นกลุ่มแบรนด์ หลักๆ จะมาอัพเดท tools หรือ features ใหม่ๆ ของ fb ให้ฟัง

5/เขามีการวิเคราะห์อะไรให้ฟังเยอะอยู่นะ แต่เราว่าหลายอันก็ไม่ว้าวแล้วอ่ะ แนวประมาณว่า
-mobile first (เวลาทำคอนเทนต์ต้องคิดถึงการทำเพื่อตอบสนอง mobile เป็นหลัก)
-ตอนนี้ fb users ของไทย 51 ล้าน accounts และแอ็คทีฟราวๆ 31 ล้านแอคเคาน์
– คนส่วนใหญ่กว่า 70% ของไทยเข้าถึง mobile และมี fb account แล้ว (ประมาณว่า ไปถึงทุกชนชั้นแล้วจ้า)
-ดังนั้นกลุ่มใน fb จึงมีหลากหลายมาก ถ้าสินค้าแบรนด์หรู อยากทำแคมเปญเพื่อสื่อสาร ถ้าเลือก target ไม่แม่น อาจจะส่งสารไปผิดกลุ่มก็ได้

6/และตอนนี้เขาเชียร์ IG, IG Story มาก (เชียร์ให้แบรนด์ทำสื่อสาร)
ซึ่งจริงๆ เราใช้ IG บ่อยนะ แต่เราแอบคิดว่า ทีม fb พยายามขาย IG อ่ะ หมายถึง กำลังดัน กำลังปั้นให้คนหันมาใช้อันนี้เยอะๆ

แต่ IG เป็นช่องทางการสื่อสารของแบรนด์ที่เน้น visual ได้จริงๆ (และสถิติบอกว่า คนใช้ IG ส่วนใหญ่มีการศึกษา — แก๊ แต่รู้ไหมว่าแก๊งเพลงลูกทุ่งอ่ะ เขาสื่อสารผ่าน IG กับ IG Live ตลอดเวลานะจ๊ะ อาทิ พี่ต่าย อรทัย ของชั้น)

7)เทรนด์วิดีโอสั้นๆ มากๆ เพื่อโปรโมทแบรนด์กำลังมา ประมาณแบบ ไฟล์ .gif อ่ะ แต่ก็ไม่ .gif ทีเดียว อาจจะยาวกว่าหน่อย

8)แต่ที่ประทับใจ คือออฟิศ fb ในห้องน้ำหญิงอ่ะ มีกล่องใสอันหนึ่ง มีผ้าอนามัยจัดวางไว้อย่างสวยงาม
อื้อหือ ไม่แน่ใจว่าผู้ชายเข้าใจไหม แต่มันสื่อสารว่า เขาให้ความสำคัญอ่ะ คือปกติบางทีผู้หญิงจะเจอสถานการณ์แบบนี้ แล้วต้องไปร้านสะดวกซื้อ หรือบลาๆๆ … แต่นี่ไม่ต้องตามหา คือมีไว้ให้เหมือนมีทิชชู่ในห้องน้ำอ่ะ แต่จัดวางไว้น่าประทับใจ เห็นถึงความใส่ใจ

คือประทับใจกว่าที่เขาว่ามีอาหารบริการดีบลาๆ อีก

9.)ทีม fb บอกว่า เดี๋ยวนี้เด็กใช้ IG กับ IG Story แอ๊วกัน … คนอื่นไม่เข้าใจ แต่ชั้นบอกชั้นเข้าใจ
ทำไมเข้าใจน่ะเหรอ… อ๋อ เห็นในฟิกจอยลดาอ่ะ ตัวละครในฟิกชอบแอ๊วกันใน IG/ IG Story โดยเฉพาะฟิก DoTen

จบ

ขึ้นต้นอะไรก็ได้ แต่ต้องลงท้ายด้วยการชิป #DoTen
#พลังของติ่ง #เรื่องติ่งเราจริงจัง #อย่าลืมวนดูเอ็มวีSimonSays #เพราะยูตะหล่อมาก

—-


ไม่ได้อัพเดท blog บ่อยนะคะ
แต่ถ้าอยากติดตาม สามารถติดตามได้ที่

Like: fb.me/deartiktok
Follow: twitter.com/tiktokthailand
Blog: deartiktok.wordpress.com

ปล.ถ้าชอบอ่านเรื่องคน เรื่องอปป้า ฝากติดตามคอลัมน์ #OhOppa ที่ way magazine ด้วยนะคะ

[documentary film] Boundary – ฟ้าต่ำ แผ่นดินสูง

 

Screen Shot 2018-09-22 at 3.33.07 PM

Boundary – ฟ้าต่ำ แผ่นดินสูง (นนทวัฒน์ นำเบญจพล/2013/ไทย)

ได้ดูสักที
ทั้งที่อยากดูตั้งแต่ตอนออกฉาย แต่จำไม่ได้ว่าทำไมถึงไม่ได้ดู … เหมือนจะอยู่บ้านนอก หรือไปญี่ปุ่นแล้วนี่แหละ (แต่หนังเข้าฉาย เมษายน 2013 รึเปล่า…นั่นยังไม่ได้ไปญี่ปุ่นเลยนะ)

แต่นั่นแหละ ได้ดูแล้ว

หลังจากสารคดีเรื่องนี้ฉายมา 5 ปี พอย้อนกลับมาดูในช่วงที่กระแสความขัดแย้งจากกรณีเขาพระวิหาร -ที่ถูกขับด้วยลัทธิชาติยมเป็นหลัก- ซาลงไป (หมายถึงความร้อนแรงของความขัดแย้งซาลงไป ไม่ใช่ลัทธิชาตินิยมซาไป) ก็พบว่า ตัวเองไม่ได้อินกับสารคดีมาก (ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เป็นคนอีสาน) และเอาเข้าจริง ตัวสารคดี ก็ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้ใครอินอยู่แล้วมั้ง (เหมือนจะเป็นเช่นนั้นนะ)

ถ้าให้เล่าถึงเมนไอเดียของสารคดี คงต้องบอกว่า มันคือหนังสือ Imagined Community ของ อ.เบน แอนเดอร์สัน นั่นแหละ (และแน่นอน มีเครดิต อ.เบน อยู่ท้ายเรื่อง) มันคือการพยายามทำความเข้าใจเรื่องพรมแดนของความขัดแย้ง – ทั้งความขัดแย้งตรงพรมแดนเขาพระวิหาร และความขัดแย้งในวิกฤตการเมืองไทย (เสื้อเหลืองเสื้อแดง) นั่นแหละ – ซึ่งผู้กำกับเลือกเล่าผ่านตัวละครเล็กๆ โดยเฉพาะชาวบ้านและทหารในพื้นที่ทั้งสองฝั่ง

แต่สารคดีก็ไม่ได้สืบค้นถึงรากลึกของปัญหาอะไร เพราะนั่นไม่ใช่สารหลักที่จะสื่ออยู่แล้ว มันคือการพยายามมองมาจากคนนอก (เพราะผู้กำกับเป็นคนกรุงเทพฯ = คนนอกอยู่แล้ว) ซึ่งไม่ได้อยู่ใกล้พื้นที่ซึ่งมีเสียงปืนเสียงระเบิด ที่น่าสนใจคือ ปัญหาที่ชายแดนเขาพระวิหาร ก็เป็นปัญหาที่ไม่ได้ก่อขึ้นโดยคนในพื้นที่ด้วยซ้ำ ปัญหาที่ถูกจุดให้ร้อนแรงอีกครั้งในช่วง 2011 ที่มีการปะทะกัน เกิดขึ้นจากคนนอกพื้นที่…คนที่รู้สึกว่า “จะเสียเอกราชไทยให้เขมรไม่ได้”

สารคดีแนะนำเราให้รู้จักกับอ๊อด ทหารเกณฑ์ที่กำลังจะปลดประจำการ เขาได้รับสิทธิ์พักร้อนกลับบ้านช่วงสงกรานต์ บ้านของอ๊อดอยู่ตรงจุดที่มีปัญหาพิพาทนั่นแหละ ศรีษะเกษ (สะกดอย่างนี้ใช่ไหม) จริงๆ อ๊อดมีความน่าสนใจ แต่เนื่องจากตอนนี้หิว ขี้เกียจเขียนยาว ทิ้งมันไว้ตรงนี้แหละ อ้าว

นอกจากอ๊อด เราได้รู้จักพ่ออ๊อด รู้จักชาวบ้านที่ต้องอพยพเมื่อเกิดการปะทะ รู้จักคนที่สูญเสียบ้านเพราะระเบิดลง (บ้านทั้งหลังที่เก็บเงินมาสร้าง) รู้จักคนที่เสียสามีเพราะระเบิดลง (ฝ่ายภรรยาเล่าถึงด้วยท่าทีไม่ดราม่าเลยแม้แต่น้อย แต่นั่นยิ่งทำให้คนดูรู้สึกถึงความดราม่ามากขึ้น) ทหารแถวๆ นั้น ทั้งไทยและเขมร …​ในพาร์ทเขมร (กัมพูชา) ผู้กำกับเล่าถึงนอกรอบ (เหมือนจะเล่าในเฟซบุ๊ก-เคยอ่านผ่านตาตอนนั้น) ว่าต้องปลอมตัวเป็นชาวต่างชาติ (แนวๆ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น นี่แหละ) เข้าไปขอสัมภาษณ์ เพราะตอนนั้นถ้าบอกว่าเป็นคนไทย … เละแน่ๆ

สิ่งที่น่าสนใจจริงๆ สำหรับเราก็คือ … หลายครั้งที่งานซึ่งสำรวจประเด็นในเชิงนี้ (เชิงไหนหว่า…เออ นั่นแหละ) มักเป็นผลงานของคนที่ไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์มาโดยตรง (ผู้กำกับเรียนออกแบบนะถ้าจำไม่ผิด) แต่เป็นการต่อยอดจากความสนใจ ก้าวข้ามพรมแดน (แน่ะ…​ boundary) ของความรู้เฉพาะสาขาหนึ่งๆ ไปสู่สาขาหนึ่งๆ ปะทะสังสรรค์และเล่ามันออกมา ด้วยความสนใจใคร่รู้

สิ่งที่เรา-ในฐานะเด็กรัฐศาสตร์-สนใจหลังจากดูสารคดีเรื่องนี้จบลง คงเป็นประเด็นที่ว่า … เราอยากรู้ว่า มีคนสาขารัฐศาสตร์หรือสาขาแนวๆ นี้ ได้ถ่ายทอดหรือเล่าถึงเรื่องนี้ในเชิงสารคดี หรือเรื่องเล่า (อาทิ หนังสั้น / อนิเมชั่น) ไว้บ้างไหม ในการมองเรื่องพิพาทเขาพระวิหาร ถ้าเราไม่มองจากมุมของ Imagined Community ของ อ.เบน แอนเดอร์สัน รวมถึงไม่มองจากสายตาของลัทธิชาตินิยม มันจะเลือกเล่า หรือมองได้จากอะไรอีกบ้าง

อ๊ะ ลืมให้คะแนน

8.5/10

สามารถเช่าดูออนไลน์ (48 ชม.) ได้ที่ Vimeo ในราคา 6$ (ประมาณ 180 บ.)

ลิงก์เช่าหนัง – https://vimeo.com/ondemand/boundary/135178142

[SPECIAL JOURNEY] ภาษาที่เราอาจจะไม่เข้าใจ #2

 

“ถ้าหนูไม่โอเค หนูก็พูดได้นะว่าไม่โอเค”

เมื่อวาน หลานอายุ 17 ปี โทรมา หลานมีพี่ชายเป็นบุคคลมีภาวะความต้องการพิเศษ​ (ออทิสติก) ซึ่งเมื่อวาน พี่ชายหลานหายไปจากบ้าน พบอีกทีก็คือปั่นจักรยานไปตลาด แล้วอยากได้หลอดไฟ ก็เลยไปหยิบหลอดไฟในร้านค้า แล้วทำแตกไป 2 ดวง

ตอนที่พี่ชายหายไป หลานบอกว่าหลานเครียดมาก แต่ที่เครียดกว่านั้น ก็คือ แม่หลานโดนคนที่ตลาดด่า ว่าดูแลลูกไม่ดี

หลานเครียดว่า ถ้าหลานเรียนจบ ม.6 แล้ว ไม่ได้อยู่บ้านกับแม่แล้ว สถานการณ์จะเป็นไงต่อ ใครจะดูแลพี่ชาย แล้วถ้าพี่ชายหายไปอีกล่ะ

เมื่อวานก็เลยได้เล่าให้หลานฟังเรื่องบ้านฟาร์ม ที่ปากช่อง

บ้านฟาร์ม เป็นคล้ายๆ กับโรงเรียนวันหยุด ที่ทุกศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ครอบครัวและเด็ก(วัยรุ่น)พิเศษ จะมาเรียนรู้ร่วมกัน

ถ้าจะให้อธิบายบ้านฟาร์มไปมากกว่านี้ …​ เราคิดว่า เราคงจะอธิบายมันไม่ได้แล้วล่ะ

คือกิจกรรมที่บ้านฟาร์มทำ เป็นสิ่งที่เราคิดว่า คนภายนอก – นอกในระดับที่อาจจะไม่เคยรู้จักเด็กหรือบุคคลมีภาวะความต้องการพิเศษ – หรือแม้กระทั่งคนที่มีคนในครอบครัวมีภาวะนั้น … ก็ยังอาจไม่เข้าใจกิจกรรมบ้านฟาร์มอยู่ดี

ก่อนไปเยี่ยมบ้านฟาร์ม เราก็มีความไม่เข้าใจหลายอย่าง

เรื่องของเรื่องคือ ออมแนะนำให้เรารู้จักกับพี่ฟ้า เมื่อปีก่อน แล้วมันเหมือนติดอยู่ในใจเรา ว่าอยากสัมภาษณ์พี่ฟ้ามาตลอด

พี่ฟ้าเป็นแม่ของซีซาร์ ซีซาร์มีภาวะความต้องการพิเศษ
ขณะเดียวกันพี่ฟ้าก็เป็นแม่ของซัน ซันเรียนจบเอกอังกฤษ จาก ม.เกษตร ตอนนี้กลับมาช่วยพี่ฟ้าทำงานกิจกรรมที่บ้านฟาร์ม

เมื่อไม่นานมานี้ เราติดต่อขอสัมภาษณ์พี่ฟ้าไป ปกติแล้วพี่ฟ้าจะอยู่ที่ปากช่อง แต่ก็มีคิวเข้ามา กทม. บ้าง จากที่คุยกัน เราตกลงจะไปบ้านฟาร์ม แต่ก็มีเหตุให้ต้องเลื่อนเดินทาง เลื่อนไปเลื่อนมาเกือบเดือน เกือบยกเลิกไปแล้ว เคยถามพี่ฟ้าไปหนหนึ่ง ว่าเลื่อนมาเจอกันที่ กทม.ดีไหม … แต่เหมือนมีอะไรบางอย่าง ส่งสัญญาณมาบอกเราตลอดว่า ถ้าอยากเข้าใจสิ่งที่พี่ฟ้าทำจริงๆ คุยที่ กทม.ไม่ได้หรอก ต้องไปคุยที่ปากช่องเท่านั้น

ต้องไปเห็นบ้านฟาร์มเท่านั้น

ก็เลยไปกัน

…เราได้เรียนรู้จากบ้านฟาร์มหลายอย่างเลย…

แต่สิ่งที่เราจำได้ดีที่สุด ก็คือ บทเรียนที่ไม่มีใครสอนเลย บทเรียนที่เกิดขึ้นอย่างบังเอิญที่สุด

ในจังหวะหนึ่งหลังกินข้าวเที่ยงเสร็จ วิน-วัยรุ่นพิเศษตัวอ้วน,​ คนที่เหมือนภาพแทนของหลานคนที่มีภาวะความต้องการพิเศษของเราเลย – วินกำลังส่งเสียงงึมงำบางอย่าง เป็นเสียงเหมือนผึ้งบินหึ่งๆ น่ะ เป็นเสียงที่ไม่ใช่ภาษาไทย และไม่ใช่ภาษาอะไรที่เราฟังเข้าใจเลย

แล้วซันก็พูดขึ้นมาว่า
“ถ้าตัดเรื่องภาษาออก แล้วฟังแค่น้ำเสียงที่วินจะสื่อสาร มันเหมือนกับว่า วินกำลังหงุดหงิดอยู่นะ”

แม่งเชี่ย (นี่คือคำชม) … โห ซัน นี่ใช่คนอายุ 25 ปีไหม ทำไมเข้าใจโลกได้ดีขนาดนี้

หลังจากนั้น คำที่ซันพูด ก็ทำให้เราหันมามองหลานที่มีภาวะความต้องการพิเศษด้วยมุมมองใหม่


แอนดี้อายุ 20 ปีแล้ว เป็นบุคคลที่มีภาวะความต้องการพิเศษ
แอนดี้เป็นหลานเรา
และเป็นพี่ชายของหลานสาวเรา (งงไหม)

ช่วงต้นสิงหาคม เรากลับบ้านไปงานศพน้า แล้วระหว่างนั้นเราเจอแอนดี้ เราถามหาพ่อเลี้ยงเรา (ที่ขับรถไถ) กับแอนดี้ เราพูดชื่อพ่อเลี้ยงออกมา แอนดี้ไม่ได้ตอบ แต่แอนดี้พูดซ้ำๆ ย้ำๆ คำว่า “รถไถ”

ทุกครั้งที่เจอเรา แอนดี้ก็จะชอบพูดถึง “ติ๊ก เจษฎาภรณ์”

ภาษาที่แอนดี้สื่อสารออกมา เป็นภาษาที่เราไม่เคยเข้าใจ
เราคิดว่าแอนดี้พูดไม่รู้เรื่อง
จนกระทั่งวันที่เรากลับบ้านไปรอบนั้นแหละ แล้วเราก็ “ฟัง” แอนดี้ด้วยมุมใหม่

แอนดี้สื่อสารได้นะ เขามีภาษาของเขา และเขากำลังพยายามเชื่อมโยงภาษาของเขากับภาษาที่เราใช้กันอยู่

ถ้าเราลอง “ฟัง” แบบที่ซันบอก
ลองจับน้ำเสียง … เราอาจจะพอเข้าใจว่าเขาต้องการอะไรมากขึ้น

“แอนดี้ขี่จักรยานได้ด้วยเหรอ เก่งจังเลยเนอะ” เราตอบหลานที่โทรมาเรื่องที่ว่าแอนดี้หายไปจากบ้าน หายไปโดยการปั่นจักรยานไปตลาด

“หนูก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าแอนดี้ปั่นจักรยานได้ด้วย” หลานสาวเริ่มอารมณ์ดีขึ้นแล้ว

“วันก่อนแอนดี้ไปจับปูนามาด้วยนะ แอนดี้ขุดหลุมจับปูเก่งมาก เก่งกว่าพ่อกับแม่อีก” หลานสาวยังคงเล่าต่อ

“บางทีหนูก็รู้สึกรำคาญแอนดี้นะ” หลานสาวเล่าในบางจังหวะ

“ถ้าหนูไม่โอเค หนูก็พูดได้นะว่าไม่โอเค” ฉันตอบกลับไป — จริงๆ ไม่ใช่คำตอบที่ฉันคิดได้เองหรอก ก่อนหน้านี้ฉันโทรปรึกษาออม –ออมทำงานด้านเด็กมีภาวะความต้องการพิเศษมาหลายปี ออมรู้ว่าภาวะที่คนในครอบครัวทั้งรักทั้งเกลียดคนที่มีภาวะนี้นั้น…มีอยู่จริง

และมันไม่เป็นไรเลยที่จะยอมรับว่าบางทีเราก็เกลียด…เกลียดชีวิตที่ต้องเจอกับสิ่งนี้

แต่เราก็รักกันในฐานะครอบครัวด้วย

“หนูกลัวว่าถ้าหนูไม่อยู่ (ไปเรียนมหาวิทยาลัย) แล้วครอบครัวหนูจะเป็นยังไงต่อไป”

—ครอบครัวที่มีบุคคลมีภาวะความต้องการพิเศษ จะต้องเจออย่างนี้อยู่แล้ว Up & Down ทางความรู้สึก— ออมบอก

บุคคลที่มีภาวะความต้องการพิเศษมีภาษาในการสื่อสารของเขากับโลก

ครอบครัวที่มีบุคคลมีภาวะความต้องการพิเศษ ก็มีภาษาที่พวกเขาใช้ในการสื่อสารกับโลกด้วยเช่นกัน

ซึ่งเราในฐานะคนนอก อาจจะ, หรืออาจจะไม่-เข้าใจมันก็ได้


ภาพถ่ายจากบ้านฟาร์ม ได้รับอนุญาตจากผู้เกี่ยวข้องให้เผยแพร่ภาพนี้ได้

 

 

P1120463

August in February

 

28.02.2018

 

ตอนนี้กำลังชอบฟังอัลบั้ม Home As In Houston ของ The Get Togethers ค่ะ

น้องคนหนึ่งเขียนบล็อกที่พูดเกี่ยวกับเพลง August ของ The Get Togethers ไว้ อ่านแล้วถึงขั้นต้องเสิร์ชหาเพลงและอัลบั้มมาฟัง

อัลบั้ม Home As In Houston วางจำหน่ายในเดือนกันยายน 2013

มีทั้งหมด 12 เพลง ชื่อเพลงคือชื่อของเดือนในรอบ 1  ปี เริ่มต้นตั้งแต่ January และ ไปจบที่ December

มันเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับ Bethany Gray ในปี 2007

ปีที่เธอหัวใจแหลกสลาย ก่อนจะกอบกู้กลับมาได้ และกลายเป็นอัลบั้มนี้

ลองฟังกันดูนะคะ

แล้วบอกกันบ้าง ว่าคุณชอบเดือนไหนในอัลบั้มมากที่สุด

 

https://thegettogethers.bandcamp.com

a0974586381_10

“The year of 2007 with all of its tragic happenings launched a broken-hearted Bethany Gray on a quest to document its doings. Later emerging as The Get Togethers, this group of close-knit friends is ready to share the story that brought them together- Home as in Houston. The Get Togethers unite the epic and the intimate, the foreign and familiar. These are memoir enthusiasts making home made music.”

[blog] ยื่นภาษี 2561 สำหรับฟรีแลนซ์แบบแปลกๆ

เรื่องภาษีเป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยชินเสมอ อาจเพราะหลายปีที่ผ่านมา ชีวิตการทำงานมักมีอะไรแปลกประหลาดหน่อยๆ

ปี 2560 ที่ผ่านมา ก็แปลกประหลาดอยู่บ้าง

ช่วงครึ่งปีแรก เรียกได้ว่าทำงานอยู่ในองค์กร มีเงินเดือนแบบที่ยื่น ภงด.1 และจ่ายประกันสังคมปกติ (องค์กรหักออก)

ช่วงครึ่งปีหลัง เรียกได้ว่าเป็นฟรีแลนซ์ รับงานเขียน แต่รับแบบเหมาจ้าง คือเราไม่ได้ถือลิขสิทธิ์จากตรงนั้น รายได้ที่ได้ นับเป็นแบบที่ต้องยื่น ภงด.3

ช่วงพักงาน ก็ไม่ได้จ่ายประกันสังคม เพราะสิทธิยังคุ้มครองอยู่ จนเดือน พ.ย. 2560 จึงได้ทำประกันตน ม.39 เดือนละ 432 บาท

ทีนี้พอยื่นภาษี ก็เลยจะมีคำถามหน่อยๆ ดังนี้

1/ในส่วน ภงด.1 และ ภงด.3 จะต้องกรอกยังไง

คำตอบที่ได้คือ

ภงด.1 ต้องเลือกกาช่อง มาตรา 40(1)

ภงด.3 ต้องเลือกกาช่อง มาตรา 40(2)

แต่ถ้าใครเขียนหนังสือเล่ม หรือทำงานที่ได้ลิขสิทธิ์ ให้กรอก มาตรา 40(3)

111

 

 

2/ประกันสังคม

ถ้าเลือกยื่นแบบภาษีทางออนไลน์

การยื่นภาษีออนไลน์นั้น เมื่อเราแจ้งรายได้จากเงินเดือน (กาช่อง มาตรา 40(1)) ระบบออนไลน์ของสรรพากรจะคำนวณให้อัตโนมัติให้ โดยคิดเป็น 5%

แต่กรณีนี้ไม่ครอบคลุม ประกันสังคม ม.39 (แบบที่เราจ่ายตอนเป็นฟรีแลนซ์)

ดังนั้น ถ้าอยากใช้สิทธิที่จ่าย ประกันสังคม ม.39 (เดือนละ 432 บ.) ด้วย ก็ต้องยื่นแบบด้วยตนเองที่สรรพากรใกล้บ้าน

 

3/กรณีจ่ายประกันสังคม ม.39 ที่ 7-11 

กรณีนี้ ใบเสร็จที่ 7-11 ไม่สามารถนำมายื่นใช้สิทธิกับสรรพากรได้

ต้องโทรหรือขอเอกสารกับทางสำนักงานประกันสังคม เขตที่เรายื่นแบบ ม.39 ไว้ค่ะ

 

4/คำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สรรพากร

คำแนะนำเหล่านี้เราได้จากการโทรถามสายด่วนสรรพากร โทร. 1161

รอสายไม่นานมาก ถือว่าน่าประทับใจ

เจ้าหน้าที่ยังให้คำแนะนำว่า สำหรับผู้ที่ยื่นแบบด้วยตนเองที่สรรพากร ให้เตรียมแบบสำเนาไปทุกอย่าง สำเนาเอกสาร ภงด. ต่างๆ, สำเนาลดหย่อน เป็นต้น เพราะสรรพากรจะไม่เก็บเอกสารเหล่านี้ไว้ จะนำไปทำลาย ดังนั้นเราต้องเก็บตัวจริงไว้อ้างอิง เผื่อมีกรณีที่ต้องอ้างอิงภายหลังนั่นเอง

 

เหล่านี้ถือเป็นเรื่องภาษีเบื้องต้นที่พบเจอในปีนี้

หวังว่าจะพอมีประโยชน์บ้างนะคะ

 

[blog] เราเจอกันครั้งแรกที่ไหนนะ

IMG_20180131_202741.jpg

 

“เราเจอกันครั้งแรกที่ไหนนะ”

จำได้ไหมคะ? … เราเจอกันครั้งแรกที่ไหน

 

เดือนกุมภาพันธ์ เป็นเดือนที่สั้น และสำหรับหลายคน มักเชื่อมโยงมันเข้ากับเรื่องโรแมนติก

วันนี้ไม่ได้มีเรื่องโรแมนติกจะเล่า แต่ประโยคที่เปิดหัวไว้ คือประโยคที่เพิ่งคุยกับเพื่อนในวันก่อน

“คนสองคนเจอกันครั้งแรกที่ไหน”

คือบทละครที่เราคุยกันค่ะ

 

 

…..

ช่วงนี้ฉันเกิดอยากเขียนบทละครขึ้นมา เลยไปปรึกษาเพื่อนคนหนึ่งที่จบมาด้านนี้ และทำงานด้านนี้มาเกินสิบปีแล้ว ถือได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่ง

ฉันเคยเรียนเขียนบทเมื่อสิบปีกว่าปีก่อน แต่เป็นบทละครเวทีกับบทหนัง (ซึ่งก็ลืมหลักการไปเยอะแล้ว) …​ ตลอดชีวิตนั้นฉันมีปัญหากับการเขียนเรื่องยาวมาตลอด นั่นเป็นเหตุผลให้ฉันไม่เคยเขียนนิยายจบเรื่อง และไม่เคยกล้าคิดเขียนบทละครด้วย

แต่เพราะหมู่นี้ตระหนักได้ว่า อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว อยากทำอะไรก็จงทำเสียเถอะ

พอรู้สึกอยากลองเขียนบทละครโทรทัศน์ดู ก็เลยรีบนัดเพื่อนคุย

จริงๆ แล้ว ปัญหาก่อนหน้านี้ (และยังคงเป็นปัญหาในปัจจุบัน) ของฉันก็คือ ฉันเป็นคนคิด Situation (สถานการณ์) และ Dialouge (บทสนทนา) ไม่เก่งเลย

เรื่องที่เขียนไว้ส่วนใหญ่ มักจะอิงจากประสบการณ์จริงเกินครึ่ง ถ้าแต่งขึ้นมา ก็ต่อเติมจากประสบการณ์จริง หรือเรื่องที่มีคนเคยเล่าให้ฟัง

ฉันมักจะเขียนเรื่องไกลตัวมากๆ ไม่ได้ เช่น ถ้าจะให้เขียนเรื่องตลกของร้านค้าในทองหล่อ ฉันจะเขียนไม่ได้ทันที

อย่าหวังว่าจะเขียนเรื่องแฟนตาซีจำพวก พ่อมดหมอผีเลย อันนั้นยิ่งทำไม่ได้ใหญ่

“คิด Situation ฝึกช่วงแรกๆ ก็ให้ฟุ้งไปเรื่อยๆ ก่อน ฟุ้งไปเลย ส่วน Dialogue ถ้าเราสร้างตัวละครให้แน่น ให้กลมแล้ว มันจะมาเอง แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ไง บางทีกว่าจะค้นเจอตัวละครจริงๆ ก็ตอน 10 แล้ว”

เพื่อนเล่า

“ในการสร้างเรื่อง พื้นฐานคือต้องมีตัวละคร แล้วจากนั้นตัวละครต้องเจอ Conflict ใช่ไหม”

เพื่อนยังคงเล่าแต่คราวนี้แทรกคำถามมาด้วย

“วิธีฝึกที่ดีที่สุดก็คือ ลองคิดดูว่า ตัวละครเจอกันครั้งแรกที่ไหน เจอกันยังไง ในสถานการณ์แบบไหน”

“เดี๋ยวฉันต้องไปบรรยายให้น้องๆ ที่มหาวิทยาลัยฟัง โจทย์นี้แหละที่ชั้นจะให้เด็กทำ จะบอกเด็กว่าจงไปคิดฉากที่ตัวละครสองตัวเจอกันครั้งแรกมาให้ได้ ฟังดูง่าย แต่ไม่ง่ายนะเว้ย”

 

ใช่, ไม่ง่ายเลย ยากชะมัด

ถึงตอนนี้ก็ยังคิดไม่ออกเลย

 

…..

ถ้าชีวิตเป็นบทละคร

คิดว่า…เราเจอกันครั้งแรกที่ไหน อย่างไรคะ

 

 

 

 

ป.ล. กำลังลองเริ่มเขียน ถ้าเขียนร่างแรกจบแล้ว จะอัพเดทให้ฟังนะคะ