READ : Cross Road ณ ทางแยกของชีวิต

ครอสโรด
Cross Road: in their cases
เรื่องต้นฉบับ มาโคโตะ ชินไค
เรื่อง นารุโตะ คิริยามะ
แปล ปาวัน
สนพ. Phoenix
ราคา 245 บ.

“ฤดูหนาวอันสาหัสจบลง เปิดทางให้ฤดูใบไม้ผลิมาเยือนในทันใด

ว่ากันว่าฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูกาลแห่งการพบพานและลาจาก”

บทที่ 8 อันเป็นบทสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ เปิดบทอย่างนี้

แต่หนังสือไม่ได้เริ่มต้นในฤดูใบไม้ผลิ มันเริ่มต้นด้วยเดือนมิถุนายนในปีก่อนหน้า กับเรื่องเล่าของเด็กมัธยมปลายสองคน – มิโฮะ และ โชตะ ที่กำลังเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยตั้งเป้าว่าอยากเข้าที่ ม.โตเกียว

ฉันเจอหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกตอนไปเดินวนเวียนที่ร้านคิโนะคุนิยะ สาขาอิเซตัน เซ็นทรัลเวิลด์ โปรยปกที่เขียนไว้ว่า “ณ ทางแยกของชีวิตวัยรุ่น เส้นทางไหนจะนำพาเขาและเธอไปสู่ความฝันยังโลกกว้าง หรือพานพบกันและกันเพื่อเปลี่ยนโลกทั้งใบไปตลอดกาล มีเพียงตัวเองเท่านั้นที่เป็นผู้เลือก”

เป็นเพราะคำโปรยนี้ ทำให้ชื่อหนังสือวนเวียนอยู่ในหัวถึงสองอาทิตย์

ฉันกลับไปซื้อหนังสือเล่มนี้ในเวลาต่อมา ฉันชอบคำว่า “ณ ทางแยกของชีวิต….” รู้สึกตัวเองเพิ่งเขียนคำนี้ไปในสักบทความที่เขียนอยู่เช่นกัน

เมื่อได้มาครอบครอง ฉันใช้เวลาอ่านหนังสือนานทีเดียว 1 เดือนแน่ะ กว่าจะจบ อาจเพราะการดำเนินเรื่องตอนแรกยังคาดเดาไม่ได้ เมื่อเราไม่รู้กฎเกณฑ์หรือกติกาของเรื่องเล่า พอเดาไม่ออกว่าจะเจออะไร บ่อยครั้ง เรามักเบื่อหน่าย

เรื่องเปิดด้วยการเริ่มต้นของมิโฮะ และการสิ้นสุดของโชตะ ในเดือนมิถุนายน เป็นการปูพื้นตัวละครที่ดูเอื่อยๆ ไปนิด แต่พอเริ่มต้นบทที่สาม ชื่อเรื่องว่า “ฤดูร้อน – มิโฮะ” ก็พอจะเริ่มมัดใจไว้ได้หน่อย

มิโฮะเป็นสาวชาวเกาะ อยู่ห่างไกลจากโตเกียว ความฝันของเธอคืออยากไปที่ไหนสักแห่ง ที่อยู่ไกลแสนไกลออกไป นั่นทำให้เธอปักหมุดความฝันที่ ม.โตเกียว

ส่วนโชตะเป็นหนุ่มโตเกียว อยู่กับแม่ขี้เมา พ่อหย่ากับแม่เพราะพ่อเลือกจะเดินทางเป็นช่างภาพไปทั่วโลก แม่ไม่อาจทานทนเรื่องนี้ได้

โชตะรอคอยพ่อเสมอ

ครั้งหนึ่ง พ่อของโชตะส่งโปสการ์ดมา บอกเล่าถึงเกาะแห่งหนึ่งที่ไปเยือน ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน โชตะไปเยือนเกาะแห่งนั้น ในระหว่างที่ขึ้นเรือ พวกเขา, โชตะกับมิโฮะ, ได้เจอกันแล้ว แต่มันคือช่วงเวลาที่ทั้งคู่มัวแต่จดจ้องกับเป้าหมายหลัก จนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

เป้าหมายของมิโฮะคือการตะลุยอ่านหนังสือสอบ แม้จะอยู่บนเรือ
เป้าหมายของโชตะ คือ การสำรวจทิวทัศน์ของเกาะที่พ่อเคยมาเยือน ความทรงจำของพ่อ

หลังการเดินทางครั้งนั้นผ่านไป ทั้งคู่กลับมาฝ่าฟันกับการเตรียมสอบ พร้อมปัญหาของวัยเรียน ทางเลือกของชีวิต และเรื่องราวจิปาถะของคนรอบตัว

จริงๆ เสน่ห์ส่วนหนึ่งของเรื่อง ก็คือการผูกปมเรื่องครอบครัวไว้ด้วยนี่แหละ

หนังสือมีความเอื่อยสูง อาจไม่เหมาะกับคนที่ชอบเรื่องที่หวือหวา high concept แต่พออ่านจนจบเล่ม ปรากฏว่าเราดันชอบความเอื่อยของมันเสียอย่างนั้น

มาก้าวผ่านฤดูกาลต่างๆ ร้อน ร่วง หนาว ผลิ ไปกับทางแยกของชีวิตวัยรุ่นของมิโฮะและโชตะกันเถอะ

Advertisements

[policy blog] เขียนถึง public policy #1 – getcalfresh

 

1a

 

 

พอดีหาข้อมูลเกี่ยวกับ gov tech / civic tech เลยเจอเว็บนี้ของอเมริกา

เป็นเว็บที่สนับสนุนโดย Code for America ซึ่งถือว่าเป็น non profit org แต่ไม่ใช่ภาครัฐ ทว่าทำสนับสนุนภาครัฐ

getcalfresh.org เป็นเว็บที่สร้างให้รัฐแคลิฟอร์เนีย คงไปเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานหลายหน่วยในรัฐนั้น พวก county ต่างๆ

ตัวเว็บคือ ให้คนด้อยโอกาสลงชื่อขอรับ food stamp ได้ง่ายๆ (ตอนนี้ food stamp เปลี่ยนชื่อเป็น SNAP แล้ว เปลี่ยนตอนปี 2008 ชื่อใหม่เต็มๆ คือ Supplemental Nutrition Assistance Program (SNAP)

ตามที่เว็บ getcalfresh อ้าง คือเราลงทะเบียนง่ายมาก ผ่านมือถือหรือคอมก็ได้ ก็เข้าไปลงแค่ชื่อ สกุล ที่อยู่ รหัสไปรษณีย์ แค่นี้เอง แล้วก็กด agree จากนั้น เจ้าหน้าที่จะใช้เวลาตรวจสอบสิทธิ์ แล้วติดต่อกลับไม่เกิน 10 วัน ถ้าเรียบร้อยกันว่าได้สิทธิ ก็รอรับบัตร EBT (Electronic benefit transfer) ซึ่งก็คือ stamp แบบเก่า ที่เปลี่ยนมาเป็น การ์ดอิเล็กทรอนิกส์ อ่ะ

เงินที่เข้า EBT เห็นในเว็บ wikipedia บอก เดือนละ 125 USD นะ แต่ว่าของแคลิฟอเนียร์เหมือนจะได้ 200 USD ขึ้น (แล้วแต่รัฐจะจัดการอ่ะ)

จากนั้นก็นำ EBT หรือการ์ดนี่ ไปซื้อผักและอาหารได้ที่ร้านที่ร่วมรายการ โดยจะมีตู้ให้กดๆ ต้องกรอกพินโค้ดด้วย หรือเลข Social Security (ชั้นเคยมีเมือ 15 ปีก่อน ตอนนี้หายแล้ว งิ้งงงงงง คนเถือน2003) ซึ่งความน่าสนใจนิดหน่อยคือ อาหารที่ซื้อผ่าน EBT หรือการ์ดที่ออกโดยรัฐนี่ ไม่ต้องเสียภาษีนะ (ปกติในอเมริกา เวลาซื้อของจะต้องคิดภาษี ราคาของที่โชว์คือราคาของก่อนคิดภาษี) ถ้าคิด ถือว่าผิด กม. ทันทีจ้า

ตะกี้อยากรู้ว่า เว็บมันออกแบบให้ใช้ง่ายไหม เลยลองเข้าไปกรอก (มั่วๆ) ดู จากความมั่ว ก็พบว่าใช้ง่าย แต่ทำได้ไม่สุด เพราะไม่กล้ากด agree ตอนท้าย เนื่องจากกรอกมั่วไป กลัวคนทำงานต่อจะลำบาก จะไป spam คนที่ต้องใช้งานจริงอีก

แต่ทั้งนี้ ใครอยู่แคลิฟอร์เนีย เป็น residents หรือกรอกได้ ลองช่วยกรอกหน่อยสิ อยากรู้ว่ามันใช้ง่ายจริงไหม แล้วอะไรอย่างนี้คิดว่าเหมาะกับเมืองไทยไหม ในเชิงนโยบายรัฐ

ปล.
ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่อง policy เก็บๆ ไว้ เพราะ
-วันก่อนเพื่อนถามอะไรไม่รู้ แล้วตอบไม่ได้ เพื่่อนเลยบอกว่า “แต่แกเรียนจบ public policy จาก Todai นะ” อ้าว…
-นว.เขียนรีวิวถึง “ซากุระ, ซาโยนาระ” โดยพูดถึง พี่ติ๊กต่อกเขียนถึงทริปจากมุมมองของนักเรียนนโยบายสาธารณะ … เลยรู้สึกว่า อุ้ย ตัวเองเคยมีมุมนี้ด้วยเหรอ