[TOKYO 2013] #11.2

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหาถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” (เช่นตอนนี้) แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

10377243_10152518659678235_3558018677789825901_n

This is not a story about Tokyo.
It is the story about people I met in Tokyo

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#11.2 : แดน พอตเตอร์ กับความจริงของเขา (จบ)

 

 

ฝนซาราวๆ ห้าโมงครึ่ง สายฝนทำให้แผนการของแดนเปลี่ยนไป ขณะที่แผนมื้อเย็นของฉันยังคงเดิม

“ไปกินราเม็งร้านนั้นกัน” ฉันพิมพ์อีโมติค่อนหน้ายิ้มทะเล้นเป็นการลงท้าย

 

เท็ตสึ คือร้านราเม็งร้านดังที่อยู่ในย่านเซนดากิ จริงๆ นี่เป็นเรื่องที่ฉันกับแดนมาล่วงรู้ทีหลัง ตอนนั้นเราเพียงแต่เลือกไปร้านนี้ เพราะเห็นคิวที่ต่อกันสี่ห้าคิว แล้วชวนให้คิดว่า ร้านคงมีรสชาติอร่อยมั้ง ถึงได้มีคนยอมต่อคิว

เช่นเดียวกับหลากหลายร้านในญี่ปุ่นที่เราต้องหยอดเงินและเลือกเมนูจากตู้อัตโนมัติ ความที่ฉันกับแดนอ่านภาษาซามูไรไม่ออกเลยสักนิด เราจึงเลือกจิ้มมั่ว ขั้นแรกสุดคือเลือกน้ำซุป เรายืนดูโปสเตอร์น้ำซุปแบบที่เขาติดไว้ข้างร้าน ตรงนั้นจะมีรูปภาพอยู่แต่ไม่มีตัวหนังสือกำกับ ขณะที่ในตู้จะมีเพียงตัวอักษรเขียนไว้ ฉันอยากได้น้ำซุปที่มีภาพอยู่ทางขวาของโปสเตอร์ แดนถามว่า แล้วฉันจะรู้ได้ยังไงว่าจะจิ้มตัวอักษรไหนในตู้อัตโนมัติ จะรู้ได้ยังไงว่าเลือกถูกอันแล้ว ฉันยิ้ม “ก็เสี่ยงดวงเอาไง”

“เอางั้นเหรอ” เขาหัวเราะ

“อืม” ฉันพยักหน้าให้

 

คราวนี้มาถึงกระบวนการเลือกเส้น เส้นของร้านนี้มีชนิดเดียว แต่มีสามขนาดให้เลือก เล็ก, กลาง, ใหญ่ ทั้งสามแบบนี้เสิร์ฟมาในราคาเดียวกัน เราต้องเลือกซุปและขนาดของเส้นตั้งแต่แรกเลย แดนถามว่าฉันจะเลือกขนาดไหน ความที่ฉันรู้สึกอยากเลือกให้คุ้มค่ากับเงินหนึ่งพันเยนที่ลงทุนจ่ายไป ฉันเลยเลือกขนาดเยอะสุด

ก่อนจะพบว่า ฉันได้น้ำซุปแบบที่อยากได้ (สมราคาการเสี่ยง) แต่ได้เส้นในปริมาณที่เยอะเกินไป ฉันพลาดแล้ว ฉันต้องกินไม่หมดแน่ๆ เลย และการกินราเม็งร้านชื่อดังไม่หมดนั้น เปรียบประหนึ่งการเหยียดหยามรสชาติของเขาก็ไม่ปาน

โชคยังดีที่ร้านเท็ตสึเสิร์ฟน้ำซุปและเส้นมาในถ้วยแบบแยกกัน เราสามารถเลือกเอาปริมาณของเส้นใส่ลงไปในน้ำซุปได้ ฉันเลือกใส่เส้นในปริมาณนิดเดียวก่อน ตั้งใจไว้ว่าถ้ากินเหลือ อย่างน้อยก็ขอให้เหลือแต่เส้นที่อยู่ในถ้วยแยกไว้อย่างสวยงาม

และเป็นไปตามคาด ฉันเหลือเส้นที่ไม่ได้แตะต้องอยู่จำนวนมาก ขณะที่หันไปมองเก้าอี้สี่ห้าตัวรอบร้านขนาดเล็กแห่งนี้ ฉันต้องตกตะลึงที่พบว่า ชายหนุ่มทุกคนในร้านกินทั้งซุปทั้งเส้นกันเกลี้ยงชาม แถมยังสูดเส้นกันเสีย “ซู้ดซ้าด” การส่งเสียงขณะสวาปามเส้นแบบนี้นั้น นับว่าเป็นการให้เกียรติทางร้านอย่างสูง ว่าอาหารตรงหน้านี้น่ะ อร่อยสุดๆ ไปเลยล่ะ

พนักงานหนุ่มประจำร้านชะโงกหน้ามาจากหลังเคาน์เตอร์ เขาถามฉันเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วยประโยคที่ฉันฟังไม่เข้าใจสักนิด ฉันไม่รู้จะทำยังไงต่อ อยากบอกเขาว่า น้ำซุปของที่ร้านอร่อยมากนะ แต่ฉันกินเส้นไม่หมดเพราะดันเลือกปริมาณเกินตัว ฉันละโมบโลภมากเอง และมันไม่ใช่ความผิดของที่ร้านแต่อย่างใด

แต่ฉันจะบอกเขายังไงดี ก็ฉันไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นนี่นา (ฮือ)

 

แล้วแดนก็ชะโงกหน้ามาถาม ด้วยสีหน้าและแววตาซื่อๆ

“ติ๊กต่อก ฉันรู้สึกกินไม่อิ่มน่ะ เธอจะว่าอะไรไหม ถ้าฉันจะขอเส้นที่เหลือของเธอหน่อย”

 

ตั้งแต่รู้จักกับแดนมา นี่เป็นประโยคที่ทำให้ฉันอึ้งที่สุด ไม่ได้อึ้งที่เขากล้าขอเส้นที่เหลืออยู่ ทว่าเท่าที่รู้จักกัน ฉันรู้ว่าเขา (น่าจะ) อิ่มแล้ว เขาไม่ใช่คนกินเยอะ แต่ท่าทีการขอกินแบบซื่อๆ ของเขา นัยหนึ่งคือเพื่อปัดเป่าความไม่สบายใจของฉันที่ต้องเหลือเส้นไว้ต่างหาก

ฉันจ้องตาเขา ไม่พบความผิดปกติใดๆ ในแววตาซื่อใสนั้น

“อืม เอาไปสิ”

แดนหยิบเส้นราเม็งใส่ถ้วยซุปอย่างร่าเริง ก่อนกินมันด้วยท่าทีเอร็ดอร่อย พอฉันหันไปมองถ้วยราเม็งของเขาอีกที ก็พบว่าเส้นราเม็งสีเหลืองนวลเหล่านั้นได้อัตรธานไปแล้ว

ขณะที่ความไว้วางใจของฉันที่มีต่อเขากลับเพิ่มพูนขึ้นในเย็นนั้น

 

แดนจากไปในยามสายของวันจันทร์ สัปดาห์นั้นฉันวุ่นวายทุกวันเพราะต้องปรับตัวให้ทันกับการเรียนการสอนของคลาสปรับพื้นฐาน นอกจากต้องช็อกกับวิชาจำพวกบัญชี ภาษาญี่ปุ่น และเลขพื้นฐานแล้ว การเรียนการสอนภาษาอังกฤษเชิงวิชาการแทบทำฉันร้องไห้ หลังจากร้างลาการเรียนไปถึงสิบกว่าปี ฉันพบว่าตัวเองคือปลาที่กำลังแหวกว่ายท่ามกลางหมู่ดาวในชั้นบรรยากาศโลก และเป็นไปไม่ได้เลยที่ปลาจะหายใจออกในสภาพบรรยากาศที่ไม่เหมาะกับธรรมชาติของปลาแบบนั้น

คลาสเรียนเริ่มต้นเก้าโมงเช้า และสิ้นสุดลงในเวลาห้าโมงเย็นกับอีกสิบนาทีของทุกวัน ฉันเดินจากบ้านพักรวมไปยังชั้นเรียนโดยใช้เวลาสี่สิบนาที ฉันเดินอย่างนั้นอยู่ทุกวัน รู้สึกเหนื่อยล้าต้นขา แต่เหนื่อยและท้อใจนั้นมีมากกว่า

ฉันคิดถึงแดนคนที่บอกว่าจะเริ่มต้นเรียนปริญญาเอกที่สิงคโปร์ในเดือนตุลาคมนี้ ลำพังแค่เรียนปริญญาโทให้รอด ฉันยังไม่กล้าคิดเลยว่าจะทำได้ แล้วผู้คนที่พกพาความกล้าหาญ เพื่อบากบั่นเรียนปริญญาเอกให้สำเร็จ กล้ามเนื้อหัวใจและเซลล์สมองของเขาทำด้วยอะไรกันนะ ฉันสงสัย

เป็นเย็นวันอาทิตย์ ที่ฉันส่งข้อความหาเขา “พรุ่งนี้เธอจะกลับมากี่โมง เราไปกินข้าวก่อนเธอกลับกันเถอะ ฉันเลี้ยงเอง”

“จะถึงโตเกียวตอนเที่ยง แต่ถ้าเธอเรียนอยู่เดี๋ยวฉันแวะเข้าไปเอากระเป๋าตอนค่ำก็ได้ ส่วนเรื่องกินข้าว ดีเลย เดี๋ยวฉันจะชวนเพื่อนเก่าที่ออฟฟิศมาด้วย” เขาตอบกลับมา

“ส่วนสถานที่ ไว้พรุ่งนี้ค่อยบอกนะ ขอคิดก่อน”

แล้วเขาก็เงียบหายไป

 

เรานัดเจอกันอีกทีในเย็นวันจันทร์ สถานที่คือสถานีเจอาร์ชินจูกุ ตรงหน้าร้านหลุยส์วิตตอง ห้างโอดาคิว ฉันถามย้ำไปว่า “ตรงหน้าร้านใช่ไหม” เขาตอบกลับมาว่า “ใช่” แบตมือถือของแดนจะหมดแล้ว เขาต้องสำรองแบตไว้สำหรับการเดินทางไปสนามบินช่วงเที่ยงคืนด้วย  

จากหกโมงครึ่งที่นัดกันไว้ เวลาล่วงเลยไปใกล้หนึ่งทุ่มแล้ว ฉันว่ามันต้องมีอะไรผิดปกติแล้วล่ะ

ในที่สุดแดนก็ปรากฏตัว เขาดูเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย แน่ล่ะ เวลาแค่หนึ่งสัปดาห์จะทำให้คนเราเปลี่ยนได้แค่ไหนกันเชียว

ฉันนึกว่าเขามาสาย แต่เรื่องกลับกลายเป็นว่า เขามาตรงเวลานั่นแหละ แต่เขารออยู่หน้าร้านหลุยส์วิตตอง ที่หมายถึง หน้าร้านส่วนที่อยู่นอกห้าง ขณะที่ฉันยืนอยู่หน้าร้านส่วนที่อยู่ในห้างโดยไม่กล้ากระดิกตัวไปไหน

“แล้วเพื่อนล่ะ” ฉันถาม

“ไม่มาแล้ว ไม่มีใครว่างเลยวันนี้” คนจะบินหนีไปทำหน้าเศร้าสร้อย

“ฉันต้องซื้อของฝากน้องสาว เธอช่วยเลือกหน่อยนะ”

งานหมูๆ ฉันคิดในใจ

“ได้สิ” ไม่ยากหรอก, ไม่ยากหรอก

 

แต่เรื่องกลับกลายเป็นว่า มันยากมาก แดนเหลือเงินติดตัวอยู่แค่ห้าพันเยน และพยายามย้ำว่าน้องสาวเขาอายุยี่สิบปีเต็มแล้ว ชอบศิลปะ ฉันพยายามเสนอให้เขาซื้อผลงานชิ้นเล็กๆ ของยาโยอิ คุซามะ ศิลปินชื่อดังเจ้าของต้นตำรับผลฟักทองลายจุดดำ แต่เขากลับไม่มั่นใจว่าน้องสาวจะชอบ ฉันเลยเสนอให้เขาซื้อขนมโตเกียวบานาน่าอันลือชื่อไปฝากน้องสาว “น้องสาวฉันอายุยี่สิบปีแล้วนะติ๊กต่อก” แล้วไงล่ะ “ผู้หญิงทุกคนล้วนชื่นชอบของหวานกันทั้งนั้นแหละ” ฉันยืนยันเสียงแข็ง เขาส่ายหน้า ก่อนจะเดินวนรอบห้างจนเวลาใกล้สามทุ่มแล้ว

“เธอเริ่มเบื่อฉันรึยัง” แดนถามหลังจากที่เราเดินวนมาสองห้างแล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะได้อะไรติดมือกลับไปเป็นของฝากให้น้องสาวเขา

ฉันกลอกตานิดหนึ่ง “จริงๆ ฉันหิวมากกว่าจะเบื่อ” เขาหัวเราะ

“ยังไงก็แล้วแต่ ฉันยังยืนยันว่าการซื้อโตเกียวบานาน่าเป็นเรื่องที่ควรทำที่สุดนะ”

แต่ลงท้ายก่อนห้างปิด แดนก็ได้ปากกา โปสการ์ด และสมุดที่มีปกหน้าเป็นริ้วลายคลื่นพริ้วไหวแบบญี่ปุ่น (เซนสุดๆ) พร้อมแก้วเซรามิกสำหรับชงชาหนึ่งใบ

 

เราตัดสินใจกินชาบูหรือจิ้มจุ่มแบบญี่ปุ่นเป็นการเลี้ยงอำลา แต่ปัญหาคือ เราไม่รู้ว่าร้านชาบูดีๆ ในชินจูกุนั้นตั้งอยู่ที่ไหน

และตอนที่เราเดินวนเวียนหลังสามทุ่มในชินจูกุนั้นเอง ที่เราได้พลัดหลงเข้าไปยังย่านหม่นมืดของชินจูกุ อีกหนึ่งโฉมหน้าที่เป็นที่ร่ำลือมานาน บาร์โฮสต์ สาววัยกระเตาะข้างฟุตบาท เหล่าชายหนุ่มที่ยื่นใบปลิวแจกเราเป็นภาษาญี่ปุ่นพร้อมชักชวนให้เข้าร้านนั้นร้านนี้

“ฉันไม่เข้าใจ เธอยังดูเด็กอยู่เลย” แดนหมายถึงหญิงสาวริมฟุตบาทที่แจกใบปลิววาบหวิวให้เรา “ทำไมเธอต้องมาทำงานอย่างนี้ ทำไมโลกใบนี้ต้องมีคนทำงานแบบนี้อยู่ในขณะที่คนอื่นนอนหัวถึงหมอนกันแล้ว” เขาเริ่มร่ายยาวและตั้งคำถามนู่นนั่นนี่ ด้านมืดของญี่ปุ่นคือสิ่งที่ทำให้คนอย่างแดนฉงนฉงาย

แม้จะรู้อายุของเขาอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังถามออกไป “อายุเท่าไหร่กันนี่ หัดมาตั้งคำถามอย่างนี้กับโลก” ฉันหัวเราะ รู้ตัวว่าไม่ควรหัวเราะ แต่ก็อดไม่ได้

“ยี่สิบสาม ฉันอายุยี่สิบสาม” เขายิ้มนัยน์ตาเศร้า

“เมื่อต้นปีก่อน ฉันอายุยี่สิบเอ็ด ย่างยี่สิบสอง”

มันเป็นประโยคคำตอบที่ฟังดูแสนธรรมดา แต่แล้วฉันมารู้ทีหลังว่า ประโยคง่ายๆ ประโยคนั้น ประกอบสร้างด้วยอนุภาคความเศร้ามากกว่าที่คิด

 

เราเจอร้านชาบูด้วยความบังเอิญ เป็นร้านที่ดีที่เดียว แต่ถ้าให้พาไปอีกรอบ เราคงพาไปไม่ถูก วันนั้นเกิดจากความหลง (ทาง) ล้วนๆ พอถึงร้าน เราก็กินชาบูกันด้วยความฉับไว เพราะแดนยังต้องเดินทางไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่บ้านพักรวม ทั้งยังต้องแวะเอาของในล็อกเกอร์ที่สถานีโตเกียว ก่อนจะต่อรถไฟไปสนามบินฮาเนดะ

ฉันสั่งชาบูแบบน้ำซุปต้มยำมากิน ขณะที่แดนสั่งน้ำซุปแบบญี่ปุ่น แต่กระนั้นเขายังแอบชะโงกหน้ามามองหม้อต้มซุปของฉันอยู่เรื่อย “ทำไมเหรอ” ฉันถาม “ขอชิมหน่อยได้ไหม” เขาตอบ “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” ฉันหัวเราะ “เห็นเธอทำท่าทางหวงแหนปกป้องซุปต้มยำซะขนาดนั้น ฉันเลยเกรงใจ” ว่าแล้วเขาก็หัวเราะตาม

“ในฐานะที่เธอผ่านโลกมามากกว่า มีคำแนะนำอะไรเกี่ยวกับการใช้ชีวิตจะบอกฉันไหม” แหม จะบอกว่าฉันแก่ก็พูดมาตรงๆ เหอะ

“อืม” ฉันคิดขณะเอาผักใส่ลงในหม้อซุปต้มยำ “รีบทำงาน หาเงินให้ได้เยอะๆ แล้วพอเธออายุสามสิบสอง เธอจะได้เกษียณตัวเอง ไม่ต้องมานั่งเรียนปริญญาโทเหมือนฉันตอนนี้ไง”

“หรือฉันอาจจะกลับมาเรียนปริญญาโทอีกใบตอนอายุสามสิบสอง” เขายิ้ม

“นั่นคงเป็นเรื่องบ้าบอที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินมา”

แล้วเราก็หัวเราะพร้อมกัน

 

เพราะมันเป็นการเลี้ยงส่ง ฉันเลยควักกระเป๋าสตางค์ออกมา ค่าเสียหายวันนั้นตกราวๆ สี่พันเยน

“แล้วทำไมเธอต้องจ่าย” แดนถามด้วยน้ำเสียงงุนงง

“อ้าว ฉันบอกเธอไปในไลน์แล้วไง ว่าฉันเลี้ยงเอง”

เขายังทำหน้างุนงงต่อ “ไลน์ไหน ฉันไม่เห็นได้อ่านเลย”

“ได้อ่านสิ เธอยังตอบกลับมาเลย นี่ไงล่ะ” แล้วฉันก็ยื่นไลน์วันนั้นให้เขาอ่าน

“เธอใช้คำว่า ‘Bill is on me’ มันแปลว่า ‘ฉันจะจ่ายเอง’ เหรอ”

“อ้าว มันแปลว่าอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ” เป็นฉันเองที่เริ่มงงแล้ว

“ไม่รู้สิ” เขาส่งมือถือกลับคืน “อย่างน้อย ภาษาอังกฤษแบบคนอังกฤษที่ฉันใช้อยู่ เราก็ไม่ได้ใช้อย่างนี้”

หนอยแน่ะ…ฉันถลึงตาใส่เขา แดนหัวเราะ

“ยังไงก็ขอบคุณมากนะ…สำหรับทุกอย่าง”

“อืม…ขอบคุณเช่นกันนะ กับทุกเรื่องเลย”

ฉันเลิกถลึงตาใส่เขาแล้ว วันเวลาของเราเหลือแสนสั้น มันคงดีกว่าที่เราจะยิ้มแย้มให้กัน

อย่างน้อยฉันก็เชื่ออย่างนั้น

 

“เธอรู้สึกยังไงกับหนัง Lost In Translation ของโซเฟีย คอปโปลา” ระหว่างอยู่บนรถไฟสายที่จะมุ่งหน้าไปสถานีนิชินิปโปริเพื่อแวะเอากระเป๋าที่บ้านพักรวมซากุระ ย่านเซนดากิ แดนก็ถามขึ้น

“ฉันว่าหนังเล่าเว่อร์ไป หมายถึงหลังจากที่ได้มาเห็นชิบูยะกับมหานครโตเกียว ฉันว่าเมืองมันไม่ได้เหงาขนาดนั้นเสียหน่อย แล้วขนาดพูดญี่ปุ่นไม่ได้ ฉันยังไม่เห็นจะรู้สึกหลงทางขนาดนั้นเลย”

“อืม ในฐานะคนตะวันตก ฉันคิดว่าชิบูยะไม่ได้ดูเหงาขนาดนั้น และสำหรับคนที่มาจากต่างบ้านต่างเมือง โตเกียวก็ยังมีกิจกรรมให้ทำอีกเยอะ นอกเหนือจากร้องคาราโอเกะ”

“โตเกียวยังมีโตเกียวทาวเวอร์” ฉันพูดยิ้มๆ

“และโตเกียวสกายทรี” แดนต่อประโยคให้ครบใจความ

“และรถไฟสายยามาโนเตะ”

“และสถานีนิชินิปโปริ

ดูเหมือนว่าเรามีเวลาก่อนเที่ยวบินไม่นาน แต่มีเรื่องให้หัวเราะร่วมกันราวกับวันเวลาไม่มีวันจบสิ้น

 

แต่ทุกสิ่งย่อมมีวันจบสิ้น

กระเป๋าเดินทางยี่ห้อแซมโซไนท์สีแดงใบยักษ์ของแดนถูกลากมาวางไว้ตรงทางเข้าสถานีนิชินิปโปริ

“เดินทางปลอดภัยนะ แล้วขอให้โชคดีกับชีวิตที่สิงคโปร์”

“เธอก็เหมือนกัน ขอให้โชคดีกับชีวิตที่โตเกียว”

เราบอกลากันตรงนั้น แดนยกสัมภาระใบโตของเขาขึ้นบันไดเลื่อนไป ขณะที่ฉันหิ้วกระเป๋าสีดำยี่ห้อเคตสเปดที่เป็นเหมือนของคู่กาย เดินฝ่าลมเย็นของต้นเดือนกันยายนกลับไปยังบ้านพักรวมซากุระ เซนดากิ

มีเรื่องราวมากมายที่คนเราแบกไว้…ในชีวิต

บางเรื่องมองเห็นได้ชัด แต่กับบางเรื่อง…เราอาจไม่มีวันรู้

 

สองสัปดาห์ที่เหลืออยู่ของคลาสปรับพื้นฐานผ่านไป สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายนมาเยือน มันเป็นช่วงเบรกสั้นๆ ก่อนมหาวิทยาลัยจะเปิดเทอมจริง ฉันใช้เวลาเอื่อยเฉื่อยเดินเล่นตามที่นั่นนู่นนี่ในโตเกียว ชะโงกหน้าทำความรู้จักเมืองเป็นระยะ แล้วพอสิ้นเดือนกันยายน ฉันก็ลากกระเป๋าออกจากบ้านพักรวมซากุระ เซนดากิ เพื่อเข้าสู่บ้านพักหลังใหม่อันเป็นที่พักซึ่งถาวรกว่า

เดือนตุลาคมเดินทางมาถึงเสียที มหาวิทยาลัยเปิดเทอม ชั้นเรียนอันแสนหฤโหดเริ่มต้นขึ้น ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินทางสวนมาในชีวิต ฉันเริ่มผูกมิตรกับบางผู้คน พร้อมกับที่เริ่มต้นออกซื้อเสื้อผ้าเตรียมตัวรับฤดูหนาวที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา วิชาเรียนแสนยากและการบ้านที่มีมากมายทำให้ฉันไม่ค่อยมีเวลาทำกับข้าวกินเองอย่างที่เคยทำสมัยอยู่บ้านพักรวมอีกแล้ว

ในช่วงเวลาเหล่านี้ แดนส่งอีเมลแสนยาวเหยียดแจ้งข่าวมาเป็นระยะ หลังจากใช้เวลาไม่ถึงสองสัปดาห์เพื่อเยี่ยมครอบครัวในอังกฤษ เขาก็บินไปเหยียบสิงคโปร์อย่างปลอดภัยแล้ว เข้าอพาร์ตเมนต์ ปรับตัวกับอากาศร้อนเหลือแสนของสิงคโปร์ ก่อนพบว่าไม่ชอบบรรยากาศที่ขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วในเกาะเล็กๆ แห่งนั้น เขารู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจผิดพลาดที่เลือกทำปริญญาเอกที่นั่น ฉันส่งอีเมลไปบอกแดนสั้นๆ ว่าอย่างน้อยเขาก็โชคดีที่ได้รับทุนเต็มอัตรา ในวิกฤตการเงินที่กำลังกัดกร่อนยุโรปและโลกอยู่ตอนนี้ ถือว่าเขายังได้รับโอกาสดีมากกว่าคนอื่น ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าแดนช่างเป็นคนหนุ่มวัยยี่สิบสามที่ขี้บ่นจัง อุตส่าห์ได้ไปอยู่ตั้งสิงคโปร์แล้วยังบ่นนู่นนี่อีกแน่ะ

จนกระทั่งการมาถึงของอีเมลฉบับหนึ่ง

 

อุทิศ เหมะมูล บอกไว้ในหนังสือความเรียง Japan and I ว่า “ความจริงมาสู่เราได้หลากหลายรูปแบบ”

ความจริงจากแดน เดินทางมาสู่ฉันในรูปแบบอีเมล

 

สิ้นเดือนตุลาคม ขณะนั่งหาวหวอดในชั้นเรียนยามสาย ฉันแก้ง่วงด้วยการหยิบไอโฟนขึ้นมาเปิดดูนั่นนี่ ก่อนจะพบว่ามีอีเมลเข้ามาใหม่ตอนเช้ามืด เป็นอีเมลจากแดน ข้อความยังคงยาวเหยียดเหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนกับอีเมลฉบับก่อนๆ คือ มันเปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตวัยยี่สิบเอ็ดปี-ย่างเข้ายี่สิบสอง ของเขาไว้

“ถ้าไม่มีเหตุการณ์นั้น ชีวิตฉันคงดำเนินไปอีกแบบ และคงไม่ได้มาโตเกียว”​ เขาเขียนมาในอีเมล

เรื่องราวเกิดขึ้นในวันสุดท้ายของเดือนมีนาคม ปี 2012

 

เทอมสุดท้ายของการเรียนปริญญาตรี ในช่วงพักเบรกก่อนสอบปลายภาค แดนชวนแฟนสาวที่คบหากันได้สองปีออกเดินทางท่องเที่ยว ในค่ำคืนหนึ่ง บนรถเช่าสี่ล้อที่แล่นไปในความมืด ขณะที่แฟนสาวหลับใหลไปนานแล้วบนไหล่ข้างขวาของเขา แดนกลับยังลืมตาตื่นและมองเห็นทุกจังหวะบังคับรถของคนขับ เขารู้สึกถึงความเร็วของรถที่เร่งแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วในช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาที รถยนต์ก็พุ่งเข้าชนกับท้ายรถบรรทุกอย่างจัง แรงสั่นสะเทือนในครั้งนั้นทำให้แดนรู้สึกถึงความตาย

เขาตื่นมาเพื่อพบว่าตัวเองบาดเจ็บหนักอยู่ในโรงพยาบาล อุบัติเหตุหนนั้นพรากความแข็งแรงไปจากชีวิตเขา ร่างกายที่เคยวิ่งมาราธอนได้คล่องแคล่ว ต้องเปลี่ยนมาทำกายภาพบำบัดและออกกำลังด้วยการว่ายน้ำแทน แต่เหนือสิ่งอื่นใด อุบัติเหตุยังทิ้งความทรงจำแสนเศร้าไว้ อะแมนด้า, แฟนสาวของเขาจากไปในอุบัติเหตุ แรงสั่นสะเทือนคร่าชีวิตทุกคนในรถคันนั้น ยกเว้นแดน

เขาใช้เวลาหลายเดือนในการเยียวยาร่างกายตัวเอง แต่ขณะที่ร่างกายกลับมาเดินได้ จิตใจกลับไม่ได้ก้าวเดินตาม ภาพอุบัติเหตุยังตามหลอกหลอน ความจริงที่ว่าเขาเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตกลับยิ่งทำให้เขารู้สึกหดหู่ แดนหมกมุ่นครุ่นคิดแต่เพียงว่า จะดีกว่านี้ไหมถ้าตัวเขาจากไปพร้อมคนอื่นในวันนั้น เขาพาตัวเองเข้าสอบปลายภาคด้วยอาการซังกะตาย เขียนคำตอบมั่วๆ ลงในกระดาษแต่ยังจบมาจนได้ ในตอนนั้นเขาไม่ได้สนใจอนาคตอีกแล้ว ทุกอย่างดูไร้ความหมาย แผนการชีวิตที่เคยวางไว้ร่วมกับอะแมนด้าจบสิ้นลง ชีวิตไม่ได้เป็นเหมือนที่หวังอีกต่อไป เพื่อจะหนีไปจากความทรงจำที่เมืองเกิด หลังเรียนจบเขาเลยสมัครเรียนปริญญาโทที่ลอนดอน และเป็นที่นั่นเองที่เขาได้พบกับเรน เพื่อนรุ่นน้องชาวญี่ปุ่น

ชีวิตหนึ่งปีในชั้นเรียนปริญญาโทสิ้นสุดลง ทุกอย่างยังดูไร้ความหมาย เขาไม่มีแผนชีวิต ไม่รู้ว่าจะมุ่งหน้าต่อไปทางไหน แล้วทุนปริญญาเอกที่สิงคโปร์ก็ผ่านเข้ามาในการรับรู้ แดนเขียนใบสมัครโดยไม่คาดหวัง เพื่อพบผลว่าตัวเองถูกเลือก แต่กว่าชีวิตปริญญาเอกจะเริ่มต้นก็ตั้งเดือนตุลาคม อาการอยากหนีจากความทรงจำเศร้าซึมทำให้เขาสมัครขอฝึกงานที่ญี่ปุ่น แล้วหนึ่งสัปดาห์ต่อมาเขาก็มุ่งหน้าสู่มหานครโตเกียว โดยปราศจากที่อยู่และแผนการดำเนินชีวิต

“ฉันพบว่านั่นเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิต” นั่นคือข้อความจากเขา

 

“ตอนที่เราเจอกัน เธอใจดีมากที่รับฉันเป็นเพื่อนทั้งที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวฉันมาก่อน เธอชวนฉันไปดูดอกไม้ไฟ เธอจัดเลี้ยงส่งอำลา เธอเขียนโปสการ์ดหาฉันจากนากาโนะ เหมือนเป็นสิ่งเล็กน้อย เธออาจจะทำมันโดยไม่ได้คิดอะไร แต่สิ่งเหล่านั้นทำให้ฉันรู้สึกว่าโลกนี้ยังมีสิ่งดีๆ หลงเหลืออยู่ ฉันอยากขอบคุณสำหรับทั้งหมดนี้”

“ที่สิงคโปร์ ฉันไม่มีความสุขนัก จริงๆ แล้วฉันไม่มีความสุขเลย แต่ฉันหวังว่าสักวันหนึ่ง…สักวันในเวลาอันใกล้นี้ ฉันจะรู้สึกได้ถึงความสุขของการมีชีวิตอยู่อีกครั้ง แต่ในระหว่างนี้ ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า อย่างน้อยโลกก็ไม่ได้มืดมิดเสียทีเดียวนัก”

 

ฉันอ่านอีเมลฉบับนี้จบลงในเวลาเที่ยงครึ่ง วันนั้นเป็นวันที่อากาศสดใส ฉันนั่งอยู่ตรงนั้น…ตรงม้านั่งกลางสวนหย่อมแสนน่ารักในรั้วมหาวิทยาลัย ในสวนแห่งนั้นมีคลาสเมทชาวเยอรมันนั่งอยู่อีกฟาก ฉันรู้ว่าเขามองมา และเห็นฉันกำลังร้องไห้อยู่

 

ฉันคิดถึงวันแรกที่เจอแดน คิดถึงการไปสระว่ายน้ำที่เขาทำเป็นกิจวัตรทุกวันหยุด ฉันคิดถึงหน้าร้อนแรกในโตเกียวที่เราเพิ่งเผชิญร่วมกัน แล้วบทสนทนาหน้าสถานีโคมาโกเมะก็ย้อนกลับมาจู่โจมความทรงจำ ตอนนี้ฉันตระหนักได้ถึงคำตอบอันแสนงี่เง่าของตัวเอง และความเงียบงันในวันนั้นของเขา

มีเรื่องราวมากมายที่คนเราแบกไว้ในชีวิต บางเรื่องมองเห็นได้ชัด แต่กับบางเรื่อง เราอาจไม่มีวันรู้

 

ถ้าจะมีอะไรสักอย่างให้ฉันได้เรียนรู้จากเรื่องราว “ความจริง” ของแดน อะไรบางอย่างนั้นคงเป็น…ความรู้สึกที่ว่า ในเวลาอีกสองปีที่เหลือนับจากนี้ ในชั้นเรียนปริญญาโทที่ฉันยังต้องเจอและปะทะสังสรรค์กับผู้คนอีกมากมายจากหลากหลายมุมโลก ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงมากเกินไป ฉันแค่อยากยิ้ม หัวเราะ และสร้างความทรงจำดีๆ เล็กๆ น้อยๆ กับผู้คนเหล่านั้น  และถ้าเป็นไปได้ ฉันแค่หวังอยากให้ตัวเองใจร้ายกับผู้คนให้น้อยที่สุด

 

ในเวลาอันน้อยนิดที่เราจะได้ใช้ร่วมกัน ฉันคงผูกมิตรไม่ได้ทุกคน และรักไม่ได้ทั้งหมด

แต่ในความไม่ยั่งยืนของโชคชะตา ฉันหวังแค่ว่า “เรา” จะได้ร่วมหัวเราะ มากกว่าร่วมขุ่นเคือง

Advertisements

[TOKYO 2013] #11.1

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหาถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” (เช่นตอนนี้) แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

1907846_10152456626803235_3871830618429327567_n

 

This is not a story about Tokyo.
It is the story about people I met in Tokyo

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#11.1 : แดน พอตเตอร์ กับความจริงของเขา (1)

 

อุทิศ เหมะมูล บอกไว้ในหนังสือความเรียง Japan and I ว่า “ความจริงมาสู่เราได้หลากหลายรูปแบบ”

ความจริงจากแดน เดินทางมาสู่ฉันในรูปแบบอีเมล

 

บ่ายโมงของเสาร์สิ้นเดือนสิงหาคม ปี 2013 ฉันตื่นมาด้วยอาการเวียนหัวและอยากอ้วก ชัดเจนว่านี่คือผลของการเทแอลกอฮอล์เข้าร่างกายอย่างไม่ยั้งในคืนก่อน มันเป็นคืนที่แดนเป็นตัวตั้งตัวตีนัด “เพื่อนๆ” (ของเขา) มากินเลี้ยงกัน เสมือนงานเลี้ยงส่งก่อนเขาบินกลับอังกฤษ

แดนจะย้ายออกจากบ้านพักรวมซากุระ เซนดากิในวันจันทร์นี้แล้ว

เป็นวันจันทร์เดียวกับที่คลาสเรียนปรับพื้นฐานเด็กทุน (Preparation Class) ของฉันจะเริ่มต้นวันแรก

การจบสิ้นของคนบางคน แต่กลับเป็นการเริ่มต้นของใครอีกคน

เรื่องประหลาดของโลก เรื่องสามัญของชีวิต

 

ฉันเดินเข้าไปในครัว เจอแดนนั่งอยู่ เขาบอกว่าเพิ่งตื่นเหมือนกัน หลังกลับถึงบ้านเขาก็หลับเป็นตายโดยยังไม่ได้อาบน้ำด้วยซ้ำ “เป็นคืนที่บ้าบอดีนะ” แดนหัวเราะ คงจะจริง เมื่อคืนเขาสูบบุหรี่ไปประมาณห้ามวนได้ ปกติฉันไม่เคยเห็นเขาสูบบุหรี่เลยด้วยซ้ำ “จะสูบเวลาที่มีปาร์ตี้เท่านั้นแหละ” เขาบอกอย่างอารมณ์ดี

“รู้ไหมว่าถ้าจากไปแล้ว ฉันจะคิดถึงอะไรในโตเกียวที่สุด” เขาถามเสียงสดชื่น

“อะไรเหรอ”

“รถไฟเจอาร์สายสีเขียวอ่อน สายยามาโนเตะ ฉันชอบรถไฟเส้นนั้น” ตาของเขาสดใส “โดยเฉพาะสายยามาโนเตะที่แล่นออกจากสถานีนิชินิปโปริ” เขาหมายถึงสถานีรถไฟใกล้บ้านพักหลังนี้ “แต่ต้องเป็นขบวนโล่งๆ ที่คนไม่เยอะนะ”

แน่นอนอยู่แล้ว ไม่มีใครชอบรถไฟขบวนที่คนล้นแน่นและอัดกันเป็นปลากระป๋องหรอก

 

“นี่ เธอเห็นเฉินหรือเปล่าติ๊กต่อก หมู่นี้ฉันไม่เจอเขาเลย” แดนหมายถึงหนุ่มตัวสูงจากเซี่ยงไฮ้, คนที่จากไปแล้ว

“เฉินไปแล้ว เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ฉันไปส่งเขาขึ้นแท็กซี่เองแหละ” ฉันชงกาแฟแก้เมาค้าง พลางตอบคำถามไปด้วย

“เฮ้ย! จริงเหรอ แย่จัง สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์สุดท้ายที่ฝึกงาน ฉันมัวแต่ยุ่งจนไม่ได้คุยกับเฉินเลย” ถึงตอนนี้เสียงเขาไม่สดชื่นแล้ว

“รู้ไหมก่อนหน้าที่เธอจะย้ายมาอยู่ เฉิน เบน – คนที่เธอมาอยู่ห้องแทนเขาน่ะ แล้วก็ฉัน เราสามคนไปเที่ยวด้วยกันเป็นประจำ”

ฉันพยักหน้ารับ ฉันจำเบนได้ ฉันเจอเบนตอนค่ำวันที่ย้ายเข้ามานั่นแหละ อารมณ์ประมาณว่าเขาลืมของเลยแวะกลับมาเอา แล้วเขายังพูดแซวด้วยนะว่าฉันมาแย่งห้องเขาไป, นั่นไม่ตลกเลยสักนิด

“สุดท้าย ฉันก็เป็นคนสุดท้ายที่ย้ายออก” แดนถอนหายใจ

“ใครบอก” ฉันแย้งยิ้มๆ

“ฉันต่างหากที่เป็นคนสุดท้าย”

ฤดูร้อนกำลังจะจากไป แดนก็กำลังจะจากลา และเรายังไม่มีโอกาสไปตามรอยมูราคามิด้วยกันเลย

 

แดนเคยเล่าว่าเขามาฝึกงานด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์กับองค์กรธุรกิจแห่งหนึ่งใจกลางโตเกียว มันคงเป็นการฝึกงานหน้าร้อนที่โหดร้ายมาก เพราะฉันเห็นเขาวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา แต่ตอนนี้ความวุ่นวายนั้นจบลงแล้ว โปรเจ็กต์ที่เขาร่วมทำกับบริษัทในโตเกียวสำเร็จด้วยดี และด้วยการนี้ เท่ากับเขาสำเร็จปริญญาโทเรียบร้อยแล้ว

“แล้วเธอก็ต้องกลับไปทำงานที่อังกฤษสินะ”

“เปล่า” เขาปฏิเสธ “เดี๋ยวฉันต้องบินกลับมาต่อปริญญาเอกที่สิงคโปร์เดือนตุลาคมนี้”

“โห…นี่จะไม่พักหายใจหายคอกันเลยทีเดียว” นี่เป็นข้อมูลใหม่ที่ทำให้ฉันรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย

“เป็นจังหวะชีวิตน่ะ” เขายิ้มๆ แล้วยกชาจากเกาะอังกฤษขึ้นจิบ

 

จังหวะชีวิตนั้นเป็นเรื่องประหลาดดี ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองในวัยสามสิบสองจะต้องมาปักหลักเล่าเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่น ไม่เคยคิดฝันและวางแผนอยากเรียนปริญญาโทมาก่อน ทั้งยังไม่เคยหลงใหลในประเทศนี้ ตอนเริ่มทำงานนิตยสารใหม่ๆ ในวัยที่ฉันอายุเท่ากับแดนในตอนนี้ พี่บรรณาธิการแสนเก๋คนหนึ่งเคยพูดกับฉันว่า “ติ๊กน่าจะเหมาะกับยุโรปมากกว่า ถ้าได้ไปยุโรป ติ๊กจะต้องตกหลุมรัก” เธอวาดภาพไว้ว่า ถ้ามีโอกาส ฉันควรเลือกเรียนต่อที่ยุโรป

ผ่านมาเกือบสิบปีนับจากเธอวาดภาพฝันนั้นไว้ ฉันก็ยังไม่เคยไปยุโรปเสียที เอาเข้าจริง ฉันเดินทางไปเห็นโลกแค่ไม่กี่มุมเมือง

แตกต่างจากแดน เท่าที่ฟังเขาเล่า แม้ยังไม่เคยปักหลักทำงานรับเงินเดือนจริงจัง แต่เขาเคยเดินทางไปนั่นมานี่หลายแห่ง ภาคพื้นทวีปยุโรปนั้นต้องเคยไปมาแล้ว ส่วนดินแดนเอเชียเขาก็เหยียบย่างและสัมผัสมาไม่น้อย แอฟริกาตอนบนอีกล่ะ ฉันจำไม่ได้ว่าเขาเคยไปอเมริกาไหม แต่ฟังจากเรื่องเล่าในวัยยี่สิบสาม ฉันรู้สึกเหมือนเขาเป็นคนรุ่นใหม่จากประเทศโลกที่หนึ่งที่มาจากครอบครัวที่ฐานะเศรษฐกิจดีพอ ดีพอจนเอื้ออำนวยให้เขาได้เดินทางไปเห็นโลกในมุมที่เขาอยากเห็น สัมผัสวัฒนธรรมที่เขาสนใจ ได้ทุ่มเทเวลาศึกษาในเรื่องที่อยากศึกษา ได้แสดงความอยากรู้อยากเห็น และมีเวลาพอจะแสวงหาคำตอบ

โดยไม่เคยเอ่ยปากถาม ฉันคิดมาตลอดว่าแดนมาฝึกงานที่ญี่ปุ่นเพราะสนใจในตัวประเทศญี่ปุ่น (และอาจรวมถึงสนใจในตัวสาวญี่ปุ่นด้วย)

โดยไม่เคยเอ่ยปากถาม, ฉันคิดและรู้สึกไปเองว่าแดนก็คงเหมือนคนรุ่นใหม่จากประเทศโลกที่หนึ่งฐานะเศรษฐกิจดีจำนวนมาก

คือคงมีเรื่องเล่าน่าสนใจมากมายจากการเดินทางเสพโลก

แต่ชีวิตส่วนตัว เขาคงไม่มีเรื่องเล่าเจ็บปวดใดๆ

ในวัยยี่สิบสาม ชายหนุ่มชนชั้นกลางจากประเทศที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นแห่งแรกของโลก จะมีเรื่องเจ็บปวดอะไรแบกไว้มากมายหนักหนา

โดยไม่เคยเอ่ยปากถาม, ฉันคิด รู้สึก และตัดสิน

 

เพราะเห็นว่าแดนจะไปแล้ว และในบ่ายวันเสาร์ที่อากาศแสนจะดีเช่นนี้ ฉันคิดว่าเราน่าจะไปเดินเล่นกัน

“มีสวนชื่อริคุไกเอ็น ตรงใกล้ๆ นี้” อันที่จริงมันก็ไม่ได้ใกล้มากหรอกนะ “ใกล้กับสถานีโคมาโกเมะ เดินไปได้ ไปกันไหม”

“เย็นๆ นะ ตอนนี้ฉันขอตัวไปว่ายน้ำที่ยิมก่อน” แดนเป็นคนชอบว่ายน้ำ ทุกเสาร์และอาทิตย์เขามักจะหายตัวไปช่วงบ่ายเพื่อว่ายน้ำอยู่เสมอ

“งั้นเจอกันสี่โมงครึ่งหน้าบ้านนะ”

แล้วเราก็ทำสัญญาตกลงกันในยามบ่ายของวันสิ้นเดือนสิงหาคม

 

จากบ้านพักรวมสองชั้นย่านเซนดากิ เราหันหน้าเข้าหาถนนชิโนะบะสุ เลี้ยวขวา มุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ เดินผ่านแยกไฟแดงประมาณสามสี่แยก เราจะเจอกับสวนริคุไกเอ็น อันเป็นสวนกว้างใหญ่ที่ประกอบด้วยสระน้ำหลายสระกระจายตัวทั่วสวน ต้นไม้เขียวขจี และเนินเขาเป็นหย่อมๆ สวนแห่งนี้สร้างขึ้นในยุคเอโดะ ตำนานปากต่อปากจากนักท่องเที่ยวที่รักสวนเล่ากันว่า สวนแห่งนี้อาจเป็นสวนแห่งเดียวในโตเกียว ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหน คุณก็จะไม่เห็นหอคอยโตเกียว หรือแม้แต่โตเกียวสกายทรีเลย (แล้วมันจะดีไหมล่ะนั่น)

ฉันกับแดนไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าสวนแห่งนี้มองเห็นสองหอคอยอันโด่งดังของโตเกียวหรือไม่ เพราะข้อมูลที่เราประสบด้วยตัวเองคือ สวนริคุไกเอ็นนั้นเปิดทำการเวลาเก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น แต่เวลาที่พวกเราเดินมาถึงประตูสวนนั้นเป็นเวลาห้าโมงเย็นพอดี อันเป็นเวลาที่เจ้าหน้าที่กำลังปิดประตูสวน

เรามองหน้ากัน รู้สึกผิดหวังและจ๋อยหน่อยๆ ย่านใกล้ๆ สถานีโคมาโกเมะถือเป็นย่านเงียบเชียบ ไม่ได้มีร้านรวงน่าตื่นตามาคอยยุให้อยากช้อปปิ้ง แต่ไหนๆ เดินยี่สิบนาทีมาจนถึงย่านนี้แล้ว เราเลยคิดกันว่า งั้นเดินเล่นรอบๆ สำรวจเมืองดีกว่า เย็นย่ำที่อากาศดีและฝนไม่ตกอย่างนี้ การได้เดินล่องไปตามถนน มองดูผู้คน น่าจะเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดและรู้จักมุมสงบของมหานครโตเกียวมากขึ้น

 

เป็นการล่องไปบนถนนในเย็นวันนี้เอง ที่คำถามของแดนเริ่มต้นขึ้น

รวมถึงคำตอบของฉัน,​ ที่ฉันมาค้นพบภายหลังว่า เป็นคำตอบที่ไม่เข้าท่าที่สุดเท่าที่ฉันเคยตอบมา

และแดนควรเป็นคนท้ายๆ ของโลกใบนี้ ที่ฉันควรจะตอบแบบนั้นให้เขาได้ยิน

 

“นี่ เธอตั้งใจจะทำอะไรหลังเรียนจบแล้ว” เขาถามขึ้น ตอนที่เรามุ่งหน้าเดินไปยังสถานีโคมาโกเมะ จริงๆ มันเป็นการเดินเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดหมายทีเดียวล่ะ

“ใช้วุฒิปริญญาโทไปสมัครงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยใกล้บ้าน สอนอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับการเมืองและนโยบายสาธารณะ เขียนหนังสือ ทำกับข้าว และดูแลบ้านให้แม่” ได้ใจความและตรงประเด็น นี่แหละคำตอบของฉัน

“ทำงานใกล้บ้านก็ดีนะ ได้อยู่กับครอบครัว” เขาพูดด้วยสำเนียงอังกฤษเนิบช้าแบบที่เขามักใช้เป็นประจำ

“ว่าแต่บ้านของเธออยู่ไหนล่ะ”

“ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณเก้าชั่วโมงทางรถบัส” ขณะตอบออกไปฉันเห็นภาพตัวเองกำลังนั่งอยู่บนรถบัส มุ่งหน้ากลับบ้าน

“แล้วจะไม่คิดถึงกรุงเทพฯ เหรอ”

“กรุงเทพฯ วุ่นวายเกินไป” ฉันดึงสติตัวเองกลับมาบนท้องถนนของเมืองโตเกียว “รู้อะไรไหม ฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญจริงๆ สำหรับมนุษย์คือครอบครัว ผู้คนในชีวิตเราน่ะสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดอีก”

“ในหนังสือมูราคามิเล่มที่ฉันอ่านอยู่” ฉันหมายถึงเรื่อง บันทึกนกไขลาน หรือ The Wind-Up Bird Chronicle “มีตัวละครตัวหนึ่ง เป็นทหารที่รอดตายจากสงครามในจีนและถูกปล่อยตัวออกจากคุกในไซบีเรีย ผู้คนมักคิดว่าเขาโชคดีที่รอดมาได้ แต่เขากลับบอกว่านั่นคือคำสาป”

“ตอนที่เขากลับถึงบ้าน ผู้คนที่เขารู้จักล้วนตายจากไปแล้ว หญิงสาวที่เขาตั้งใจแต่งงานด้วยเข้าพิธีวิวาห์ไปกับคนอื่น สงครามอาจไม่ได้พรากชีวิตเขา แต่สงครามพรากผู้คนสำคัญไปจากเขา เขามีชีวิตอยู่อีกยืนยาว แต่กลับรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น”

“ถ้าเลือกได้ เขาพร้อมจะตายไปในวันนั้น ในสงครามที่แมนจูเรีย ฉันจำประโยคนี้ของเขาได้” ฉันเห็นแดนจ้องมองมาในตอนที่ฉันพูดอย่างนั้นออกไป

“ฉันคิดว่าสิ่งที่ตัวละครนี้พูด มันจริงมาก คนเราจะมีชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่มีครอบครัวรอคอย และไม่มีคนที่เรารักหลงเหลืออยู่อีกแล้วทำไม เราจะทำงานหนักไปเพื่ออะไร เราจะเดินทางไปเห็นโลกกว้างเพื่ออะไร ถ้าไม่มีใครที่คอยรับฟังเรื่องราวของเราแล้ว”

แดนนิ่งเงียบ มันเป็นความเงียบที่ในวันนั้นฉันละเลยที่จะสังเกตเห็น

ฉันมัวแต่พูด และตอบคำถามประหนึ่งตัวเองเป็นศูนย์กลางโลก…โดยไม่ทันเฉลียวใจอะไรรอบตัวด้วยซ้ำ

 

เราจบวันกันด้วยไอศกรีมคนละถ้วย มันเป็นร้านที่อยู่ระหว่างทางเดินกลับบ้าน ฉันไม่รู้ว่าไอศกรีมนั้นมีฤทธิ์ช่วยเยียวยาพิษเหล้าได้ไหม แต่สำหรับฉัน ไอศกรีมคือความเย็นสดชื่น ใช่ มันไม่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเติบโตของชีวิต แต่มันช่วยให้ผ่อนคลาย และทำให้ฉันนิ่งได้มากพอที่จะสังเกตสังกาและเฉลียวใจกับอะไรรอบตัวได้บ้าง

เราเพิ่งเดินผ่านร้านราเม็งที่มีคนยืนต่อแถวกันสี่ห้าคิว ร้านอยู่ใกล้บ้านมากจนฉันคิดว่าพรุ่งนี้น่าจะหาโอกาสแวะมา “ฉลองก่อนเธอกลับไง” ฉันบอกแดน

“ไม่แน่ใจนะ” น้ำเสียงเขามีความไม่แน่ใจอยู่จริงๆ “พรุ่งนี้ฉันต้องแวะไปซื้อของฝากแถวอากิฮาบาระ กินซ่า อุเอโนะ แล้วต้องเก็บกระเป๋าอีก นี่ยังไม่เริ่มแพ็กเลย”

“งั้นตามสบายแล้วกัน” จริงๆ แล้วฉันรู้สึกใจหายเหมือนกันนะที่เขาจะไปแล้ว

“นี่ติ๊กต่อก” เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง “ฉันขอรบกวนอะไรบางอย่างได้ไหม”

“อะไรล่ะ”

“ฉันยังไม่ได้ตรงกลับลอนดอนเลย จะไปเที่ยวตามเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่นก่อน อาจจะนั่งรถไฟไปเกียวโต หรือซัปโปโร ว่าจะแบกเป้ไป ส่วนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ฉันฝากไว้ที่ห้องเธอได้ไหม ไม่อยากขนไปด้วยน่ะ”

ฉันตักไอศกรีมรสวานิลลาเข้าปาก คิดว่าพอรู้คำตอบของตัวเองอยู่แล้ว

“ได้สิ ไม่มีปัญหา”

“แน่นะ”

“แน่สิ”

“ขอบคุณมาก”

“เธอจะไปเมื่อไหร่”

“วันจันทร์นี้”

เมื่อมหาวิทยาลัยเปิดเทอม จำนวนเพื่อนที่ฉันมีในโตเกียวคงเพิ่มขึ้น แต่ในตอนนี้ อย่างน้อยที่สุด เพื่อนหนึ่งคนกำลังจะหายไป

“งั้นฉันจะเอากุญแจห้องไปฝากไว้ให้เธอวันจันทร์เช้าก่อนไปเรียนนะ เธอสะดวกเอากระเป๋ามาเก็บไว้กี่โมงก็ตามใจ แต่ช่วยเอากุญแจใส่กลับในซองจดหมาย และวางไว้ตรงช่องประตูให้พอหยิบได้หน่อยนะ” ความเป็นเผด็จการในตัวทำให้ฉันคิดและวางแผนจัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ

“ว่าแต่เธอจะกลับมาเอากระเป๋าวันไหนเหรอ”

“วันจันทร์ที่ 9 กันยายน” อีกราวหนึ่งสัปดาห์นับจากนี้

“ขอบคุณนะ” เขายิ้ม มันเป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับที่เขาเคยยิ้มตอนขอไปตามรอยมูราคามิกับฉัน, ยิ้มกว้างและใจดี

“แล้วพรุ่งนี้เราจะได้เจอกันไหม” นี่คือคำถามของแดน พรุ่งนี้คือวันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2013 เขาคงวุ่นวายกับการเก็บกระเป๋าเตรียมออกเดินทาง ส่วนฉันควรเริ่มต้นอ่านหนังสือเพื่อเตรียมรับมือกับคลาสปรับพื้นฐานเด็กทุนที่กำลังจะเริ่มขึ้นวันจันทร์

ฉันยิ้ม ไม่รู้และไม่มีคำตอบมอบให้กับคำถามนี้

 

ฉันใช้เวลาวันอาทิตย์หมดไปกับการนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดชุมชน ห้องสมุดโคมาโกเมะวางตัวอยู่ไม่ไกลย่านที่ฉันพัก จริงๆ มันตั้งอยู่ริมถนนชิโนะบะสุ ระหว่างทางที่จะเดินไปสถานีโคมาโกเมะนั่นแหละ ฉันตื่นมานั่งทำเบนโตะในตอนสาย เติมน้ำใส่ขวดใส ยัดหนังสือเรียนใส่กระเป๋าเป้ พกแมคบุ๊คไปด้วย ก่อนเดินกอดคอแสงแดดอันปรานีไปจนถึงห้องสมุด ฉันหมกตัวอยู่ในนั้นทั้งวัน มีพักเบรกออกมานั่งเล่นที่สนามเด็กเล่นข้างห้องสมุดอยู่สองหน จนกระทั่งเมฆเริ่มตั้งเค้าดำมืดนั่นแหละ ฉันถึงเริ่มต้นเก็บกระเป๋าและตั้งใจเดินกลับบ้าน

เป็นตอนนี้เองที่ฉันสังเกตเห็นข้อความในไลน์ที่แดนส่งมา

“เฮ้ เราไปกินข้าวที่ชินจูกุกันไหม เธอว่าไง เจอกันที่บ้านสี่โมงเย็น”

มันเป็นข้อความที่ส่งมาเมื่อสองชั่วโมงก่อนหน้า ตอนนี้บ่ายสี่โมงแล้ว และฉันคิดว่าฝนกำลังจะตกลงมา

“ฉันอยู่ห้องสมุด และเขาว่าฝนจะตกนะ อย่าไปไหนไกลเลย” ฉันพิมพ์ข้อความตอบกลับไป

“ ‘Some people feel the rain. Others just get wet.’ บ็อบ มาร์เลย์ กล่าวไว้” เขาพิมพ์ข้อความกลับมาพร้อมตัวอีโมติค่อนหน้ายิ้ม

แล้วฝนก็หล่นลงมาทันที

[blog] แด่คนที่เข้ามา…แด่คนที่จากไป

1.

07 กันยายน วันนี้เมื่อสองปีก่อน ผู้หญิงเกาหลีใต้คนหนึ่งที่ชื่อ ซูจิน ฮยอง จากไปในวัย 33 ปี

ซูจิน จากไป 1 วัน หลังจากคลอด “ธีโอ” ลูกคนแรกของเธอที่เมืองอัมมัน ประเทศจอร์แดน ตอนนั้นเธอเป็นเจ้าหน้าที่ UNHCR ซูจินเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ เชื่อในความแตกต่างหลากหลาย เธอมีเป้าหมายที่อยากสร้างโลกที่ดีขึ้น – โลกที่ความเป็นมนุษย์จะถูกให้ค่ามากกว่าความเป็นรัฐชาติ
ซูจินแต่งงานกับสามีคนญี่ปุ่น ชื่อ โยโกะ คุโรอิวะ

พวกเขาพบกันครั้งแรกที่ประเทศไทย ในทริปที่ไปตะลุยค่ายผู้อพยพที่จังหวัดตาก

พบรักกันที่ประเทศไทย ตัดสินใจคบหากันที่ประเทศไทย

และหลังแต่งงานแล้วก็กลับมาฮันนีมูนที่ประเทศไทย
ฉันเจอซูจินครั้งแรก ที่ประเทศไทยเหมือนกัน

ฉันเจอเธอ 1 5 วัน ก่อนที่ฉันจะได้รู้จัก (และกลายเป็นแฟนคลับ) วงเกาหลีใต้ที่ชื่อ TVXQ! (ทงบังชินกิ)
เราเจอกันครั้งแรกที่ร้านมังสาวิรัติใจกลางสยามสแควร์ วันที่ 1 ธันวาคม 2550 (หนึ่งปีหลังรัฐประหาร 2549)

จำได้ว่าครั้งแรกที่เจอกัน เราคุยกันหลากหลายเรื่องราวมาก ฉันถามเธอว่าทำไมเธอถึงเลือกบินมาฝึกงานกับ UN ที่เมืองไทย, เธอคิดอย่างไรกับสถานการณ์รุนแรงในภาคใต้ของเมืองไทย, ทำไมเธอถึงสนใจที่จะทำงานเกี่ยวกับผู้อพยพชาวพม่าในเมืองไทย, รวมถึง ทำไมผู้หญิงเกาหลีใต้อย่างเธอ ถึงเลือกไปเรียนต่อปริญญาโทที่ญี่ปุ่น
ใช่, ซูจินเรียนจบปริญญาโทที่ญี่ปุ่น เธอเรียน Peace Study ที่ IUJ (International University of Japan) จังหวัดนีกาตะ นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินชื่อมหาวิทยาลัยนี้ และหลังจากนั้น เวลาที่เจอใครบอกว่ามาจาก IUJ ฉันจะคิดถึงซูจินทุกครั้ง

2.

จริงๆ แล้ว ฉันเคยเจอซูจินตัวเป็นๆ แค่ 2 ครั้งเอง

ครั้งแรกสุดก็คือตอนที่เราเจอกัน ครั้งที่ 2 คือตอนที่เธอมาฮันนีมูนที่เมืองไทย ฉันซื้อของขวัญชิ้นหนึ่งให้เธอกับโยโกะ – สามีของเธอ , พอมองย้อนกลับไป ของขวัญที่ฉันมอบให้พวกเขา ก็ค่อนข้างชาตินิยมนิดหน่อย …​ ยังนึกอายมาจนถึงทุกวันนี้
ตอนเจอกันช่วงฮันนีมูน ซูจินยังไม่ได้ทำงานกับ UNHCR แต่เธอเป็นคนมีความมุ่งมั่น และเหนือสิ่งอื่นใด เธอเป็นคนมีความเมตตา … ตอนที่รู้ว่าเธอได้งานที่ UNHCR ฉันคิดว่า ไม่มีใครเหมาะกับงานนี้เท่าซูจินอีกแล้ว
ถ้าต้องให้อธิบายซูจินด้วยคำหนึ่งคำ ฉันจะเลือกใช้คำว่า “Vibrant” – ฉันไม่รู้จะแปลไทยว่าอย่างไร แต่ซูจินเป็นคนแบบนั้น Vibrant เธอคือพลังบวกที่มาพร้อมความหวังของโลกใบนี้

3.

สาเหตุที่ฉันจดจำซูจินได้แม่นยำ ไม่ใช่เพราะเธอเป็นคนสัญชาติเดียวกับ ทงบังชินกิ แต่เป็นเพราะ…แม้ว่าจะเจอกันตัวเป็นๆ แค่สองครั้งในชีวิต…แต่ซูจินเป็นคนไม่กี่คนที่ฉันยอมรับว่า เธอใส่ใจกับความฝันของฉัน
ซูจินมักจะถามมาในข้อความออนไลน์เสมอ ถึงโปรเจ็กต์ต่างๆ ที่ฉันเคยบอกเล่าให้เธอฟัง ความฝันต่างๆ ที่ฉันอยากทำให้มันเป็นจริง เธอถามความคืบหน้าของหนังสือ ถามเรื่องไอเดียหนังต่างๆ … เธอรับฟัง เธอใส่ใจ

และเธอแคร์
เวลาที่ใครสักคนหนึ่งแคร์ความฝันและเป้าหมายของเราอย่างแท้จริง เราจะรับรู้และสัมผัสได้

และใครคนนั้นจะก้าวเข้ามาอยู่ในโลกของเราอย่างเต็มตัว

อย่างน้อย…ก็ยากมาก ที่เราจะลืมเลือนพวกเขาได้
ซูจินเป็นแบบนั้นสำหรับฉัน

4.

ตอนฉันได้ทุนไปเรียนที่โตเกียวช่วงปี 2556-2558 ซูจินแวะมาญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้ง แต่แปลกที่เราไม่เคยได้เจอกันอีกเลยในช่วงเวลาเหล่านั้น ฉันรับรู้ความเป็นไปของเธอผ่านโพสต์ใน Facebook รับรู้ว่าเธอเดินทางไปปฏิบัติภารกิจนั่นนี่ทั่วโลกกับสามีของเธอ ซูจินไม่เคยกลัวความยากลำบาก และเธอปรับตัวเข้ากับคนได้เกือบทุกคน เธอเป็นที่รักของทุกคนที่ได้พบเจอเธอ
ตอนที่ฉันเรียนจบจากโตเกียว ผ่านมาไม่กี่เดือน ซูจินก็ตั้งท้องลูกคนแรก แต่เธอยังทำงานและเดินทางเพื่อสร้างความหวังให้กับโลกใบนี้อยู่

5.

ปลายเดือนสิงหาคม 2559 ก่อนกำหนดคลอดไม่นานนัก ซูจินโพสภาพบางอย่างใน Facebook พร้อมเขียนข้อความที่สะท้อนถึงความตื่นเต้นที่ใกล้จะเป็นแม่คนแล้ว แน่นอนว่ามีผู้คนมาแสดงความยินดีกับเธอมากมาย
ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น
ซูจินคลอดเด็กชายหน้าตาน่ารักน่าชังที่ชื่อ ธีโอ (Theo) ในวันที่ 6 กันยายน 2559 และในวันที่ 7 กันยายน 2559 เธอก็จากไป

ฉันรับรู้ข่าวการจากไปของซูจินในวันที่ 12 กันยายน 2559 หลังจากที่โยโกะ สามีของเธอโพสลงใน Facebook เพื่อแจ้งข่าวที่ทำให้โลกของใครหลายคนหยุดหมุน … ผู้คนที่รักซูจินมีจำนวนไม่น้อย เพราะเธอเป็นมนุษย์ที่น่ารัก เพราะเธอทำให้เราสัมผัสได้ถึงความหวังของโลก การจากไปของเธอ ส่งผลกระทบต่อจิตใจฉันไม่น้อย
แปลกไหมที่เราจะเสียน้ำตาให้กับคนที่เราเคยเจอหน้าแค่ 2 ครั้งในชีวิต

คนที่เคยส่งข้อความมาถามไถ่เรา…ถึงหนังสือที่เราเล่าว่าอยากจะเขียน คนที่บอกว่าจะรอดูหนังของเรา…
คนที่จากโลกนี้ไป…และไม่อยู่บนโลกเดียวกันกับเราอีกแล้ว

6.

ปลายปี 2559 โยโกะ สามีของซูจิน จัดงานรำลึกถึงซูจินขึ้นที่โตเกียว เป็นช่วงก่อนคริสต์มาส งานเล็กๆ น่ารักอบอุ่น … ฉันไม่ได้ไปร่วมด้วยปัจจัยด้านเศรษฐกิจ แต่ฉันส่งใจไป และหวังว่าถ้ามีโอกาส ฉันอยากจะไปเคารพศพซูจินที่โซล รวมถึงอยากเจอ “ธีโอ” ลูกชายผู้เป็นแก้วตาดวงใจซูจินสักครั้ง
และเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 โยโกะก็พาธีโอในวัย 11 เดือนมาไทย

ฉันได้เจอธีโอวันแรกก็ครั้งนั้น
เด็กชายตัวอวบ ที่ดูไม่กลัวคนแปลกหน้า นั่นเพราะโยโกะตั้งใจเลี้ยงธีโอให้อยู่กับใครก็ได้ โยโกะตั้งใจให้ธีโอเติบโตมาอย่างเข้าใจความหลากหลายของผู้คน
โยโกะตั้งใจจะเลี้ยงธีโอแบบนั้น … ให้เขาเติบโตมาเป็นคนที่ใจกว้างและเปิดกว้าง

ฉันเชื่อว่า ธีโอจะเป็นคนแบบนั้นเช่นกัน

7.

ซูจินจากไปก่อนที่ฉันจะเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” เสร็จ
แม้ในหนังสือจะไม่มีชื่อเธอปรากฏอยู่ ทั้งยังไม่ใช่เรื่องราวของเธอ แต่ทุกครั้งที่มองหนังสือ … เศษเสี้ยวความทรงจำเกี่ยวกับเธอ บทสนทนาระหว่างเราที่ฉันชื่นชอบ …​มักจะปรากฏตัวขึ้นเสมอ
มันอาจจะเบาบาง แต่มันก็หนักแน่นอยู่ไม่น้อย – สำหรับรอยประทับที่ใครบางคนสร้างไว้ให้แก่ชีวิตเรา
แด่คนที่เข้ามา…แด่คนที่จากไป
07 กันยายน 2561
ประเทศไทย

หมายเหตุ: ในปี 2552 ฉันเคยเขียนเกี่ยวกับซูจินไว้ในบล็อกนี้ https://bitly.com/

[trick] วิธี install a Let’s Encrypt SSL ใน GoDaddy hosting account

ภาษาไทยจะอยู่ด้านล่างนะคะ ส่วนทริกแบบไล่เรียง 1-2-3 ให้กดเลื่อนไปล่างๆ สุดเลยค่ะ (พาร์ทแรกจะอธิบายที่มาที่ไปก่อนหน่อยนึง)

ENG:

Note: I firstly searched google and found this useful link from Mike (Thx! Mike)

>>> https://www.tenormanmike.com/website-and-hosting-issues/how-to-install-a-lets-encrypt-ssl-on-a-shared-godaddy-hosting-account/

However, I didn’t quite understand about create sub-directory in cPanel part. I ended up searching in YouTube and, then again, found this helpful clip by tipswithpunch channel

>> https://www.youtube.com/watch?v=GPcznB74GPs

 

For people who need the English instruction for installing  Let’s Encrypt SSL in GoDaddy hosting account, please follow the suggestions from both above links.

 

____

สวัสดีค่ะ

พอดีเราเปิดเว็บไซต์ไว้รวบรวมบทสัมภาษณ์และเรื่องราวของ “คนที่เรากรี๊ด” ชื่อเว็บ ohoppa.co

แต่เราไม่ได้ซื้อ SSL ซึ่งรับรองความปลอดภัยของเว็บ (สังเกตเว็บที่รับรอง คือเว็บที่ขึ้นต้นว่า https (มี s) ต่อท้าย)

เนื่องจาก google chrome ได้เปลี่ยนนโยบายว่า สำหรับเว็บไซต์ที่ไม่ได้ขึ้นด้วย https ต่อไปนี้ chrome จะถือว่าไม่ปลอดภัย (not secure) ทำให้เวลาพวกเราเข้าเว็บไซต์ที่เป็นแค่ http ธรรมดา (ไม่มี s) chrome จะขึ้นโชว์ตามรูปนี้ค่ะ

Screen Shot 2018-08-24 at 9.29.22 PM

ซึ่งจะส่งผลให้ คนที่แวะมาเยือนเว็บเรา เขาอาจไม่สบายใจ และพาลไม่อยากเข้าเว็บเราอีกค่ะ (ทั้งที่ถ้าเว็บเราไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกรรม หรือขอให้เขากรอกข้อมูลอะไรที่สุ่มเสี่ยง ก็ไม่น่าจะต้องกังวล ..​. แต่นั่นแหละค่ะ ทางจิตวิทยาแล้ว ไม่มีใครอยากกลับมาเว็บที่มันขึ้น not secure แน่ๆ)

ทางแก้อย่างง่ายคือ ซื้อ SSL Certification ค่ะ … ซึ่งมันก็หลักพันบาทขึ้น 555

สำหรับเว็บเล็กๆ ที่ทำเอง (อ่านเองด้วย) เพื่อตอบสนอง need ส่วนตัวของเรา คิดว่าคงไม่ต้องถึงขนาดซื้อใบ cer SSL ค่ะ

อันที่จริง SSL certification แบบฟรีๆ ก็มีค่ะ เพียงเข้าไปในเว็บนี้เลย (หรือจะ donate ให้เขาก็ได้นะคะ เขาเปิดรับเช่นกัน)

>> https://letsencrypt.org/

Screen Shot 2018-08-24 at 9.49.06 PM

แต่ทว่า SSL ฟรีจากเว็บ Letsencrypt.org นี่ ดันไม่ support web Hosting แบบ cPanel (Linux) ของ GoDaddy ซึ่งเราฝากเว็บ ohoppa.co ไว้ค่ะ

ดังนั้น จึงเฟล…​(งิ้งงงง) เราก็ต้องหาวิธีอื่นต่อไป

ซึ่งต่อมาเราได้เจอลิงก์นี้ ซึ่งช่วยชีวิตได้อย่างเว่อร์วัง

>> https://www.tenormanmike.com/website-and-hosting-issues/how-to-install-a-lets-encrypt-ssl-on-a-shared-godaddy-hosting-account/

Screen Shot 2018-08-24 at 9.52.44 PM

และดูประกอบกับคลิป YouTube นี้ค่ะ ช่อง tipswithpunch

YouTube: https://www.youtube.com/watch?v=GPcznB74GPs

Screen Shot 2018-08-24 at 9.54.00 PM.png

ซึ่งข้อมูลจากทั้งสองแหล่งนี้ ช่วยให้เราแก้ไขเว็บ ohoppa.co ให้กลายเป็น https://ohoppa.co ได้ฟรีในที่สุด

ซึ่งสำหรับคนที่อาจจะยังไม่มีเวลาคลิกดูคลิป YouTube  ของ tipswithpunch เราก็ขอทำสรุปแต่ละขั้นตอนไว้ดังนี้ค่ะ

 

 

 


 

ขั้นตอนการติดตั้งฟรี SSL ใน GoDaddy hosting (  สำหรับคนใช้แบบ cPanel [Linux])

1)ไปที่เว็บ https://zerossl.com/ แล้วคลิกเลือก online tools

Screen Shot 2018-08-24 at 9.58.08 PM

 

 

2)จากนั้นตรง Free SSL Certificate Wizard
คลิกปุ่ม Start

Screen Shot 2018-08-24 at 9.59.42 PM

 

3)จากนั้นเว็บจะพามาที่หน้า Free SSL Certificate Wizard ด้านล่าง

3.0)ตรงล่างซ้าย เว็บจะคลิกเลือก HTTP verification ไว้อยู่แล้ว … ก็ตามนั้นค่ะ

3.1)ให้กรอก domains ที่อยู่ช่องขวา ระบุชื่อ domain ลงไป แนะนำให้กรอกทั้งแบบมี www และแบบไม่มี ดังนี้

ตัวอย่างการกรอก :      ohoppa.co, http://www.ohoppa.co

3.2)คลิกเลือกกล่องสองกล่องด้านล่างขวา ว่าเรายอมรับเงื่อนไขของเว็บ

(กล่องที่เขียนว่า Accept ZeroSSL TOS และ Accept Let’s Encrypt SA (pdf) )

3.3)เสร็จแล้วกด NEXT (ที่อยู่ขวาบน)

Screen Shot 2018-08-24 at 10.01.15 PM

 

4)พอคลิก  NEXT เสร็จ เว็บจะขึ้นว่ากำลัง Generating CSR ให้ …​จากนั้นรอแป๊บ มันจะขึ้นหน้า CSR ให้ (ดูตามรูปด้านล่าง)

Screen Shot 2018-08-24 at 10.08.50 PM

Screen Shot 2018-08-24 at 10.08.59 PM

 

5)ให้กด NEXT อีกครั้ง เพื่อให้ Generating Account Key จากนั้นก็รอรับ Account Key

จากนั้นกด เครื่องหมาย download (ที่อยู่ริมขวาของแต่ละกล่องน่ะค่ะ) กด download ทั้งสองกล่องเลยนะคะ แล้วกด NEXT เพื่อไปสู่หน้า Verification

Screen Shot 2018-08-24 at 10.11.06 PM

 

6)ที่หน้า Verification คุณจะเจอตามภาพด้านล่าง

6.1)ให้กดปุ่ม download ทั้งสองไฟล์

6.2)พอ download เสร็จแล้ว จากนั้นไม่ต้องทำอะไรค่ะ ค้างหน้านี้ไว้ (ไม่ต้องปิดนะคะ) แล้วไปที่หน้าเว็บ GoDaddy ที่เราฝากเว็บ hosting ไว้

Screen Shot 2018-08-24 at 10.31.34 PM

 

 

 

7)ตอนนี้เราอยู่ที่  GoDaddy แล้วนะคะ

ไปที่หน้าจัดการ cPanel จะมีหน้าตาเป็นแบบนี้ (ใครใช้ GoDaddy น่าจะหาเจอ…​ถ้าไม่เจอจริงๆ ให้เลือกหน้า hosting แล้วกดปุ่ม “ผู้ดูแลระบบ cPanel” ค่ะ …​ลองดูก่อนเนอะ)

7.1)ตรงเซ็คชั่น Files เลือก File Manager

 

Screen Shot 2018-08-24 at 10.15.26 PM

 

7.2)เลือกเสร็จมันจะ pop-up กล่องดังด้านล่าง ให้เลือก web-root แล้วกด GO

Screen Shot 2018-08-24 at 10.18.19 PM

 

7.3)พอกดปุ๊บ มันจะไปที่หน้า cPanel File Manager

แล้วให้คลิกปุ่มสร้าง Folder ที่อยู่บนซ้าย (+Folder) เพื่อสร้าง sub-directory ขึ้นมา

 

Screen Shot 2018-08-24 at 10.20.15 PM

 

7.4)มันจะขึ้น pop-up มา ให้พิมพ์ .well-known ลงไป (พิมพ์ให้ถูกต้องด้วยนะคะ) แล้วกด create New Folder
(หมายเหตุ: จะเห็นว่าเราสร้าง .well-known ให้เป็นซับของ /public_html  นะคะ (ตรงที่มีโลโก้รูปบ้าน) ถ้าตรง pop-up box ไม่ขึ้นอย่างนี้ ให้ย้อนกลับไปเลือก folder “/public_html” นะคะ)

Screen Shot 2018-08-24 at 10.22.45 PM

 

7.5)จากนั้นสร้าง sub-directory ย่อยอีกอันใน .well-known นะคะ ชื่อ

acme-challenge

ทำได้โดยกดปุ่ม +Foloder มุมซ้ายบน (เหมือนเดิม) นะคะ

จากนั้นจะเจอกล่อง pop-up ก็ตามนั้นค่ะ …​พิมพ์ acme-challenge แล้วกด Create New Folder

Screen Shot 2018-08-24 at 10.29.06 PM.png

 

7.6)จากนั้นเราจะอยู่ที่ sub-directory ภายใต้ชื่อ acem-challenge นะคะ

ให้กดอัพโหลดไฟล์ 2 ไฟล์จากข้อ 6.1) ค่ะ

จากนั้นก็กดแถบล่างกลาง ที่เขียนว่า back to/home/….. น่ะค่ะ

Screen Shot 2018-08-24 at 10.35.50 PM

 

 

Screen Shot 2018-08-24 at 10.36.18 PM

 

Screen Shot 2018-08-24 at 10.38.31 PM

 

8)กลับไปยังหน้าที่อยู่ในข้อ 6.1) ค่ะ แล้วกด NEXT ที่อยู่มุมขวาบน เพื่อไปยังหน้า Certificate

 

Screen Shot 2018-08-24 at 10.31.34 PM

 

9)ที่หน้า Certificate ให้เลื่อนลงมาด้านล่าง จะเจอกล่องสองกล่อง (boxes)

กดเครื่องหมาย download ค่ะ ทั้งสองกล่องเลยนะคะ

จากนั้นกลับไปหน้า cPanel ของ GoDaddy

Screen Shot 2018-08-24 at 10.43.08 PM

 

10)หน้านี้นะคะ cPanel Manage

เลื่อนลงไปเซ็คชั่น  Security เลือก SSL/TLS

มันจะพาไปที่หน้าอีกหน้า ให้กดล่างสุดเลยค่ะ ที่เขียนว่า Install and Manage SSL for your sites (HTTPS)

 

Screen Shot 2018-08-24 at 10.49.42 PM

 

Screen Shot 2018-08-24 at 10.51.54 PM

 

 

11)จากนั้นมันจะพาไปอีกหน้า

11.1)เลื่อนลงไปตรง domain ก็เลือกชื่อ domain ของเรา

Screen Shot 2018-08-24 at 10.53.23 PM

 

11.2)กล่องด้านล่างจะมีทั้งหมด สาม กล่อง นะคะ เขียนว่า

Certificate (CRT)

Private Key (KEY)

และ Certificate Authority Bundle: (CABUNDLE)

Screen Shot 2018-08-24 at 10.56.14 PM

 

ทั้งนี้ต้องกลับไป copy โค้ด ที่หน้า certificate น่ะค่ะ

โดยกล่องบนสุด (ของภาพด้านล่าง) จะมีข้อความยาวมาก แต่แบ่งเป็นสองท่อน (ข้อความ)

ให้ก๊อปอันบนสุด แล้วกลับไปที่หน้า SSL

Screen Shot 2018-08-24 at 10.43.08 PM

 

แล้วก็แปะลงตามนี้ค่ะ

 

Screen Shot 2018-08-24 at 10.56.14 PM

 

ซึ่งภาพบน ให้มองตรงขวานะคะ ที่เป็นสีแดงๆ …​มันขึ้นว่า not valid ใช่ไหมคะ

เพราะว่า มันมีสองก้อนในกล่องค่ะ ให้ใช้อันบน แล้วอันล่าง ให้ตัดใส่ตรงกล่องที่สาม (ล่างสุด) ตรงที่เขียนว่า กล่อง Certificate Authority Bundle: (CABUNDLE) น่ะค่ะ

 

+++ตรงนี้ถ้างง ให้ดูคลิปนี้ค่ะ นาทีที่ 4.29 +++

 

 

11.3)จากนั้นก๊อปโค้ด Private Key (KEY) มาใส่ในกล่อง Private Key (KEY) ค่ะ

===ถ้างงก็ย้อนกลับไปดูคลิป YouTube ที่แปะตะกี้นะคะ นาทีที่ 4.29

 

12)จากนั้นกด ยอมรับ และ install certificate ค่ะ

จากนั้นมันจะขึ้น pop-up มาอีกอัน (ปิดท้าย) ก็กด OK  ค่ะ

Screen Shot 2018-08-24 at 11.07.35 PM

 

13)เรียบร้อยค่ะ คุณมีเว็บสวยงาม ที่ขึ้นด้วย https แล้ว

Screen Shot 2018-08-24 at 9.30.57 PM

 

 

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

หวังว่าจะมีประโยชน์บ้าง (ตอนเราทำเอง เรางมอยู่ 5 วันค่ะกว่าจะได้ …​เลยคิดว่าทำ blog ไว้เผื่อมีใครกำลังหาทางอยู่ดีกว่า)

[SPECIAL JOURNEY] ภาษาที่เราอาจจะไม่เข้าใจ #2

 

“ถ้าหนูไม่โอเค หนูก็พูดได้นะว่าไม่โอเค”

เมื่อวาน หลานอายุ 17 ปี โทรมา หลานมีพี่ชายเป็นบุคคลมีภาวะความต้องการพิเศษ​ (ออทิสติก) ซึ่งเมื่อวาน พี่ชายหลานหายไปจากบ้าน พบอีกทีก็คือปั่นจักรยานไปตลาด แล้วอยากได้หลอดไฟ ก็เลยไปหยิบหลอดไฟในร้านค้า แล้วทำแตกไป 2 ดวง

ตอนที่พี่ชายหายไป หลานบอกว่าหลานเครียดมาก แต่ที่เครียดกว่านั้น ก็คือ แม่หลานโดนคนที่ตลาดด่า ว่าดูแลลูกไม่ดี

หลานเครียดว่า ถ้าหลานเรียนจบ ม.6 แล้ว ไม่ได้อยู่บ้านกับแม่แล้ว สถานการณ์จะเป็นไงต่อ ใครจะดูแลพี่ชาย แล้วถ้าพี่ชายหายไปอีกล่ะ

เมื่อวานก็เลยได้เล่าให้หลานฟังเรื่องบ้านฟาร์ม ที่ปากช่อง

บ้านฟาร์ม เป็นคล้ายๆ กับโรงเรียนวันหยุด ที่ทุกศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ครอบครัวและเด็ก(วัยรุ่น)พิเศษ จะมาเรียนรู้ร่วมกัน

ถ้าจะให้อธิบายบ้านฟาร์มไปมากกว่านี้ …​ เราคิดว่า เราคงจะอธิบายมันไม่ได้แล้วล่ะ

คือกิจกรรมที่บ้านฟาร์มทำ เป็นสิ่งที่เราคิดว่า คนภายนอก – นอกในระดับที่อาจจะไม่เคยรู้จักเด็กหรือบุคคลมีภาวะความต้องการพิเศษ – หรือแม้กระทั่งคนที่มีคนในครอบครัวมีภาวะนั้น … ก็ยังอาจไม่เข้าใจกิจกรรมบ้านฟาร์มอยู่ดี

ก่อนไปเยี่ยมบ้านฟาร์ม เราก็มีความไม่เข้าใจหลายอย่าง

เรื่องของเรื่องคือ ออมแนะนำให้เรารู้จักกับพี่ฟ้า เมื่อปีก่อน แล้วมันเหมือนติดอยู่ในใจเรา ว่าอยากสัมภาษณ์พี่ฟ้ามาตลอด

พี่ฟ้าเป็นแม่ของซีซาร์ ซีซาร์มีภาวะความต้องการพิเศษ
ขณะเดียวกันพี่ฟ้าก็เป็นแม่ของซัน ซันเรียนจบเอกอังกฤษ จาก ม.เกษตร ตอนนี้กลับมาช่วยพี่ฟ้าทำงานกิจกรรมที่บ้านฟาร์ม

เมื่อไม่นานมานี้ เราติดต่อขอสัมภาษณ์พี่ฟ้าไป ปกติแล้วพี่ฟ้าจะอยู่ที่ปากช่อง แต่ก็มีคิวเข้ามา กทม. บ้าง จากที่คุยกัน เราตกลงจะไปบ้านฟาร์ม แต่ก็มีเหตุให้ต้องเลื่อนเดินทาง เลื่อนไปเลื่อนมาเกือบเดือน เกือบยกเลิกไปแล้ว เคยถามพี่ฟ้าไปหนหนึ่ง ว่าเลื่อนมาเจอกันที่ กทม.ดีไหม … แต่เหมือนมีอะไรบางอย่าง ส่งสัญญาณมาบอกเราตลอดว่า ถ้าอยากเข้าใจสิ่งที่พี่ฟ้าทำจริงๆ คุยที่ กทม.ไม่ได้หรอก ต้องไปคุยที่ปากช่องเท่านั้น

ต้องไปเห็นบ้านฟาร์มเท่านั้น

ก็เลยไปกัน

…เราได้เรียนรู้จากบ้านฟาร์มหลายอย่างเลย…

แต่สิ่งที่เราจำได้ดีที่สุด ก็คือ บทเรียนที่ไม่มีใครสอนเลย บทเรียนที่เกิดขึ้นอย่างบังเอิญที่สุด

ในจังหวะหนึ่งหลังกินข้าวเที่ยงเสร็จ วิน-วัยรุ่นพิเศษตัวอ้วน,​ คนที่เหมือนภาพแทนของหลานคนที่มีภาวะความต้องการพิเศษของเราเลย – วินกำลังส่งเสียงงึมงำบางอย่าง เป็นเสียงเหมือนผึ้งบินหึ่งๆ น่ะ เป็นเสียงที่ไม่ใช่ภาษาไทย และไม่ใช่ภาษาอะไรที่เราฟังเข้าใจเลย

แล้วซันก็พูดขึ้นมาว่า
“ถ้าตัดเรื่องภาษาออก แล้วฟังแค่น้ำเสียงที่วินจะสื่อสาร มันเหมือนกับว่า วินกำลังหงุดหงิดอยู่นะ”

แม่งเชี่ย (นี่คือคำชม) … โห ซัน นี่ใช่คนอายุ 25 ปีไหม ทำไมเข้าใจโลกได้ดีขนาดนี้

หลังจากนั้น คำที่ซันพูด ก็ทำให้เราหันมามองหลานที่มีภาวะความต้องการพิเศษด้วยมุมมองใหม่


แอนดี้อายุ 20 ปีแล้ว เป็นบุคคลที่มีภาวะความต้องการพิเศษ
แอนดี้เป็นหลานเรา
และเป็นพี่ชายของหลานสาวเรา (งงไหม)

ช่วงต้นสิงหาคม เรากลับบ้านไปงานศพน้า แล้วระหว่างนั้นเราเจอแอนดี้ เราถามหาพ่อเลี้ยงเรา (ที่ขับรถไถ) กับแอนดี้ เราพูดชื่อพ่อเลี้ยงออกมา แอนดี้ไม่ได้ตอบ แต่แอนดี้พูดซ้ำๆ ย้ำๆ คำว่า “รถไถ”

ทุกครั้งที่เจอเรา แอนดี้ก็จะชอบพูดถึง “ติ๊ก เจษฎาภรณ์”

ภาษาที่แอนดี้สื่อสารออกมา เป็นภาษาที่เราไม่เคยเข้าใจ
เราคิดว่าแอนดี้พูดไม่รู้เรื่อง
จนกระทั่งวันที่เรากลับบ้านไปรอบนั้นแหละ แล้วเราก็ “ฟัง” แอนดี้ด้วยมุมใหม่

แอนดี้สื่อสารได้นะ เขามีภาษาของเขา และเขากำลังพยายามเชื่อมโยงภาษาของเขากับภาษาที่เราใช้กันอยู่

ถ้าเราลอง “ฟัง” แบบที่ซันบอก
ลองจับน้ำเสียง … เราอาจจะพอเข้าใจว่าเขาต้องการอะไรมากขึ้น

“แอนดี้ขี่จักรยานได้ด้วยเหรอ เก่งจังเลยเนอะ” เราตอบหลานที่โทรมาเรื่องที่ว่าแอนดี้หายไปจากบ้าน หายไปโดยการปั่นจักรยานไปตลาด

“หนูก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าแอนดี้ปั่นจักรยานได้ด้วย” หลานสาวเริ่มอารมณ์ดีขึ้นแล้ว

“วันก่อนแอนดี้ไปจับปูนามาด้วยนะ แอนดี้ขุดหลุมจับปูเก่งมาก เก่งกว่าพ่อกับแม่อีก” หลานสาวยังคงเล่าต่อ

“บางทีหนูก็รู้สึกรำคาญแอนดี้นะ” หลานสาวเล่าในบางจังหวะ

“ถ้าหนูไม่โอเค หนูก็พูดได้นะว่าไม่โอเค” ฉันตอบกลับไป — จริงๆ ไม่ใช่คำตอบที่ฉันคิดได้เองหรอก ก่อนหน้านี้ฉันโทรปรึกษาออม –ออมทำงานด้านเด็กมีภาวะความต้องการพิเศษมาหลายปี ออมรู้ว่าภาวะที่คนในครอบครัวทั้งรักทั้งเกลียดคนที่มีภาวะนี้นั้น…มีอยู่จริง

และมันไม่เป็นไรเลยที่จะยอมรับว่าบางทีเราก็เกลียด…เกลียดชีวิตที่ต้องเจอกับสิ่งนี้

แต่เราก็รักกันในฐานะครอบครัวด้วย

“หนูกลัวว่าถ้าหนูไม่อยู่ (ไปเรียนมหาวิทยาลัย) แล้วครอบครัวหนูจะเป็นยังไงต่อไป”

—ครอบครัวที่มีบุคคลมีภาวะความต้องการพิเศษ จะต้องเจออย่างนี้อยู่แล้ว Up & Down ทางความรู้สึก— ออมบอก

บุคคลที่มีภาวะความต้องการพิเศษมีภาษาในการสื่อสารของเขากับโลก

ครอบครัวที่มีบุคคลมีภาวะความต้องการพิเศษ ก็มีภาษาที่พวกเขาใช้ในการสื่อสารกับโลกด้วยเช่นกัน

ซึ่งเราในฐานะคนนอก อาจจะ, หรืออาจจะไม่-เข้าใจมันก็ได้


ภาพถ่ายจากบ้านฟาร์ม ได้รับอนุญาตจากผู้เกี่ยวข้องให้เผยแพร่ภาพนี้ได้

 

 

P1120463

Girls Don’t Cry : สารคดีปานกลางของมือปืนรับจ้างที่เล่าเรื่องเด็กสาวชนชั้นกลาง … และไม่ coming of age สักกะหน่อย

girls

5/10

สิ่งที่คุณจะไม่ได้เห็นคือ ซีนเมษาพูดถึงประเด็นดราม่าเรื่องมีแฟน แต่สิ่งที่คุณจะได้เห็น คือซีนเฌอปรางพูดเรื่องการตัดสินใจเลิกกับแฟนเพื่อมาเป็นเมมเบอร์ BNK48 …

และนี่คือสิ่งที่จะกำหนดทิศทางสารคดีเรื่องนี้ไปทั้งเรื่อง

เราชอบสารคดี แต่คิดว่ามันไปไม่สุด แต่ขณะเดียวกันก็เข้าใจด้วยว่า เต๋อมาในฐานะมือปืนรับจ้าง ไม่ว่าจะยังไงก็แล้วแต่ มันคงเล่าได้แค่ประมาณนี้แหละ

แน่นอนว่าเต๋อเลือกเล่าเรื่องของกลุ่มเด็ก Under (ที่ออกแนว Underdog) มากกว่า ขณะเดียวกันก็พยายามสะท้อนความหนักหนาสาหัสที่ตัวท็อปต้องเผชิญ “ไม่เป็นฉันเธอไม่รู้หรอก” อะไรทำนองนั้น

เป็นสารคดีที่ประนีประนอมสูงมากๆ … และพยายามจะเกลี่ยทุกอย่างให้อยู่เท่านี้แหละ

ระหว่างเดินกลับบ้าน คุยกับน้องที่ไปดูด้วยกันว่า ถ้ามันจะต้องขยี้จริงๆ มันมีประเด็นอะไรให้ขยี้ได้บ้างไหมนะ? หรือจริงๆ แล้วเพราะเด็กสาวในเรื่องก็ชนชั้นกลางไทย และความเป็นเด็กชนชั้นกลางไทยมันก็ไม่มีอะไรให้ขยี้ได้เยอะหรือเปล่า?

ส่วนที่สารคดีเลือกจะขยี้มากที่สุด (และคิดว่า นี่อาจเป็นส่วนที่โดนใจหลายคนอยู่ไม่น้อย) คือส่วนที่เล่าเรื่องความสับสนของเมมเบอร์ (เด็กสาวๆ) ช่วงแรก ที่อยากได้คะแนนนิยม และช่องทางการสื่อสารเดียวของพวกเธอในตอนนั้นก็คือ social media (fb page & IG & woov live) ที่พวกเธอต้องพยายามหาทางโพสอะไรก็ได้ เพื่อให้คนไลค์คนชอบคนเชียร์

เราเลยได้เห็นความสับสนของเด็กวัยรุ่นน่ะ …​ เหมือนการมองย้อนกลับไปช่วงที่เราติดโซเชียลมีเดียใหม่ๆ แล้วพยายามเรียกไลค์กัน

แต่นี่เป็นไอดอลไง…เป็นเด็กสาวที่อยากติดเซมบัตสึ 16 คนไง … เราเลยได้เห็นการเปลี่ยนคาแรกเตอร์ตัวเอง การพยายามอ่านคอมเม้นท์แล้วนำมาปรับแก้ การพยายามทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ได้ถูกเห็น ถูกพูดถึง ได้รับความนิยม ได้รับ engagement

ไม่ต่างกับเวลาเหล่า Online Marketer ต้องหาทางทำคะแนน – อันนี้คิดว่าคนทำงานประมาณนี้ดูแล้วอาจอิน #ต้องทำดีสักเท่าไหร่เธอถึงจะengageกับเพจชั้นนนนนน

เราคิดว่าเป็นสารคดีที่ถ้าเป็นคนนอก ไม่ใช่โอตะ ไม่ใช่สายติ่ง ไม่ได้ตาม BNK48 แบบติดตาม น่าจะชอบสารคดีเรื่องนี้เลยแหละ … เพราะมันทำให้เข้าใจว่า “วงนี้” เป็นอย่างไร

คือสารคดีทำได้ดีในแง่ที่อธิบายใหัคนนอกเข้าใจความเป็นวงแบบนี้ และการแข่งขันการเป็นเซมบัตสึ ได้

แต่ขณะเดียวกัน … อันนี้ความเห็นส่วนตัวแบบสุดๆ เลยนะ … ถ้าเป็นคนที่ตาม หรือเข้าใจระบบของวงแบบนี้อยู่แล้ว เราว่าจุดที่สารคดีเลือกจะเผย หรือโชว์ มันคือการประนีประนอมอย่างถึงที่สุด

>ความอิจฉาน่ะเหรอ … ไม่มีหรอก ถ้าจะมีใครพูดถึงเฌอปราง ก็พูดด้วยน้ำเสียงที่ยังชื่นชมอยู่ เฌอปรางคือหมุดหมายที่ทุกคนอยากไปถึง อยากเทียมเท่า … แต่ไม่แม้แต่จะคิดแซงหน้าด้วยซ้ำ

แน่นอน…มันโคตรไทย กับการเลือกตอบหรือเล่าแบบนี้

>ความดาร์กของวง … การแตะประเด็นระหว่างโอตะกับพวกเธอ ว่าพวกเธอคือสินค้าของบริษัท ถูก objectify ไหม …​ไม่น่าจะถือว่าพูดถึงประเด็นนี้ คือมันมีการพูดถึงประเด็นเรื่องการต้องหาหนทางให้ได้รับความนิยมนั่นแหละ แต่มันไม่ได้แตะต้องหรือวิพากษ์อะไรในแง่นี้ #แน่นอนสารคดีของวงรุ่นพี่อย่างAKB48ก็ไม่ได้แตะประเด็นเหล่านี้เช่นกัน

>ช่วงวัยสาวและการทุ่มเทชีวิตให้วง สิ่งที่สูญเสียไป และสิ่งที่ได้กลับมา … เหมือนจะแตะ แต่อยู่ในขนบที่สุด เป็นการเล่าตามขนบแบบเรียบร้อยดีงามมากๆ

ซึ่งแน่นอน … เรารู้ว่าเต๋อคือมือปืนรับจ้าง และมันคงดีที่สุดแล้ว ที่จะเล่าในแนวทางนี้

>ซีนที่ชอบ แน่นอนคือทุกซีนของปูเป้, เรื่องของจิ๊บเรายังชั่งใจอยู่บ้าง แต่เราชอบพาร์ทที่จิ๊บถามตัวเองว่า คู่ควรจะเป็นเพื่อนกับเมมเบอร์ที่ดังมากๆ อย่างมิวสิคไหม

เออ…พอได้ดูเรื่องนี้ ก็ทำให้ได้ย้อนกลับไปถามถึงความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อเพื่อนผู้หญิง ก่อนจะพบว่า เราไม่เคยมีฟีลลิ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ที่ปรากฏในสารคดีนี้กับเพื่อนผู้หญิงของเราเลยนะ

แต่เราชอบน้ำตาของเจนมาก
และเจนเป็นคนที่ร้องไห้ได้สวยสุดๆ

ปล. เราเป็นคนมีรสนิยมสามานย์ อย่าถือสาเรา #พี่เป้รี่เจ็บที่เขาคัดแค่เด็กสาวอายุ12ถึง22ปีเท่านั้น

#girlsdontcry #bnk48 #แฟนน้องเต๋ออย่าขุดหลุมพี่

[เขียนถึงซากุระ] ความงดงามของความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียก

#เขียนถึงซากุระจากคนอ่าน

พี่ติ๊กต่อก~

จะมาบอกว่า เพิ่งอ่าน Sakura Sayonara จบค่ะ

เคยมีรุ่นพี่คนนึงในวงการหนังสือเคยบอกว่า “การเขียนแบบเรียบง่ายที่สุด แต่สื่อสารได้ครบที่สุด เป็นการเขียนที่ยากที่สุด” และนั่นคือสิ่งที่รู้สึกกับตัวหนังสือของพี่ติ๊กต่อกค่ะ ไม่ว่าจะเป็นในบล็อก สเตตัส หรือหนังสือเล่มนี้ก็ตาม ทุกครั้งเลยที่ตัวหนังสือของพี่ติ๊กต่อกมักจริงใจ ซื่อตรงกับตัวเองมาก และไม่ต้องการพึ่งพาความซับซ้อนใดๆ ทั้งนั้น คิดว่าตัวเองคงไม่กล้า ‘โป๊’ ความรู้สึกได้เหมือนพี่ติ๊กต่อกแน่ๆ

ในขณะเดียวกัน ระหว่างเดินทางตามรอยย้อนความทรงจำไปกับตัวหนังสือของพี่ติ๊กต่อก ก็เห็นเงาของตัวเองในเรื่องพี่ติ๊กต่อกกับเรื่องของเอริด้วย เมื่อหลายเดือนก่อน ก็เพิ่งบ้าระห่ำวิ่งตามความรู้สึกตัวเอง ไปพบใครคนนึงที่ติดต่อกันมานานร่วมปีเหมือนกัน เพื่อที่จะพิสูจน์ว่าความสัมพันธ์นี้จะไปต่อทางไหน เป็นการเดินทางที่ได้คำตอบ แต่จนทุกวันนี้ก็ยังไม่กล้าย้ำคำตอบนั้นกับตัวเองอย่างเด็ดขาดเลยค่ะ

ถึงยังงั้น เรื่องของพี่ติ๊กต่อกกับแดน หรือเรื่องของเอริกับสาวที่บราซิลก็เหมือนส่งสารมาให้กลายๆ ว่า บางทีชีวิตก็อนุญาตให้เรารู้จักคนนี้ในรูปแบบนี้ ในช่วงเวลานี้ ได้สานสัมพันธ์กันแบบนี้ ถึงตอนนี้จะยังอยู่ในช่วงสะอึกสะอื้นอยู่ แต่หวังว่าวันนึงจะมองย้อนกลับมา แล้วเห็นแง่มุมงดงามของความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียกนี้ได้ค่ะ

ขอบคุณที่เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมานะคะ

จากคนอ่านคนหนึ่ง

 

t1