[blog] murakami syndrome

“I once had a girl,

or should I say,

She once had me”

— Norwegian Wood —

Note to self on 2011.02.19

 

179812_501473913234_5014748_n

 

Murakami Syndrome

เคยมีน้องถามว่า ทำไมหลายๆ คนถึงได้ชอบอ่านหนังสือของมูราคามิ เราตอบว่า สำหรับคนอื่นเราไม่รู้ แต่สำหรับเรา ตอนแรกเราก็เคยสงสัยมาก่อนว่า ทำไมทุกคนถึงได้พูดถึงแต่นักเขียนคนนี้ เราเลยเริ่มต้นอ่านงานของเขาดู แล้วสิ่งที่มันโดนเรามากๆ เลย ก็คือ งานมูราคามิเป็นงานที่ไร้แก่นสาร (สำหรับเรา) ซึ่งเราดันได้อ่านมันในช่วงเวลาหลังปี 2001 ที่โลกเกิด 911, หนังสือ The End of History and the Last Man (ที่บอกว่า Liberalism คือปลายทางของมนุษยชาติและไม่มีอะไรท้าทายมันได้อีกแล้ว) ของ Francis Fukuyama ถูกท้าทาย (และเหมือนจะถูกโค่นล้ม), เราเห็นการล่มสลายของอะไรหลายๆ อย่าง (ในภาวะสมัยใหม่) … ทุกอย่างเหมือนโหมกระแทกเรา แล้วหนังสือมูราคามิก็ปรากฏตัวมาเพื่อยืนยันกับเราว่า “เราอยู่ในโลกที่ไร้แก่นสารจริงๆ”

และเรากล้าพูดว่า เราไม่ได้ชอบ Norwegian Wood มากที่สุด (ในบรรดาหนังสือของมูราคามิ เราชอบเรื่อง South of the border, West of the Sun มากที่สุด) แต่ Norwegian Wood เป็นหนังสือที่ทรงอิทธิพลต่อเรามากที่สุด (เล่มนึง)ทุกครั้งที่เราอ่านหนังสือเล่มนี้ ตัวตนและความทรงจำของเราในวัย 22 ปี จะโลดแล่นและมีชีวิตขึ้นทุกครั้ง

เรามีคำถามที่ค้างคามาตั้งแต่อายุ 22 ปี และยังไม่ได้รับคำตอบ
มันไม่ต่างกับคำถามที่ นาโอโกะ และ โทรุ มีต่อ คิซูกิ ว่า “ทำไมเขาถึงฆ่าตัวตาย”
นั่นแหละ เหตุผลที่ Norwegian Wood ทรงอิทธิพลต่อเรามาก …
เพราะเราดันรู้สึกว่า เราโคตรจะเข้าใจความสงสัยของนาโอโกะกับโทรุเลย … ให้ตายสิ

 

 

 

 

Advertisements

[blog] ในวันที่โลกร้ายใส่เรา

 

ช่วงนี้เมื่อสี่ปีก่อน ฉันอยู่แถวจังหวะนากาโนะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นช่วงฤดูหนาวขาวโพลน รอบตัวเต็มไปด้วยหิมะ

ฉันเดินทางมากับชมรมสกีของมหาวิทยาลัย

เป็นทริปสกีหนแรก

ปีนั้นฉันอายุ 32 และใกล้จะขยับเข้าสู่วัย 33 อยู่รอมร่อ

ทริปสกีหนแรกดูน่าตื่นตาตื่นใจ ขณะเดียวกันหิมะที่ตกหนักทั่วภูมิภาคคันโตในปีนั้น ทำให้ฉันครุ่นคิดถึงฉากเลวร้ายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในชีวิต

 

เมื่ออายุมากขึ้น ฉันมักคิดถึงเรื่องเลวร้ายบ่อยๆ … จำลองสถานการณ์ว่าถ้าเกิดอะไรที่ตัวเองถือว่าเลวร้ายเกินรับได้ขึ้นจริงๆ ฉันจะทำอย่างไรกับชีวิตดี

ถ้าเกิดอุบัติเหต แล้วพิการ … ฉันจะร้องไห้ไหม และฉันจะทิ้งความฝันในการเล่นสกีไปเลยหรือเปล่า

ถ้าเกิดนั่นนี่…

ถ้าเกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้

ถ้า
ถ้า

ถ้า

 

ฉันจะคิดลาจากโลกไหมนะ

 

สิ่งที่ฉันไม่ค่อยได้บอกใครเลยก็คือ นับตั้งแต่อายุ 30 ปี ฉันมักจินตนาการถึง worst case scenario หรือ ฉากเลวร้ายที่มีสิทธิเกิดขึ้นได้ เสมอๆ … แล้วฉันมักจะคิดต่อว่า ถ้ามันเกิดขึ้นจริง ฉันควรมองโลกด้วย “ทัศนคติ” หรือ มุมมอง แบบไหน ที่จะทำให้ฉันผ่านมันไปได้ โดยไม่จบลงที่การจบชีวิตตัวเอง

 

ก่อนมาญี่ปุ่น ฉันอ่านหนังสือของ เลน่า มาเรีย คนที่เกิดมาเกือบจะไร้แขนขา แต่เธอมองโลกในแง่ดี และกลายมาเป็นนักร้อง นักเขียน เป็นแม้กระทั่งนักกีฬาเลยด้วยซ้ำ

 

เรื่องราวเหล่านี้มักทำให้เราทึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันมักสงสัยคือ ถ้าฉันเจอสถานการณ์เดียวกับเธอ ฉันจะตัดสินใจต่างออกไปไหม

ฉันจะใช้ชีวิตต่ออย่างไร และอะไรที่จะทำให้ฉันเลือกไปต่อได้

แม้เรื่องเลวร้ายที่สุดจะได้เกิดขึ้นแล้ว

 

 

 

ในวันที่โลกร้ายใส่เรา อะไรที่พอจะเป็นแรงผลักดันให้เราเลือกไปต่อ

ความฝันแบบไหน

ความหวังแบบไหน

ช่วงเวลาแบบไหน

ที่ทำให้เรายังอยากผจญภัยบนโลกนี้ต่อ

 

ตอนนั้นเอง ที่ทีมโค้ชสอนสกี บอกให้พวกเราขึ้นเคเบิลคาร์ จากพื้นราบด้านล่าง เราขึ้นเคเบิลคาร์ที่ค่อยๆ ไต่ขึ้นบนเนินเขา

 

ภูเขากว้างใหญ่ หิมะขาวโพลน ลมฤดูหนาวที่พัดมาตีหน้า อยู่ๆ ฉันก็คิดว่า นี่ช่างมหัศจรรย์จังเลย

ชั่วขณะที่อยู่บนเคเบิลคาร์ กับความรู้สึกที่สัมผัสถึงความเป็นไปได้ไม่รู้จบที่อาจเกิดขึ้นได้ในชีวิต

นับตั้งแต่วันนั้น ฉันจดจำโมเม้นท์นั้นไว้กับตัว

 

เราทุกคนอาจเคยเผชิญกับโมเม้นท์เหล่านี้ ในสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป

 

ในวันที่โลกร้ายใส่เรา

ช่วงเวลาแบบไหน

ที่ทำให้เรายังอยากผจญภัยบนโลกนี้ต่อ

 

สำหรับฉัน โมเม้นท์บนเคเบิลคาร์ในทริปสกี คือหนึ่งในช่วงเวลานั้น

 

 

1619545_10151985461983235_2138375717_n (1)

[blog] ยื่นภาษี 2561 สำหรับฟรีแลนซ์แบบแปลกๆ

เรื่องภาษีเป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยชินเสมอ อาจเพราะหลายปีที่ผ่านมา ชีวิตการทำงานมักมีอะไรแปลกประหลาดหน่อยๆ

ปี 2560 ที่ผ่านมา ก็แปลกประหลาดอยู่บ้าง

ช่วงครึ่งปีแรก เรียกได้ว่าทำงานอยู่ในองค์กร มีเงินเดือนแบบที่ยื่น ภงด.1 และจ่ายประกันสังคมปกติ (องค์กรหักออก)

ช่วงครึ่งปีหลัง เรียกได้ว่าเป็นฟรีแลนซ์ รับงานเขียน แต่รับแบบเหมาจ้าง คือเราไม่ได้ถือลิขสิทธิ์จากตรงนั้น รายได้ที่ได้ นับเป็นแบบที่ต้องยื่น ภงด.3

ช่วงพักงาน ก็ไม่ได้จ่ายประกันสังคม เพราะสิทธิยังคุ้มครองอยู่ จนเดือน พ.ย. 2560 จึงได้ทำประกันตน ม.39 เดือนละ 432 บาท

ทีนี้พอยื่นภาษี ก็เลยจะมีคำถามหน่อยๆ ดังนี้

1/ในส่วน ภงด.1 และ ภงด.3 จะต้องกรอกยังไง

คำตอบที่ได้คือ

ภงด.1 ต้องเลือกกาช่อง มาตรา 40(1)

ภงด.3 ต้องเลือกกาช่อง มาตรา 40(2)

แต่ถ้าใครเขียนหนังสือเล่ม หรือทำงานที่ได้ลิขสิทธิ์ ให้กรอก มาตรา 40(3)

111

 

 

2/ประกันสังคม

ถ้าเลือกยื่นแบบภาษีทางออนไลน์

การยื่นภาษีออนไลน์นั้น เมื่อเราแจ้งรายได้จากเงินเดือน (กาช่อง มาตรา 40(1)) ระบบออนไลน์ของสรรพากรจะคำนวณให้อัตโนมัติให้ โดยคิดเป็น 5%

แต่กรณีนี้ไม่ครอบคลุม ประกันสังคม ม.39 (แบบที่เราจ่ายตอนเป็นฟรีแลนซ์)

ดังนั้น ถ้าอยากใช้สิทธิที่จ่าย ประกันสังคม ม.39 (เดือนละ 432 บ.) ด้วย ก็ต้องยื่นแบบด้วยตนเองที่สรรพากรใกล้บ้าน

 

3/กรณีจ่ายประกันสังคม ม.39 ที่ 7-11 

กรณีนี้ ใบเสร็จที่ 7-11 ไม่สามารถนำมายื่นใช้สิทธิกับสรรพากรได้

ต้องโทรหรือขอเอกสารกับทางสำนักงานประกันสังคม เขตที่เรายื่นแบบ ม.39 ไว้ค่ะ

 

4/คำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สรรพากร

คำแนะนำเหล่านี้เราได้จากการโทรถามสายด่วนสรรพากร โทร. 1161

รอสายไม่นานมาก ถือว่าน่าประทับใจ

เจ้าหน้าที่ยังให้คำแนะนำว่า สำหรับผู้ที่ยื่นแบบด้วยตนเองที่สรรพากร ให้เตรียมแบบสำเนาไปทุกอย่าง สำเนาเอกสาร ภงด. ต่างๆ, สำเนาลดหย่อน เป็นต้น เพราะสรรพากรจะไม่เก็บเอกสารเหล่านี้ไว้ จะนำไปทำลาย ดังนั้นเราต้องเก็บตัวจริงไว้อ้างอิง เผื่อมีกรณีที่ต้องอ้างอิงภายหลังนั่นเอง

 

เหล่านี้ถือเป็นเรื่องภาษีเบื้องต้นที่พบเจอในปีนี้

หวังว่าจะพอมีประโยชน์บ้างนะคะ

 

[blog] เราเจอกันครั้งแรกที่ไหนนะ

IMG_20180131_202741.jpg

 

“เราเจอกันครั้งแรกที่ไหนนะ”

จำได้ไหมคะ? … เราเจอกันครั้งแรกที่ไหน

 

เดือนกุมภาพันธ์ เป็นเดือนที่สั้น และสำหรับหลายคน มักเชื่อมโยงมันเข้ากับเรื่องโรแมนติก

วันนี้ไม่ได้มีเรื่องโรแมนติกจะเล่า แต่ประโยคที่เปิดหัวไว้ คือประโยคที่เพิ่งคุยกับเพื่อนในวันก่อน

“คนสองคนเจอกันครั้งแรกที่ไหน”

คือบทละครที่เราคุยกันค่ะ

 

 

…..

ช่วงนี้ฉันเกิดอยากเขียนบทละครขึ้นมา เลยไปปรึกษาเพื่อนคนหนึ่งที่จบมาด้านนี้ และทำงานด้านนี้มาเกินสิบปีแล้ว ถือได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่ง

ฉันเคยเรียนเขียนบทเมื่อสิบปีกว่าปีก่อน แต่เป็นบทละครเวทีกับบทหนัง (ซึ่งก็ลืมหลักการไปเยอะแล้ว) …​ ตลอดชีวิตนั้นฉันมีปัญหากับการเขียนเรื่องยาวมาตลอด นั่นเป็นเหตุผลให้ฉันไม่เคยเขียนนิยายจบเรื่อง และไม่เคยกล้าคิดเขียนบทละครด้วย

แต่เพราะหมู่นี้ตระหนักได้ว่า อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว อยากทำอะไรก็จงทำเสียเถอะ

พอรู้สึกอยากลองเขียนบทละครโทรทัศน์ดู ก็เลยรีบนัดเพื่อนคุย

จริงๆ แล้ว ปัญหาก่อนหน้านี้ (และยังคงเป็นปัญหาในปัจจุบัน) ของฉันก็คือ ฉันเป็นคนคิด Situation (สถานการณ์) และ Dialouge (บทสนทนา) ไม่เก่งเลย

เรื่องที่เขียนไว้ส่วนใหญ่ มักจะอิงจากประสบการณ์จริงเกินครึ่ง ถ้าแต่งขึ้นมา ก็ต่อเติมจากประสบการณ์จริง หรือเรื่องที่มีคนเคยเล่าให้ฟัง

ฉันมักจะเขียนเรื่องไกลตัวมากๆ ไม่ได้ เช่น ถ้าจะให้เขียนเรื่องตลกของร้านค้าในทองหล่อ ฉันจะเขียนไม่ได้ทันที

อย่าหวังว่าจะเขียนเรื่องแฟนตาซีจำพวก พ่อมดหมอผีเลย อันนั้นยิ่งทำไม่ได้ใหญ่

“คิด Situation ฝึกช่วงแรกๆ ก็ให้ฟุ้งไปเรื่อยๆ ก่อน ฟุ้งไปเลย ส่วน Dialogue ถ้าเราสร้างตัวละครให้แน่น ให้กลมแล้ว มันจะมาเอง แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ไง บางทีกว่าจะค้นเจอตัวละครจริงๆ ก็ตอน 10 แล้ว”

เพื่อนเล่า

“ในการสร้างเรื่อง พื้นฐานคือต้องมีตัวละคร แล้วจากนั้นตัวละครต้องเจอ Conflict ใช่ไหม”

เพื่อนยังคงเล่าแต่คราวนี้แทรกคำถามมาด้วย

“วิธีฝึกที่ดีที่สุดก็คือ ลองคิดดูว่า ตัวละครเจอกันครั้งแรกที่ไหน เจอกันยังไง ในสถานการณ์แบบไหน”

“เดี๋ยวฉันต้องไปบรรยายให้น้องๆ ที่มหาวิทยาลัยฟัง โจทย์นี้แหละที่ชั้นจะให้เด็กทำ จะบอกเด็กว่าจงไปคิดฉากที่ตัวละครสองตัวเจอกันครั้งแรกมาให้ได้ ฟังดูง่าย แต่ไม่ง่ายนะเว้ย”

 

ใช่, ไม่ง่ายเลย ยากชะมัด

ถึงตอนนี้ก็ยังคิดไม่ออกเลย

 

…..

ถ้าชีวิตเป็นบทละคร

คิดว่า…เราเจอกันครั้งแรกที่ไหน อย่างไรคะ

 

 

 

 

ป.ล. กำลังลองเริ่มเขียน ถ้าเขียนร่างแรกจบแล้ว จะอัพเดทให้ฟังนะคะ

 

 

 

 

 

 

 

[เขียนถึงซากุระ] หนังสือส่งท้ายปี โดย โอแอลจัง

20229551_10154947777943235_3467686642730595446_o

 

#เขียนถึงซากุระ

โดย โอแอลจัง (OL = Office Lady คำเรียกพนักงานหญิงของญี่ปุ่น)
และเป็นเจ้าของภาพนี้ในหนังสือค่ะ

ขอบคุณที่เขียนถึงกันค่ะ

 

 

++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

หนังสือส่งท้ายปี 2017

พี่ติ๊กต่อกผู้เขียนเป็นเพื่อนพี่ปอมหนึ่งในกองบรรณาธิการที่เวย์ เราเจอกันครั้งแรกที่อุเอะโนะในร้านอิซากายะ ฤดูร้อนนั้น ฉันมาฝึกงานในลอว์เฟิร์มที่โตเกียว ถ้าจำไม่ผิด ค่ำคืนนั้นน่าจะเป็นคืนแรกของพี่ติ๊กต่อกในญี่ปุ่น

เจอกันครั้งแรก พี่ติ๊กต่อกก็คุยเรื่องคอนเสิร์ตดงบังชิงกิที่กำลังจะมาถึงอย่างออกรสกับพี่กิ๊ฟซึ่งเป็นสายเกาหลีเหมือนกัน พี่ปอมบอกว่าพี่ติ๊กต่อกทำงานสายนิตยสารมาก่อน พี่ติ๊กต๊อกในความทรงจำแรกของฉันคือพี่อดีตกอง บ.ก. ผู้ชื่นชอบดงบังชิงกิ

และคือเวลาก่อนเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้จะเริ่มขึ้น

พี่ติ๊กต่อกเป็นคนชอบบันทึก พี่เขียนโพสต์ในเฟซบุ๊คยาวๆ ทั้งเรื่องนักร้องเกาหลีที่พี่ชอบ บทความวิชาการ ตลอดจนเรื่องปกิณกะ เฟซบุ๊คทำให้รู้ว่าพี่ติ๊กต่อกเป็นคนช่างสังเกต แถมอธิบายได้ละเอียดลออ สงสัยเสมอว่าทำไมพี่ติ๊กต่อกถึงสรรหาถ้อยคำมาบรรยายอะไรต่อมิอะไรได้พรั่งพรูเหมือนเปิดก๊อกน้ำ กว่าเราจะเขียนได้แต่ละหน้าแม่งโคตรจะยากเย็น

ฉันคุยกับพี่ติ๊กต่อกหลังไมค์บ้าง พี่ติ๊กต่อกเป็นคนที่คอยเชียร์ให้ฉันเขียนพอคเก็ตบุ้คเกี่ยวกับญี่ปุ่นดู และด้วยความบ้ายอฉันก็เลยพยายามจะเขียนดูบ้าง แต่คุณเอ๋ย การลองเขียนความทรงจำของตัวเองเป็นเรื่องขนาดยาว มันไม่ต่างกับการค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าตัวเองทีละชิ้น ให้คนอื่นเห็นจนล่อนจ้อน ถ้าคุณไม่จริงใจพอจะเล่าเรื่องเหล่านี้ มันจะไม่สนุก มันจะไม่จริง มันจะไม่ได้เลยยย

นี่จึงยิ่งทำให้ฉันประทับใจ Sakura, sayonara ของพี่ติ๊กต่อกมาก มันไม่ใช่เรื่องแต่งที่นำไปสู่จุดพีคแบบพล๊อตนิยาย แต่มันซื่อตรงต่อผู้อ่าน ซึ่งหมายความว่าพี่ซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเองจึงนำไปสู่บทสรุปที่ละมุนละไมเช่นนี้ พี่ติ๊กต่อกพาผู้อ่านท่องเที่ยวญี่ปุ่น ทว่าไม่ใช่ด้วยสายตาของนักท่องเที่ยว นักช๊อป นักชิมลิ้นทอง หรือแบคแพคเกอร์สายประหยัด แต่ด้วยแว่นตาของนักศึกษารัฐศาสตร์สาขานโยบายสาธารณะ ด้วยความมองโลกในแง่ดี พร้อมๆ กับพาท่องไปในความทรงจำในส่วนที่รโหฐานที่สุดเพื่อหาคำตอบปัญหาหัวใจที่ยังค้างคา

การบรรยายเหตุการณ์เหล่านี้ใต้กลีบซากุระจึงเหมาะสมเป็นที่สุด ดอกไม้บอบบางแย้มยิ้มอยู่ชั่วครู่ก่อนจะร่วงโรย เช่นเดียวกับผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

ทุกอย่างล้วนมีช่วงเวลาของมันเอง อย่างที่พี่บอกจริงๆ

ปล1. มีรูปที่เราถ่ายอยู่ในหนังสือพี่ติ๊กต่อกด้วยยยยย

แก้วสตาร์บัคส์ที่หายไปในวันปีใหม่

“หายไปแล้ว”

ผมพูดขึ้นมาตอนที่เราอยู่ที่สถานีอุเอโนะ บนรถขบวนสีเขียวอ่อนสายยะมะโนะเตะที่แล่นรอบมหานครโตเกียวเป็นวงกลม มันคือวันที่ 1 มกราคม ที่ผู้คนออกมาเฉลิมฉลองกันอย่างครึกครื้น

“แก้วกาแฟ หายไปตอนไหนก็ไม่รู้”

เธอหันมามองผม ทำหน้าไม่ค่อยเข้าใจนัก

…ผมคิดว่าจะเก็บไว้สักหน่อย…

แก้วกระดาษสตาร์บัคส์ที่เขียนข้อความข้างแก้วว่า “Happy New Year” ที่เธอซื้อให้เมื่อเช้า

…ผมคิดว่าจะเก็บไว้เป็นที่ระลึก…

แต่ดูเหมือนเธอก็ยังไม่เข้าใจมันอยู่ดี

 

 

 

“ปีใหม่นี้ไปศาลเจ้าเมจิกันไหม”

เธอส่งข้อความมาชวนในวันก่อนปีสิ้นปีหนึ่งวัน อันที่จริงเธอเคยเกริ่นๆ ไว้แล้วช่วงก่อนคริสต์มาส เธอถามประมาณว่า ช่วงปีใหม่ผมยังอยู่โตเกียวไหม กลับบ้านรึเปล่า ถ้าไม่มีธุระที่ไหน ไปเที่ยวกันเถอะ

คำถามของเธอดูเรียบง่าย แต่ก็เหมือนเช่นทุกครั้ง มันทำให้ผมกลัว

ผมกลัวความไม่ชัดเจน

ไม่มั่นใจ ไม่เข้าใจ และไม่แน่ใจ

 

เธอเป็นคนขอไลน์ผมก่อน, อย่างธรรมชาติมากๆ,​ ในบ่ายวันหนึ่งที่เรากำลังก้าวขาเข้าสู่ฤดูร้อน

ผมนั่งอ่านอะไรจากแท็บเลตอยู่ เธอเดินเข้ามาอุ่นอาหารในเตาไมโครเวฟที่มีอยู่แค่เครื่องเดียว คนในคณะไม่นิยมใช้เตานี้กัน อาจเพราะมันเก่าและก็ดูเขรอะหน่อยๆ แต่ผมเห็นเธอมาใช้เตานี้หลายครั้งแล้ว … อันที่จริง เรียกว่าเธอจะใช้เตานี้ทุกครั้งที่แวะมาตึกเรียนนี้เลย จากเท่าที่ผมสังเกตอยู่จากโต๊ะมุมห้อง เธอทำกับข้าวกินเอง เธอชอบบ่นว่าอาหารญี่ปุ่นไม่ถูกปาก เลยตัดปัญหาด้วยการทำเองดีกว่า

“นายใช้ไลน์ไหม” เธอหันมาถามตอนที่ทั้งห้องพักส่วนกลางมีแค่เราสองคน

จริงๆ แล้วถ้ามีคนอื่นอยู่ด้วย เธอจะไม่ค่อยคุยกับผม

“ขอแอดหน่อยสิ เผื่อมีอะไรถามไป”

เทอมนั้นเราลงเรียนวิชาเดียวกันสองตัว ผมไม่ได้สังเกตเธอในชั้นเรียนมาก่อน จนกระทั่งเธอเอ่ยปากถามเรื่องคลาสเรียนชดเชยที่เซนเซให้มาเรียนเพิ่มกัน

หลังแอดไลน์หนนั้น เธอก็ทักมาถามอะไรไม่กี่ครั้งแล้วก็หายไป เธอมักจะหายไปทุกสองสัปดาห์ แล้วก็ทักมาถามอะไรอีกนิดหน่อย เรื่องเรียนทั้งหมดแหละ

จริงๆ ก็มีที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเรียนอยู่หนหนึ่ง คือเรื่องไปดูดอกไม้ไฟ

เธอชวนไปดูดอกไม้ไฟ เธอชวนทุกคน แต่เธอก็หันมาชวนผมด้วย พอเห็นผมไม่ให้คำตอบสักที เธอเลยทักแยกมาถาม

ผมกลัว,

ผมเป็นคนที่ถูกปฏิเสธมาตลอดชีวิต

ผมกลัวว่ามันจะไม่ใช่อย่างที่คิด

ผมเลยตัดสินใจไม่ไปดูดอกไม้ไฟหนนั้น

 

 

ปิดเทอมฤดูร้อนอันยาวนานโผล่มา ก่อนที่ภาคการศึกษาใบไม้ร่วง/หนาวจะเริ่มต้น สัปดาห์แรกของการเปิดเทอมเต็มไปด้วยผู้คนใหม่ๆ แต่เธอหายไปเลย ไม่มีเงาของเธอในสัปดาห์แรกนี้

ผมอยากคิดว่าเธอไปแลกเปลี่ยนที่ ม. อื่นอย่างที่หลายคนทำหรือเปล่า แต่เท่าที่ผมจำได้คือ เธอลงชื่อจะไปทริปคณะในเทอมนี้ ที่จำได้ดีเพราะผมเป็นคนเตือนเธอเรื่องลงชื่อก่อนหมดเขต

เธอตกใจจนรีบวิ่งออกจากห้องพักส่วนกลาง บอกว่าตัวเองลืมเสียสนิท ไม่งั้นอดได้ไปเที่ยวกับคณะแน่

 

เป็นสัปดาห์ที่สองที่เธอโผล่หน้ามา อากาศเย็น เธอวิ่งเข้าออกหลายคลาสมาก เพราะต้องเลือกวิชาว่าจะเรียนตัวไหนดี ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่เหมือนเธอหลบหน้าผม เธอไม่มองหน้าและไม่คุยกับผมเลย เกิดอะไรขึ้นกับปิดเทอมฤดูร้อนอันยาวนานนั่นเหรอ

หรือว่าชีวิตผมจะซ้ำรอยเดิมที่เป็นมาทั้งชีวิต

เป็นคนที่ถูกปฏิเสธมาตลอด

 

 

ทริปคณะเริ่มต้นแล้ว ผมมารอเป็นกลุ่มแรกๆ รถที่จะใช้เดินทางมีทั้งหมดสองคัน ทีมงานแบ่งพวกเราออกเป็นสองกลุ่ม เธอมาถึงเป็นคนท้ายๆ แต่ไม่ได้สายเกินเวลานัด

ทีมงานแจ้งรายชื่อของรถแต่ละคัน ผลคือเธอนั่งคนละคันกับผม

สิ่งเดิมๆ ซ้ำซากอีกแล้วสินะ

ไม่สิ,​ ผมพอจะทำอะไรให้มันแตกต่างไปได้ไหม

ในชั่วจังหวะที่รถบัสคันใหญ่พาเราเคลื่อนผ่านอุโมงค์แสนยาว ผมส่งลิงก์การ์ตูนจาก Webtoon ให้เธอ

“อุโมงค์พวกนี้ทำให้คิดถึงเรื่องนี้เลย เอาไว้อ่านเวลาเซ็งนะ”

เธออ่านข้อความ แต่ไม่มีสัญญาณของการตอบกลับ

แล้วต้องทำยังไงเหรอ

 

รถแวะพักระหว่างทาง เธอเดินลงจากรถ ในจังหวะที่เธอกำลังเดินสวนไป ผมตัดสินเรียกชื่อเธอ

“อ่านหรือยัง สนุกไหม” ผมไม่รู้จะชวนคุยเรื่องอะไรดี

“ฉันอ่านไม่ออกอ่ะ”

“มันเป็นการ์ตูนภาษาอังกฤษนะ”

“อ้าว เหรอ” เธอหัวเราะแหะๆ

“แต่เหมือน iPhone จะเป็นอะไรก็ไม่รู้ มันลิงก์ไปต่อไม่ได้อ่ะ”

ผมไม่ได้คิดว่าเธอโกหกหรอก เท่าที่ผมพอรู้เธอก็มีมุมเด๋อๆ อยู่ โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี

 

ขึ้นรถ แล่นผ่านอุโมงค์อีกรอบ ถึงได้มีข้อความเข้า

“ไม่อ่านได้ไหม ไม่ชอบเรื่องผี”

ในที่สุดเธอก็ตอบกลับแล้ว

“ไม่ใช่เรื่องผีสักหน่อย” ผมตอบ

“หือ? ดูยังไงก็น่ากลัว”

“ลองอ่านดูน่า” ผมพิมพ์ย้ำ

สรุปว่าเธออ่านจนจบ แต่ไม่ค่อยเข้าใจนัก

“มันจบงงๆ นะ” เธอว่า

นั่นเป็นไลน์ข้อความสุดท้ายของทริปนี้

 

 

 

แต่หลังจากทริปนี้จบลงก็เหมือนเธอจะเลิกหลบหน้าผมแล้ว เธอส่งข้อความมาถามเรื่องวิชาที่ผมเคยเข้าไปซิทอินช่วงสัปดาห์แรก ถามความแตกต่างของแต่ละคลาส ก่อนจะตัดสินใจว่าจะเลือกลงวิชาอะไรดี

วันถัดมา ผมเห็นเธอนั่งอยู่ในวิชาที่ผมเลือก เพราะเก้าอี้ข้างเธอว่างอยู่ ผมเลยเลือกนั่งตรงนั้น

นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นให้เรารู้จักกันมากขึ้น

 

เธอชวนผมไปกินข้าวเย็นในค่ำวันศุกร์ เธอชวนใครอีกหลายคน และก็สงสัยว่าผมอยากจะไปด้วยไหม

“สังสรรค์กันเร็ว วันศุกร์แล้ว”

มันมีเหตุการณ์ประมาณนี้เกิดขึ้นอีก 2-3 ครั้ง เธอชวนผมไปกินข้าว ปาร์ตี้ กับเพื่อนกลุ่มที่ผมแทบจะไม่รู้จัก ไม่รู้อะไรทำให้ผมตัดสินใจไป คงเพราะอยากรู้จักคนอื่นมากขึ้นมั้ง ผมจะอยู่ที่นี่แค่ถึงเทอมนี้ แล้วก็ต้องย้ายไปที่อื่นแล้ว

ผมรู้ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับเธอมากขึ้น เธออายุมากกว่าผม แต่เธอไม่ยอมบอกว่าเท่าไหร่ เธออมยิ้มแล้วก็ชวนทุกคนคุยเรื่องอื่น เวลาที่มีคนอื่นอยู่ด้วยเยอะๆ เธอมักจะคุยกับคนอื่นมากกว่าผม ไม่นั่งข้างผมด้วย แต่ทุกอย่างก็ดูเป็นธรรมชาติดี ไม่เคยมีใครเอ่ยปากถามว่าผมมานั่งอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร คงเพราะเทอมนี้เพิ่งเริ่มต้น อากาศก็หนาว ผู้คนมักผูกมิตรกันมากกว่าปกติในช่วงเริ่มต้นภาคการศึกษา

 

เธอจะคุยกับผมมากหน่อยเมื่ออยู่ในคลาส บางทีเราก็ไปกินข้าวเที่ยงกัน บางมื้อเธอชวนผมไปกินข้าวเย็นด้วย เธอมาช้า อ่านไลน์ก็ช้า ปล่อยให้ผมรอจนหิว แล้วก็มีเพื่อนเธอโผล่มากินด้วย ผมอุตส่าห์ไม่กลับพร้อมเพื่อนคนอื่น แต่เธอทำไมทำอย่างนี้ล่ะ

หลายครั้งแล้วนะ

มันเป็นอย่างนี้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งวันปีใหม่เดินทางมาถึง

 

 

“ปีใหม่นี้ไปศาลเจ้าเมจิกันไหม แล้วไปกินกาแฟมื้อบ่ายต่อ มี…มาด้วยนะ”

คิดแล้วอยากหัวเราะ ตอนแรกผมนึกว่าเธอเข้าใจเสียอีกว่า ศาลเจ้าเมจิขึ้นชื่อเรื่องการขอพรด้านความรัก แต่นี่ชวนเพื่อนมาด้วย ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมสินะ

 

“ถึงแล้ว รออยู่ตรงทางออกนะ” ผมไลน์หาเธอ

“ซื้อกาแฟอยู่ตรงทางขึ้นเนี่ย รอแป๊บ”

“อ้าว ไหนบอกว่าจะไปกินกาแฟกันตอนบ่าย”

“แป๊บนะ”

 

“Happy New Year” เธอยื่นแก้วกาแฟให้ผม มันเป็นคาปูชิโน่ร้อนแก้วขนาดกลาง ข้างๆ เขียนว่า Happy New Year ไว้

“Happy Heisei 30”

“ขอบคุณ” ผมยื่นมือออกไปรับ ในมือเธอก็มีคาปูชิโน่ร้อนอีกแก้ว

“อากาศเย็น กินอะไรอุ่นๆ จะได้รู้สึกดีขึ้น”

“ไปกันเลยมะ” เธอหันมาถามหลังจากจิบกาแฟอุ่นๆ ไปหนึ่งอึ้ก

“อ้าว แล้ว…ล่ะ” ผมถามถึงเพื่อนของเธอ ซึ่งจริงๆ ก็เป็นเพื่อนของผมด้วย

เธอทำหน้างงๆ จนผมเริ่มคิดได้ว่าผมคงจะเข้าใจอะไรผิดไป

“ก็นัดเจอ…ตอนบ่ายไง ไปกินกาแฟกันที่อากิฮะบาระ”

“ทำไมกินกาแฟหลายมื้อจัง”

“ไม่อยากกินก็เอาคืนมา” เธอทวงคาปูชิโน่ร้อนจากผมคืน

“เหอะ ไม่คืนให้หรอก”

ความซ้ำซากเกือบตลอดชีวิตของผม มันเป็นอย่างนี้มาเรื่อยๆ

มันอาจเป็นอย่างนี้ต่อไป แต่ช่างมันเถอะ

 

ในวันที่ 1 มกราคม ปีเฮย์เซย์ 30 เราไปศาลเจ้าเมจิ ไหว้พระ ขอพร ซื้อเครื่องราง กินข้าวกลางวัน เดินหลงทางในอากิฮะบาระ กินกาแฟมื้อบ่าย กินข้าวมื้อเย็น และนั่งรถไฟกลับด้วยกัน

ถือเป็นวันเริ่มต้นปีที่น่าจดจำ

 

 

 

“หายไปแล้ว”

“แก้วกาแฟ หายไปตอนไหนก็ไม่รู้”

เธอหันมามองผม ทำหน้าไม่ค่อยเข้าใจนัก

ผมไม่ได้บอกเธอว่า ผมตั้งใจจะเก็บแก้วกาแฟใบนี้ไว้เป็นที่ระลึก

ระลึกถึงวันขึ้นปีใหม่ ที่เราเคยไปศาลเจ้าเมจิด้วยกัน

ก็เท่านั้น

 

 

IMG_3778

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จดหมายถึงปี 2003

 

ยากเสมอที่จะเขียนถึงเธอ,
แต่ฉันก็จะควานหาถ้อยคำจนเจอให้ได้

 

 

สวัสดีปี 2018

วันปีใหม่ผ่านมาได้ 18 วันแล้วสินะ
ปีใหม่ปีนี้เธอไปที่ไหนมา และทำอะไรบ้าง
เธอว่าโลกในปี 2018 ต่างกับโลกในปี 2003 ไหม

ปี 2003 โรคซาร์สระบาด คนฮ่องกงใส่แมสก์ปิดหน้ากันว่อนไปหมด อเมริกาเข้มงวดเรื่องคนเข้าประเทศมาก จอร์จ บุช คนลูกเพิ่งสั่งถล่มอิรัก และ,

นั่นคือช่วงเวลาที่เราได้เจอกัน
ฉันในวัย 22 และเธอในวัย 24 ปี

 

ถ้ายังมีชีวิตอยู่ ปีนี้ เธอจะอายุ 39 ปี,​ ตื่นเต้นไหมที่อีกปีเดียวก็จะอายุ 40 แล้ว

“ถ้ายังมีชีวิตอยู่…” ฉันต้องเขียนอย่างนี้ เพราะฉันไม่รู้จริงๆ ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ไหม
เป็นไงบ้าง ทำงานอะไร ยังชอบกินเบียร์อยู่ไหม สมัคร Facebook เป็นหรือยัง และคิดไงกับ Justin Bieber

และที่อยากรู้ที่สุด … เธอจะว่ายังไงบ้าง ถ้ารู้ว่าฉันเป็นติ่งเกาหลี

เธอ คนที่ในปี 2003 ไม่มีอีเมล เกลียดโลกออนไลน์ เทิดทูนสิ่งที่เรียกว่า Privacy – ตอนนี้เธอมีอีเมลหรือยังนะ

ถ้ายังมีชีวิตอยู่ …
ถ้ายังมีชีวิตอยู่ …
เราจะได้เจอกันอีกไหม

 

วันก่อน นาเดียถามถึงเธอด้วยนะ
จำนาเดียได้ไหม
แล้วจำติ๊กต่อกได้รึเปล่า

ยังจำวันแรกที่เราเจอกันได้ไหม

ต้นฤดูใบไม้ผลิ วันแรกของฉันที่นั่น เธอเดินสวนผ่านมา เธอกับเพื่อนตัวโตหยุดแวะถามฉันกับเพื่อนๆ ว่า “จะไปกินข้าวเหรอ เดินไปถูกไหม” ฉันจำไม่ได้ว่าใครตอบไป เราไม่ได้คุยกันในวันนั้น สารภาพว่าฉันจำเพื่อนตัวโตของเธอได้ดีกว่าจดจำเธอเสียอีก

เราเจอกันอีกทีวันไหนสักวัน ฉันยืนมองโปสการ์ดอยู่ ฉันหาโปสการ์ดที่จะส่งกลับบ้าน เธอมายืนคุยอยู่ข้างหลัง ถามนั่นถามนี่สักอย่าง ก่อนจะชี้ว่า เธอชอบโปสการ์ดใบนี้นะ

ตอนที่ฉันบินกลับจากที่นั่น ฉันซื้อโปสการ์ดใบนั้นเก็บไว้
ทุกวันนี้โปสการ์ดใบนั้นก็ยังอยู่ในห้องนอนฉัน

 

ในช่วงเวลา 15 ปี มีอะไรเกิดขึ้นบนโลกนี้มากมายเลยเนอะ
บอกไป เธอต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่า ที่ประเทศไทย, บ้านเกิดที่มีเจดีย์เยอะๆ ของฉัน เราเจอการรัฐประหารไป 3 ครั้งแล้ว

อเมริกาก็เจอวิกฤต Subprime ถล่มอ่วมเลย
ยุโรปก็เจอวิกฤตเศรษฐกิจที่เริ่มต้นจากกรีซ
อังกฤษออกจาก EU
ซัดดัม ฮุสเซน ตายแล้ว
บินลาเดนก็เช่นกัน
สตีฟ จ็อบส์ ปล่อย iPod ออกมาเปลี่ยนโลก ต่อด้วย ​iPhone และ iPad
และตอนนี้สตีฟ จ็อบส์ ก็ไม่อยู่แล้ว

Spider Man มีภาคต่อออกมาอีกหลายภาค เขาเปลี่ยนตัวพระเอกแล้วนะ ภาคหลังๆ ไม่มีคนคอยมานั่งดูด้วยแล้วบรรยายนั่นนี่ให้ฉันรำคาญอีกต่อไป

 

ถ้ายังมีชีวิตอยู่ …
เธอจะคิดยังไงกับ Donald Trump กันนะ

 

จำวันเกิดปีที่ฉันอายุครบ 22 ได้ไหม
ต้องจำได้สิ วันนั้นฉันใส่สเวตเตอร์สีฟ้า
สีฟ้าเป็นสีที่เธอชอบนี่

เราไปเที่ยวกัน,
อืม…ไปไหนบ้างนะ อยู่ๆ ก็จำไม่ได้ซะงั้น
แต่ตอนเย็นเราไปกินอาหารไทย ฉันสั่งผัดไทยให้เธอ ตัวเองสั่งเฝอ แต่ฉันอยากกินกุ้ง ฉันก็เลยแย่งเธอกินกุ้งไป 2 ตัวใหญ่ๆ

ขากลับ ค่ำแล้ว เรานั่ง Shuttle Bus กลับ รถคันใหญ่ที่มีเรานั่งอยู่ด้านหลังแค่ 2 คน ฉันบอกให้นั่งหน้าใกล้ๆ คนขับก็ไม่ยอมเชื่อกัน เธอบอกว่า เธอเป็นเด็กหลังห้องมาตลอด ต้องนั่งหลังสิ นั่งหลังมันเท่มากๆ นะ … จริงๆ แล้วฉันเมารถ แต่เอาเถอะ แล้วแต่เลย

เราคุยอะไรกันยืดยาวท่ามกลางความมืดมิดบนรถ Shuttle Bus
ท่ามกลางภูเขาหินสูงเหล่านั้น ท่ามกลางอากาศฤดูใบไม้ผลิที่ใบสีเขียวค่อยๆ งอกเงย

ณ จุดที่ชีวิตกำลังก้าวขาสู่ความเป็นผู้ใหญ่
เธอมอบของขวัญวัย 22 ปีให้ฉัน
Wind Chime แต่เป็นแบบตั้งโต๊ะ

“ตีตอนเช้ากับตอนก่อนนอน มันจะนำพลังงานดีๆ มาให้”
มันเป็นเพราะเธอเคยบวชเป็นหลวงจีนมาก่อนหรือเปล่านะ เธอเลยซื้ออะไรได้ติงต๊องขนาดนี้
แต่ Wind Chime นั่น ก็ตามติดตัวฉันไปทุกที่ รูมเมททุกคนของฉันน่าจะเข้าใจเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

“ตีตอนเช้ากับตอนก่อนนอนนะ”

 

 

“ติ๊กต่อกนอนเร็วไปนะ”
เธอพูดขึ้นในค่ำวันหนึ่งถัดจากวันเกิดไม่นานนัก
“ไม่ค่อยยอมไปสังสรรค์กับคนอื่นด้วย”
ฉันมองเบียร์ที่เธอถืออยู่ ฉันว่าเธอเริ่มเมาแล้วล่ะ
“เธอมักจะขลุกอยู่แต่ในห้องของเธอ พื้นที่ของเธอ”
“บางครั้งมันก็มากเกินไป”

ไม่ชัดเจน,
เธอตั้งใจจะพูดคำนั้น
แต่เธอไม่ได้พูดมันออกมา

เราไม่ได้เป็นแฟนกัน เราไม่เคยคบกันด้วยซ้ำ ทุกอย่างดูคลุมเครือตั้งแต่เริ่มต้น ใช่, อาจเป็นฉันเองที่ทำให้ทุกอย่างคลุมเครือ
“หลังหน้าร้อนนี้จบลง พวกเราในอนาคต…จะเป็นอย่างไงบ้างนะ”
เธอที่นั่งอยู่ตรงบันไดทางขึ้นตึก เงยหน้ามาถามฉันที่ยืนนิ่งอยู่
“พอเหอะ”
ยังไม่ทันเริ่มต้นด้วยซ้ำ ทุกอย่างก็จบลงที่ประโยคนั้น
“พอเหอะ”

 

หลังจากนั้นไม่กี่วัน ฉันทำตัวงี่เง่าและดราม่าใหญ่โต อาจจะเป็นการดราม่าครั้งใหญ่สุดตั้งแต่เกิดมาเลยก็ได้

เธอสูบกัญชา ฉันรู้ว่าเธอสูบกัญชา เธอเคยเลิกไปแล้ว อยู่ๆ ก็กลับมาสูบอีก ฉันไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเครียดเรื่องฉันหรือเปล่า
ในสถานะเพื่อน ฉันยื่นคำขาดไปว่าให้เธอเลิกซะ ไม่งั้นฉันจะไม่ยอมลุกจากระเบียงหน้าตึกนั่น เวลานั้นคือช่วงฤดูใบไม้ผลิที่อากาศตอนดึกยังต่ำกว่า 10 องศา ฉันนั่งอยู่ตรงนั้นทั้งคืนไม่ไหวแน่ แต่ฉันก็ยื่นคำท้าไป ฉันคิดว่ามันคือความหวังดี

มองย้อนกลับไปจากปี 2018, ฉันโคตรเอาแต่ใจเลย

สูบกัญชาหรือเปล่ามันก็เรื่องของเธอ ถ้ามันไม่ผิดกฎหมายรัฐนั้น แล้วฉันจะไปยุ่งอะไรด้วยล่ะ
ในนามของความหวังดี, ฉันคาดคั้นเธอเกินไป, ฉันเอาแต่ใจเกินเหตุ, เธอส่ายหน้าและเดินหายไปในป่า กว่าสองชั่วโมงที่ฉันนั่งหนาวอยู่ตรงระเบียงหน้าตึก เธอไม่โผล่มา แต่ให้เพื่อนตัวโตมาแทน

ฉันรู้ว่าเพื่อนตัวโตคือตัวแทนของเธอ เขาพูดอะไรบางอย่างจนฉันยอมกลับห้อง
แล้วหลังจากคืนนั้นเราก็มีสถานะภาพเป็นเพื่อนกันอย่างชัดเจน

 

เธอเคยก้าวห่างออกไปในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วเธอก็ค่อยๆ ก้าวกลับมา
ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง
แต่ในสถานะภาพของการเป็นเพื่อนกัน มันดีมาก และฉันมีความสุขมาก

ทุกๆ เช้าที่ต้องเดินไปทำงานที่อีกตึก ฉันมักจะเจอเธอระหว่างทางเสมอ เราบังเอิญเจอกันบ่อยมากจนฉันเริ่มสงสัยว่าเธอจงใจหรือเปล่า

ทุกเช้าที่บังเอิญเจอกัน เราจะได้คุยกันอยู่ 3 นาที ก่อนแยกย้ายไปทำงาน

มีบางเที่ยงที่เราพักเบรกพร้อมกัน ตอนนั้นเราต่อคิวรออาหารถัดกันเลย วันนั้นพ่อครัวทำเมนูเห็ดย่าง ฉันชอบกินเห็ดมาก แต่เขาจะให้พนักงานแค่คนละ 2 ชิ้น ฉันหันไปมองหน้าเธอ
เธอรู้แหละว่าต้องทำยังไง
แน่นอนว่า เธอยกเห็ด 2 ชิ้นของเธอให้ฉัน

เรานั่งตรงข้ามกัน คุยกันเหมือนไม่ได้คุยกันมาเนิ่นนาน ฉันรู้ว่าคนที่โรงอาหารมองมา แต่ช่างมันเถอะ

ในสถานะภาพของการเป็นเพื่อน ทุกอย่างกำลังค่อยๆ คลี่คลายในทางที่ดีขึ้น

จนกระทั่ง

“โดนไล่ออก”
ใครสักคนแจ้งข่าว หัวใจฉันแทบหยุดเต้น ฉันเพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่า “หัวใจแทบหยุดเต้น”​ จริงๆ ก็วันนั้น

“ต้องไปทันที”
ใครสักคนบอก

เรื่องมันเกิดเพราะความใจดีของเธอ, จะเรียกว่าไม่เคารพกฎก็ได้, แต่นั่นแหละ เหตุมันเกิดมาจากความใจดีของเธอ

เธออยู่ในสถานะที่ให้ส่วนลดลูกค้าได้ เมื่อเพื่อนฉัน (ซึ่งก็เป็นเพื่อนเธอด้วยเหมือนกัน) ไปซื้อของ เธอลดราคาให้แบบหั่นแหลก ราวๆ 80 % ได้ เธอทำอย่างนี้บ่อยมากๆ ตอนแรกพวกเราคิดว่าเธอมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำอย่างนั้น เพราะตำแหน่งของเธอก็ไม่ใช่ย่อย แต่เรามารู้หลังจากเกิดเรื่องแล้วว่า บริษัทมองว่านี่คือการทำผิดกฎ มันไม่ต่างกับการโกง เธอถูกไล่ออกทันที

เธอไม่ได้ให้ส่วนลดตัวเองด้วยซ้ำ, และฉันเชื่อมั่นว่าเธอไม่เคยเอาเงินสักดอลล่าร์ของบริษัทไป
เธอแค่ให้ส่วนลด 80% นั่นกับเพื่อนๆ ของฉัน

ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ด้วยล่ะทุกอย่างกำลังจะดีขึ้นแท้ๆ

 

“ไปยังไง”
ฉันถามขึ้น เธอกำลังเก็บของอยู่
“ลินด์เซย์ไปส่งไปที่ท่ารถ”

เธอหมายถึงท่ารถที่อยู่ห่างไปอีกเมืองนึง หลังจากนั้นเธอจะนั่งรถไปลาสเวกัส แล้วคงนั่งรถเกรย์ฮาวนด์ไปต่อสักรัฐ ปลายทางอยู่ที่ไหนเธอเองก็ยังไม่แน่ใจ

ไม่ไปได้ไหม,
ฉันอยากพูดออกไป
แต่ฉันในวัย 22 ปี มีสิทธิพูดอะไรอย่างนั้นได้ด้วยเหรอ
เรายังไม่เป็นผู้ใหญ่ และเรายังรับผิดชอบชีวิตกันและกันไม่ได้ด้วยซ้ำ

 

“ติดรถไปส่งด้วยนะ” ฉันบอกออกไป ไม่ได้ขอลินด์เซย์ ไม่ได้ขอเธอ มันคือประโยคบอกเล่าเฉยๆ
จริงๆ ฉันอยากไปส่งเธอถึงที่ลาสเวกัสมาก แต่ตอนบ่ายฉันต้องเข้ากะ … มองย้อนกลับไป วันนั้นฉันน่าจะลาป่วยเนอะ
ทำไมฉันไม่ลางานล่ะ
เธอจะหายไป…ไปไกลมากๆ เลยเชียวนะ

ลินด์เซย์ออกรถ ลินด์เซย์เป็นเพื่อนสนิทเธอ เป็นผู้หญิงที่สวยและเท่มากๆ ตอนแรกที่รู้จักกัน ฉันยังสงสัยว่าทำไมเธอไม่ชอบลินด์เซย์

“ไหนๆ เธอก็จะไปแล้ว ฉันขอถามอะไรสักอย่างได้ไหม” เราสองคนนั่งอยู่เบาะหลัง เธอมีของนิดเดียวเอง เพราะข้าวของส่วนใหญ่ เธอยกให้คนอื่นไปแล้ว
“เป็นคำถามที่สำคัญมากๆ” ฉันย้ำ
“เธอเกิดวันไหนเหรอ” นั่นคือคำถามที่ฉันเก็บงำมาตลอดตั้งแต่รู้จักกัน
“1 มกราคม” เธอตอบ
“ฮื่อ ไม่จริงอ่ะ” ฉันแย้ง เป็นไปไม่ได้ เธอจะเกิดวันขึ้นปีใหม่ได้ยังไง
“อ๊ะ ไม่เชื่อกันก็เอาบัตรไปดู” เธอยื่นบัตรที่เหมือนใบขับขี่ให้ มันเขียนไว้ว่า เธอเกิด 1 มกราคม 1979 จริงๆ ด้วย

“โห… รู้ป่าว ฉันคิดมาตลอดว่า คนที่เกิด 1 มกราคม นี่ ต้องเป็นคนพิเศษมากๆ อ่ะถึงได้เกิดวันนี้ได้”
“นี่ก็เป็นคนพิเศษไง” เธอพูดยิ้มๆ
ฉันหันไปมองหน้าเธอ
“อืม…พิเศษจริงๆ ด้วย”

รถแล่นมาถึงหน้าธนาคาร เธอต้องทำธุระที่ธนาคารก่อน ระหว่างนั้น ฉันเขียนโน้ตใบหนึ่ง ข้างในเป็นชื่ออีเมล และรหัสผ่าน มันเป็นอีเมลที่ฉันเพิ่งคิดขึ้นมาสดๆ ตอนนั้น ยังไม่ได้ลงทะเบียนสมัครด้วยซ้ำ แต่คิดว่าไม่น่าจะมีคนใช้ชื่ออีเมลนี้นะ

jdzion@yahoo.com

ฉันยื่นกระดาษให้เธอ
“ใช้อีเมลเป็นใช่ไหม ถ้าไปถึงที่พักแล้ว เข้าอีเมลกับรหัสผ่านนี้นะ ถ้ามีอะไรฉันก็จะเขียนหาในนี้”
“อย่าขาดการติดต่อล่ะ”
เธอยิ้มก่อนกอดแน่น และพูดบางประโยค
“สัญญาได้ไหม ว่าในอนาคต จะไม่คบคนนิสัยแย่ๆ แบบฉันอีก”

จำไม่ได้เลยว่าตอบอะไรกลับไป

รถแล่นจากไป ภาพที่รถค่อยๆ แล่นลับหายไปจากสายตาในวันนั้นยังถูกเก็บฝังไว้ในพื้นที่ความทรงจำ มันเหมือนฉากในหนังเรื่อง “รักแห่งสยาม” ที่ตัวละครเด็กสองคนจากกันเลย ตอนที่มีใครคนหนึ่งย้ายบ้าน รถแล่นจากไปจนลับตา มันเหมือนฉากนั้นมากๆ

เพียงแต่มันเกิดขึ้นก่อนฉากนั้น 3 ปีได้มั้ง

4 มิถุนายน 2003

นั่นคือครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน

 

อีเมลที่ฉันให้เธอไป มีคนใช้ชื่อนี้อยู่ก่อนแล้ว นั่นเท่ากับว่า พวกเราไม่เหลือช่องทางติดต่อกันแล้ว
เธอผู้ไม่มีที่อยู่ และฉันผู้กำลังจะกลับเมืองไทย
ไม่สิ,​ ยังเหลืออีกทาง
ถ้าโชคชะตาจะไม่ใจร้ายเกินไป

เพื่อนฉันกำลังจะกลับเมืองไทย พวกเขาแวะเที่ยวลาสเวกัสก่อนกลับ ฉันติดสอยห้อยตามไปด้วย ฉันแค่ไปเที่ยว แต่หอบกระเป๋าใบใหญ่มาก จนมีคนเข้าใจผิดว่าฉันจะกลับเมืองไทย

2 วัน กับ 1 คืนที่ฉันไม่อยู่ที่หอพัก เสียงโทรศัพท์เครื่องเดียวในหอดังขึ้น ตอนที่ฉันกลับมาแล้ว มีคนบอกฉันว่า เธอโทรมา แต่เธอโทรหาแบรนดอน

แบรนดอนเป็นเพื่อนสนิทเธอ ฉันไม่สงสัยหรอกว่าทำไมเธอโทรหาแบรนดอน

“ตอนนี้อยู่ที่เซาท์แคโรไลน่า” แบรนดอนบอกฉันในวันรุ่งขึ้น ฉันไม่กล้าถามต่อด้วยซ้ำ ความน้อยใจเข้าครอบงำจนฉันไม่กล้าเอ่ยปากถามอะไรอย่างอื่นเลย

….โทรหาแบรนดอนได้ ทำไมไม่โทรหาฉัน

…จำเบอร์หอพักได้ ทำไมไม่โทรหาฉัน

ฉันรอโทรศัพท์อีก 2 เดือน จนวันที่ฉันต้องบินกลับแล้ว แต่เธอก็ยังไม่โทรมา
ฉันถามลินด์เซย์ในวันหนึ่ง, เรื่องเธอ, ลินด์เซย์ก็บอกว่าไม่ได้ข่าวเหมือนกัน
คนเดียวที่เธอโทรหา ก็คือ แบรนดอน สินะ

ถึงทุกวันนี้ ฉันยังไม่เคยถามแบรนดอนเลยว่า วันนั้นที่เธอโทรมา เธอเล่าอะไรบ้างนอกจากบอกว่าอยู่แคโรไลน่า เธอได้ถามถึงฉันหรือเปล่า แล้วแบรนดอนตอบว่าไงบ้างเหรอ แล้วทำไมเธอไม่โทรมาหาฉันล่ะ หรือว่าเธอโทรมาแล้วมีใครบอกเธอว่าฉันกลับไทยเหรอ มีใครที่เข้าใจผิดว่าทริปลาสเวกัสของฉันคือทริปกลับไทยแล้วบอกเธอหรือเปล่า โชคชะตาจะใจร้ายได้ขนาดนั้นเลยน่ะเหรอ

 

นี่,
ถ้ายังมีชีวิตอยู่…
เธอจะฟังเพลงโรแมนติกของ Ed Sheeran ไหม
เธอจะคิดยังไงกับกระแส #MeToo
แล้วเธอเคยเห็นธนบัตรที่เขียนอะไรแปลกๆ ตรงขอบไหม

ฉันอ่านเจอเรื่องข้อความบนธนบัตร 1 ดอลล่าร์ในนิตยสาร Reader’s Digest มีผู้ชายคนหนึ่งเขียนข้อความไว้ริมขอบธนบัตร ขอให้คนที่ได้รับธนบัตรเขียนโปสการ์ดกลับมายังที่อยู่ของเขา การเขียนข้อความริมขอบไม่นับว่าผิดกฎหมาย ธนบัตรยังมีมูลค่าตามเดิม เมื่อถูกแลกเปลี่ยน เปลี่ยนมือผู้ถือ ธนบัตรจะเดินทางไปเรื่อยๆ … และมันอาจจะเดินทางไปถึงเธอในวันหนึ่ง

ฉันตัดสินใจแลกธนบัตรดอลล่าร์ไว้ 10 ใบ เขียนข้อความพร้อมเบอร์ติดต่อตัวเองลงไป ฉันหวังว่าโลกทุนนิยมเสรีจะพาธนบัตรเหล่านี้เดินทางไปถึงมือเธอ

ฉันแค่หวัง

ถ้ายังมีชีวิตอยู่… คนเราก็ควรมีหวัง

 

ฉันทำอะไรอีกหลายอย่าง เธอต้องไม่เชื่อแน่ๆ ฉันส่งจดหมายหาหัวหน้าฝ่ายบุคคลในที่ที่เราเคยทำงานช่วงฤดูร้อนด้วยกัน ฉันขอที่อยู่ที่เธอกรอกไว้ในใบสมัครงาน เพิ่งรู้ในตอนนั้น ว่าฝ่ายบุคคลบางครั้งก็กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อการตามหาคนหายได้ ฉันเขียนไปว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก อย่างน้อยฉันอยากรู้ที่อยู่เดิมของเธอ,​ เธอหนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 16 ปี,​ ที่อยู่ที่เธอลงไว้ อาจเป็นที่อยู่ที่ไม่สามารถติดต่อเธอได้แล้ว

แต่อย่างน้อยฉันก็อยากรู้

ฝ่ายบุคคลไม่เคยตอบกลับ ฉันรู้ว่าเขาได้รับจดหมาย เขารู้จักฉัน เหตุผลที่เขาไม่ตอบ อาจเป็นเพราะกลัวผิดกฎบริษัทก็ได้
ฉันเข้าใจเขา แต่ไม่อาจเข้าใจโชคชะตาที่กำหนดชะตาชีวิตพวกเราไว้

 

เธออาจไม่เคยรู้ นับตั้งแต่วันนั้น ทุกครั้งที่ดูหนังสารคดี สายตาฉันมักมองไปที่บรรดาตัวประกอบด้านหลังอยู่เสมอ
ฉันมักมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาในหนังสารคดี สังเกตว่าใครกำลังพูดอะไรอยู่ มันชัดเจนมากๆ ว่าฉันกำลังหวัง, อธิษฐาน, และแอบฝัน, ว่าเผื่อเธอจะโผล่มาในสารคดีเหล่านั้น

รู้อะไรไหม มีหนังไทยน้ำเน่าอยู่เรื่องหนึ่ง ชื่อ “กวน มึน โฮ” มันมีฉากที่ว่าด้วยการตามหาตัวละครตัวหนึ่ง พระเอกตะลุยดูหนังจำนวนมาก เพื่อหาตัวนางเอกที่มีอาชีพเป็นนักแสดงประกอบฉากให้เจอ

พวกเขาทำอย่างนั้นเพราะไม่รู้จักชื่อจริงของกันและกัน

แต่ฉันรู้จักชื่อจริงเธอ

ตอนพายุแคทริน่าพัดถล่มนิวออร์ลีนจนมีผู้คนเสียชีวิตจำนวนมาก ฉันเฝ้าติดตามข่าว ฉันค้นข้อมูลเพื่อหาชื่อผู้เสียชีวิต,​ ใช่ ฉันอธิษฐานว่าจะไม่เจอชื่อเธอในนั้น

อาจเป็นได้ทั้งข่าวดีและข่าวร้าย
ฉันไม่เคยเจอชื่อเธออีกเลย

ทุกครั้งที่เดินทางไกล ทุกครั้งที่ไปยังเมืองต่างๆ ไปที่ประเทศที่ไม่คุ้นเคย ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินสวนไปมา ฉันมักจะมองหาเธอเสมอ
บนห้าแยกชิบูยะที่ขวักไขว่, ตลอด 2 ปีในญี่ปุ่นนั่นก็ใช่,​ ฉันมองหาเธอ

แต่โชคชะตายังคงซื่อตรงต่อภารกิจเดิมที่มันเคยทำอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง
คำอธิษฐานตลอด 15 ปี ไม่เคยเป็นจริง

 

 

“หลังหน้าร้อนนี้จบลง พวกเราในอนาคต…จะเป็นอย่างไงบ้างนะ”

 

ถ้ายังมีชีวิตอยู่ … ในปี 2018
ฉันหวังว่าเธอจะมีความสุข

 

ยากเสมอที่จะเขียนถึงเธอ,
แต่ฉันก็จะควานหาถ้อยคำจนเจอให้ได้

Happy New Year

และก็ Happy Birthday นะ

 

แด่ปี 2003

10392025_174082623234_6297697_n