[blog] สารคดี Chef’s Table: อาหารไทยร้านโบ.ลาน

bo-appetite

ภาพ: http://appetite.onemega.com/chefs-table-netflix-season-5-and-6/

Chef’s Table
season 5
ร้าน Bo.Lan ของเชฟโบ ทรงวิศวะ

Original series ของ Netflix ที่ว่าด้วยอาหารและเชฟที่โดดเด่นในแง่มุมต่างๆ หลังจากพาคนดูไปชิมอาหาร (ผ่านสายตา) มาหลากหลายโซนโลก ก็ถึงคราวที่ Netflix จะมาถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารไทยแท้ ผ่านร้านอาหารไทยที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย (ตรงสุขุมวิท 53)

จริงๆ เรารู้จักเชฟโบผ่านบทความในนิตยสารและข่าวต่างๆ มาตั้งแต่ช่วงแรกที่เธอได้เป็นสุดยอดเชฟอะไรสักอย่าง แล้วร้านโบ.ลาน ก็บู้ม ดังขึ้นมา พร้อมๆ กับที่เห็นว่าเธอมีแฟนหนุ่มออสซี่หน้าตาดูดี (งิ้งงง) แต่เราก็ไม่เคยไปกินอาหารร้านโบ.ลาน เลย เพราะมันแพง (Fine Dining อ่ะนะ) ขายเป็นคอร์ส และแน่นอน คนไทยในไทยย่อมคิดว่า ทำไมชั้นต้องยอมเสียเงินหลายพัน เพื่อจะกินอาหารไทยด้วยวะ

ตอนที่รู้จักเชฟโบ กับร้านโบ.ลาน ผ่านสื่อในยุคนั้น (เราไม่เคยขอสัมภาษณ์เธอ) เรามีก้อนความคิดเกี่ยวกับเชฟโบ และร้านโบ.ลาน ว่า “อ๋อ ลูกคนรวย เรียนทำอาหาร เอาเงินที่บ้านมาเปิดร้านใช่ป่ะ อ๋อ…ต้องใช้วัตถุดิบออแกนิกส์ด้วยใช่ไหม ทำได้เพราะขายแพงไง บลาๆๆๆ” ตอนนั้นเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเชฟโบ หรือร้านโบ.ลาน มากไปกว่า “ขวัญใจสื่อสายที่ชอบนำเสนอเรื่องออแกนิกส์และอาหารไทยโบราณรากเหง้าที่ไม่เชื่อมโยงกับคนไทยยุคปัจจุบันอีกแล้ว”

พอมาดูซีรีส์ที่ Netflix ทำตอนเชฟโบ เราเลยเซอร์ไพร้สหลายอย่าง เราไม่แน่ใจเรื่องฐานะครอบครัวของเธอ แต่คิดว่าก็น่าจะพอมี เพราะส่งให้ลูกเรียนเมืองนอกได้ (จบนอกใช่ไหม) แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าเธอคือทำงานที่ร้าน “น้ำ” (ขอพิมพ์แบบนี้) ร้านอาหารไทยชื่อดังระดับโลกที่อยู่ลอนดอน และที่สำคัญ ร้าน “น้ำ” นี่ดันก่อตั้งโดยเชฟออสเตรเลียที่ไปปักหลักอยู่ลอนดอน (แต่คือขายอาหารไทยไง งงไหม งงไหม งงไหม)

เชฟโบใช้เวลาเรียนรู้เรื่องอาหารไทยจากร้าน “น้ำ” (ต้องเรียนอาหารไทยกับฝรั่งอ่ะ งิ้งงงง) 2 ปี จนได้พื้นฐานทุกอย่างที่จำเป็น แล้วคิดอยากกลับมาเปิดร้านอาหารไทยที่เมืองไทย ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็มองว่าบ้าแหละ แต่เพราะเป็นความตั้งใจ เธอก็เลยทำร้านขึ้นมา ซึ่งช่วง 6 เดือนแรกก็แทบไม่มีลูกค้าเลย จนกระทั่งเธอหันมาเน้นความสำคัญของวัตถุดิบ ออกไปควานหาวัตถุดิบออแกนิกส์ทั่วฟ้าเมืองไทย น้ำตาลก็ใช้น้ำตาลจากต้นตาล (ใชป่ะวะ) ที่ทำสด ไม่ใส่สาร แน่นอนว่า ละเอียดขนาดนี้ อาหารก็ต้องแพงตามนั่นแหละ

ดูซีรีส์ตอนนี้จบลง เราอยากลองทานอาหารที่ร้านโบ.ลาน ลองดู แต่พอเสิร์ชราคา เห็นคอร์สละ 2-3 พันบาท ก็รู้สึกว่า พอเหอะ 555 คือเราอาจจะชอบเสพเรื่องราว (สารคดี) ที่เล่าถึง passion (ที่ยังไม่หมด) ของคนประมาณนี้ แต่บางอย่างที่เขาทำ ต้องยอมรับว่ามันราคาสูง และเราเอื้อมไม่ถึง หรือจริงๆ ก็คือ เราไม่ใช่คนที่ใส่ใจการกินขนาดนั้นอ่ะ อาหารไทยที่เราคิดถึงก็คือ แกงหวายของที่บ้าน ซึ่งครูวิสามารถทำเองได้ในราคาไม่มากมาย

เราว่าสุดท้าย คนเราเลือกได้ว่าจะให้คุณค่ากับอะไร เชฟโบให้คุณค่ากับอะไรพวกนี้ ส่วนเราให้คุณค่ากับอะไรอย่างอื่นแทน (ไม่ใช่ว่าเราไม่ใช่สายกินนะ แต่เราไม่ใช่สายที่ยอมเปย์เพื่ออาหารอ่ะ) จริงๆ พอมามองอย่างนี้ มันก็วิเคราะห์ได้อีกว่า มาตรฐานค่าครองชีพคนไทยมันอยู่ระดับไหนวะ ทำไมพวกเราไม่มีสิทธิวาดฝันการกินอาหารแบบนี้ได้เลย (แต่จริงๆ มันก็กลับมาว่า ถ้ามีเงิน ก็คงไม่กินอยู่ดี / แต่ถ้าไปทำงาน อาทิ เขียนบทความให้เขา ก็คงกิน)

ในส่วนการเล่าเรื่องของ Netflix เราว่าเล่าได้สนุกดี แต่…แต่…แต่ เรารู้ตัวแล้วว่า เราไม่ชอบสารคดี Netflix (หมายถึงที่ Netflix ทำเอง) เพราะมันดู Americanization มากๆ (หรือ Western น่ะแหละ) สารคดีของ Netflix เล่าด้วยจังหวะและมุมมองตะวันตก ที่ไม่รู้สิ คือเราดูได้ แต่เราดูไป เราก็จะคิดเสมอว่า ถ้าเล่าด้วยมุมมองของคนไทย เราจะเล่าเรื่องนี้ด้วยมุมมองและท่าทีแบบไหนดี หรือเราจะหยิบประเด็นพวกนี้มาเล่าไหมนะ หรือจะเล่าเรื่องอื่นดีกว่า บลา บลา บลา

สรุปว่า เราให้ 3/5 คะแนนแล้วกัน มันเปิดโลกและมุมมองใหม่ๆ ให้กับเราบ้าง แต่มันเป็นโลกที่เราคงไม่เหยียบย่างเข้าไป คงปักหลักที่ร้านอาหารฝั่งตรงข้ามบ้านอ่ะ

พร้อมกับฝันถึงแกงไก่ใส่หวาย ที่จะขอให้ครูวิทำ ยามที่เรากลับบ้านนอกครั้งถัดไป

US and Them: ความร้าวรานของ Beijing Dream

Culture_Us-and-Them_4

 

เพิ่งดู Us and Them ใน Netflix

ส่วนตัวไม่อินกับเรื่อง “บอกรัก” หรือ “ขอโทษ” อะไรที่เหมือนจะมีแคมเปญต่อเนื่องกับตัวหนังอ่ะ

มีตอนที่ชอบ และมีบางตอนที่รู้สึกว่า มันไม่เจ็บจี๊ดพอ (แกจะให้มันเจ็บจี๊ดไปขั้นไหน)

แต่ประเด็นที่ชอบมากๆ คือประเด็นการกลับบ้านในวันปีใหม่ (ในเรื่องคือ ปีใหม่จีน หรือตรุษจีน)

ในฐานะคนต่างจังหวัดที่มาอยู่ กทม. การพูดถึงความฝันในการสร้างบ้านที่ปักกิ่งแบบในหนัง มันทำให้เราแว่บคิดถึงภาพฝันใน กทม. ของคนต่างจังหวัด

นี่คือหนังของผู้กำกับรุ่นใหม่ (ใช่ไหม) ของจีน ที่พยายามจะเล่าเรื่องให้พ้นไปจากการเมือง (แล้วมั้ง) หมายถึงไม่ได้เล่าถึงอุดมการณ์การเมืองทำนองนั้น แต่มันเล่าถึงความใฝ่ฝันของคนจีนยุคใหม่ ซึ่งจริงๆ น่าจะหมายถึง จีนบ้านนอก ที่อยากได้ดีในปักกิ่ง

แปลกดี วันก่อนเพิ่งไปคุยกับคนที่นิยามตัวเองว่าเป็น “จีนใหม่” ที่มาเรียนต่อและทำงานในไทย (บ้านเขาอยู่โซนค่อนไปทาง ฮาบิน)

คือคนนี้ที่เราไปคุยด้วย เขาพูดไทย อังกฤษ และจีน (แน่นอนว่าหมายถึง แมนดาริน) เขามีจิตวิญญาณของความต้องการประสบความสำเร็จที่ชัดเจนมากๆ เขาบอกด้วยว่า คนจีนเป็นแบบนี้แหละ

แต่เขาก็ไม่เหมือนกับตัวละครในหนัง
เขาเป็นจีนใหม่ ที่หมายถึงจีนยุคใหม่ ที่การศึกษาพาให้พบโอกาสใหม่ๆ ได้ง่ายกว่า จีนบ้านนอกเข้าปักกิ่ง

เรามีเพื่อนคนจีนหลายคน ที่บ่นเรื่องการแข่งขันในจีน ที่ไม่ได้แข่งแค่คนจีนในประเทศ แต่ยังต้องแข่งกับพวกที่จบจากเมืองนอก ม.ดังๆ มาด้วย

จีนใหม่ก็มีเรื่องต้องดิ้นรน
จีนบ้านนอกที่ไม่รู้ว่าใหม่ไหม ก็ต้องดิ้นรน

เมื่อหนังจบลง เราไม่ค่อยเชื่อในความรักของพระเอกนางเอก (ขอโทษ) แต่เราเชื่อในเยี่อใยของคนมีถิ่นฐานบ้านเกิดเดียวกัน (พระเอกกับนางเอกเหมือนมาจากตำบลเดียวกัน) เราเชื่อในความห่วงใยที่พ่อพระเอกมีให้นางเอก (ในฐานะลูกหลานที่มาจากตำบลเดียวกัน)

ถึงจดหมายตอนท้าย จะดูทะแม่งนิดหน่อย (พ่อพระเอกไม่น่าจะใช่คนอยากเขียนจดหมายเพื่อสื่อสารความรู้สึกตัวเองนะ) แต่เราว่า เยื่อใยและความห่วงหาอาทรแบบ “คนบ้านเดียวกัน” น่ะ มันมีจริง

นั่นเป็นส่วนที่เราชอบที่สุดเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้

และอยากให้เมืองไทยมีหนังที่เล่าเรื่องคนต่างจังหวัดในเชิงนี้บ้าง

[book review] จากดวงจันทร์

 

 

44148901_10156088158518235_1157436546027094016_o

 

จากดวงจันทร์

 

1.

ปกติแล้วเราเป็นคนที่ไม่เก่งเรื่องรีวิวหนังสือเลย จึงมักทึ่งเสมอเวลาเห็นมีใครเขียนรีวิวดีๆ ออกมา ยิ่งเป็นคนที่รีวิวและสะท้อนข้อค้นพบเกี่ยวกับชีวิตที่พวกเขาได้จากหนังสืออย่างครบถ้วนแล้วล่ะก็ จะรู้สึกทึ่งมาก เพราะเราเป็นคนที่ความคิดกระจัดกระจาย และลืมง่ายมาก ตอนที่อ่านหนังสือมักจะมีหลายตอนที่อินกับประโยคนั้นนี้ แต่พอจบลง ก็ยังจำได้ถึงความรู้สึกอินนั้น แต่ถ้าให้โคว้ทประโยคมาเล่าต่อ หรือเขียนสรุปอย่างครบถ้วน ไม่ขาดตกสักประเด็น ก็จะทำไม่ได้เลย

 

นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่พยายามเลี่ยงการเขียนรีวิวหนังสือมาตลอด ไม่ใช่เพราะไม่ชอบหนังสือที่อ่าน แต่รู้สึกว่า ตัวเองไม่สามารถเขียนได้อย่างที่ใจคิด ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกอินจริงๆ อย่างที่รู้สึกขนาดเปิดพลิกหนังสือเล่มนั้นได้

 

แต่ขณะเดียวกัน เราก็รู้อีกว่า คนเขียน หรือทุกคนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตหนังสือสักเล่ม ล้วนรอคอยรีวิวจากคนอ่าน ไม่ว่ารีวิวนั้นจะสั้นยาวแค่ไหน จะมองเห็นไปในมุมเดียวกับผู้เขียนหรือไม่ก็ตาม …​นั่นเพราะตอนที่เราเขียนหนังสือ เราก็รอรีวิวจากคนที่ได้อ่านเช่นกัน ทุกคนในวงการหนังสือน่าจะพอรู้ดีว่า สิ่งหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นยอดขายได้ดี ก็คือการมีรีวิวจากคนอ่าน เพราะหนังสือเป็นสินค้าที่ไม่เหมือนสินค้าอื่นเสียทีเดียว การตลาดที่ออกมามากมาย อาจมีพลังไม่สู้รีวิวจากคนอ่านด้วยซ้ำ และคนอ่านหลายๆ คนก็ซื้อเพราะอ่านรีวิวมาจากคนอื่นอีกทีด้วยซ้ำ

 

เพราะคิดอย่างนี้ ก็เลยคิดว่า งั้นเขียนรีวิวถึงหนังสือที่ได้อ่านหน่อยแล้วกัน แต่เราคงเขียนมันไม่ได้ดี และเรามักจะชอบจับเฉพาะก้อนความคิด หรือบางประโยคที่กระทบใจเราเท่านั้น เรามักไม่สนใจประวัติศาสตร์ของคนเขียน ประวัติศาสตร์ขณะที่คนเขียนอยากเล่า เรื่องอื่นๆ ที่คนเขียนพยายามซ่อนเอาไว้ อะไรพวกนั้น…สารภาพว่าเราไม่เคยสนใจ เราสนใจแต่ว่า มันมีบางประโยคที่ช่วยตอบคำถามให้กับชีวิตของ “เรา” ไหม เราที่หมายถึง ตัวชั้นเอง ไม่ใช่คนอื่นเลยด้วยซ้ำ

 

ถ้าจะให้พูดถึง “จากดวงจันทร์” เป็นหนังสือที่กระทบใจเรา เพราะมันเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับครอบครัว,​ ขณะเดียวกันมันก็มีข้อสงสัยพื้นฐานที่เราสงสัยเต็มไปหมด…ในการมีชีวิตอยู่ ข้อสงสัยที่ดูเหมือนเรียบง่าย และไม่เห็นต้องดั้นด้นไปเรียนต่อหรืออ่านอะไรมากเลย ก็น่าจะค้นพบได้แล้ว … แต่มันก็เป็นข้อสงสัยของเรา และขณะเดียวกัน เราก็ชอบหลายประโยคในหนังสือเล่มนี้

 

หลังจากบรรทัดนี้ เราจะเริ่มเขียนอะไรที่มันสะเปะสะปะมากๆ และเราจะไม่พยายามปรับเพื่อให้มันอ่านง่ายขึ้นแต่อย่างใดหรอกนะ

 

2.

เราชอบประโยคในปกหลัง ประโยคที่เขียนไว้ว่า

“หากพระเจ้าไม่ต้องการให้เธอรู้จักความรัก ก็ขอให้ฆ่าเธอเสีย”

เราไม่แน่ใจว่าเรารู้สึกอย่างไรกับประโยคนี้ รู้แค่ชอบมากๆ นั่นแหละ …​ และเราเชื่อว่า ณ ขณะหนึ่งของชีวิต หลายคนมักจะมีคำถามประมาณนี้ถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเรา

 

เรามักถามพระเจ้าว่าทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้นกับเรา

อาจไม่ใช่แค่คำถามถึงเรื่องความรัก แต่บางคำถามอาจเป็นคำถามถึงชะตากรรม ความทุกข์ที่บังเอิญเกิดขึ้นกับเรา กับครอบครัวเรา อะไรทำนองนี้ ชะตากรรมที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งบางขณะ เราก็สงสัย และอยากจะถามออกไป

 

“ย่า”​ คือตัวละครหลักของเรื่อง ที่มักไต่ถามพระเจ้าอยู่เสมอว่าทำไมถึงไม่ทำให้ชีวิตเธอพานพบกับสิ่งที่เรียกว่า “รัก”

 

แต่ “ย่า” ก็เป็นตัวละครที่ถูกรักเช่นเดียวกัน มันอาจจะเป็นความรักที่ย่าไม่ทันได้สังเกตก็ได้ แต่ขณะเดียวกัน ถ้าเราใช้แว่นสายตาของโลกแห่งความเป็นผู้ใหญ่มอง…โลกที่พวกผู้ใหญ่ชอบเรียกมันว่า “โลกความจริง” เราอาจจะสงสัยอยู่ในที ว่า “ปู่” อาจจะไม่ได้รักย่าก็ได้ ที่ปู่แต่งงานกับย่า และอยู่ดูแลย่าตลอดชีวิต นั่นก็เพราะมันคือครรลองของชีวิตที่ต้องเป็นไป ปู่แค่ต้องการตอบแทนบุญคุณของครอบครัวย่าอย่างที่ชุมชนซุบซิบนินทานั่นแหละ

 

แต่กระนั้น…ถึงปู่จะไม่เคยมีรักแท้ต่อย่าเลย …​แต่กระนั้น ชีวิตของย่าจะกลายเป็นไร้ความหมายแค่เพราะย่าไม่เคยได้สัมผัสสิ่งที่คนในโลกโรแมนติกเรียกมันว่า “รักแท้”​ หรือเปล่า อะไรคือชีวิต อะไรคือความหมายของชีวิต อะไรคือปลายทางของชีวิตที่มีความหมาย อะไรคือสิ่งที่เรียกได้ว่าเราได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าแล้ว

 

ชีวิตของย่า…ชีวิตที่ถูกเล่าในเรื่องเล่านี้ สะท้อนหลายคำถามออกมาให้แก่ผู้อ่าน …​หรืออย่างน้อยๆ ก็เป็นฉันเอง ที่อ่านไป ก็ตั้งคำถามไป

 

3.

ประโยคที่สองที่เราชอบจากในเรื่อง ก็คือประโยคที่เขียนไว้ในหน้า 101

“ย่ามอบสมุดให้ทหารผ่านศึก เพราะไม่มีเวลาเขียนหนังสืออีกแล้ว ย่าจะต้องเริ่มต้นใช้ชีวิต เพราะทหารผ่านศึกคือเวลาชั่วขณะหนึ่ง ส่วนชีวิตของย่ายังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่าง”

 

ตอนที่เราอ่านประโยคนี้จบลง เราร้องไห้  เราชอบคำว่า “เวลาชั่วขณะหนึ่ง” พอๆ กับที่ชอบคำว่า “อีกหลายสิ่งหลายอย่าง”

 

ประโยคนี้ทำให้เราคิดถึงย่อหน้าหนึ่งในหนังสือ “โอลีฟ คิตเตอริดจ์” ที่พูดไว้ว่า ชีวิตประกอบสร้างด้วยโมงยามเล็กๆ และโมงยามใหญ่ๆ แน่นอนว่าโมงยามใหญ่ๆ เป็นเรื่องสำคัญ ขณะเดียวกัน โมงยามเล็กๆ บางอย่างก็เป็นพื้นที่แห่งความสบายใจ อาจไม่ใช่สิ่งยิ่งใหญ่ แต่ทำให้ชีวิตไปต่อได้

 

โมงยามเล็กๆ ในหนังสือ “โอลีฟ คิตเตอริดจ์” ก็คือ เวลาชั่วขณะหนึ่ง ที่ย่าพูดถึงนั่นแหละ

 

4.

อีกประโยคที่เราชอบก็คือ “ในแต่ละครอบครัวจะมีคนหนึ่งที่จ่ายส่วนของตน เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างความเป็นระเบียบและความสับสนวุ่นวาย เพื่อไม่ให้โลกหยุดนิ่ง”

 

ในหนังสือ “จากดวงจันทร์” คนที่รับเอาความสับสนวุ่นวายทั้งหมดไว้ คนที่จ่ายแทนทุกคนก็คือ ย่า

 

ประโยคนี้ทำให้เราคิดถึงครอบครัวเรา เรามักคิดมาตลอดว่าแม่คือคนที่จ่ายแทนทุกคน คนที่รับเอาความสับสนวุ่นวายทั้งหมดของโลกใบนี้ไว้ เพื่อจะรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับตา ก็คือ แม่

 

5.

สำหรับเรา “จากดวงจันทร์” เป็นวรรณกรรม ที่เข้ามาตอบคำถามข้อหนึ่งที่เราสงสัยตลอดระหว่างเรียนปริญญาโท ช่วงเรียนปริญญาโท (ด้านนโยบายสาธารณะ) เราพบว่าเรามีปัญหากับการเขียนงานเชิงวิชาการมาก แน่นอน, เราสนุกกับการอ่านงานวิชาการเพื่อค้นพบคำตอบของโลก สังคม ของชีวิตเล็กๆ ของคนกลุ่มหนึ่ง แต่ขณะเดียวกัน เราก็รู้สึกว่า บางครั้งเราก็เบื่อหน่ายสิ่งเหล่านั้นจังเลย บางครั้งเรารู้สึกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียนช่างไร้สาระ ทุกคำถามและคำตอบที่เกิดขึ้นในห้องเรียนช่างน่าสนใจ แต่มันก็ไร้สาระด้วยเช่นกัน … เราพยายามหาจุดที่จะเชื่อมโยงตรงกลาง ระหว่างงานวิจัยเรื่องลูกคนจีนในไทยที่เรากำลังทำอยู่ (ในตอนนั้น) ให้เจอ ขณะเดียวกัน เราก็สงสัยว่างานของเรามันจะมีคุณค่า มีความหมายและมอบแสงสว่างให้กับชีวิตใครไหม …​รวมถึงงานอื่นๆ ที่อยู่ในห้องสมุดอันเก่าทึบ ในหอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ล่ะ

 

เราคิดว่า งานวิจัย งานวิชาการ มีความสำคัญ​ มันคือการพยายามค้นหาความจริง (ถ้ามันจะมีสิ่งนั้นอยู่บบโลก)

ขณะเดียวกัน เหตุผลที่เรายังอ่านงานวรรณกรรมอยู่ เพราะในเรื่องแต่งเหล่านั้น …​ แม้มันจะเป็นความลวง แต่มันคือโลกความลวงที่สะท้อนความจริงของชีวิต

 

ในชั่วขณะหนึ่งของหนังสือที่ยาวประมาณ 140  หน้า …​มันอาจมีแค่ ประโยคนั้นประโยคเดียว ประโยคที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงที่มาด้วยซำ้นั่นแหละ

 

ประโยคเดียว แต่มันเพียงพอแล้วที่จะมอบแสงสว่างและคำตอบให้แก่ชีวิตเรา

 

และเราคิดว่า นั่นคือสิ่งที่มนุษย์มองหาในงานวรรณกรรม และทำไมพวกเราจึงยังอ่านเรื่องแต่งอยู่

 

#จากดวงจันทร์
เขียน: มิเลนา อากุส
แปล: นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ
ราคา: 180 บาท

Like: fb.me/deartiktok
Follow: twitter.com/tiktokthailand
Blog: deartiktok.wordpress.com

ปล.ถ้าชอบอ่านเรื่องคน เรื่องอปป้า ฝากติดตามคอลัมน์ #OhOppa ที่ waymagazine.org ด้วยนะคะ

[documentary film] Boundary – ฟ้าต่ำ แผ่นดินสูง

 

Screen Shot 2018-09-22 at 3.33.07 PM

Boundary – ฟ้าต่ำ แผ่นดินสูง (นนทวัฒน์ นำเบญจพล/2013/ไทย)

ได้ดูสักที
ทั้งที่อยากดูตั้งแต่ตอนออกฉาย แต่จำไม่ได้ว่าทำไมถึงไม่ได้ดู … เหมือนจะอยู่บ้านนอก หรือไปญี่ปุ่นแล้วนี่แหละ (แต่หนังเข้าฉาย เมษายน 2013 รึเปล่า…นั่นยังไม่ได้ไปญี่ปุ่นเลยนะ)

แต่นั่นแหละ ได้ดูแล้ว

หลังจากสารคดีเรื่องนี้ฉายมา 5 ปี พอย้อนกลับมาดูในช่วงที่กระแสความขัดแย้งจากกรณีเขาพระวิหาร -ที่ถูกขับด้วยลัทธิชาติยมเป็นหลัก- ซาลงไป (หมายถึงความร้อนแรงของความขัดแย้งซาลงไป ไม่ใช่ลัทธิชาตินิยมซาไป) ก็พบว่า ตัวเองไม่ได้อินกับสารคดีมาก (ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เป็นคนอีสาน) และเอาเข้าจริง ตัวสารคดี ก็ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้ใครอินอยู่แล้วมั้ง (เหมือนจะเป็นเช่นนั้นนะ)

ถ้าให้เล่าถึงเมนไอเดียของสารคดี คงต้องบอกว่า มันคือหนังสือ Imagined Community ของ อ.เบน แอนเดอร์สัน นั่นแหละ (และแน่นอน มีเครดิต อ.เบน อยู่ท้ายเรื่อง) มันคือการพยายามทำความเข้าใจเรื่องพรมแดนของความขัดแย้ง – ทั้งความขัดแย้งตรงพรมแดนเขาพระวิหาร และความขัดแย้งในวิกฤตการเมืองไทย (เสื้อเหลืองเสื้อแดง) นั่นแหละ – ซึ่งผู้กำกับเลือกเล่าผ่านตัวละครเล็กๆ โดยเฉพาะชาวบ้านและทหารในพื้นที่ทั้งสองฝั่ง

แต่สารคดีก็ไม่ได้สืบค้นถึงรากลึกของปัญหาอะไร เพราะนั่นไม่ใช่สารหลักที่จะสื่ออยู่แล้ว มันคือการพยายามมองมาจากคนนอก (เพราะผู้กำกับเป็นคนกรุงเทพฯ = คนนอกอยู่แล้ว) ซึ่งไม่ได้อยู่ใกล้พื้นที่ซึ่งมีเสียงปืนเสียงระเบิด ที่น่าสนใจคือ ปัญหาที่ชายแดนเขาพระวิหาร ก็เป็นปัญหาที่ไม่ได้ก่อขึ้นโดยคนในพื้นที่ด้วยซ้ำ ปัญหาที่ถูกจุดให้ร้อนแรงอีกครั้งในช่วง 2011 ที่มีการปะทะกัน เกิดขึ้นจากคนนอกพื้นที่…คนที่รู้สึกว่า “จะเสียเอกราชไทยให้เขมรไม่ได้”

สารคดีแนะนำเราให้รู้จักกับอ๊อด ทหารเกณฑ์ที่กำลังจะปลดประจำการ เขาได้รับสิทธิ์พักร้อนกลับบ้านช่วงสงกรานต์ บ้านของอ๊อดอยู่ตรงจุดที่มีปัญหาพิพาทนั่นแหละ ศรีษะเกษ (สะกดอย่างนี้ใช่ไหม) จริงๆ อ๊อดมีความน่าสนใจ แต่เนื่องจากตอนนี้หิว ขี้เกียจเขียนยาว ทิ้งมันไว้ตรงนี้แหละ อ้าว

นอกจากอ๊อด เราได้รู้จักพ่ออ๊อด รู้จักชาวบ้านที่ต้องอพยพเมื่อเกิดการปะทะ รู้จักคนที่สูญเสียบ้านเพราะระเบิดลง (บ้านทั้งหลังที่เก็บเงินมาสร้าง) รู้จักคนที่เสียสามีเพราะระเบิดลง (ฝ่ายภรรยาเล่าถึงด้วยท่าทีไม่ดราม่าเลยแม้แต่น้อย แต่นั่นยิ่งทำให้คนดูรู้สึกถึงความดราม่ามากขึ้น) ทหารแถวๆ นั้น ทั้งไทยและเขมร …​ในพาร์ทเขมร (กัมพูชา) ผู้กำกับเล่าถึงนอกรอบ (เหมือนจะเล่าในเฟซบุ๊ก-เคยอ่านผ่านตาตอนนั้น) ว่าต้องปลอมตัวเป็นชาวต่างชาติ (แนวๆ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น นี่แหละ) เข้าไปขอสัมภาษณ์ เพราะตอนนั้นถ้าบอกว่าเป็นคนไทย … เละแน่ๆ

สิ่งที่น่าสนใจจริงๆ สำหรับเราก็คือ … หลายครั้งที่งานซึ่งสำรวจประเด็นในเชิงนี้ (เชิงไหนหว่า…เออ นั่นแหละ) มักเป็นผลงานของคนที่ไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์มาโดยตรง (ผู้กำกับเรียนออกแบบนะถ้าจำไม่ผิด) แต่เป็นการต่อยอดจากความสนใจ ก้าวข้ามพรมแดน (แน่ะ…​ boundary) ของความรู้เฉพาะสาขาหนึ่งๆ ไปสู่สาขาหนึ่งๆ ปะทะสังสรรค์และเล่ามันออกมา ด้วยความสนใจใคร่รู้

สิ่งที่เรา-ในฐานะเด็กรัฐศาสตร์-สนใจหลังจากดูสารคดีเรื่องนี้จบลง คงเป็นประเด็นที่ว่า … เราอยากรู้ว่า มีคนสาขารัฐศาสตร์หรือสาขาแนวๆ นี้ ได้ถ่ายทอดหรือเล่าถึงเรื่องนี้ในเชิงสารคดี หรือเรื่องเล่า (อาทิ หนังสั้น / อนิเมชั่น) ไว้บ้างไหม ในการมองเรื่องพิพาทเขาพระวิหาร ถ้าเราไม่มองจากมุมของ Imagined Community ของ อ.เบน แอนเดอร์สัน รวมถึงไม่มองจากสายตาของลัทธิชาตินิยม มันจะเลือกเล่า หรือมองได้จากอะไรอีกบ้าง

อ๊ะ ลืมให้คะแนน

8.5/10

สามารถเช่าดูออนไลน์ (48 ชม.) ได้ที่ Vimeo ในราคา 6$ (ประมาณ 180 บ.)

ลิงก์เช่าหนัง – https://vimeo.com/ondemand/boundary/135178142

[TOKYO 2013] #11.2

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหาถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” (เช่นตอนนี้) แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

10377243_10152518659678235_3558018677789825901_n

This is not a story about Tokyo.
It is the story about people I met in Tokyo

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#11.2 : แดน พอตเตอร์ กับความจริงของเขา (จบ)

 

 

ฝนซาราวๆ ห้าโมงครึ่ง สายฝนทำให้แผนการของแดนเปลี่ยนไป ขณะที่แผนมื้อเย็นของฉันยังคงเดิม

“ไปกินราเม็งร้านนั้นกัน” ฉันพิมพ์อีโมติค่อนหน้ายิ้มทะเล้นเป็นการลงท้าย

 

เท็ตสึ คือร้านราเม็งร้านดังที่อยู่ในย่านเซนดากิ จริงๆ นี่เป็นเรื่องที่ฉันกับแดนมาล่วงรู้ทีหลัง ตอนนั้นเราเพียงแต่เลือกไปร้านนี้ เพราะเห็นคิวที่ต่อกันสี่ห้าคิว แล้วชวนให้คิดว่า ร้านคงมีรสชาติอร่อยมั้ง ถึงได้มีคนยอมต่อคิว

เช่นเดียวกับหลากหลายร้านในญี่ปุ่นที่เราต้องหยอดเงินและเลือกเมนูจากตู้อัตโนมัติ ความที่ฉันกับแดนอ่านภาษาซามูไรไม่ออกเลยสักนิด เราจึงเลือกจิ้มมั่ว ขั้นแรกสุดคือเลือกน้ำซุป เรายืนดูโปสเตอร์น้ำซุปแบบที่เขาติดไว้ข้างร้าน ตรงนั้นจะมีรูปภาพอยู่แต่ไม่มีตัวหนังสือกำกับ ขณะที่ในตู้จะมีเพียงตัวอักษรเขียนไว้ ฉันอยากได้น้ำซุปที่มีภาพอยู่ทางขวาของโปสเตอร์ แดนถามว่า แล้วฉันจะรู้ได้ยังไงว่าจะจิ้มตัวอักษรไหนในตู้อัตโนมัติ จะรู้ได้ยังไงว่าเลือกถูกอันแล้ว ฉันยิ้ม “ก็เสี่ยงดวงเอาไง”

“เอางั้นเหรอ” เขาหัวเราะ

“อืม” ฉันพยักหน้าให้

 

คราวนี้มาถึงกระบวนการเลือกเส้น เส้นของร้านนี้มีชนิดเดียว แต่มีสามขนาดให้เลือก เล็ก, กลาง, ใหญ่ ทั้งสามแบบนี้เสิร์ฟมาในราคาเดียวกัน เราต้องเลือกซุปและขนาดของเส้นตั้งแต่แรกเลย แดนถามว่าฉันจะเลือกขนาดไหน ความที่ฉันรู้สึกอยากเลือกให้คุ้มค่ากับเงินหนึ่งพันเยนที่ลงทุนจ่ายไป ฉันเลยเลือกขนาดเยอะสุด

ก่อนจะพบว่า ฉันได้น้ำซุปแบบที่อยากได้ (สมราคาการเสี่ยง) แต่ได้เส้นในปริมาณที่เยอะเกินไป ฉันพลาดแล้ว ฉันต้องกินไม่หมดแน่ๆ เลย และการกินราเม็งร้านชื่อดังไม่หมดนั้น เปรียบประหนึ่งการเหยียดหยามรสชาติของเขาก็ไม่ปาน

โชคยังดีที่ร้านเท็ตสึเสิร์ฟน้ำซุปและเส้นมาในถ้วยแบบแยกกัน เราสามารถเลือกเอาปริมาณของเส้นใส่ลงไปในน้ำซุปได้ ฉันเลือกใส่เส้นในปริมาณนิดเดียวก่อน ตั้งใจไว้ว่าถ้ากินเหลือ อย่างน้อยก็ขอให้เหลือแต่เส้นที่อยู่ในถ้วยแยกไว้อย่างสวยงาม

และเป็นไปตามคาด ฉันเหลือเส้นที่ไม่ได้แตะต้องอยู่จำนวนมาก ขณะที่หันไปมองเก้าอี้สี่ห้าตัวรอบร้านขนาดเล็กแห่งนี้ ฉันต้องตกตะลึงที่พบว่า ชายหนุ่มทุกคนในร้านกินทั้งซุปทั้งเส้นกันเกลี้ยงชาม แถมยังสูดเส้นกันเสีย “ซู้ดซ้าด” การส่งเสียงขณะสวาปามเส้นแบบนี้นั้น นับว่าเป็นการให้เกียรติทางร้านอย่างสูง ว่าอาหารตรงหน้านี้น่ะ อร่อยสุดๆ ไปเลยล่ะ

พนักงานหนุ่มประจำร้านชะโงกหน้ามาจากหลังเคาน์เตอร์ เขาถามฉันเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วยประโยคที่ฉันฟังไม่เข้าใจสักนิด ฉันไม่รู้จะทำยังไงต่อ อยากบอกเขาว่า น้ำซุปของที่ร้านอร่อยมากนะ แต่ฉันกินเส้นไม่หมดเพราะดันเลือกปริมาณเกินตัว ฉันละโมบโลภมากเอง และมันไม่ใช่ความผิดของที่ร้านแต่อย่างใด

แต่ฉันจะบอกเขายังไงดี ก็ฉันไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นนี่นา (ฮือ)

 

แล้วแดนก็ชะโงกหน้ามาถาม ด้วยสีหน้าและแววตาซื่อๆ

“ติ๊กต่อก ฉันรู้สึกกินไม่อิ่มน่ะ เธอจะว่าอะไรไหม ถ้าฉันจะขอเส้นที่เหลือของเธอหน่อย”

 

ตั้งแต่รู้จักกับแดนมา นี่เป็นประโยคที่ทำให้ฉันอึ้งที่สุด ไม่ได้อึ้งที่เขากล้าขอเส้นที่เหลืออยู่ ทว่าเท่าที่รู้จักกัน ฉันรู้ว่าเขา (น่าจะ) อิ่มแล้ว เขาไม่ใช่คนกินเยอะ แต่ท่าทีการขอกินแบบซื่อๆ ของเขา นัยหนึ่งคือเพื่อปัดเป่าความไม่สบายใจของฉันที่ต้องเหลือเส้นไว้ต่างหาก

ฉันจ้องตาเขา ไม่พบความผิดปกติใดๆ ในแววตาซื่อใสนั้น

“อืม เอาไปสิ”

แดนหยิบเส้นราเม็งใส่ถ้วยซุปอย่างร่าเริง ก่อนกินมันด้วยท่าทีเอร็ดอร่อย พอฉันหันไปมองถ้วยราเม็งของเขาอีกที ก็พบว่าเส้นราเม็งสีเหลืองนวลเหล่านั้นได้อัตรธานไปแล้ว

ขณะที่ความไว้วางใจของฉันที่มีต่อเขากลับเพิ่มพูนขึ้นในเย็นนั้น

 

แดนจากไปในยามสายของวันจันทร์ สัปดาห์นั้นฉันวุ่นวายทุกวันเพราะต้องปรับตัวให้ทันกับการเรียนการสอนของคลาสปรับพื้นฐาน นอกจากต้องช็อกกับวิชาจำพวกบัญชี ภาษาญี่ปุ่น และเลขพื้นฐานแล้ว การเรียนการสอนภาษาอังกฤษเชิงวิชาการแทบทำฉันร้องไห้ หลังจากร้างลาการเรียนไปถึงสิบกว่าปี ฉันพบว่าตัวเองคือปลาที่กำลังแหวกว่ายท่ามกลางหมู่ดาวในชั้นบรรยากาศโลก และเป็นไปไม่ได้เลยที่ปลาจะหายใจออกในสภาพบรรยากาศที่ไม่เหมาะกับธรรมชาติของปลาแบบนั้น

คลาสเรียนเริ่มต้นเก้าโมงเช้า และสิ้นสุดลงในเวลาห้าโมงเย็นกับอีกสิบนาทีของทุกวัน ฉันเดินจากบ้านพักรวมไปยังชั้นเรียนโดยใช้เวลาสี่สิบนาที ฉันเดินอย่างนั้นอยู่ทุกวัน รู้สึกเหนื่อยล้าต้นขา แต่เหนื่อยและท้อใจนั้นมีมากกว่า

ฉันคิดถึงแดนคนที่บอกว่าจะเริ่มต้นเรียนปริญญาเอกที่สิงคโปร์ในเดือนตุลาคมนี้ ลำพังแค่เรียนปริญญาโทให้รอด ฉันยังไม่กล้าคิดเลยว่าจะทำได้ แล้วผู้คนที่พกพาความกล้าหาญ เพื่อบากบั่นเรียนปริญญาเอกให้สำเร็จ กล้ามเนื้อหัวใจและเซลล์สมองของเขาทำด้วยอะไรกันนะ ฉันสงสัย

เป็นเย็นวันอาทิตย์ ที่ฉันส่งข้อความหาเขา “พรุ่งนี้เธอจะกลับมากี่โมง เราไปกินข้าวก่อนเธอกลับกันเถอะ ฉันเลี้ยงเอง”

“จะถึงโตเกียวตอนเที่ยง แต่ถ้าเธอเรียนอยู่เดี๋ยวฉันแวะเข้าไปเอากระเป๋าตอนค่ำก็ได้ ส่วนเรื่องกินข้าว ดีเลย เดี๋ยวฉันจะชวนเพื่อนเก่าที่ออฟฟิศมาด้วย” เขาตอบกลับมา

“ส่วนสถานที่ ไว้พรุ่งนี้ค่อยบอกนะ ขอคิดก่อน”

แล้วเขาก็เงียบหายไป

 

เรานัดเจอกันอีกทีในเย็นวันจันทร์ สถานที่คือสถานีเจอาร์ชินจูกุ ตรงหน้าร้านหลุยส์วิตตอง ห้างโอดาคิว ฉันถามย้ำไปว่า “ตรงหน้าร้านใช่ไหม” เขาตอบกลับมาว่า “ใช่” แบตมือถือของแดนจะหมดแล้ว เขาต้องสำรองแบตไว้สำหรับการเดินทางไปสนามบินช่วงเที่ยงคืนด้วย  

จากหกโมงครึ่งที่นัดกันไว้ เวลาล่วงเลยไปใกล้หนึ่งทุ่มแล้ว ฉันว่ามันต้องมีอะไรผิดปกติแล้วล่ะ

ในที่สุดแดนก็ปรากฏตัว เขาดูเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย แน่ล่ะ เวลาแค่หนึ่งสัปดาห์จะทำให้คนเราเปลี่ยนได้แค่ไหนกันเชียว

ฉันนึกว่าเขามาสาย แต่เรื่องกลับกลายเป็นว่า เขามาตรงเวลานั่นแหละ แต่เขารออยู่หน้าร้านหลุยส์วิตตอง ที่หมายถึง หน้าร้านส่วนที่อยู่นอกห้าง ขณะที่ฉันยืนอยู่หน้าร้านส่วนที่อยู่ในห้างโดยไม่กล้ากระดิกตัวไปไหน

“แล้วเพื่อนล่ะ” ฉันถาม

“ไม่มาแล้ว ไม่มีใครว่างเลยวันนี้” คนจะบินหนีไปทำหน้าเศร้าสร้อย

“ฉันต้องซื้อของฝากน้องสาว เธอช่วยเลือกหน่อยนะ”

งานหมูๆ ฉันคิดในใจ

“ได้สิ” ไม่ยากหรอก, ไม่ยากหรอก

 

แต่เรื่องกลับกลายเป็นว่า มันยากมาก แดนเหลือเงินติดตัวอยู่แค่ห้าพันเยน และพยายามย้ำว่าน้องสาวเขาอายุยี่สิบปีเต็มแล้ว ชอบศิลปะ ฉันพยายามเสนอให้เขาซื้อผลงานชิ้นเล็กๆ ของยาโยอิ คุซามะ ศิลปินชื่อดังเจ้าของต้นตำรับผลฟักทองลายจุดดำ แต่เขากลับไม่มั่นใจว่าน้องสาวจะชอบ ฉันเลยเสนอให้เขาซื้อขนมโตเกียวบานาน่าอันลือชื่อไปฝากน้องสาว “น้องสาวฉันอายุยี่สิบปีแล้วนะติ๊กต่อก” แล้วไงล่ะ “ผู้หญิงทุกคนล้วนชื่นชอบของหวานกันทั้งนั้นแหละ” ฉันยืนยันเสียงแข็ง เขาส่ายหน้า ก่อนจะเดินวนรอบห้างจนเวลาใกล้สามทุ่มแล้ว

“เธอเริ่มเบื่อฉันรึยัง” แดนถามหลังจากที่เราเดินวนมาสองห้างแล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะได้อะไรติดมือกลับไปเป็นของฝากให้น้องสาวเขา

ฉันกลอกตานิดหนึ่ง “จริงๆ ฉันหิวมากกว่าจะเบื่อ” เขาหัวเราะ

“ยังไงก็แล้วแต่ ฉันยังยืนยันว่าการซื้อโตเกียวบานาน่าเป็นเรื่องที่ควรทำที่สุดนะ”

แต่ลงท้ายก่อนห้างปิด แดนก็ได้ปากกา โปสการ์ด และสมุดที่มีปกหน้าเป็นริ้วลายคลื่นพริ้วไหวแบบญี่ปุ่น (เซนสุดๆ) พร้อมแก้วเซรามิกสำหรับชงชาหนึ่งใบ

 

เราตัดสินใจกินชาบูหรือจิ้มจุ่มแบบญี่ปุ่นเป็นการเลี้ยงอำลา แต่ปัญหาคือ เราไม่รู้ว่าร้านชาบูดีๆ ในชินจูกุนั้นตั้งอยู่ที่ไหน

และตอนที่เราเดินวนเวียนหลังสามทุ่มในชินจูกุนั้นเอง ที่เราได้พลัดหลงเข้าไปยังย่านหม่นมืดของชินจูกุ อีกหนึ่งโฉมหน้าที่เป็นที่ร่ำลือมานาน บาร์โฮสต์ สาววัยกระเตาะข้างฟุตบาท เหล่าชายหนุ่มที่ยื่นใบปลิวแจกเราเป็นภาษาญี่ปุ่นพร้อมชักชวนให้เข้าร้านนั้นร้านนี้

“ฉันไม่เข้าใจ เธอยังดูเด็กอยู่เลย” แดนหมายถึงหญิงสาวริมฟุตบาทที่แจกใบปลิววาบหวิวให้เรา “ทำไมเธอต้องมาทำงานอย่างนี้ ทำไมโลกใบนี้ต้องมีคนทำงานแบบนี้อยู่ในขณะที่คนอื่นนอนหัวถึงหมอนกันแล้ว” เขาเริ่มร่ายยาวและตั้งคำถามนู่นนั่นนี่ ด้านมืดของญี่ปุ่นคือสิ่งที่ทำให้คนอย่างแดนฉงนฉงาย

แม้จะรู้อายุของเขาอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังถามออกไป “อายุเท่าไหร่กันนี่ หัดมาตั้งคำถามอย่างนี้กับโลก” ฉันหัวเราะ รู้ตัวว่าไม่ควรหัวเราะ แต่ก็อดไม่ได้

“ยี่สิบสาม ฉันอายุยี่สิบสาม” เขายิ้มนัยน์ตาเศร้า

“เมื่อต้นปีก่อน ฉันอายุยี่สิบเอ็ด ย่างยี่สิบสอง”

มันเป็นประโยคคำตอบที่ฟังดูแสนธรรมดา แต่แล้วฉันมารู้ทีหลังว่า ประโยคง่ายๆ ประโยคนั้น ประกอบสร้างด้วยอนุภาคความเศร้ามากกว่าที่คิด

 

เราเจอร้านชาบูด้วยความบังเอิญ เป็นร้านที่ดีที่เดียว แต่ถ้าให้พาไปอีกรอบ เราคงพาไปไม่ถูก วันนั้นเกิดจากความหลง (ทาง) ล้วนๆ พอถึงร้าน เราก็กินชาบูกันด้วยความฉับไว เพราะแดนยังต้องเดินทางไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่บ้านพักรวม ทั้งยังต้องแวะเอาของในล็อกเกอร์ที่สถานีโตเกียว ก่อนจะต่อรถไฟไปสนามบินฮาเนดะ

ฉันสั่งชาบูแบบน้ำซุปต้มยำมากิน ขณะที่แดนสั่งน้ำซุปแบบญี่ปุ่น แต่กระนั้นเขายังแอบชะโงกหน้ามามองหม้อต้มซุปของฉันอยู่เรื่อย “ทำไมเหรอ” ฉันถาม “ขอชิมหน่อยได้ไหม” เขาตอบ “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” ฉันหัวเราะ “เห็นเธอทำท่าทางหวงแหนปกป้องซุปต้มยำซะขนาดนั้น ฉันเลยเกรงใจ” ว่าแล้วเขาก็หัวเราะตาม

“ในฐานะที่เธอผ่านโลกมามากกว่า มีคำแนะนำอะไรเกี่ยวกับการใช้ชีวิตจะบอกฉันไหม” แหม จะบอกว่าฉันแก่ก็พูดมาตรงๆ เหอะ

“อืม” ฉันคิดขณะเอาผักใส่ลงในหม้อซุปต้มยำ “รีบทำงาน หาเงินให้ได้เยอะๆ แล้วพอเธออายุสามสิบสอง เธอจะได้เกษียณตัวเอง ไม่ต้องมานั่งเรียนปริญญาโทเหมือนฉันตอนนี้ไง”

“หรือฉันอาจจะกลับมาเรียนปริญญาโทอีกใบตอนอายุสามสิบสอง” เขายิ้ม

“นั่นคงเป็นเรื่องบ้าบอที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินมา”

แล้วเราก็หัวเราะพร้อมกัน

 

เพราะมันเป็นการเลี้ยงส่ง ฉันเลยควักกระเป๋าสตางค์ออกมา ค่าเสียหายวันนั้นตกราวๆ สี่พันเยน

“แล้วทำไมเธอต้องจ่าย” แดนถามด้วยน้ำเสียงงุนงง

“อ้าว ฉันบอกเธอไปในไลน์แล้วไง ว่าฉันเลี้ยงเอง”

เขายังทำหน้างุนงงต่อ “ไลน์ไหน ฉันไม่เห็นได้อ่านเลย”

“ได้อ่านสิ เธอยังตอบกลับมาเลย นี่ไงล่ะ” แล้วฉันก็ยื่นไลน์วันนั้นให้เขาอ่าน

“เธอใช้คำว่า ‘Bill is on me’ มันแปลว่า ‘ฉันจะจ่ายเอง’ เหรอ”

“อ้าว มันแปลว่าอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ” เป็นฉันเองที่เริ่มงงแล้ว

“ไม่รู้สิ” เขาส่งมือถือกลับคืน “อย่างน้อย ภาษาอังกฤษแบบคนอังกฤษที่ฉันใช้อยู่ เราก็ไม่ได้ใช้อย่างนี้”

หนอยแน่ะ…ฉันถลึงตาใส่เขา แดนหัวเราะ

“ยังไงก็ขอบคุณมากนะ…สำหรับทุกอย่าง”

“อืม…ขอบคุณเช่นกันนะ กับทุกเรื่องเลย”

ฉันเลิกถลึงตาใส่เขาแล้ว วันเวลาของเราเหลือแสนสั้น มันคงดีกว่าที่เราจะยิ้มแย้มให้กัน

อย่างน้อยฉันก็เชื่ออย่างนั้น

 

“เธอรู้สึกยังไงกับหนัง Lost In Translation ของโซเฟีย คอปโปลา” ระหว่างอยู่บนรถไฟสายที่จะมุ่งหน้าไปสถานีนิชินิปโปริเพื่อแวะเอากระเป๋าที่บ้านพักรวมซากุระ ย่านเซนดากิ แดนก็ถามขึ้น

“ฉันว่าหนังเล่าเว่อร์ไป หมายถึงหลังจากที่ได้มาเห็นชิบูยะกับมหานครโตเกียว ฉันว่าเมืองมันไม่ได้เหงาขนาดนั้นเสียหน่อย แล้วขนาดพูดญี่ปุ่นไม่ได้ ฉันยังไม่เห็นจะรู้สึกหลงทางขนาดนั้นเลย”

“อืม ในฐานะคนตะวันตก ฉันคิดว่าชิบูยะไม่ได้ดูเหงาขนาดนั้น และสำหรับคนที่มาจากต่างบ้านต่างเมือง โตเกียวก็ยังมีกิจกรรมให้ทำอีกเยอะ นอกเหนือจากร้องคาราโอเกะ”

“โตเกียวยังมีโตเกียวทาวเวอร์” ฉันพูดยิ้มๆ

“และโตเกียวสกายทรี” แดนต่อประโยคให้ครบใจความ

“และรถไฟสายยามาโนเตะ”

“และสถานีนิชินิปโปริ

ดูเหมือนว่าเรามีเวลาก่อนเที่ยวบินไม่นาน แต่มีเรื่องให้หัวเราะร่วมกันราวกับวันเวลาไม่มีวันจบสิ้น

 

แต่ทุกสิ่งย่อมมีวันจบสิ้น

กระเป๋าเดินทางยี่ห้อแซมโซไนท์สีแดงใบยักษ์ของแดนถูกลากมาวางไว้ตรงทางเข้าสถานีนิชินิปโปริ

“เดินทางปลอดภัยนะ แล้วขอให้โชคดีกับชีวิตที่สิงคโปร์”

“เธอก็เหมือนกัน ขอให้โชคดีกับชีวิตที่โตเกียว”

เราบอกลากันตรงนั้น แดนยกสัมภาระใบโตของเขาขึ้นบันไดเลื่อนไป ขณะที่ฉันหิ้วกระเป๋าสีดำยี่ห้อเคตสเปดที่เป็นเหมือนของคู่กาย เดินฝ่าลมเย็นของต้นเดือนกันยายนกลับไปยังบ้านพักรวมซากุระ เซนดากิ

มีเรื่องราวมากมายที่คนเราแบกไว้…ในชีวิต

บางเรื่องมองเห็นได้ชัด แต่กับบางเรื่อง…เราอาจไม่มีวันรู้

 

สองสัปดาห์ที่เหลืออยู่ของคลาสปรับพื้นฐานผ่านไป สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายนมาเยือน มันเป็นช่วงเบรกสั้นๆ ก่อนมหาวิทยาลัยจะเปิดเทอมจริง ฉันใช้เวลาเอื่อยเฉื่อยเดินเล่นตามที่นั่นนู่นนี่ในโตเกียว ชะโงกหน้าทำความรู้จักเมืองเป็นระยะ แล้วพอสิ้นเดือนกันยายน ฉันก็ลากกระเป๋าออกจากบ้านพักรวมซากุระ เซนดากิ เพื่อเข้าสู่บ้านพักหลังใหม่อันเป็นที่พักซึ่งถาวรกว่า

เดือนตุลาคมเดินทางมาถึงเสียที มหาวิทยาลัยเปิดเทอม ชั้นเรียนอันแสนหฤโหดเริ่มต้นขึ้น ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินทางสวนมาในชีวิต ฉันเริ่มผูกมิตรกับบางผู้คน พร้อมกับที่เริ่มต้นออกซื้อเสื้อผ้าเตรียมตัวรับฤดูหนาวที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา วิชาเรียนแสนยากและการบ้านที่มีมากมายทำให้ฉันไม่ค่อยมีเวลาทำกับข้าวกินเองอย่างที่เคยทำสมัยอยู่บ้านพักรวมอีกแล้ว

ในช่วงเวลาเหล่านี้ แดนส่งอีเมลแสนยาวเหยียดแจ้งข่าวมาเป็นระยะ หลังจากใช้เวลาไม่ถึงสองสัปดาห์เพื่อเยี่ยมครอบครัวในอังกฤษ เขาก็บินไปเหยียบสิงคโปร์อย่างปลอดภัยแล้ว เข้าอพาร์ตเมนต์ ปรับตัวกับอากาศร้อนเหลือแสนของสิงคโปร์ ก่อนพบว่าไม่ชอบบรรยากาศที่ขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วในเกาะเล็กๆ แห่งนั้น เขารู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจผิดพลาดที่เลือกทำปริญญาเอกที่นั่น ฉันส่งอีเมลไปบอกแดนสั้นๆ ว่าอย่างน้อยเขาก็โชคดีที่ได้รับทุนเต็มอัตรา ในวิกฤตการเงินที่กำลังกัดกร่อนยุโรปและโลกอยู่ตอนนี้ ถือว่าเขายังได้รับโอกาสดีมากกว่าคนอื่น ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าแดนช่างเป็นคนหนุ่มวัยยี่สิบสามที่ขี้บ่นจัง อุตส่าห์ได้ไปอยู่ตั้งสิงคโปร์แล้วยังบ่นนู่นนี่อีกแน่ะ

จนกระทั่งการมาถึงของอีเมลฉบับหนึ่ง

 

อุทิศ เหมะมูล บอกไว้ในหนังสือความเรียง Japan and I ว่า “ความจริงมาสู่เราได้หลากหลายรูปแบบ”

ความจริงจากแดน เดินทางมาสู่ฉันในรูปแบบอีเมล

 

สิ้นเดือนตุลาคม ขณะนั่งหาวหวอดในชั้นเรียนยามสาย ฉันแก้ง่วงด้วยการหยิบไอโฟนขึ้นมาเปิดดูนั่นนี่ ก่อนจะพบว่ามีอีเมลเข้ามาใหม่ตอนเช้ามืด เป็นอีเมลจากแดน ข้อความยังคงยาวเหยียดเหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนกับอีเมลฉบับก่อนๆ คือ มันเปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตวัยยี่สิบเอ็ดปี-ย่างเข้ายี่สิบสอง ของเขาไว้

“ถ้าไม่มีเหตุการณ์นั้น ชีวิตฉันคงดำเนินไปอีกแบบ และคงไม่ได้มาโตเกียว”​ เขาเขียนมาในอีเมล

เรื่องราวเกิดขึ้นในวันสุดท้ายของเดือนมีนาคม ปี 2012

 

เทอมสุดท้ายของการเรียนปริญญาตรี ในช่วงพักเบรกก่อนสอบปลายภาค แดนชวนแฟนสาวที่คบหากันได้สองปีออกเดินทางท่องเที่ยว ในค่ำคืนหนึ่ง บนรถเช่าสี่ล้อที่แล่นไปในความมืด ขณะที่แฟนสาวหลับใหลไปนานแล้วบนไหล่ข้างขวาของเขา แดนกลับยังลืมตาตื่นและมองเห็นทุกจังหวะบังคับรถของคนขับ เขารู้สึกถึงความเร็วของรถที่เร่งแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วในช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาที รถยนต์ก็พุ่งเข้าชนกับท้ายรถบรรทุกอย่างจัง แรงสั่นสะเทือนในครั้งนั้นทำให้แดนรู้สึกถึงความตาย

เขาตื่นมาเพื่อพบว่าตัวเองบาดเจ็บหนักอยู่ในโรงพยาบาล อุบัติเหตุหนนั้นพรากความแข็งแรงไปจากชีวิตเขา ร่างกายที่เคยวิ่งมาราธอนได้คล่องแคล่ว ต้องเปลี่ยนมาทำกายภาพบำบัดและออกกำลังด้วยการว่ายน้ำแทน แต่เหนือสิ่งอื่นใด อุบัติเหตุยังทิ้งความทรงจำแสนเศร้าไว้ อะแมนด้า, แฟนสาวของเขาจากไปในอุบัติเหตุ แรงสั่นสะเทือนคร่าชีวิตทุกคนในรถคันนั้น ยกเว้นแดน

เขาใช้เวลาหลายเดือนในการเยียวยาร่างกายตัวเอง แต่ขณะที่ร่างกายกลับมาเดินได้ จิตใจกลับไม่ได้ก้าวเดินตาม ภาพอุบัติเหตุยังตามหลอกหลอน ความจริงที่ว่าเขาเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตกลับยิ่งทำให้เขารู้สึกหดหู่ แดนหมกมุ่นครุ่นคิดแต่เพียงว่า จะดีกว่านี้ไหมถ้าตัวเขาจากไปพร้อมคนอื่นในวันนั้น เขาพาตัวเองเข้าสอบปลายภาคด้วยอาการซังกะตาย เขียนคำตอบมั่วๆ ลงในกระดาษแต่ยังจบมาจนได้ ในตอนนั้นเขาไม่ได้สนใจอนาคตอีกแล้ว ทุกอย่างดูไร้ความหมาย แผนการชีวิตที่เคยวางไว้ร่วมกับอะแมนด้าจบสิ้นลง ชีวิตไม่ได้เป็นเหมือนที่หวังอีกต่อไป เพื่อจะหนีไปจากความทรงจำที่เมืองเกิด หลังเรียนจบเขาเลยสมัครเรียนปริญญาโทที่ลอนดอน และเป็นที่นั่นเองที่เขาได้พบกับเรน เพื่อนรุ่นน้องชาวญี่ปุ่น

ชีวิตหนึ่งปีในชั้นเรียนปริญญาโทสิ้นสุดลง ทุกอย่างยังดูไร้ความหมาย เขาไม่มีแผนชีวิต ไม่รู้ว่าจะมุ่งหน้าต่อไปทางไหน แล้วทุนปริญญาเอกที่สิงคโปร์ก็ผ่านเข้ามาในการรับรู้ แดนเขียนใบสมัครโดยไม่คาดหวัง เพื่อพบผลว่าตัวเองถูกเลือก แต่กว่าชีวิตปริญญาเอกจะเริ่มต้นก็ตั้งเดือนตุลาคม อาการอยากหนีจากความทรงจำเศร้าซึมทำให้เขาสมัครขอฝึกงานที่ญี่ปุ่น แล้วหนึ่งสัปดาห์ต่อมาเขาก็มุ่งหน้าสู่มหานครโตเกียว โดยปราศจากที่อยู่และแผนการดำเนินชีวิต

“ฉันพบว่านั่นเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิต” นั่นคือข้อความจากเขา

 

“ตอนที่เราเจอกัน เธอใจดีมากที่รับฉันเป็นเพื่อนทั้งที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวฉันมาก่อน เธอชวนฉันไปดูดอกไม้ไฟ เธอจัดเลี้ยงส่งอำลา เธอเขียนโปสการ์ดหาฉันจากนากาโนะ เหมือนเป็นสิ่งเล็กน้อย เธออาจจะทำมันโดยไม่ได้คิดอะไร แต่สิ่งเหล่านั้นทำให้ฉันรู้สึกว่าโลกนี้ยังมีสิ่งดีๆ หลงเหลืออยู่ ฉันอยากขอบคุณสำหรับทั้งหมดนี้”

“ที่สิงคโปร์ ฉันไม่มีความสุขนัก จริงๆ แล้วฉันไม่มีความสุขเลย แต่ฉันหวังว่าสักวันหนึ่ง…สักวันในเวลาอันใกล้นี้ ฉันจะรู้สึกได้ถึงความสุขของการมีชีวิตอยู่อีกครั้ง แต่ในระหว่างนี้ ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า อย่างน้อยโลกก็ไม่ได้มืดมิดเสียทีเดียวนัก”

 

ฉันอ่านอีเมลฉบับนี้จบลงในเวลาเที่ยงครึ่ง วันนั้นเป็นวันที่อากาศสดใส ฉันนั่งอยู่ตรงนั้น…ตรงม้านั่งกลางสวนหย่อมแสนน่ารักในรั้วมหาวิทยาลัย ในสวนแห่งนั้นมีคลาสเมทชาวเยอรมันนั่งอยู่อีกฟาก ฉันรู้ว่าเขามองมา และเห็นฉันกำลังร้องไห้อยู่

 

ฉันคิดถึงวันแรกที่เจอแดน คิดถึงการไปสระว่ายน้ำที่เขาทำเป็นกิจวัตรทุกวันหยุด ฉันคิดถึงหน้าร้อนแรกในโตเกียวที่เราเพิ่งเผชิญร่วมกัน แล้วบทสนทนาหน้าสถานีโคมาโกเมะก็ย้อนกลับมาจู่โจมความทรงจำ ตอนนี้ฉันตระหนักได้ถึงคำตอบอันแสนงี่เง่าของตัวเอง และความเงียบงันในวันนั้นของเขา

มีเรื่องราวมากมายที่คนเราแบกไว้ในชีวิต บางเรื่องมองเห็นได้ชัด แต่กับบางเรื่อง เราอาจไม่มีวันรู้

 

ถ้าจะมีอะไรสักอย่างให้ฉันได้เรียนรู้จากเรื่องราว “ความจริง” ของแดน อะไรบางอย่างนั้นคงเป็น…ความรู้สึกที่ว่า ในเวลาอีกสองปีที่เหลือนับจากนี้ ในชั้นเรียนปริญญาโทที่ฉันยังต้องเจอและปะทะสังสรรค์กับผู้คนอีกมากมายจากหลากหลายมุมโลก ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงมากเกินไป ฉันแค่อยากยิ้ม หัวเราะ และสร้างความทรงจำดีๆ เล็กๆ น้อยๆ กับผู้คนเหล่านั้น  และถ้าเป็นไปได้ ฉันแค่หวังอยากให้ตัวเองใจร้ายกับผู้คนให้น้อยที่สุด

 

ในเวลาอันน้อยนิดที่เราจะได้ใช้ร่วมกัน ฉันคงผูกมิตรไม่ได้ทุกคน และรักไม่ได้ทั้งหมด

แต่ในความไม่ยั่งยืนของโชคชะตา ฉันหวังแค่ว่า “เรา” จะได้ร่วมหัวเราะ มากกว่าร่วมขุ่นเคือง

[TOKYO 2013] #11.1

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหาถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” (เช่นตอนนี้) แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

1907846_10152456626803235_3871830618429327567_n

 

This is not a story about Tokyo.
It is the story about people I met in Tokyo

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#11.1 : แดน พอตเตอร์ กับความจริงของเขา (1)

 

อุทิศ เหมะมูล บอกไว้ในหนังสือความเรียง Japan and I ว่า “ความจริงมาสู่เราได้หลากหลายรูปแบบ”

ความจริงจากแดน เดินทางมาสู่ฉันในรูปแบบอีเมล

 

บ่ายโมงของเสาร์สิ้นเดือนสิงหาคม ปี 2013 ฉันตื่นมาด้วยอาการเวียนหัวและอยากอ้วก ชัดเจนว่านี่คือผลของการเทแอลกอฮอล์เข้าร่างกายอย่างไม่ยั้งในคืนก่อน มันเป็นคืนที่แดนเป็นตัวตั้งตัวตีนัด “เพื่อนๆ” (ของเขา) มากินเลี้ยงกัน เสมือนงานเลี้ยงส่งก่อนเขาบินกลับอังกฤษ

แดนจะย้ายออกจากบ้านพักรวมซากุระ เซนดากิในวันจันทร์นี้แล้ว

เป็นวันจันทร์เดียวกับที่คลาสเรียนปรับพื้นฐานเด็กทุน (Preparation Class) ของฉันจะเริ่มต้นวันแรก

การจบสิ้นของคนบางคน แต่กลับเป็นการเริ่มต้นของใครอีกคน

เรื่องประหลาดของโลก เรื่องสามัญของชีวิต

 

ฉันเดินเข้าไปในครัว เจอแดนนั่งอยู่ เขาบอกว่าเพิ่งตื่นเหมือนกัน หลังกลับถึงบ้านเขาก็หลับเป็นตายโดยยังไม่ได้อาบน้ำด้วยซ้ำ “เป็นคืนที่บ้าบอดีนะ” แดนหัวเราะ คงจะจริง เมื่อคืนเขาสูบบุหรี่ไปประมาณห้ามวนได้ ปกติฉันไม่เคยเห็นเขาสูบบุหรี่เลยด้วยซ้ำ “จะสูบเวลาที่มีปาร์ตี้เท่านั้นแหละ” เขาบอกอย่างอารมณ์ดี

“รู้ไหมว่าถ้าจากไปแล้ว ฉันจะคิดถึงอะไรในโตเกียวที่สุด” เขาถามเสียงสดชื่น

“อะไรเหรอ”

“รถไฟเจอาร์สายสีเขียวอ่อน สายยามาโนเตะ ฉันชอบรถไฟเส้นนั้น” ตาของเขาสดใส “โดยเฉพาะสายยามาโนเตะที่แล่นออกจากสถานีนิชินิปโปริ” เขาหมายถึงสถานีรถไฟใกล้บ้านพักหลังนี้ “แต่ต้องเป็นขบวนโล่งๆ ที่คนไม่เยอะนะ”

แน่นอนอยู่แล้ว ไม่มีใครชอบรถไฟขบวนที่คนล้นแน่นและอัดกันเป็นปลากระป๋องหรอก

 

“นี่ เธอเห็นเฉินหรือเปล่าติ๊กต่อก หมู่นี้ฉันไม่เจอเขาเลย” แดนหมายถึงหนุ่มตัวสูงจากเซี่ยงไฮ้, คนที่จากไปแล้ว

“เฉินไปแล้ว เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ฉันไปส่งเขาขึ้นแท็กซี่เองแหละ” ฉันชงกาแฟแก้เมาค้าง พลางตอบคำถามไปด้วย

“เฮ้ย! จริงเหรอ แย่จัง สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์สุดท้ายที่ฝึกงาน ฉันมัวแต่ยุ่งจนไม่ได้คุยกับเฉินเลย” ถึงตอนนี้เสียงเขาไม่สดชื่นแล้ว

“รู้ไหมก่อนหน้าที่เธอจะย้ายมาอยู่ เฉิน เบน – คนที่เธอมาอยู่ห้องแทนเขาน่ะ แล้วก็ฉัน เราสามคนไปเที่ยวด้วยกันเป็นประจำ”

ฉันพยักหน้ารับ ฉันจำเบนได้ ฉันเจอเบนตอนค่ำวันที่ย้ายเข้ามานั่นแหละ อารมณ์ประมาณว่าเขาลืมของเลยแวะกลับมาเอา แล้วเขายังพูดแซวด้วยนะว่าฉันมาแย่งห้องเขาไป, นั่นไม่ตลกเลยสักนิด

“สุดท้าย ฉันก็เป็นคนสุดท้ายที่ย้ายออก” แดนถอนหายใจ

“ใครบอก” ฉันแย้งยิ้มๆ

“ฉันต่างหากที่เป็นคนสุดท้าย”

ฤดูร้อนกำลังจะจากไป แดนก็กำลังจะจากลา และเรายังไม่มีโอกาสไปตามรอยมูราคามิด้วยกันเลย

 

แดนเคยเล่าว่าเขามาฝึกงานด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์กับองค์กรธุรกิจแห่งหนึ่งใจกลางโตเกียว มันคงเป็นการฝึกงานหน้าร้อนที่โหดร้ายมาก เพราะฉันเห็นเขาวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา แต่ตอนนี้ความวุ่นวายนั้นจบลงแล้ว โปรเจ็กต์ที่เขาร่วมทำกับบริษัทในโตเกียวสำเร็จด้วยดี และด้วยการนี้ เท่ากับเขาสำเร็จปริญญาโทเรียบร้อยแล้ว

“แล้วเธอก็ต้องกลับไปทำงานที่อังกฤษสินะ”

“เปล่า” เขาปฏิเสธ “เดี๋ยวฉันต้องบินกลับมาต่อปริญญาเอกที่สิงคโปร์เดือนตุลาคมนี้”

“โห…นี่จะไม่พักหายใจหายคอกันเลยทีเดียว” นี่เป็นข้อมูลใหม่ที่ทำให้ฉันรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย

“เป็นจังหวะชีวิตน่ะ” เขายิ้มๆ แล้วยกชาจากเกาะอังกฤษขึ้นจิบ

 

จังหวะชีวิตนั้นเป็นเรื่องประหลาดดี ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองในวัยสามสิบสองจะต้องมาปักหลักเล่าเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่น ไม่เคยคิดฝันและวางแผนอยากเรียนปริญญาโทมาก่อน ทั้งยังไม่เคยหลงใหลในประเทศนี้ ตอนเริ่มทำงานนิตยสารใหม่ๆ ในวัยที่ฉันอายุเท่ากับแดนในตอนนี้ พี่บรรณาธิการแสนเก๋คนหนึ่งเคยพูดกับฉันว่า “ติ๊กน่าจะเหมาะกับยุโรปมากกว่า ถ้าได้ไปยุโรป ติ๊กจะต้องตกหลุมรัก” เธอวาดภาพไว้ว่า ถ้ามีโอกาส ฉันควรเลือกเรียนต่อที่ยุโรป

ผ่านมาเกือบสิบปีนับจากเธอวาดภาพฝันนั้นไว้ ฉันก็ยังไม่เคยไปยุโรปเสียที เอาเข้าจริง ฉันเดินทางไปเห็นโลกแค่ไม่กี่มุมเมือง

แตกต่างจากแดน เท่าที่ฟังเขาเล่า แม้ยังไม่เคยปักหลักทำงานรับเงินเดือนจริงจัง แต่เขาเคยเดินทางไปนั่นมานี่หลายแห่ง ภาคพื้นทวีปยุโรปนั้นต้องเคยไปมาแล้ว ส่วนดินแดนเอเชียเขาก็เหยียบย่างและสัมผัสมาไม่น้อย แอฟริกาตอนบนอีกล่ะ ฉันจำไม่ได้ว่าเขาเคยไปอเมริกาไหม แต่ฟังจากเรื่องเล่าในวัยยี่สิบสาม ฉันรู้สึกเหมือนเขาเป็นคนรุ่นใหม่จากประเทศโลกที่หนึ่งที่มาจากครอบครัวที่ฐานะเศรษฐกิจดีพอ ดีพอจนเอื้ออำนวยให้เขาได้เดินทางไปเห็นโลกในมุมที่เขาอยากเห็น สัมผัสวัฒนธรรมที่เขาสนใจ ได้ทุ่มเทเวลาศึกษาในเรื่องที่อยากศึกษา ได้แสดงความอยากรู้อยากเห็น และมีเวลาพอจะแสวงหาคำตอบ

โดยไม่เคยเอ่ยปากถาม ฉันคิดมาตลอดว่าแดนมาฝึกงานที่ญี่ปุ่นเพราะสนใจในตัวประเทศญี่ปุ่น (และอาจรวมถึงสนใจในตัวสาวญี่ปุ่นด้วย)

โดยไม่เคยเอ่ยปากถาม, ฉันคิดและรู้สึกไปเองว่าแดนก็คงเหมือนคนรุ่นใหม่จากประเทศโลกที่หนึ่งฐานะเศรษฐกิจดีจำนวนมาก

คือคงมีเรื่องเล่าน่าสนใจมากมายจากการเดินทางเสพโลก

แต่ชีวิตส่วนตัว เขาคงไม่มีเรื่องเล่าเจ็บปวดใดๆ

ในวัยยี่สิบสาม ชายหนุ่มชนชั้นกลางจากประเทศที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นแห่งแรกของโลก จะมีเรื่องเจ็บปวดอะไรแบกไว้มากมายหนักหนา

โดยไม่เคยเอ่ยปากถาม, ฉันคิด รู้สึก และตัดสิน

 

เพราะเห็นว่าแดนจะไปแล้ว และในบ่ายวันเสาร์ที่อากาศแสนจะดีเช่นนี้ ฉันคิดว่าเราน่าจะไปเดินเล่นกัน

“มีสวนชื่อริคุไกเอ็น ตรงใกล้ๆ นี้” อันที่จริงมันก็ไม่ได้ใกล้มากหรอกนะ “ใกล้กับสถานีโคมาโกเมะ เดินไปได้ ไปกันไหม”

“เย็นๆ นะ ตอนนี้ฉันขอตัวไปว่ายน้ำที่ยิมก่อน” แดนเป็นคนชอบว่ายน้ำ ทุกเสาร์และอาทิตย์เขามักจะหายตัวไปช่วงบ่ายเพื่อว่ายน้ำอยู่เสมอ

“งั้นเจอกันสี่โมงครึ่งหน้าบ้านนะ”

แล้วเราก็ทำสัญญาตกลงกันในยามบ่ายของวันสิ้นเดือนสิงหาคม

 

จากบ้านพักรวมสองชั้นย่านเซนดากิ เราหันหน้าเข้าหาถนนชิโนะบะสุ เลี้ยวขวา มุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ เดินผ่านแยกไฟแดงประมาณสามสี่แยก เราจะเจอกับสวนริคุไกเอ็น อันเป็นสวนกว้างใหญ่ที่ประกอบด้วยสระน้ำหลายสระกระจายตัวทั่วสวน ต้นไม้เขียวขจี และเนินเขาเป็นหย่อมๆ สวนแห่งนี้สร้างขึ้นในยุคเอโดะ ตำนานปากต่อปากจากนักท่องเที่ยวที่รักสวนเล่ากันว่า สวนแห่งนี้อาจเป็นสวนแห่งเดียวในโตเกียว ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหน คุณก็จะไม่เห็นหอคอยโตเกียว หรือแม้แต่โตเกียวสกายทรีเลย (แล้วมันจะดีไหมล่ะนั่น)

ฉันกับแดนไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าสวนแห่งนี้มองเห็นสองหอคอยอันโด่งดังของโตเกียวหรือไม่ เพราะข้อมูลที่เราประสบด้วยตัวเองคือ สวนริคุไกเอ็นนั้นเปิดทำการเวลาเก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น แต่เวลาที่พวกเราเดินมาถึงประตูสวนนั้นเป็นเวลาห้าโมงเย็นพอดี อันเป็นเวลาที่เจ้าหน้าที่กำลังปิดประตูสวน

เรามองหน้ากัน รู้สึกผิดหวังและจ๋อยหน่อยๆ ย่านใกล้ๆ สถานีโคมาโกเมะถือเป็นย่านเงียบเชียบ ไม่ได้มีร้านรวงน่าตื่นตามาคอยยุให้อยากช้อปปิ้ง แต่ไหนๆ เดินยี่สิบนาทีมาจนถึงย่านนี้แล้ว เราเลยคิดกันว่า งั้นเดินเล่นรอบๆ สำรวจเมืองดีกว่า เย็นย่ำที่อากาศดีและฝนไม่ตกอย่างนี้ การได้เดินล่องไปตามถนน มองดูผู้คน น่าจะเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดและรู้จักมุมสงบของมหานครโตเกียวมากขึ้น

 

เป็นการล่องไปบนถนนในเย็นวันนี้เอง ที่คำถามของแดนเริ่มต้นขึ้น

รวมถึงคำตอบของฉัน,​ ที่ฉันมาค้นพบภายหลังว่า เป็นคำตอบที่ไม่เข้าท่าที่สุดเท่าที่ฉันเคยตอบมา

และแดนควรเป็นคนท้ายๆ ของโลกใบนี้ ที่ฉันควรจะตอบแบบนั้นให้เขาได้ยิน

 

“นี่ เธอตั้งใจจะทำอะไรหลังเรียนจบแล้ว” เขาถามขึ้น ตอนที่เรามุ่งหน้าเดินไปยังสถานีโคมาโกเมะ จริงๆ มันเป็นการเดินเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดหมายทีเดียวล่ะ

“ใช้วุฒิปริญญาโทไปสมัครงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยใกล้บ้าน สอนอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับการเมืองและนโยบายสาธารณะ เขียนหนังสือ ทำกับข้าว และดูแลบ้านให้แม่” ได้ใจความและตรงประเด็น นี่แหละคำตอบของฉัน

“ทำงานใกล้บ้านก็ดีนะ ได้อยู่กับครอบครัว” เขาพูดด้วยสำเนียงอังกฤษเนิบช้าแบบที่เขามักใช้เป็นประจำ

“ว่าแต่บ้านของเธออยู่ไหนล่ะ”

“ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณเก้าชั่วโมงทางรถบัส” ขณะตอบออกไปฉันเห็นภาพตัวเองกำลังนั่งอยู่บนรถบัส มุ่งหน้ากลับบ้าน

“แล้วจะไม่คิดถึงกรุงเทพฯ เหรอ”

“กรุงเทพฯ วุ่นวายเกินไป” ฉันดึงสติตัวเองกลับมาบนท้องถนนของเมืองโตเกียว “รู้อะไรไหม ฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญจริงๆ สำหรับมนุษย์คือครอบครัว ผู้คนในชีวิตเราน่ะสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดอีก”

“ในหนังสือมูราคามิเล่มที่ฉันอ่านอยู่” ฉันหมายถึงเรื่อง บันทึกนกไขลาน หรือ The Wind-Up Bird Chronicle “มีตัวละครตัวหนึ่ง เป็นทหารที่รอดตายจากสงครามในจีนและถูกปล่อยตัวออกจากคุกในไซบีเรีย ผู้คนมักคิดว่าเขาโชคดีที่รอดมาได้ แต่เขากลับบอกว่านั่นคือคำสาป”

“ตอนที่เขากลับถึงบ้าน ผู้คนที่เขารู้จักล้วนตายจากไปแล้ว หญิงสาวที่เขาตั้งใจแต่งงานด้วยเข้าพิธีวิวาห์ไปกับคนอื่น สงครามอาจไม่ได้พรากชีวิตเขา แต่สงครามพรากผู้คนสำคัญไปจากเขา เขามีชีวิตอยู่อีกยืนยาว แต่กลับรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น”

“ถ้าเลือกได้ เขาพร้อมจะตายไปในวันนั้น ในสงครามที่แมนจูเรีย ฉันจำประโยคนี้ของเขาได้” ฉันเห็นแดนจ้องมองมาในตอนที่ฉันพูดอย่างนั้นออกไป

“ฉันคิดว่าสิ่งที่ตัวละครนี้พูด มันจริงมาก คนเราจะมีชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่มีครอบครัวรอคอย และไม่มีคนที่เรารักหลงเหลืออยู่อีกแล้วทำไม เราจะทำงานหนักไปเพื่ออะไร เราจะเดินทางไปเห็นโลกกว้างเพื่ออะไร ถ้าไม่มีใครที่คอยรับฟังเรื่องราวของเราแล้ว”

แดนนิ่งเงียบ มันเป็นความเงียบที่ในวันนั้นฉันละเลยที่จะสังเกตเห็น

ฉันมัวแต่พูด และตอบคำถามประหนึ่งตัวเองเป็นศูนย์กลางโลก…โดยไม่ทันเฉลียวใจอะไรรอบตัวด้วยซ้ำ

 

เราจบวันกันด้วยไอศกรีมคนละถ้วย มันเป็นร้านที่อยู่ระหว่างทางเดินกลับบ้าน ฉันไม่รู้ว่าไอศกรีมนั้นมีฤทธิ์ช่วยเยียวยาพิษเหล้าได้ไหม แต่สำหรับฉัน ไอศกรีมคือความเย็นสดชื่น ใช่ มันไม่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเติบโตของชีวิต แต่มันช่วยให้ผ่อนคลาย และทำให้ฉันนิ่งได้มากพอที่จะสังเกตสังกาและเฉลียวใจกับอะไรรอบตัวได้บ้าง

เราเพิ่งเดินผ่านร้านราเม็งที่มีคนยืนต่อแถวกันสี่ห้าคิว ร้านอยู่ใกล้บ้านมากจนฉันคิดว่าพรุ่งนี้น่าจะหาโอกาสแวะมา “ฉลองก่อนเธอกลับไง” ฉันบอกแดน

“ไม่แน่ใจนะ” น้ำเสียงเขามีความไม่แน่ใจอยู่จริงๆ “พรุ่งนี้ฉันต้องแวะไปซื้อของฝากแถวอากิฮาบาระ กินซ่า อุเอโนะ แล้วต้องเก็บกระเป๋าอีก นี่ยังไม่เริ่มแพ็กเลย”

“งั้นตามสบายแล้วกัน” จริงๆ แล้วฉันรู้สึกใจหายเหมือนกันนะที่เขาจะไปแล้ว

“นี่ติ๊กต่อก” เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง “ฉันขอรบกวนอะไรบางอย่างได้ไหม”

“อะไรล่ะ”

“ฉันยังไม่ได้ตรงกลับลอนดอนเลย จะไปเที่ยวตามเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่นก่อน อาจจะนั่งรถไฟไปเกียวโต หรือซัปโปโร ว่าจะแบกเป้ไป ส่วนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ฉันฝากไว้ที่ห้องเธอได้ไหม ไม่อยากขนไปด้วยน่ะ”

ฉันตักไอศกรีมรสวานิลลาเข้าปาก คิดว่าพอรู้คำตอบของตัวเองอยู่แล้ว

“ได้สิ ไม่มีปัญหา”

“แน่นะ”

“แน่สิ”

“ขอบคุณมาก”

“เธอจะไปเมื่อไหร่”

“วันจันทร์นี้”

เมื่อมหาวิทยาลัยเปิดเทอม จำนวนเพื่อนที่ฉันมีในโตเกียวคงเพิ่มขึ้น แต่ในตอนนี้ อย่างน้อยที่สุด เพื่อนหนึ่งคนกำลังจะหายไป

“งั้นฉันจะเอากุญแจห้องไปฝากไว้ให้เธอวันจันทร์เช้าก่อนไปเรียนนะ เธอสะดวกเอากระเป๋ามาเก็บไว้กี่โมงก็ตามใจ แต่ช่วยเอากุญแจใส่กลับในซองจดหมาย และวางไว้ตรงช่องประตูให้พอหยิบได้หน่อยนะ” ความเป็นเผด็จการในตัวทำให้ฉันคิดและวางแผนจัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ

“ว่าแต่เธอจะกลับมาเอากระเป๋าวันไหนเหรอ”

“วันจันทร์ที่ 9 กันยายน” อีกราวหนึ่งสัปดาห์นับจากนี้

“ขอบคุณนะ” เขายิ้ม มันเป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับที่เขาเคยยิ้มตอนขอไปตามรอยมูราคามิกับฉัน, ยิ้มกว้างและใจดี

“แล้วพรุ่งนี้เราจะได้เจอกันไหม” นี่คือคำถามของแดน พรุ่งนี้คือวันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2013 เขาคงวุ่นวายกับการเก็บกระเป๋าเตรียมออกเดินทาง ส่วนฉันควรเริ่มต้นอ่านหนังสือเพื่อเตรียมรับมือกับคลาสปรับพื้นฐานเด็กทุนที่กำลังจะเริ่มขึ้นวันจันทร์

ฉันยิ้ม ไม่รู้และไม่มีคำตอบมอบให้กับคำถามนี้

 

ฉันใช้เวลาวันอาทิตย์หมดไปกับการนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดชุมชน ห้องสมุดโคมาโกเมะวางตัวอยู่ไม่ไกลย่านที่ฉันพัก จริงๆ มันตั้งอยู่ริมถนนชิโนะบะสุ ระหว่างทางที่จะเดินไปสถานีโคมาโกเมะนั่นแหละ ฉันตื่นมานั่งทำเบนโตะในตอนสาย เติมน้ำใส่ขวดใส ยัดหนังสือเรียนใส่กระเป๋าเป้ พกแมคบุ๊คไปด้วย ก่อนเดินกอดคอแสงแดดอันปรานีไปจนถึงห้องสมุด ฉันหมกตัวอยู่ในนั้นทั้งวัน มีพักเบรกออกมานั่งเล่นที่สนามเด็กเล่นข้างห้องสมุดอยู่สองหน จนกระทั่งเมฆเริ่มตั้งเค้าดำมืดนั่นแหละ ฉันถึงเริ่มต้นเก็บกระเป๋าและตั้งใจเดินกลับบ้าน

เป็นตอนนี้เองที่ฉันสังเกตเห็นข้อความในไลน์ที่แดนส่งมา

“เฮ้ เราไปกินข้าวที่ชินจูกุกันไหม เธอว่าไง เจอกันที่บ้านสี่โมงเย็น”

มันเป็นข้อความที่ส่งมาเมื่อสองชั่วโมงก่อนหน้า ตอนนี้บ่ายสี่โมงแล้ว และฉันคิดว่าฝนกำลังจะตกลงมา

“ฉันอยู่ห้องสมุด และเขาว่าฝนจะตกนะ อย่าไปไหนไกลเลย” ฉันพิมพ์ข้อความตอบกลับไป

“ ‘Some people feel the rain. Others just get wet.’ บ็อบ มาร์เลย์ กล่าวไว้” เขาพิมพ์ข้อความกลับมาพร้อมตัวอีโมติค่อนหน้ายิ้ม

แล้วฝนก็หล่นลงมาทันที

[blog] แด่คนที่เข้ามา…แด่คนที่จากไป

1.

07 กันยายน วันนี้เมื่อสองปีก่อน ผู้หญิงเกาหลีใต้คนหนึ่งที่ชื่อ ซูจิน ฮยอง จากไปในวัย 33 ปี

ซูจิน จากไป 1 วัน หลังจากคลอด “ธีโอ” ลูกคนแรกของเธอที่เมืองอัมมัน ประเทศจอร์แดน ตอนนั้นเธอเป็นเจ้าหน้าที่ UNHCR ซูจินเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ เชื่อในความแตกต่างหลากหลาย เธอมีเป้าหมายที่อยากสร้างโลกที่ดีขึ้น – โลกที่ความเป็นมนุษย์จะถูกให้ค่ามากกว่าความเป็นรัฐชาติ
ซูจินแต่งงานกับสามีคนญี่ปุ่น ชื่อ โยโกะ คุโรอิวะ

พวกเขาพบกันครั้งแรกที่ประเทศไทย ในทริปที่ไปตะลุยค่ายผู้อพยพที่จังหวัดตาก

พบรักกันที่ประเทศไทย ตัดสินใจคบหากันที่ประเทศไทย

และหลังแต่งงานแล้วก็กลับมาฮันนีมูนที่ประเทศไทย
ฉันเจอซูจินครั้งแรก ที่ประเทศไทยเหมือนกัน

ฉันเจอเธอ 1 5 วัน ก่อนที่ฉันจะได้รู้จัก (และกลายเป็นแฟนคลับ) วงเกาหลีใต้ที่ชื่อ TVXQ! (ทงบังชินกิ)
เราเจอกันครั้งแรกที่ร้านมังสาวิรัติใจกลางสยามสแควร์ วันที่ 1 ธันวาคม 2550 (หนึ่งปีหลังรัฐประหาร 2549)

จำได้ว่าครั้งแรกที่เจอกัน เราคุยกันหลากหลายเรื่องราวมาก ฉันถามเธอว่าทำไมเธอถึงเลือกบินมาฝึกงานกับ UN ที่เมืองไทย, เธอคิดอย่างไรกับสถานการณ์รุนแรงในภาคใต้ของเมืองไทย, ทำไมเธอถึงสนใจที่จะทำงานเกี่ยวกับผู้อพยพชาวพม่าในเมืองไทย, รวมถึง ทำไมผู้หญิงเกาหลีใต้อย่างเธอ ถึงเลือกไปเรียนต่อปริญญาโทที่ญี่ปุ่น
ใช่, ซูจินเรียนจบปริญญาโทที่ญี่ปุ่น เธอเรียน Peace Study ที่ IUJ (International University of Japan) จังหวัดนีกาตะ นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินชื่อมหาวิทยาลัยนี้ และหลังจากนั้น เวลาที่เจอใครบอกว่ามาจาก IUJ ฉันจะคิดถึงซูจินทุกครั้ง

2.

จริงๆ แล้ว ฉันเคยเจอซูจินตัวเป็นๆ แค่ 2 ครั้งเอง

ครั้งแรกสุดก็คือตอนที่เราเจอกัน ครั้งที่ 2 คือตอนที่เธอมาฮันนีมูนที่เมืองไทย ฉันซื้อของขวัญชิ้นหนึ่งให้เธอกับโยโกะ – สามีของเธอ , พอมองย้อนกลับไป ของขวัญที่ฉันมอบให้พวกเขา ก็ค่อนข้างชาตินิยมนิดหน่อย …​ ยังนึกอายมาจนถึงทุกวันนี้
ตอนเจอกันช่วงฮันนีมูน ซูจินยังไม่ได้ทำงานกับ UNHCR แต่เธอเป็นคนมีความมุ่งมั่น และเหนือสิ่งอื่นใด เธอเป็นคนมีความเมตตา … ตอนที่รู้ว่าเธอได้งานที่ UNHCR ฉันคิดว่า ไม่มีใครเหมาะกับงานนี้เท่าซูจินอีกแล้ว
ถ้าต้องให้อธิบายซูจินด้วยคำหนึ่งคำ ฉันจะเลือกใช้คำว่า “Vibrant” – ฉันไม่รู้จะแปลไทยว่าอย่างไร แต่ซูจินเป็นคนแบบนั้น Vibrant เธอคือพลังบวกที่มาพร้อมความหวังของโลกใบนี้

3.

สาเหตุที่ฉันจดจำซูจินได้แม่นยำ ไม่ใช่เพราะเธอเป็นคนสัญชาติเดียวกับ ทงบังชินกิ แต่เป็นเพราะ…แม้ว่าจะเจอกันตัวเป็นๆ แค่สองครั้งในชีวิต…แต่ซูจินเป็นคนไม่กี่คนที่ฉันยอมรับว่า เธอใส่ใจกับความฝันของฉัน
ซูจินมักจะถามมาในข้อความออนไลน์เสมอ ถึงโปรเจ็กต์ต่างๆ ที่ฉันเคยบอกเล่าให้เธอฟัง ความฝันต่างๆ ที่ฉันอยากทำให้มันเป็นจริง เธอถามความคืบหน้าของหนังสือ ถามเรื่องไอเดียหนังต่างๆ … เธอรับฟัง เธอใส่ใจ

และเธอแคร์
เวลาที่ใครสักคนหนึ่งแคร์ความฝันและเป้าหมายของเราอย่างแท้จริง เราจะรับรู้และสัมผัสได้

และใครคนนั้นจะก้าวเข้ามาอยู่ในโลกของเราอย่างเต็มตัว

อย่างน้อย…ก็ยากมาก ที่เราจะลืมเลือนพวกเขาได้
ซูจินเป็นแบบนั้นสำหรับฉัน

4.

ตอนฉันได้ทุนไปเรียนที่โตเกียวช่วงปี 2556-2558 ซูจินแวะมาญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้ง แต่แปลกที่เราไม่เคยได้เจอกันอีกเลยในช่วงเวลาเหล่านั้น ฉันรับรู้ความเป็นไปของเธอผ่านโพสต์ใน Facebook รับรู้ว่าเธอเดินทางไปปฏิบัติภารกิจนั่นนี่ทั่วโลกกับสามีของเธอ ซูจินไม่เคยกลัวความยากลำบาก และเธอปรับตัวเข้ากับคนได้เกือบทุกคน เธอเป็นที่รักของทุกคนที่ได้พบเจอเธอ
ตอนที่ฉันเรียนจบจากโตเกียว ผ่านมาไม่กี่เดือน ซูจินก็ตั้งท้องลูกคนแรก แต่เธอยังทำงานและเดินทางเพื่อสร้างความหวังให้กับโลกใบนี้อยู่

5.

ปลายเดือนสิงหาคม 2559 ก่อนกำหนดคลอดไม่นานนัก ซูจินโพสภาพบางอย่างใน Facebook พร้อมเขียนข้อความที่สะท้อนถึงความตื่นเต้นที่ใกล้จะเป็นแม่คนแล้ว แน่นอนว่ามีผู้คนมาแสดงความยินดีกับเธอมากมาย
ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น
ซูจินคลอดเด็กชายหน้าตาน่ารักน่าชังที่ชื่อ ธีโอ (Theo) ในวันที่ 6 กันยายน 2559 และในวันที่ 7 กันยายน 2559 เธอก็จากไป

ฉันรับรู้ข่าวการจากไปของซูจินในวันที่ 12 กันยายน 2559 หลังจากที่โยโกะ สามีของเธอโพสลงใน Facebook เพื่อแจ้งข่าวที่ทำให้โลกของใครหลายคนหยุดหมุน … ผู้คนที่รักซูจินมีจำนวนไม่น้อย เพราะเธอเป็นมนุษย์ที่น่ารัก เพราะเธอทำให้เราสัมผัสได้ถึงความหวังของโลก การจากไปของเธอ ส่งผลกระทบต่อจิตใจฉันไม่น้อย
แปลกไหมที่เราจะเสียน้ำตาให้กับคนที่เราเคยเจอหน้าแค่ 2 ครั้งในชีวิต

คนที่เคยส่งข้อความมาถามไถ่เรา…ถึงหนังสือที่เราเล่าว่าอยากจะเขียน คนที่บอกว่าจะรอดูหนังของเรา…
คนที่จากโลกนี้ไป…และไม่อยู่บนโลกเดียวกันกับเราอีกแล้ว

6.

ปลายปี 2559 โยโกะ สามีของซูจิน จัดงานรำลึกถึงซูจินขึ้นที่โตเกียว เป็นช่วงก่อนคริสต์มาส งานเล็กๆ น่ารักอบอุ่น … ฉันไม่ได้ไปร่วมด้วยปัจจัยด้านเศรษฐกิจ แต่ฉันส่งใจไป และหวังว่าถ้ามีโอกาส ฉันอยากจะไปเคารพศพซูจินที่โซล รวมถึงอยากเจอ “ธีโอ” ลูกชายผู้เป็นแก้วตาดวงใจซูจินสักครั้ง
และเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 โยโกะก็พาธีโอในวัย 11 เดือนมาไทย

ฉันได้เจอธีโอวันแรกก็ครั้งนั้น
เด็กชายตัวอวบ ที่ดูไม่กลัวคนแปลกหน้า นั่นเพราะโยโกะตั้งใจเลี้ยงธีโอให้อยู่กับใครก็ได้ โยโกะตั้งใจให้ธีโอเติบโตมาอย่างเข้าใจความหลากหลายของผู้คน
โยโกะตั้งใจจะเลี้ยงธีโอแบบนั้น … ให้เขาเติบโตมาเป็นคนที่ใจกว้างและเปิดกว้าง

ฉันเชื่อว่า ธีโอจะเป็นคนแบบนั้นเช่นกัน

7.

ซูจินจากไปก่อนที่ฉันจะเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” เสร็จ
แม้ในหนังสือจะไม่มีชื่อเธอปรากฏอยู่ ทั้งยังไม่ใช่เรื่องราวของเธอ แต่ทุกครั้งที่มองหนังสือ … เศษเสี้ยวความทรงจำเกี่ยวกับเธอ บทสนทนาระหว่างเราที่ฉันชื่นชอบ …​มักจะปรากฏตัวขึ้นเสมอ
มันอาจจะเบาบาง แต่มันก็หนักแน่นอยู่ไม่น้อย – สำหรับรอยประทับที่ใครบางคนสร้างไว้ให้แก่ชีวิตเรา
แด่คนที่เข้ามา…แด่คนที่จากไป
07 กันยายน 2561
ประเทศไทย

หมายเหตุ: ในปี 2552 ฉันเคยเขียนเกี่ยวกับซูจินไว้ในบล็อกนี้ https://bitly.com/