บางทีการร้องไห้…ก็ทำให้เราสนิทและไว้วางใจกันมากขึ้น

ฉันเป็นคนขี้แยตั้งแต่เด็ก

จำได้ว่าร้องไห้ง่าย ทุกครั้งที่โดนแกล้ง

ช่วงก่อนประถม (ฉันไม่ได้เรียนอนุบาล) เคยพูดไม่ชัด

โดนล้อตลอดเวลา และร้องไห้ตลอดเวลา

แต่ช่วงที่ร้องไห้บ่อยที่สุด คงเป็นช่วงที่พ่อแม่เลิกกัน

ฉันเคยคิดว่า ถ้าพ่อแม่ไม่เลิกกัน ฉันจะเติบโตมาแบบไหนนะ

และเพราะขี้แยมาก พอโตมา บางครั้งเลยชอบออกนอกเรื่องบ่อยๆ

ถ้าเจอเรื่องที่รู้ว่า เดี๋ยวจะสะเทือนใจแน่ๆ ก็จะเดินจากมา

แต่ตัวหนังสือของมุนิน, รู้ทั้งรู้ว่าจะทำให้สะเทือนใจ

แต่ก็ยังเลือกจะอ่านต่อ

บางครั้งเราก็สร้างความทรงจำดีๆ ให้ชีวิตผ่านม่านน้ำตา

บางทีการร้องไห้…ก็ทำให้เราสนิทและไว้วางใจกันมากขึ้น

ถึงเด็กขี้แยในวันก่อน…ยังจำกันได้อยู่ใช่ไหม

#IseaU #Munin #มุนิน

Advertisements

ความหมายของการดำดิ่งลงไปในถ้ำ ของ John และ Rick

ถึงตอนนี้ หลายคนคงเริ่มคุ้นชื่อ John Volanthen และ Rick Stanton แล้ว หรือถ้ายังไม่คุ้น พวกเขาคือคนกลุ่มแรกที่เจอเด็กนักฟุตบอลทีมหมูป่า 12 คนและโค้ช

ในภาษาไทย (หรือที่พบเห็นในสื่อไทย) เราเรียกสิ่งที่ John และ Rick ทำว่า “นักดำน้ำ” แต่จริงๆ แล้วกิจกรรมที่พวกเขาทำเรียกว่า “Cave Diving” คือการดำน้ำในถ้ำ มันเป็นการผสมผสาน 2 ทักษะสุดบ้าคลั่งเข้าด้วยกัน

ในเว็บไซต์นี้ ที่ BBC อ้างอิงมาอีกที เขียนถึงกิจกรรม หรือ กีฬา หรือความโลดโผนโจนทะยานของสิ่งที่เรียกว่า Cave Diving ไว้ได้อย่างกับงานวรรณกรรมว่า

“Caving is a madness. Any sensible person can see this.”
และ
“Deep-water diving is equally insane.”

ซึ่งเมื่อรวมกัน Cave Diving จึงกลายเป็นความบ้าคลั่งอย่างแท้จริง

“Cave-diving combines these two unfathomable pastimes. It offers all the associated horrors of clambering through inhospitable nooks and crannies with all the complexities of being underwater. It is routinely described as one of the most dangerous sports on the planet…”

เมื่อไปหาอ่านบทสัมภาษณ์ หรือบทความเกี่ยวกับ John และ Rick ต่อ ก็ต้องทึ่งกับมุมมองที่พวกเขามีต่อกิจกรรมนี้ ความหลงใหลนั่นมีอยู่แล้วล่ะ ไม่งั้นไม่ทำอะไรเสี่ยงตายถึงขั้นนี้ แต่ว่า เราชอบคำตอบที่ Rick ซึ่งถือเป็น “นักดำน้ำในถ้ำ” คนสำคัญคนหนึ่งของยุโรป (และตอนนี้น่าจะเป็นของโลกใบนี้ด้วย) ได้บรรยายถึงความรู้สึกต่อการดำดิ่งลงในถ้ำ ความมืด อากาศที่น้อย และการไม่รู้ทิศทางว่าจะต้องเผชิญอะไรว่า

เขาทำสิ่งนี้เพื่อค้นหาสิ่งที่เรียกว่า the end (เราแปลไม่เป๊ะนะ) คือ Rick มองว่า มหาสมุทรอันกว้างใหญ่นั้น มีหลายจุดที่คนเราไม่เคยไปถึง แต่อย่างน้อยๆ ด้วยความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี มันทำให้เราพอจินตนาการได้ว่า จุดต่างๆ ของมหาสมุทรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร และถ้าดำไปแล้วเราจะเจออะไรบ้าง

แต่กับถ้ำอันลึกลับและดำมืด ถึงตอนนี้ยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะตอบได้ ว่าข้างในลึกสุดๆ นั้นเราจะเจออะไร มันจึงเป็นเหมือนสิ่งเย้ายวนให้เขาและเหล่า Cave-Diver คนอื่นยังดำดิ่งเพื่อค้นหา The End ต่อไป

และเมื่อสำรวจจนเจอ “ตอนจบ” แล้ว เหมือนพวกเขาจะสบายใจ และโล่งใจยังไงก็ไม่รู้

ประหลาดดี, อ่านถึงตอนที่ Rick พูดถึง “The End” แล้ว ทำไมคิดถึงตัวละครของมูราคามิก็ไม่รู้

เรารู้สึกว่า ตัวละครของมูราคามิ มักจะมีความแหว่งบางประการ และตามหาอะไรบางอย่างอยู่เสมอ จนเมื่อดำดิ่งไปพบกับ “The End” นั่นแหละ ตัวละครจึงรู้สึกเหมือนกับได้เจอจุดจบสิ้นของภารกิจแล้ว

เว็บที่อ่านๆ มาได้แก่
-สัมภาษณ์ Rick http://www.divernet.com/cave-divi…/p302428-rick-stanton.html

-เว็บที่พูดถึง Cave Diving ได้อย่างกับวรรณกรรม
https://www.thetimes.co.uk/arti…/the-cavern-club-kmckhc686sd
(ต้องลงทะเบียน ถึงจะอ่านบทความเต็มได้)

-บทความ BBC https://www.bbc.com/news/uk-44690688

อ่านเรื่อง Cave Diving ไปเรื่อยๆ แล้ว รู้สึกทึ่งมากเลย ที่ความหลงใหลของคนจำนวนหนึ่ง นำมาสู่การช่วยชีวิตคนกลุ่มหนึ่งได้

แล้วก็รู้สึกว่า ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทุกกิจกรรมล้วนมีคุณค่าและความหมายในตัวมันเองใช่ไหม

[TOKYO 2013] #10

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหาถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” (เช่นตอนนี้) แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

10645193_10152425570148235_1106673572115601610_n

 

This is not a story about Tokyo.
It is the story about people I met in Tokyo

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#10 : แซมวล หนุ่มฝรั่งเศสกลางชิบูยะ

 

เนตรนภา แก้วแสงธรรม เคยเขียนไว้ในหนังสือ “ลมหนาวในปารีส” ไว้ว่า “ชาร์ลิซ เธรอน บอกว่า ‘ผู้หญิงทุกคนควรจะมีแฟนเป็นหนุ่มฝรั่งเศสอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะผู้ชายฝรั่งเศสรู้วิธีเอาใจผู้หญิง’”

ฉันไม่แน่ใจว่าเธอพูดถูก ที่นี่คือเมืองโตเกียว ปลายเดือนสิงหาคมที่ลมฤดูร้อนยังโบกโบย และแม้หนุ่มฝรั่งเศสตาหวานเยิ้มที่ยืนอยู่ข้างๆ จะเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอ “ไลน์” ฉันก่อน พร้อมบอกทิ้งท้ายไว้ว่า “ไว้ว่างๆ เราไปกินกาแฟกันนะ” ฉันก็ยังไม่แน่ใจว่าชาร์ลิซ เธรอน พูดถูกอยู่ดี

แม้ฉันจะคิดว่า “แซมวล” มีเสน่ห์ แต่บางครั้งฉันก็แอบสังหรณ์ใจว่าชาร์ลิซ เธรอน อาจจะผิด

ฉันไม่ควรคิดอะไรมาก เราเจอกันแค่หนึ่งคืน…แม้จะเป็นคืนอันยาวนานที่ลืมไม่ลงก็เหอะ

ฉันพลาดรถไฟขบวนสุดท้ายครั้งแรกตั้งแต่มาถึงโตเกียว…ก็คืนนี้แหละ
มันเป็นวันศุกร์สิ้นเดือนที่แสนพลุกพล่าน ในย่านชิบูยะ
และฉันเพิ่งมาอยู่โตเกียวได้เพียงสองสัปดาห์เท่านั้น

แดน พอตเตอร์ ฝึกงานเสร็จแล้ว หน้าร้อนกำลังจะจบ เขากำลังจะแพ็กของจากไปโดยที่ยังไม่มีโอกาสไปตามรอยฮารูกิ มูราคามิ กับฉันสักครั้ง แต่แล้วในเย็นวันพฤหัสบดี แดนก็เอ่ยปากว่า “พรุ่งนี้ไปปาร์ตี้ที่ชิบูยะกันไหม มีเพื่อนๆ ฉันมาด้วย” ฉันยังไม่เคยไปชิบูยะสักที ถึงพรุ่งนี้ฉันจะต้องวุ่นวายกับงานปฐมนิเทศนักเรียนทุนธนาคารโลกครั้งแรกที่คณะ แต่ฉันคิดว่า ตัวเองไม่ควรปฏิเสธนัดหมายนี้
“ที่คณะจะมีงานเลี้ยงต้อนรับนิดหน่อยตอนเย็น เราเจอกันสักสองทุ่มที่รูปปั้นฮาจิโกะได้ไหม?” ฉันเสนอแผนการณ์อันแสนรอบคอบออกไป เพราะแดนน่ะ เขาไม่ได้เปิดบริการเครือข่ายมือถือไว้ จะติดต่ออะไรแต่ละที ก็ต้องรอให้เขาหาสัญญาณไวไฟให้เจอเสียก่อน
“ได้สิ รูปปั้นฮาจิโกะ ตอนสองทุ่มนะ” แดนคอนเฟิร์มอีกรอบ

แต่แล้วกว่าฉันจะหารูปปั้นฮาจิโกะเจอก็สองทุ่มครึ่งแล้ว อนุสาวรีย์สุนัขผู้โด่งดังนี้มีขนาดเล็กจ้อยแถมยังหลบอยู่ในมุมมืด ฉันโคตรเซอร์ไพรส์ที่ใครต่อใครมักยกให้ “รูปปั้นฮาจิโกะ” เป็นหมุดหมายของการนัดพบกันบ่อยครั้ง ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะหาแดนเจอท่ามกลางคลื่นคนมหาศาลที่ล้อมรอบเจ้าสุนัขตัวจ้อยนี้ไว้หรอกนะ

แต่แล้วฉันก็เจอจนได้ หนุ่มอังกฤษตัวสูงยาวที่ยืนโบกมือไหวๆ อยู่กลางย่านโปรดปรานของเขา แดนยืนอยู่กับผู้ชายตาตี่คนหนึ่ง หนุ่มฝรั่งเคราเฟิ้มอีกคน และสาวตาน้ำข้าวใส่แว่นที่แต่งตัวแบบฮิปสเตอร์

ฉันมารู้ทีหลังว่าพวกเขาชื่อ เรน (ญี่ปุ่น) อัลฟรองซัว (ฝรั่งเศส) และมาเรีย (สเปน)

“เรายังต้องรอเพื่อนที่ออฟฟิศฉันอีกหนึ่งคน” แดนเอ่ยปาก
แล้วเพื่อนที่ออฟฟิศอีกคนของแดน ก็คือแซมวล

แซมวลเป็นผู้ชายตัวสูงจากปารีส ผมหยักศก ทำงานด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ หลงใหลการดื่มไวน์ เขาปรากฏกายด้วยเชิ้ตสีดำพอดีตัว กางเกงยีนส์ และรองเท้าผ้าใบ พูดง่ายๆ, เขาก็เหมือนกับหนุ่มปารีสหลายๆ รายบนโลกใบนี้ คือมียีนแต่งตัวดีอยู่ในตัว
ความคิดที่ว่าผู้ชายฝรั่งเศสมีเสน่ห์ และหนุ่มปารีสมักแต่งตัวดี อาจเป็นมายาคติอย่างหนึ่ง อาจมายาพอๆ กับความคิดที่ว่าคนไทยต้องยิ้มเก่ง ใจดี และเป็นมนุษย์ “ไม่เป็นไร” ตลอดเวลาก็เป็นได้
แต่ถ้าให้ใคร่ครวญอีกรอบ ฉันก็ยังคิดว่าแซมวลนั้นช่างแต่งตัวดีอยู่เช่นเดิม

“บงชูร์” ฉันยื่นมือไปทักทาย “นี่เป็นภาษาฝรั่งเศสคำเดียวที่ฉันพูดได้นะ ดังนั้นอย่าทักยาวกว่านี้ล่ะ”
แซมวลหัวเราะ และทุกคนในนั้นก็หัวเราะ

แดนพาเราไปยังร้านอิซะกะยะหรือร้านกินดื่มแบบญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ชั้นล่างของอาคารแห่งหนึ่งใจกลางชิบูยะ เขาบอกว่าอ่านเจอรีวิวในอินเตอร์เน็ตว่าร้านนี้รสชาติเลิศในราคาพอรับไหว มีของปิ้งย่างและมีลิสต์เครื่องดื่มที่น่าสนใจเต็มไปหมด แต่ฉันว่า บทสนทนาบนโต๊ะอาหารที่พวกเขาถกเถียงกันนั้นน่าสนใจกว่าอีก พวกเขาถกกันเรื่องฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ไล่มายังอัตราการว่างงานในหมู่หนุ่มสาวยุโรปที่กำลังเพิ่มมากขึ้นเพราะวิกฤตการเงินยุโรปที่ยังไม่ฟื้นตัว ไปจนถึงปาร์ตี้สุดมันส์ในกรุงมาดริดที่จัดขึ้นในคืนวันศุกร์และทำเอา “เรน” ตื่นมาอีกทีในค่ำวันอาทิตย์
ย้ำว่าปาร์ตี้จัดคืนวันศุกร์ และไอ้หนุ่มน้อยชาวญี่ปุ่นตื่นตอนค่ำวันอาทิตย์
เรียกได้ว่าเรนพลาดสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดวันเสาร์ไปอย่างสิ้นเชิง
“ไม่มีปาร์ตี้ที่ไหนมันส์เท่าปาร์ตี้ที่มาดริดอีกแล้ว” เรนในวัยยี่สิบปีเต็มกล่าว
เรนเป็นเด็กบ้านรวย เขาไม่ได้อวดอ้างอย่างนี้ แต่ดูจากที่พำนักพักพิงและประวัติการศึกษาก็พอรู้แล้ว เขามีบ้านอยู่กินซ่า ถูกส่งไปเรียนที่แคนาดาในวัยมัธยม พอวัยมหาวิทยาลัยเขาก็สอบเข้าวิศวกรรมเครื่องกลที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ที่นี่เองที่เขาเจอกับรุ่นพี่ปริญญาโทอย่างแดน และต่อมาแดนก็กลายเป็นเหมือนที่ปรึกษาด้านอนาคตการงานให้แก่เขา
“ฉันเคยไปเมืองไทย ปี 2000 แต่จำอะไรไม่ค่อยได้หรอก ตอนนั้นอายุเจ็ดขวบเอง” เรนที่เป็นหนุ่มญี่ปุ่นรูปร่างไม่สูงกล่าวรำลึกความหลัง
ฉันไม่อยากบอกเขาเลยว่า ในปี 2000 นั้น ฉันอายุสิบเก้า ตกหลุมรักมานับครั้งไม่ถ้วน และก็…อกหักมานับครั้งไม่ถ้วนเช่นกัน…นะ

“ทำไมคนยุโรปอย่างพวกเธอถึงเลือกมาอยู่โตเกียว” ฉันเอ่ยปากถามกลางวงด้วยความสงสัย
นี่คือกลุ่มหนุ่มสาวรุ่นใหม่หลากหลายสัญชาติจากยุโรปที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี (มาก) มีอิสระในการเดินทาง แต่ทำไมจะต้องเป็น “โตเกียว”
“โตเกียวเป็นเมืองใหญ่ วัฒนธรรมน่าสนใจ เต็มไปด้วยความหลากหลาย เทคโนโลยี ประเพณีเก่าแก่ ซูชิ โอตาคุ อืม…สาวญี่ปุ่นก็สวยด้วย” แซมวลเป็นคนตอบ เรียกเสียงหัวเราะกลางวงได้อย่างดี
“แล้วทำไมเธอมาอยู่โตเกียวล่ะ” เขาถามกลับ
“ได้ทุนมา” ฉันยิ้ม “ตอนแรกขอทุนไปสวีเดนแล้วไม่ได้ เลยมาลงเอยที่นี่แทน”
“เรียนอะไร”
“นโยบายสาธารณะ”
“มันเกี่ยวกับอะไรเหรอไอ้นโยบายสาธารณะนี่”
“ก็…เกี่ยวกับเรื่องทำนองว่า เราควรเปิดบาร์ได้ถึงกี่โมง แอลกอฮอล์แบบไหนที่ควรอนุญาตให้ขายตามร้านอิซะกะยะบ้าง แล้วเราควรห้ามสาวอายุน้อยอย่างฉันดื่มกินวิสกี้แก้วนี้ดีรึเปล่านะ เป็นต้น” วิสกี้แก้วนั้นถูกฉันเทลงกระเพาะ ขณะที่ทั้งโต๊ะดูจะพึงพอใจในคำตอบที่ได้รับ
“ถ้างั้นก็เป็นสาขาที่สำคัญมากสิ”อัลฟรองซัวส่งเสียงมาจากอีกฟากฝั่งของโต๊ะ “งั้นถ้าเรียนจบแล้ว อย่าลืมกำหนดนโยบายให้บาร์ทั้งโลกเปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยนะ”
แล้วเสียงหัวเราะของทุกคนก็ดังขึ้นอีกครั้ง

มาเรียกับอัลฟรองซัวเจอกันที่มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในปารีส เรียนเกี่ยวกับสาขาอะไรสักอย่างที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ แต่พวกเขาไม่ได้เนิร์ด เป็นพวกดื่มกินเก่ง และชอบเดินทาง เป็นเหมือนคู่หูแต่ไม่ใช่คู่รัก
มาเรียอายุยี่สิบสามเท่ากับแดน อัลฟรองซัวอายุยี่สิบสี่ ขณะที่แซมวลอายุยี่สิบห้า
ถึงจังหวะนี้สายตาทุกคู่เบนมาที่ฉัน แล้วโต๊ะทั้งโต๊ะก็พลันถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบ
“สุภาพบุรุษย่อมไม่ถามอายุสุภาพสตรี” มาเรียเอ่ยขึ้น “งั้นฉันขอถามแทนแล้วกัน”
“ยี่สิบสี่” เรนเอ่ยขึ้นกึ่งๆ เดา
“ยี่สิบห้า” แซมวลทายบ้าง
ฉันหยิบเบียร์แก้วที่หกขึ้นมาจิบ สัญญากับตัวเองว่านี่จะเป็นเบียร์แก้วสุดท้ายของค่ำคืนนี้
“ไม่ใกล้เคียงแม้แต่น้อย” คือคำตอบของฉัน
“ยี่สิบเจ็ด” อัลฟรองซัวทายบ้าง
“เธอบอกว่าไม่ใกล้เคียงแม้แต่น้อยไงเล่า” มาเรียพูดกับอัลฟรองซัว
“ขอจิบเบียร์แก้วนี้ให้หมดก่อน แล้วฉันจะบอก” ฉันเห็นภาพตัวเองกำลังยิ้มกว้าง ขณะยกเบียร์ซดจนหมดแก้ว
“สามสิบสอง เกิด 1981 ปีเดียวกับที่เจ้าหญิงไดอาน่าแต่งงานกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์”
ตอนนี้ทั้งโต๊ะเงียบกริบ
“อย่าบอกว่าพวกเธอไม่รู้จักเจ้าหญิงไดอาน่านะ” ฉันทำหน้าเลิ่กลั่กหันไปถามแดน
“รู้จักสิ” เขาบอก เฮ้อ…ค่อยโล่งใจหน่อย นึกว่าคนหนุ่มสาวพวกนี้จะไม่รู้จักตำนานเจ้าหญิงสามัญชนคนสำคัญซะแล้ว
“ว่าแต่เธออายุสามสิบสองแน่นะ” เขาถามย้ำ ทำไมยะ สามสิบสองนี่มันผิดอะไรตรงไหนเหรอ ฉันเกิดปีเดียวกับจอนจีฮุน นางเอกตำนาน “ยัยตัวร้าย” แห่งเกาหลีใต้เชียวนะ
“จริงแท้แน่นอน ฉันผ่านสงครามเศรษฐกิจโลกมา 3 ครั้งแล้วนะ วิกฤตเอเชีย 1997, วิกฤตอเมริกา 2008, และก็วิกฤตยุโรป 2011” พูดไปก็เหมือนอวด … เอ๊ะ! อวดความแก่นี่มันควรอวดตรงไหนเหรอ ช่างมันเหอะ คนสวยพูดแล้วย่อมไม่คืนคำ (เหรอ) ว่าแล้วก็ยกสาเกตรงหน้าขึ้นซดดีกว่า
“มาดื่มฉลองให้กับวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังจะผ่านไปดีกว่า เดี๋ยวทุกอย่างก็จะดีขึ้นน่า คัมไป!” เสียงจอกสาเกดวลกับแก้วเบียร์แก้วเหล้าดังกรุ๊งกริ๊ง ฉันดื่มอึกเดียวจนหมด
สาเกไม่นับว่าเป็นเบียร์ ดังนั้นถือว่าฉันไม่ได้ทำผิดสัญญาข้างต้นที่ให้ไว้แก่ตนเองในค่ำคืนนี้แต่อย่างใดนะ

ห้าทุ่ม แดนยังไม่อยากกลับบ้าน เขารบเร้าและพร่ำบ่นว่านี่เป็นคืนเลี้ยงส่งก่อนเขาบินกลับอังกฤษนะ เขากำลังจะบินกลับอังกฤษแล้ว จะไม่ได้อยู่โตเกียวอีกแล้ว ดังนั้นพวกเราทั้งหมดไม่ควรกลับบ้านในตอนห้าทุ่ม
เรนบอกว่ายังไงก็ได้ แม้จะเกรงใจโอก้าซัง หรือคุณแม่ที่ส่งไลน์มาตามทุกหนึ่งชั่วโมงก็ตามที ยังไงซะแดนก็เป็นรุ่นพี่ เคยช่วยเหลือและดูแลเรนช่วงที่อยู่อังกฤษ ที่โตเกียวนี่เรนก็เปรียบเสมือนเจ้าบ้าน เขาก็เลยปล่อยเลยตามเลย แซมวลก็พักอยู่แถวชิบูยะ ตกรถไฟก็ยังเดินกลับได้ ขณะที่มาเรียกับอัลฟรองซัวแอบเนียนโบกมือบ๊ายบายหายไปตอนไหนก็ไม่รู้ ส่วนฉันอยู่บ้านพักรวมที่เดียวกับแดน เลยเหมือนตกกระไดพลอยโจนแบบไม่มีทางเลือก
สุดท้ายงานเลี้ยงส่งก็จัดขึ้นที่คาราโอเกะจอยซาวดน์ ยี่ห้อที่จ้าง AKB48 เป็นสปอนเซอร์นั่นเอง

เรนเลือกเพลงเก่าจากยุค 70s 80s 90s เพลงพวกนี้เรนตะโกนร้องได้ถูกต้องหมดจดจนฉันตกใจ ฉันถามว่าเขาอายุแค่ยี่สิบปีแล้วไปหัดเพลงเหล่านี้มาจากไหน “ฉันชอบเพลงเก่า” เขาตะโกนใส่ไมโครโฟน ส่วนแดนเลือกร้องเพลงของเดอะบีทเทิลส์ ดูรันดูรัน และโอเอซิส ขณะที่แซมวลร้องเพลงฝรั่งเศสในตำนานหลายเพลง ส่วนคนร้องเพลงห่วยแตกอย่างฉันก็ลงท้ายด้วยการร้องเพลง (ภาคบังคับ) “วันนาบี” ของสไปซ์เกิร์ลส์
ใจจริงน่ะอยากร้อง AKB48 แต่ติดตรงที่ท่องเนื้อภาษาญี่ปุ่นไม่ได้นี่แหละ

เราเดินออกจากคาราโอเกะกันตอนตีสาม จริงๆ ถ้ายืนรออีกชั่วโมงกว่าๆ รถไฟคันแรกก็มาแล้ว แต่ตอนนั้นเราคิดอะไรกันไม่รู้ เรน-แดน-ฉัน ตกลงใจจะโบกแท็กซี่กลับบ้าน
ตอนที่เรายืนรอรถแท็กซี่กลางย่านชิบูยะนั่นเองที่แซมวลหันมาถาม
“เธอใช้ไลน์ไหมติ๊กต่อก”
“อืม”
“งั้นขอไลน์ไอดีเธอหน่อยสิ”
แล้วเราก็แอดไลน์กันตอนนั้นแหละ
“ไว้ว่างๆ ไปกินกาแฟกันนะ”
ฉันพยักหน้าไปขณะมึนๆ ในตอนตีสามนั่นเอง ก่อนจะโบกมือลาแซมวล และค่ำคืนอันยาวนานในชิบูยะ

บ้านของเรนอยู่ที่กินซ่า ส่วนบ้านพักรวมที่เราพักอยู่แถวละแวกอุเอโนะ คุณลุงแท็กซี่จึงแนะนำว่า จะขับไปกินซ่าก่อน แล้วให้เรนจ่ายเงิน จากนั้นก็ตั้งค่ามิเตอร์ใหม่ เริ่มต้นจากกินซ่าไปอุเอโนะ การทำอย่างนี้จะทำให้ค่าแท็กซี่ถูกลง ถ้าคิดมิเตอร์รวดเดียวจากชิบูยะ-กินซ่า-อุเอโนะ จะแพงหฤโหดเกินหนึ่งหมื่นเยนแน่ๆ
จังหวะนั้น สมองแต่ละคนคงมึนตึ๊บไปด้วยแอลกอฮอล์ เพราะไม่มีใครคัดค้านคุณลุง แถมยังไม่มีใครคิดจะรอขึ้นรถไฟขบวนแรกตอนเช้ามืดอีกด้วย

ฉันจำค่าแท็กซี่จากชิบูยะถึงกินซ่าไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่าระหว่างทางเรนบอกว่า เดรสสีแดงที่ฉันใส่มาคืนนี้สวยดี ฉันบอกไปว่ามันคือยี่ห้อซาร่า แบรนด์ฟาสต์แฟชั่นจากแดนกระทิงดุ ฉันชอบดีไซน์ของซาร่า แต่เอ๊ะ “ปกติซาร่าไม่ได้ดีไซน์นี่นา ก๊อบแบรนด์ไฮเอ็นด์มาอีกที” “ใช่ๆ ซาร่าไม่นับว่าดีไซน์ ดัดแปลงเขามาอีกที” เรนเห็นพ้องต้องกันกับฉัน เขารู้เรื่องแฟชั่นด้วย ฉันรู้สึกเอ็นดูเขาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
เรนลงรถไปตอนตีสามครึ่ง เราโบกมือบ๊ายบาย เรนบอกแดนว่า “เจอกันที่ลอนดอน” ส่วนฉันก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอเรนอีกเมื่อไหร่ “ขอให้สนุกกับชีวิตในโตเกียวนะ” หนุ่มโตเกียวที่กำลังจะบินกลับไปเรียนวิศวะที่ลอนดอนกล่าวทิ้งท้าย
ค่าแท็กซี่จากกินซ่าถึงบ้านพักรวมย่านเซนดากิ ราคาประมาณสี่พันเยน ฉันหารกับแดนคนล่ะครึ่ง เรามาถึงที่พักกันตอนใกล้ตีสี่ แดนมาบอกทีหลังว่า ตอนนั้นเขากลับถึงห้องก็หลับไปเลยโดยไม่ทันได้อาบน้ำ ขณะที่ฉันอาบน้ำแล้วก็ยังมีหน้าออกมาเดินเล่นดูพระอาทิตย์ขึ้น ฟากฟ้ายามตีห้าของเมืองโตเกียวดูสงบงาม มีผู้คนออกมาปั่นจักรยานตามฟุตบาททางเดินแล้ว
นี่คือเช้าวันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม ปี 2013
ฉันกลับเข้าห้องตอนเจ็ดโมงเช้า ตื่นมาอีกทีก็บ่ายโมงตรง รู้สึกมึนตึ๊บที่หัวและอยากจะอ้วก คงเป็นอาการแฮงค์ที่เกิดจากเบียร์หกแก้ว วิสกี้หนึ่ง และสาเกอีกจอกเป็นแน่
แซมวลส่งไลน์มาถามว่า “เย็นนี้ไปกินข้าวด้วยกันไหม”
ฉันพิมพ์กลับอัตโนมัติว่า “รู้สึกไม่ค่อยสบาย ไว้วันหลังนะ”
เขาตอบกลับมาทันทีว่า “ไม่ค่อยสบายเหมือนกัน ไว้วันหลังก็ได้”
นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้ข่าวจากเขา

ผู้คนในชีวิต นอกจากจะเป็นเรื่องของโชคชะตา เคมีที่ใช่แล้ว มันยังเป็นเรื่องของจังหวะเวลาอีกต่างหาก
โตเกียวเป็นเมืองใหญ่ และฉันต้องเจอผู้คนอีกมากมายนับจากนี้ ในบรรดาผู้คนทั้งหมดที่เราต้องพานพบ เราผูกมิตรไม่ได้ทุกคน รักไม่ได้ทั้งหมด และสำหรับคนบางคน…เดี๋ยวเราก็ (ต้อง) ลืม

ชีวิตคือส่วนผสมของสิ่งเหล่านั้น…ลืมและจำ
จังหวะเวลาที่ใช่ และจังหวะเวลาที่ผิด
ค่ำคืนหนึ่งในชิบูยะ สอนฉันอย่างนั้น

[TOKYO 2013] #9

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหาถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป (เช่นตอนนี้) ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

10702150_10152417274733235_7331273802936016948_n

This is not a story about Tokyo.
It is the story about people I met in Tokyo

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#9: สน คนเวียดนามในญี่ปุ่น

สนไม่ใช่มนุษย์คนแรกในแชร์เฮ้าส์ที่ฉันพบ แต่ฉันก็ได้เจอสนตั้งแต่วันแรกที่ย้ายเข้าซากุระเฮ้าส์ ฉันเจอสนที่ห้องครัว
สนมาจากโฮจิมินห์ เวียดนาม พักอยู่ห้อง 103 อันเป็นห้องข้างๆ ฉัน ห้องของสนมีสองเตียงนอน สนแชร์ห้องพักนี้ร่วมกับหนุ่มอเมริกันพูดน้อยอีกคน
สนทำงานในบริษัทญี่ปุ่น คงสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ในระดับดีแหละมั้ง แต่ภาษาอังกฤษของสนไม่ดีเท่าไหร่ เวลาฉันคุยกับสน เราเลยคุยกันเป็นคำๆ ไม่สนใจแกรมม่าร์อันสวยหรูแม้เพียงนิด เพราะถึงพูดยาวไป ก็ใช่ว่าจะเข้าใจกันได้หมดอยู่ดี
“ไอไลค์ไทยมูฟวี่” สนพูดในวันหนึ่งตอนที่เรานั่งกินข้าว (จานใครจานมัน) อยู่ในครัว

สนไม่ได้พูดเอาใจไปงั้นๆ เพราะเห็นว่าฉันเป็นคนไทย สนชอบดูหนังและละครไทยจริงๆ เรื่องที่สนชอบดูมากๆ ดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ “พี่มากพระโขนง” ที่มาริโอ้ เล่นกับใหม่ ดาวิกา นั่นแหละ ฉันเคยขอให้สนส่งลิงก์ออนไลน์หนังเรื่องนี้มาให้ฉัน สนส่งมาให้ทางอีเมล มันเป็นลิงก์ออนไลน์ของเวียดนาม นักแสดงพูดไทยอยู่บนจอ (ฉันฟังออก) และมีซับภาษาเวียดอยู่ข้างล่าง (อันนี้ฉันอ่านไม่เข้าใจ)
เวลาสนเปิดดู “พี่มากฯ” สนจะหัวเราะเสียงดังลั่นแชร์เฮ้าส์เลย สนคงชอบหนังเรื่องนี้มากจริงๆ

ฉันไม่เคยถามว่าทำไมสนถึงมาทำงานที่โตเกียว ไม่ใช่ว่าฉันไม่สนใจไยดีพ่อหนุ่มจากดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนนี้หรอก แต่พอฉันอ้าปากพูดภาษาอังกฤษกับสนทีไร เราจะลงท้ายด้วยอาการงงเต๊กกันทั้งคู่ทุกที คำถามอะไรที่ยากกว่าการถามว่า “เนื้อไก่นี่ซื้อที่ซุปเปอร์ไหนถูกกว่ากัน” “ไข่แพ็กขาวหรือแพ็กสีเนื้อนวลแบบไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน” หรือ “ผักนี่ถ้าซื้อเยอะๆ ควรไปซื้อที่ไหน” มักเป็นคำถามต้องห้ามสำหรับพวกเรา
เราเจอกันครั้งแรกที่ห้องครัว และเราก็มักจะคุยกันแต่เรื่อง “ทำครัว” นี่แหละ

สนเป็นคนแนะนำให้ฉันไปซื้อผักปลาที่ตลาดยานากะ ตอนนั้นฉันยังไม่รู้จักตลาดแห่งนี้ สนบอกว่า ซุปเปอร์ที่นั่น ราคาถูกกว่าซุปเปอร์ใกล้บ้านเรา
สนมักหอบซี่โครงหมู ปลาตัวโตๆ ผักต้มซุปชิ้นใหญ่ๆ มาจากที่นั่นเสมอ

นอกจากชอบทำกับข้าว ชอบดูหนังไทย (ออนไลน์) สนยังชอบคุยโทรศัพท์เป็นภาษาเวียดนามกับทางบ้านบ่อยๆ
สนโทรกลับบ้านทุกวัน อย่างน้อยทุกค่ำเวลาสนกลับจากที่ทำงาน ฉันต้องได้ยินเสียงสนคุยโทรศัพท์ดังลั่นในห้องครัว
เท่าที่สังเกต (จากการที่ฉันมีเวลาว่างมากในช่วงสัปดาห์แรกๆ) สนไม่ค่อยไปเที่ยวไหน เสาร์อาทิตย์ สนก็มักจะขลุกตัวอยู่ในครัว เปิดทีวีรายการญี่ปุ่นดูเพื่อฝึกฝนภาษา ดูหนังออนไลน์จากแลปท็อป หรือไม่ก็ไปซื้อของที่ตลาดยานากะ
ฉันคิดว่าสนมาอยู่ที่โตเกียวก็เพื่อทำงานจริงๆ คงเป็นการทำงานเพื่อครอบครัวนั่นแหละ

สนเคยไปเที่ยวเทศกาลอะไรสักอย่างของหน้าร้อนกับเพื่อนร่วมงานเหมือนกัน เขาพูดอะไรสักอย่างว่าเสาร์นี้เขาจะไปเที่ยว ท่าทางของเขาดูตื่นเต้นในตอนที่พูด
ตอนที่ฉันบอกกับสนว่าฉันจะย้ายออกตอนสิ้นเดือนกันยายน สนทำหน้าเศร้า จริงๆ เราไม่ได้รู้จักสนิทสนมอะไรกันมาก แต่มันเป็นเหมือนความคุ้นเคย ที่มักจะได้เจอกันในห้องครัวทุกวันหยุดสุดสัปดาห์
หลังฉันย้ายออกจากบ้านไปได้หนึ่งสัปดาห์ ฉันส่งอีเมลหาสน ขอบคุณสำหรับคำแนะนำในการทำครัว เคล็ดลับหลายข้อในการซื้อข้าวปลาราคาถูก ที่เขาเคยบอกไว้ เขาส่งอีเมลตอบกลับมาว่า ห้องครัวเงียบไปเลยตั้งแต่ฉันย้ายออก แต่เขาก็กำลังจะย้ายออกเช่นกัน
เขากำลังจะกลับไปทำงานที่โฮจิมินห์ เวียดนาม

ขณะที่เขียนเรื่องนี้อยู่ (ปลายฤดูร้อนปี 2014) ฉันเพิ่งได้รับอีเมลจากสนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
เขายังอยู่ที่โฮจิมินห์ แต่ก็อาจย้ายกลับมาที่โตเกียวอีกรอบ…มันเป็นเหตุผลเรื่องงานล้วนๆ เหตุผลเรื่องเศรษฐกิจการกิน
คนเราทำงานก็เพื่อจะได้กินข้าวให้อิ่มท้อง นอนให้หลับ และดูแลครอบครัวให้ได้ดี

สนทำให้ฉันคิดถึงความฝันที่แตกต่างของผู้คนบนโลก ในมหานครใหญ่ๆ เช่นโตเกียว ลอนดอน นิวยอร์ก ผู้คนเดินทางมาเพื่อถักทอความฝันบางอย่าง บ้างยิ่งใหญ่ บ้างมีขนาดกลาง บ้างก็เป็นความฝันเรียบง่ายไม่ซับซ้อน
ปาร์คยูชอน หนึ่งในสมาชิกรุ่นก่อตั้งของโทโฮชินกิ เคยพูดไว้ครั้งหนึ่งว่า ความฝันอันนึงของเขาคือการทำให้ครอบครัวได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากัน – ครอบครัวของเขาแตกแยกหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997
ยูชอนทำงานอย่างหนัก เขาสร้างบ้านหลังแรกในวัย 24, บ้านสวยงามกลางกรุงโซล บ้านที่เขาฝันไว้ว่า พ่อ แม่ น้องชาย และเขา จะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากัน
สำหรับคนบางคน ความอยู่ดีกินดีของคนในครอบครัว คือความฝันของเขา
“นั่นแหละที่ทำให้การศึกษาเรื่องนโยบายสาธารณะเป็นสิ่งสำคัญ มันเกี่ยวข้องกับความฝันของคน” ฉันตอบแดนไปในเย็นวันหนึ่ง ตอนที่เขาถามว่า นโยบายสาธารณะเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง

ฉันไม่เคยถามสนว่าความฝันของเขาคืออะไร
ฉันแค่ตอบกลับอีเมลเขาไปว่า “ดีใจที่ได้ยินว่าเธอสบายดี”
ก่อนลงท้ายว่า
“และหวังว่าจะได้เจอกันอีกที ที่โตเกียว

[TOKYO 2013] #8

 

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหาถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป (เช่นตอนนี้) ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

10660365_10152410114098235_2938704973476227636_n

 

This is not a story about Tokyo.
It is the story about people I met in Tokyo

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#8: ฮารูกิ มูราคามิ ผู้มีวินัยแสนน่าทึ่ง

เพียงสัปดาห์แรกที่มาอยู่โตเกียว ฉันก็เก็บกวาดมิชชั่นทูดูลิสต์ที่ต้องทำได้อย่างครบถ้วน – ย้ายเข้าแชร์เฮ้าส์ ไปแจ้งลงทะเบียนย้ายเข้าเขต (ตามกฎหมายญี่ปุ่น) เปิดบัญชีธนาคารไว้รองรับเงินทุนค่าเล่าเรียน เปิดเบอร์มือถือเพื่อใช้ติดต่อ ไปดูคอนเสิร์ต ศึกษามารยาทว่าด้วยการแยกขยะ รวมถึงตามหาบ้านใหม่ที่จะอยู่ยาวนานไปอีกสองปี
พอสัปดาห์ที่สอง ฉันจึงขอทำตามความฝันเพ้อเจ้อไร้สาระที่วางแผนเอาไว้, ฉันขอไปสะกดรอยตาม ฮารูกิ มูราคามิ

ความสัมพันธ์ของฉันกับนักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่นคนนี้ ไม่ได้เริ่มต้นอย่างหวานแหวว แต่เริ่มต้นอย่างน้ำเน่า
เรา (ฉันคนเดียวมากกว่า) เริ่มต้นด้วยความหมั่นไส้

หลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งได้ไม่นาน ฉันย้ายเข้าไปเรียนต่อในเมืองกรุงฯ ช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจไทยยังไม่สดใสนัก แต่หลากหลายสื่อสิ่งพิมพ์กลับสร้างสรรค์งานน่าสนใจออกมาหลายชิ้น นั่นรวมถึง ผลงานแปลจากนวนิยายต่างประเทศ
ชื่อของฮารูกิ มูราคามิ ถูกพูดถึงในวงนักอ่านและนักวิชาการ, อย่างให้ความสำคัญ จนชวนหมั่นไส้
มันน่าอายที่จะยอมรับ แต่ฉันก็หมั่นไส้เขาก่อนจะได้อ่านงานเขาเสียอีก

แล้วพล็อตน้ำเน่าระหว่างเราสองก็ดำเนินต่อไป
ในวัย 22 ฉันตัดสินใจซื้อนวนิยายเรื่องแรกในชีวิตของเขามาอ่าน ฉันแค่ไม่อยากเป็นคนที่เอ่ยปากพล่อยๆ ว่าไม่ชอบใคร ก่อนที่จะได้รู้จักเขาจริงๆ
งานเขียนของใครคนหนึ่ง บอกความเป็น “เขา” ไม่ได้ทั้งหมด, เอาเข้าจริงๆ เราก็ไม่มีวันรู้จักใครได้อย่างถ่องแท้หรอก แต่การไม่ด่วนตัดสิน น่าจะดีกว่า
แล้ว “สดับลมขับขาน” หรือ Hear The Wind Sing ผลงานเขียนเรื่องแรกที่เขาเริ่มต้นเขียนตอนอายุ 29 ก็เล่นงานฉันเสียอยู่หมัด
ฉันตกหลุมรัก (งานเขียนของเขา) ในวัย 22 และสิบปีต่อมา ผู้หญิงวัย 32 อย่างฉันก็ตัดสินใจหันเหมาเป็นนักสะกดรอย
กลางกรุงโตเกียว

ฤดูใบไม้ผลิ ปี 1978 ที่สนามเบสบอลจิงงุ – บ้านของทีมโตเกียว ยาคูลต์ สวอลโลวส์ – บนที่นั่งในเขตเอาต์ฟิลด์ ท่ามกลางท้องฟ้าแจ่มใสและเบียร์เย็นเฉียบ หลังเห็นเดฟ ฮิลตัน ตีลูกดับเบิล ระหว่างเกมที่สวอลโลวส์แข่งกับฮิโรชิมา คาร์ป ฮารูกิ มูราคามิ ก็เกิดความรู้สึกอยากเขียนนวนิยายด่วนกะทันหัน หลังเกมนัดนั้น เขาเดินทางไปยังร้านหนังสือคิโนะคุนิยะในชินจูกุ ซื้อกระดาษต้นฉบับมาปึกหนึ่งกับปากกาหมึกซึมเซลเลอร์ ราคาประมาณพันเยน จากนั้นก็เริ่มเขียนด้วยลายมือ หน้าละสี่ร้อยอักษร สองร้อยหน้า ออกมาเป็นนวนิยายชิ้นแรกในที่สุด
ฟังดูเป็นความสำเร็จที่ได้มาง่ายดายชะมัด แต่ในระหว่างเขียน ชีวิตเขายังต้องบริหารจัดการบาร์แจ๊ซแถวสถานีเซนดะกะยะ เขาบอกไว้ในหนังสือบันทึกการวิ่ง What I Talk About When I Talk About Running ว่าเขาใช้เวลาหลังบาร์แจ๊ซปิดทำการ นั่งเขียนในครัวจนถึงเช้า รักษาวัตรปฏิบัติเช่นนั้น จนกระทั่งเขียนเสร็จ
เขาก่อร่างงานเขียนด้วยสิ่งที่เรียกว่า “วินัย”

นอกจากเป็นนักเขียน มูราคามิยังเป็นนักวิ่ง เขาเริ่มต้นวิ่งในวัย 33 เอาจริงเอาจังจนได้ร่วมแข่งมาราธอนและไตรกีฬาในเวลาต่อมา ในวันที่ 23 มิถุนายน ปี 1996 เขาเสร็จสิ้นอัลตร้ามาราธอนแรก วิ่ง 100 กิโลเมตรรอบทะเลสาบซะโรมะในฮอกไกโด ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาด้วยปาฏิหาริย์ แต่ได้มาด้วยสิ่งเดียวกับที่เขาใช้เขียนหนังสือ, “วินัย”

ฉันไม่มั่นใจในการรักษาวินัยตัวเอง แต่ถ้าเป็นไปได้ ฉันไม่อยากเป็นคนไม่รักษาสัญญา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง
เมื่อไปถึงโตเกียว ฉันจะต้องไปเยือนสนามเบสบอลจิงงุให้ได้
ฉันอยากอยู่ในเกมที่ผู้ชมโห่ร้อง ถือเบียร์เย็นเฉียบ ท่ามกลางท้องฟ้าแจ่มใส แบบเดียวกับที่มูราคามิเคยทำ

สนามเบสบอลจิงงุ อยู่ไม่ไกลจากย่านฮาราจูกุ และโอโมเตะซานโด เพียงนั่งรถไฟโตเกียวเมโทรจากสถานีโอโมเตะซานโด 1 ป้ายไปลงที่สถานีไกเอ็นมาเอะ แล้วเดินต่ออีกไม่เกิน 5 นาทีก็ถึงแล้ว วันนี้ทีมยาคูลต์ สวอลโลวส์ มีแข่งกับทีมร่วมเมืองโตเกียวอย่าง โยมิอุริ ไจแอนท์ส ในเวลา 18 นาฬิกา แต่ความที่กลัวตั๋วจะโซลด์เอาท์ ฉันจึงตื่นมาทำเบนโตะหนึ่งกล่อง ออกจากบ้านตอน 11 โมง วันนี้เป็นวันทำงานของแดน ฉันเลยมาที่สนามโดยไม่ได้เอ่ยปากชวนเขา
อาจเพราะเป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อน แม้จะยังไม่เที่ยงวัน แต่รอบสนามก็มีเด็กวัยรุ่น รวมถึงชายหนุ่มและหญิงสาวหน้าแฉล้มนั่งรอยืนรออยู่รอบสนามเป็นจำนวนมาก
ว่ากันว่าเบสบอลเป็นกีฬายอดฮิตของชาวญี่ปุ่น ถึงตอนนี้ฉันยังไม่กล้ายืนยัน แต่ความคึกคักรายรอบสนามตั้งแต่ก่อนเที่ยง ก็ทำให้ฉันรู้สึกถึงความคลั่งไคล้ใหลหลง
ฉันชอบคำว่า “คลั่งไคล้” , หลายคนมักตีความหมายคำนี้ไปในเชิงลบ แต่ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีสีสัน คนเราเกิดมาควรได้คลั่งไคล้อะไรสักอย่าง ลุ่มหลงในบางสิ่ง ให้หัวใจได้สูบฉีดเลือดได้เต็มที่ ร้องไห้ให้เต็มเสียง หัวเราะให้เต็มปอด ให้ได้รู้สึกถึงคำว่า “ชีวิตชีวา”
, เพียงแต่ว่า ก็อย่าล้ำเส้นจนเกินไป

ฉันเดินไปที่เคาน์เตอร์ขายตั๋ว เอ่ยปากเป็นภาษาอังกฤษว่าขอตั๋วฝั่งทีมสวอลโลวส์ โซนเอาต์ฟิลด์ เจ้าหน้าที่บอกว่าก็เหลือแค่โซนนี้นั่นแหละ ตั๋วที่นั่งชัดแจ่ม โซนดีๆ (และราคาแพง) ขายหมดนานแล้ว
สรุปฉันได้ตั๋วมาในราคา 1,500 เยน (ราวๆ 500 บาท) ประตูจะเริ่มเปิดในเวลา 16.30 น.

เหลือเวลาอีกมากกว่า 5 ชั่วโมง ฉันตัดสินใจเดินสำรวจรอบๆ สนาม – ดินแดนถิ่นเกิดของทีมสวอลโลวส์ ทีมในดวงใจของมูราคามิ
“สวอลโลวส์” แปลว่านกนางแอ่น มาสคอตของทีมคือนกชนิดนี้ ตัวสีดำ ใบหน้าสีแดง สวมหมวกสีน้ำเงิน สีแดงกับน้ำเงินยังถือเป็นสีประจำทีมด้วย แต่เสื้อเชียร์ของทีมคือสีเขียว
สนามเบสบอลจิงงุ ตั้งอยู่ในสวนเมจิ เป็นเขตสวนใจกลางเมืองที่รวบรวมสนามกีฬาไว้นานาประเภท ตั้งแต่สนามกอล์ฟ ไอซ์สเก็ต คอร์ตเทนนิส สนามรักบี้ ไปจนถึงสนามกีฬาแห่งชาติขนาดใหญ่ บริเวณรอบสวนจะมีทางวิ่งที่จัดไว้ให้นักวิ่งโดยเฉพาะ ความพิเศษคือทางวิ่งที่นี่เป็นทางราบที่มีมาร์กเกอร์เขียนบอกระยะทางทุก 100 ทำให้สะดวกต่อการกำหนดจังหวะวิ่ง ระยะวิ่งหนึ่งรอบโดยสมบูรณ์ของโซนวิ่งคือ 1,325 เมตร หากอยู่โตเกียว มูราคามิจะชอบมาวิ่งที่นี่
ดูเหมือนชีวิตของเขา มักเกี่ยวพันกับพื้นที่รายรอบสนามจิงงุเสมอ

ความที่สนามแห่งนี้อยู่ใกล้กับย่านโอโมเตะซานโดและฮาราจูกุ ฉันจึงใช้เวลายามบ่าย ถือกล่องเบนโตะไปนั่งกินแถวย่านนั้น โอโมเตะซานโดกับฮาราจูกุถูกเชื่อมกันด้วยถนนเลนกว้างที่เต็มไปด้วยต้นไม้สองข้างทาง ตรงโซนโอโมเตะซานโดจะมีร้านแบรนด์เนมระดับโลกตกแต่งสวยงามอวดโฉมอยู่ ขณะที่เมื่อเข้าสู่เขตฮาราจูกุ ร้านค้าจะค่อยๆ เยาวัยและราคาย่อมเยาลง แต่ทั้งสองย่านที่ต่อเนื่องกันนี้ล้วนเต็มไปด้วยพลังงานอันพลุกพล่าน และแน่นอน…พลังเงินตรา
หลังจากตระเวนชมโฉมร้านเอชแอนด์เอม ซาร่า แก๊บ ฟอร์เอฟเวอร์ทเวนตี้วัน บลาๆๆ แวะร้านขายยาขนาดใหญ่ที่มีเคาน์เตอร์เอสเคทูลดราคาวางขายอยู่ เมียงมอง เกิดกิเลส และดับกิเลสตนเองเสร็จ ฉันก็มาหยุดยืนจ้องคนที่เดินผ่านไปมาหน้าโอโมเตะซานโดฮิลล์ ตึกดีไซน์สวยบาดตาที่เต็มไปด้วยร้านค้ามีรสนิยม (และราคาแพง) ผู้คนในย่านแห่งนี้ทำให้ฉันสงสัยเสมอว่า พวกเขาทำมาหากินด้วยอาชีพอะไร ทำไมจึงมีพลังจับจ่ายสูงขนาดนี้ มีความลับอะไรในชีวิตที่พวกเขารู้ แล้วเราไม่รู้บ้างนะ ทำไม และทำไม
นาฬิกาบอกเวลา 16.00 น. ฉันควรกลับไปยังสนามเบสบอลจิงงุได้แล้ว

ทันทีที่โผล่พ้นสถานีไกเอ็นมาเอะ ฟุตบาทในตอนกลางวันที่ปราศจากร้านค้า ตอนนี้เต็มไปด้วยแผงขายเบียร์เย็นๆ ชุดข้าวเบนโตะ รวมถึงของปิ้งย่าง ขณะที่คลื่นผู้คนก็หลั่งไหลมาจากไหนไม่รู้ บ้างเดินมาเป็นครอบครัว พ่อแม่ลูก บ้างมากันเป็นหมู่คณะหนุ่มสาว เหล่าซาลารีแมนมีให้เห็นบ้างแล้ว ถ้าค่ำกว่านี้คงมีจำนวนมากมายกว่าเดิม
ตั้งแต่เด็กเล็กยันคุณตาคุณยายสูงวัย ตั้งแต่คนที่ดูมีฐานะการเงินมั่งคั่งไปจนถึงผู้คนหาเช้ากินค่ำ ผู้คนหลากหลายเหล่านี้ล้วนกำลังปรากฏกายและรวมตัวโห่ร้องกันในสนามเบสบอล
ฉันแวะซื้อของทอดราคาสามร้อยเยน และเบียร์เย็นเฉียบราคาสองร้อยห้าสิบเยนจากด้านหน้าสนาม ก่อนค่อยๆ เดินตามคลื่นคนเข้าไป
สนามจิงงุเป็นสนามแบบเปิดโล่ง โซนเอาต์ฟิลด์ไม่มีหมายเลขที่นั่งระบุไว้ ใครใคร่นั่งไหนก็นั่งกันไป ฉันเลือกที่นั่งโซนสูงสักหน่อย ถึงยังไงฉันก็ดูเบสบอลไม่เข้าใจอยู่แล้ว ที่ถ่อมาที่นี่ก็เพราะอยากเสพบรรยากาศ อยากเห็นภาพว่าท้องฟ้าแบบไหน สายลมแบบใด และเบียร์เย็นๆ แบบไหน ที่สร้างแรงบันดาลใจให้มูราคามิอยากเขียนหนังสือ
โซนที่ฉันนั่งอยู่ เป็นโซนที่อยู่ติดกับกองเชียร์ทีมคู่แข่งอย่างไจแอนท์ส สีประจำทีมของพวกเขาคือสีส้ม ขณะที่โซนกองเชียร์ (อย่างจริงจัง) ของทีมสวอลโลวส์อยู่อีกฝั่งหนึ่งของสนาม ห่างไกลจากฉันอยู่มากโข แต่ถ้าเพ่งดีๆ จะมองเห็นท้องทะเลของร่มพลาสติกสีเขียวและสีฟ้าอยู่ตรงนั้น
เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของกองเชียร์สวอลโลวส์ที่มักจะชูร่มและร้องเพลงเชียร์ในเวลาที่ทีมตัวเองทำแต้มได้
จริงๆ แล้วทีมไจแอนท์สเป็นทีมที่ถือว่าดังกว่า ระดับใหญ่กว่า (ตามชื่อ) และเม็ดเงินสนับสนุนก็เยอะกว่า (มาก)
แต่เวลาเราเลือกจะหลงรักทีมทีมหนึ่ง มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า ทีมนั้นจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน มันน่าจะเป็นเรื่องของเคมีที่ใช่ จังหวะที่เหมาะ และเรื่องทำนองว่า “ก็ถูกใจน่ะ”
ผู้คนในสนามเกือบๆ สี่หมื่นคน ในจำนวนนี้ สามหมื่นคนน่าจะเป็นกองเชียร์ทีมสวอลโลวส์เจ้าถิ่น (แน่นอนอยู่แล้ว)
เบสบอลในญี่ปุ่น จะเริ่มแข่งช่วงปลายเดือนมีนาคมของทุกปี และสิ้นสุดในช่วงกลางเดือนตุลาคม
ส่วนความถี่ก็คือ แข่งกันทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละมากกว่าหนึ่งครั้ง
ฉันไม่รู้ธรรมเนียมกติกานัก รู้แต่ว่า แต่ละครั้งจะมีฝั่งขว้างบอล กับฝั่งตีลูก ฝั่งตีจะได้คะแนนถ้าตีโดนลูกและวิ่งไปจนครบสี่ฐาน (เบส) หรือถ้าตีโฮมรันได้ กองเชียร์ก็เตรียมร้อง “เฮ” กระโดดตีใจได้เลยล่ะ
แต่โฮมรันก็ไม่ใช่การตัดสิน เพราะคะแนนที่ได้จากการตีโฮมรัน ก็ไม่แตกต่างจากคะแนนที่ได้มาเมื่อตีโดนแบบปกติ
วันนั้นทีมไจแอนท์ส ทำโฮมรันได้หลายครั้ง,แต่พวกเขาก็ยังแพ้

เกมจบลงเมื่อใกล้ๆ สามทุ่มเชียวแน่ะ แฟนๆ ทยอยเดินออก บ้างรีบดิ่งตรงไปยังสถานีรถไฟ บ้างยืนอ้อยอิ่งอยู่ข้างสนาม
ตรงมุมที่ฉันเดินออกมา มีแฟนวัยรุ่นสาวและหนุ่มจำนวนมาก ยืนจับกลุ่มรอดูขวัญใจพวกเขา
นักเบสบอลผู้มีชื่อเสียงของทีมไจแอนท์ส จะต้องมารอรับรถตรงนี้
ซีเคียวริตี้การ์ดมายืนขวางกางกั้นเป็นจำนวนมาก พร้อมๆ กับเริ่มนำแผงกั้นมากั้นถนนรอบสนามไว้ แถมประกาศเตือนไม่ให้แฟนคลับพุ่งออกมาที่ถนน
รถสปอร์ตของใครสักคนจอดลงตรงหน้าฉัน แค่ห้าเมตรเท่านั้น แต่ระหว่างเรามีแผงกั้นคอยกั้นกางอยู่
คนขับรถเดินออกมาเปิดประตูตรงคนขับค้างไว้ แล้วทันใดนั้น ใครสักคนก็เดินออกมาจากห้องพักข้างสนาม แฟนเบสบอลตรงนั้นเริ่มตะโกนเรียกชื่อเขา แต่มันไม่ใช่เสียงกรีดร้องแบบที่คุณจะดูถูกมันได้ พวกเขาแค่ร้องออกไปว่า “ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร, กัมบัตเต, สู้ต่อไปนะ สู้ต่อไป”
ไอ้หนุ่มนักเบสบอลนั่นไม่ได้หันมามองแฟนคลับ ทั้งยังไม่แม้แต่พยักหน้ารับรู้ข้อความนั้นสักนิด
เขาก้าวขึ้นรถสปอร์ตด้วยใบหน้าเรียบเฉย และก็ขับรถจากไป

เหตุการณ์แบบเดียวกัน เกิดเวียนซ้ำไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง
รถราคาแพงแบบเดิม วนมาจอดตรงหน้าฉัน (และเหล่าผู้คนที่ยืนอ้อยอิ่งอยู่ตรงนั้น) เสียงตะโกนให้กำลังใจดังขึ้น “ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร” นักเบสบอลหนุ่มไม่แยแสหรือไม่แม้แต่สนใจคำตะโกนนั้น เขาก้าวขึ้นรถและขับออกไป

ฉันคิดถึงฮารูกิ มูราคามิ – ในฐานะนักเขียน
ทุกวันนี้ มูราคามิอายุ 69 ปี (ปี 2018) เลยวัยเกษียณแต่ยังคงทำงานเขียนไปพร้อมๆ กับออกวิ่งทุกวันอย่างเอาจริงเอาจัง และแม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก แต่เขากลับไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณะนัก การปรากฏกายอย่างเป็นทางการต่อหน้าแฟนหนังสือครั้งล่าสุดคือ 7 พฤษภาคม 2013* ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ถือเป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณชนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในรอบ 18 ปีทีเดียว เขากล่าวติดตลกในวันนั้นว่า ไม่ใช่เพราะเขาป่วยทางจิตหรือมีจ้ำช้ำเต็มตัวหรอก แต่เขาคิดว่างานอันแท้จริงของนักเขียนก็คือเขียน และเขาอยากมุ่งมั่นกับงานอันแท้จริงก็เท่านั้น

(*หมายเตุ : เวลาที่เริ่มต้นเขียนบทความนี้คือเดือน กันยายน 2014)

สำหรับนักเบสบอลมืออาชีพ งานอันแท้จริงของพวกเขาก็คงอยู่ที่สนามซ้อม – ซ้อมให้หนัก,และอยู่ที่สนามแข่งขัน – เล่นให้จริงจัง
และรักษาวินัยให้ได้
หาใช่การต้องทำตัวเฟรนด์ลี่นอกสนามแข่งกับแฟนคลับ (แต่ถ้าทำได้ มันก็ดีแหละนะ)

“ไม่เป็นไรนะ สู้ต่อไปนะ” แม้จะเดินห่างจากจุดจอดรถนั้นมา 100 เมตรแล้ว แต่ฉันก็ยังได้ยินประโยคเหล่านั้น แว่วลอยเข้าหูอยู่

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากการเป็นแฟนเกิร์ลของมูราคามิก็คือ “วินัยคือสิ่งจำเป็น”
สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากการผ่านโลกมา 32 ปี…และยังไม่เฉียดใกล้ความสำเร็จแม้เพียงนิดเลยก็คือ
“ฉันยังมีวินัยไม่มากพอ”

ท้องฟ้ายามสามทุ่มในหน้าร้อนของเมืองโตเกียวสว่างสดใส พระจันทร์ส่องสว่าง ลมเย็นเฉียบพัดผ่านมา
“กัมบัตเต สู้ต่อไป”
นี่คือประโยคเรียบง่ายที่คนญี่ปุ่นมักเลือกใช้ และโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว, นี่คือประโยคที่อีกสองปีถัดมา ฉันพกพาติดตัวเสมอ เพื่อใช้ปลุกปลอบขวัญตัวเอง ในวันที่ต้องผจญภัยหนักๆ
ในชั้นเรียนปริญญาโท กลางกรุงโตเกียว

ฉันจะรักหรือเกลียดตัวเองก็ได้ แต่ฉันเลือกอย่างแรก

เสมือน Prologue ของหนังสือ

“ซากุระ, ซาโยนาระ

ฉันเขียนสิ่งนี้ขึ้นเมื่อ 30 เมษายน ปีเฮย์เซย์ 27 (2015) เป็นช่วงเดียวกับที่เริ่มต้นเขียนบทแรกๆ ของหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” ค่ะ ในแง่หนึ่ง สิ่งนี้จึงเป็นคล้ายกับ Prologue เช่นกัน

“ฉันจะรักหรือเกลียดตัวเองก็ได้,

แต่ฉันก็เลือกอย่างแรกอยู่ดี”

ฉันเพิ่งอายุ 34 ไปเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว อายุเท่ากับตอนที่อุทิศ เหมะมูล ได้รางวัลวรรณกรรมซีไรต์จากนวนิยายที่ทำเอาหัวใจฉันหยุดนิ่งไปหลายวันเมื่ออ่านจบอย่าง “ลับแล, แก่งคอย”, อายุมากกว่าตอนที่มูราคามิ ตัดสินใจวิ่งเและเป็นนักเขียนเต็มตัว, และแน่นอน … ฉันอายุมากกว่าเจ้าชายวิลเลียม (ที่มีลูกแล้ว) และปาร์คยูชอน (ที่ยังไม่มีลูก)

ฉันเพิ่งไปอ่านที่พี่บรรณาธิการบริหารคนหนึ่งซึ่งเกิดในช่วงเดือนเมษายนเช่นกัน เขียนถึงการก้าวเข้าวัย 42 ปีเต็มของเธอว่า ยิ่งอายุมากขึ้น เธอยิ่งรู้สึกเหมือนได้รับพร เธอมีลูกชายและลูกสาวน่ารักอย่างละคน แต่เธอก็ยังชอบดอกไม้ เธอยังช่างฝันและช่างรู้สึก พร้อมๆ กันนั้นเธอไม่ปฏิเสธว่าเธอมีมุมอ่อนแอ เธอเป็นบรรณาธิการนิตยสารผู้หญิง การเขียนคือหนึ่งในหน้าที่ของเธอ และเธอเลือกจะเขียนเปิดเปลือยประสบการณ์ชีวิตของเธอบ่อยครั้ง ฉันชอบตรงที่เราได้เห็นมุมไม่สมบูรณ์แบบของเธอ ความหวั่นไหวเล็กๆ น้อยๆ ที่โผล่เข้ามา ความไม่มั่นใจในตนเองที่ปรากฏกายในบางครั้ง … ฉันรักข้อความที่เธอเขียน แต่ฉันไม่แน่ใจนักว่า ฉันจะกล่าวได้เต็มปากว่า ฉันรู้สึกได้รับพรกับอายุที่มากขึ้น

ในวัย 34 หน้าฉันเต็มไปด้วยริ้วรอยกระที่มาจากแดดจ้าที่สะสมมาตั้งแต่วัยมัธยม ฉันเริ่มต้นเรียนปริญญาโทใบแรก และคาดหวังกับตัวเองว่าจะจบในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ การเรียนปริญญาโทหนนี้ทำให้คนที่สายตาเฉียบคมตลอดชีวิตอย่างฉันเริ่มสายตาสั้น เรื่องชวนหวั่นใจที่สุด ฉันเป็นต้อเนื้อที่ตา มันทำให้ตาดูแดงๆ เหมือนคนสุขภาพไม่ดี … ฉันไม่ได้มีสายตาสดสวยสดใสแบบที่ฉันเคยมีในวัย 28 อีกแล้ว หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ เพื่อนที่อายุ 28 มองตาฉัน แล้วถามว่าทำไมตาดำของฉันเหมือนจะระเบิดออกมา ฉันตอบว่า มันไม่ได้จะระเบิด มันแค่มีต้อเนื้อ ฉันหาหมอโรงพยาบาลตาเอกชนชื่อดังของไทยแล้ว เขาบอกว่า นี่แค่ขั้นเบาะๆ มันไม่ร้ายแรงเลย ถ้ามันแดงมากกว่านี้ค่อยไปลอกออก หมอทำเหมือนมันไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโต แต่กับเพื่อนๆ วัยที่เด็กกว่าฉัน พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมตาฉันถึงมีต้อ ฉันบอกพวกเขาว่า ตอนฉันอายุเท่าพวกเขา ฉันก็ไม่เคยคิดว่าตาฉันจะเป็นต้อเนื้อหรอก

ฉันไม่เคยคิดว่าจะมีความไม่สมบูรณ์แบบของร่างกายเกิดขึ้นได้มากมายเมื่อเราอายุมากขึ้น

ฉันคิดถึงตัวเองในวัย 28 ช่วงที่บ้าทำงาน ไปเล่นโยคะร้อน สลับกับนัดสัมภาษณ์บุคคลสำคัญต่างๆ มันเป็นช่วงที่เคยมีคนมาเจอฉันแล้วบอกว่า ฉันดูสดใสจัง ผิวผ่องจนเขาถามว่าฉันไปทำอะไรมา ฉันเริงร่า ฉันเปี่ยมพลัง มันเคยเป็นแบบนั้น …

ไม่สิ มันยังเป็นแบบนั้นอยู่

อะไรคือสิ่งที่ฉันค้นพบในวัย 34 … ไม่ยิ่งใหญ่เท่าที่ศาสดาแห่งศาสนาหลักของคนไทยค้นพบหรอก ปลายปีที่แล้ว ฉันค้นพบสิ่งสำคัญมากๆ ว่า คนเราเปลี่ยนใจได้เสมอ … คุณรู้มาก่อนแล้วใช่ไหม? ฉันไม่เคยรู้เลย ฉันเป็นผู้หญิงดราม่าควีนเซื่องๆ อย่างอังศุมาลิน ที่ยึดมั่นกับคำสัญญาที่ให้ไว้กับวนัสนั่นแหละ ฉันคิดเสมอว่าการเปลี่ยนใจกับอะไรก็ตาม
— เปลี่ยนใจกับความฝัน, เปลี่ยนใจกับเป้าหมาย, การเปลี่ยนไปตามสถานการณ์โดยไม่มีเหตุผลรองรับที่ดีพอ — เป็นสิ่งที่ฉันไม่ยอมรับและยอมให้เกิดกับตัวเองไม่ได้มาตลอด แต่แล้ว วันหนึ่งเมื่อปลายปีที่แล้ว ฉันค้นพบว่า คนเราเปลี่ยนใจได้…และมันไม่ผิดอะไรเลย ถ้าเราไม่ได้ทำร้ายใคร การกระโจนจากความฝันหนึ่งไปสู่ความฝันหนึ่ง หรือการเดินออกจากเป้าหมายหนึ่งสู่เป้าหมายอื่นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย … เราไม่ควรใจร้ายกับตัวเองขนาดไม่ยอมให้ตัวเองได้เลือกเลยขนาดนั้น

ในวันเกิดของฉัน เพื่อนคนหนึ่งเอาดอกไม้มาให้ ฉันยังวางดอกไม้ไว้ที่หัวเตียงนอนถึงทุกวันนี้ มันเป็นช่อดอกไม้ที่ประกอบด้วยเฉดสีชมพูเป็นส่วนใหญ่ เวลาที่มองมัน ฉันก็ไพล่ไปคิดถึงข้อความที่พี่นักเขียนและบรรณาธิการคนหนึ่งเพิ่งเขียนไว้ เธอโพสภาพลูกสาวของเธอ พลางบอกว่า นี่คือดอกไม้ กินไม่ได้ แต่วันหนึ่งลูกจะค้นพบว่ามันสำคัญกับชีวิต …
สำคัญกับชีวิต … ฉันชอบคำนั้นมาก สิ่งที่สำคัญของคนเราไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ เราทุกคนล้วนมีสิ่งที่สำคัญกับชีวิต

เป็นเรื่องซ้ำซากที่จะบอกว่า สิ่งที่สำคัญในชีวิตวัย 34 ของฉันคือผู้คน ไม่ใช่ผู้คนธรรมดา แต่เป็นผู้คนที่พร้อมจะยอมรับเราอย่างที่เราเป็น แม้ว่าเราจะอ่อนแอ เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ทำงานช้า ภาษาอังกฤษไม่ดี และแม้บางครั้ง … เราจะเผลอร้ายกาจอย่างไม่น่าให้อภัย

ในวัย 34 ฉันร้ายกาจน้อยลง แต่บ่อยครั้งที่ฉันก็ไม่อาจให้อภัยบางอย่างได้อย่างง่ายๆ ฉันค้นพบว่าภาษาอังกฤษฉันไม่ได้ดีอย่างที่คิด ฉันค้นพบว่าเพื่อจะให้ได้มาซึ่งบางสิ่งบางอย่างที่คนบางคนทำได้อย่างง่ายดายเหลือเกิน ฉันต้องทุ่มเทและใช้เวลามากกว่าพวกเขาถึงสิบเท่า ฉันค้นพบว่าฉันสายตาสั้น มองหน้าคนอีกฝั่งถนนไม่ชัดแล้ว ฉันค้นพบว่าสายลมของฤดูร้อน ทำให้ฉันย้อนคิดถึงผู้คนในชีวิตได้มากกว่าสายลมฤดูหนาว ฉันค้นพบว่าเมื่อใครสักคนถามว่า ความสำเร็จของฉันคืออะไร แล้วฉันยังตอบไม่ได้

แต่อะไรคือความล้มเหลว, ฉันก็ยังตอบไม่ได้เหมือนกัน

ในวัย 34 ที่กำลังกัดฟันปั้นแต่งวิทยานิพนธ์ให้สำเร็จ
ฉันพบว่า ฉันจะรักหรือจะเกลียดตัวเองก็ได้

แต่ฉันก็เลือกอย่างแรกอยู่ดี

[TOKYO 2013] #7

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหา  (เช่นตอนนี้) ถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป  ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

14273_10152397404543235_8195556232930727425_n

This is not a story about Tokyo,
It is the story about people I met in Tokyo.

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#7: ฮิโรโกะ ดอกไม้ไฟ และกลุ่มเพื่อนใหม่ในฤดูร้อน

 

ช่วงสองสามปีแรกของการเริ่มต้นทำงาน (หนัก) ใน กทม. มีอยู่ปีหนึ่งที่ฉันไม่ได้กลับบ้านช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่เมืองไทยชุ่มฉ่ำไปด้วยการสาดน้ำ ปีเดียวกันนั้นมีผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่งมาพักค้างคืนด้วย…เพียงหนึ่งคืน

เธอเป็นเพื่อนของเพื่อนอีกที และบินมา กทม. ในช่วงเวลาเดียวกับที่ผู้คนหลีกลี้หนีหน้ากลับไปเยี่ยมบ้านต่างจังหวัด

เมืองหลวง​เปลี่ยวร้าง แยกปทุมวันมีรถยนต์แล่นผ่านแทบนับคันได้ ฉันอยู่ กทม. มีห้องพักใกล้รถไฟฟ้า และเพื่อนโทรมาบอกว่าขอให้ “ฮิโรโกะ” ค้างคืนด้วยหน่อย

ฮิโรโกะโค้งคำนับ ฝากเนื้อฝากตัวพลางยื่นของฝากให้ ดึกแล้ว เราคุยกันไม่มากนัก ก่อนจะหลับใหล ตื่นมาอีกที เธอก็ร่ำลาเตรียมตัวเดินทางกลับญี่ปุ่น

“ฉันอยู่โตเกียว” เธอพูดอย่างนั้น

 

ปีถัดมาเพื่อนของฉันไปญี่ปุ่น แล้วเขาบอกว่า “ฮิโรโกะฝากของมาให้”

อีกปี ฉันย้ายที่พัก แต่ของฝากจากโตเกียวยังเดินทางมาถึงอยู่ดี “จากฮิโรโกะ”

“มาพักด้วยแค่คืนเดียว คุยกันแทบนับคำได้ แต่ฝากของมาให้ตลอด นี่มัน คนญี่ปุ๊นญี่ปุ่น’ มากเลยเหอะ” พูดไปอย่างนั้นเองแหละ แต่มือนี่ยื่นไปรับของฝากอย่างไวว่อง (มาก)

ปีนี้, ฉันย้ายที่พักอีกที…ไม่มีของฝากจากฮิโรโกะ แต่เธอส่งเมสเสจมาทางเฟซบุ๊ก “ติ๊กต่อกซัง มาถึงโตเกียวแล้วนัดกินข้าวกันนะ”

ใช่แล้ว ฉันย้ายมาอยู่โตเกียว, เมืองเดียวกับที่ฮิโรโกะทำงานอยู่, และปีนี้เป็นฉันเองที่ต้องหิ้วของฝากจากเมืองไทยมายื่นให้

พร้อมโค้งคำนับ

และฝากเนื้อฝากตัว

 

สัปดาห์แรกที่ฉันมาถึง ตรงกับเทศกาลโอบ้ง นี่คือช่วงวันหยุดยาวสำหรับกลับบ้านเกิดไปไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับ ฮิโรโกะต้องกลับบ้านเช่นกัน บ้านเกิดเธออยู่จังหวัดโตเกียว แต่เป็นชานเมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ ไม่ใช่ใจกลางมหานครโตเกียว

เราเลยไม่ได้เจอกันในสัปดาห์เริ่มต้นของฉัน

 

ฮิโรโกะรู้สึกไม่ค่อยดีนักที่ปล่อยให้ฉันผจญภัยสัปดาห์แรกในญี่ปุ่นตัวคนเดียว, ทั้งๆ ที่เธออยู่จังหวัดเดียวกัน

หลังจากวันหยุดยาวผ่านไป เธอเลยส่งข้อความชวนไปดูดอกไม้ไฟที่บ้านเกิดของเธอ

 

“ฮานาบิ” คือเทศกาลดอกไม้ไฟที่มักจัดขึ้นทั่วญี่ปุ่นในฤดูร้อน มันเหมือนการเฉลิมฉลองฤดูกาลอย่างหนึ่ง คนญี่ปุ่นจะจับแขนจูงมือ นัดรวมกลุ่มเพื่อนไปชมดอกไม้ไฟ สาวๆ ญี่ปุ่นมักได้ฤกษ์สวมใส่ยูกาตะในช่วงเวลานี้ สิ่งจำเป็น (มาก) สำหรับการชมดอกไม้ไฟคือของปิ้งย่างกับเบียร์เย็นฉ่ำ (ก็มันทั้งหิวทั้งร้อน) แต่สิ่งจำเป็นยิ่งกว่าอาจจะเป็นบทสนทนาเคล้าเสียงหัวเราะกับเพื่อนฝูง

มนุษย์เกิดมาเดียวดายน่ะเรื่องจริงแท้, แต่ถ้าเป็นไปได้ เราไม่ควรไป “ฮานาบิ” คนเดียว

ฉันตอบตกลงจะไปดูดอกไม้ไฟกับฮิโรโกะ

 

“ชวนเพื่อนมาด้วยได้นะ” เธอพิมพ์ข้อความมาทางไลน์ “ฉันก็จะชวนเพื่อนที่บ้านเกิดมาด้วยเหมือนกัน”

ท่ามกลางหมู่เพื่อนคนญี่ปุ่นของเธอ ฮิโรโกะคงกลัวฉันรู้สึกเคอะเขิน ทำตัวลำบาก อีกอย่าง,​ จริงๆ แล้ว ฉันกับเธอก็ใช่ว่าจะสนิทสนมกันเสียหน่อย

เราเคยเจอกันแค่ตอนนั้นเอง ตอนที่เธอมานอนค้างที่ห้องฉันช่วงหยุดยาวหน้าร้อนของเมืองไทย

 

“ชวนใครดีล่ะ” ฉันวนเวียนคิดมันทั้งคืน ฉันเพิ่งผ่านพ้นสัปดาห์แรกในโตเกียวไปเอง นอกจากติวเตอร์ (คนช่วยดูแล) ที่ทางมหาวิทยาลัยจัดให้แล้วฉันรู้จักใครอีกบ้างนะ

 

มูราคามิ ฮื้อ … ใช่เพื่อนเล่นเรอะ

โทโฮชินกิ แก๊ … นั่นมันไม่ใช่แระ!

พี่คนไทยจากมหาวิทยาลัยโตเกียวที่เพิ่งเจอกัน … ใช่แล้ว

แดนไง แดน พอตเตอร์ … เออๆ ใช่

แต่เดี๋ยวนะ … ฉันไม่มีเบอร์ติดต่อเขา

 

ฉันออกไปดูกระดานบอร์ดที่ประกาศแจ้งเวรทิ้งขยะประจำบ้าน แดนอยู่ห้องชั้นสอง ฉันหยิบปากกากับกระดาษมาเขียนโน้ตสั้นๆ “แดน นี่ติ๊กต่อกนะ ฉันกับเพื่อนจะไปดูดอกไม้ไฟที่ชานเมืองโตเกียววันเสาร์นี้ ถ้าเธอว่าง ไปดูด้วยกันไหม อ้อ … นี่เบอร์โทรฉันนะ แล้วเธอใช้ไลน์หรือเปล่า” เขียนข้อความเสร็จสรรพ ฉันก็เอาไปสอดไว้ใต้ประตูห้องเขา

ตื่นมายามสายของอีกวัน ฉันเจอโน้ตที่แดนเขียนตอบกลับที่หน้าห้องว่า “ตกลง”

สรุปว่า ฉัน แดน และพี่คนไทยที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยโตเกียว จะไปดูดอกไม้ไฟกับฮิโรโกะ (และผองเพื่อนของเธอ)

 

เรานัดเจอกับฮิโรโกะที่สถานีรถไฟซูกาโม นี่เป็นการเจอฮิโรโกะครั้งที่สอง นับจากหนแรกที่ กทม. เมื่อหลายปีก่อน สารภาพว่าฉันแอบตื่นเต้น

 วันนี้ฮิโรโกะไม่ได้ใส่ชุดยูกาตะ เธอยืนอยู่ใกล้ๆ ทางออกสถานี ตัวเล็ก หน้าตาสดใส ถ้าไม่บอก เราไม่มีวันเดาอายุเธอได้ว่าใกล้สามสิบกลางๆ แล้ว

ข้อมูลสำคัญอีกอย่าง เธอเป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นขณะนั้นอย่าง ชินโซ อาเบะ น่าจะภูมิใจ เพราะเธอขยันขันแข็งในการทำงาน อืม … เธอยังไม่ลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวด้วยนะ

“แม่ฉันเป็นห่วงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน” เธอว่าพลางหัวเราะ

“นี่เป็นเหตุผลที่ฉันไม่ค่อยอยากกลับบ้านเกิด กลับไปทีไรแม่ถามแต่เรื่องนี้ตลอด” ปัญหาคลาสสิกของผู้หญิงวัยสามสิบอัพที่สาว โสด และสวย สินะ (อันหลังนี่แอบเติมเอาเอง)

 

ฮิโรโกะรักเมืองไทย เธอเคยลงเรียนด้านการพัฒนาที่จุฬาฯ อยู่ช่วงหนึ่ง ตอนนี้เธอทำงานที่ไจก้า (JICA) หน่วยงานรัฐบาลที่มีบทบาทในการส่งเสริมการพัฒนาในประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่ว่างทีไร เธอชอบแวะไปเมืองไทยบ่อยๆ

ขนาดอีเมล เธอยังใช้คำว่า “หิมะ” ในภาษาไทยเป็นชื่ออีเมลเลย

 

ฉันแนะนำให้ทุกคนรู้จักกัน, แบบเคอะเขินนิดนึง แหม … จริงๆ แล้วฉันก็เพิ่งรู้จักทุกคนเหมือนกันนี่นา

เพื่อนของฮิโรโกะรออยู่ที่บ้านเกิดเรียบร้อยแล้ว

เราเลยมุ่งหน้าตรงไปทางตะวันตก จุดหมายคือเมืองโชฟุ จังหวัดโตเกียว

 

ฉันเพิ่งรู้ในวันนั้น ว่าแดนเป็นคนช่างสงสัย (มาก)

เขาถามนั่นถามนี่ไม่หยุดหย่อน “เธอชอบญี่ปุ่นไหมติ๊กต่อก” “อะไรในญี่ปุ่นที่เธอชอบมากที่สุด” “คนไทยกับคนญี่ปุ่นแตกต่างกันมากไหมฮิโรโกะ” และอื่นๆ อีกมากมาย

ฉันหันไปมองหน้าฮิโรโกะยิ้มๆ ก่อนตอบคำถาม “ฉันว่าคนญี่ปุ่นกับคนไทยมีนิสัยขั้นต้นคล้ายกันหลายอย่าง อย่างแรกสุด เรามักทำตัวสุภาพและอ้อมค้อม เพียงแต่ว่า คนญี่ปุ่นดูจะอ้อมกว่าเรามาก”

ฮิโรโกะหัวเราะ “จริงที่สุด”

 

รถไฟแล่นมาถึงสถานีปลายทางของพวกเรา จากสถานีนี้ เราจะแวะซื้อของกิน (และเบียร์) จากนั้นจะหอบหิ้วไปยังริมแม่น้ำทามะ…แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านโตเกียว แม่น้ำที่ฉันเคยได้ยินชื่อแต่ในซีรีส์มาตลอด

ตื่นเต้นจัง … นี่คือความรู้สึกของฉัน

 

เราปล่อยให้ฮิโรโกะกับแดนล่วงหน้าไปจับจองที่นั่งก่อน เนื่องจากมีพี่คนไทยอีกคนนั่งรถไฟตามมาทีหลัง ส่วนฉันกับพี่ออม ผู้เป็นรุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยโตเกียว, ยืนรอแถวทางแยก

 

ผู้คนเริ่มทยอยมาริมแม่น้ำทามะเรื่อยๆ แดดบ่ายค่อยๆ คลายความร้อนลง ระหว่างรอ ฉันเดินไปซื้อน้ำแข็งไสมากิน … น้ำแข็งไส ฤดูร้อน ดอกไม้ไฟ ถึงไม่ได้คลั่งไคล้วัฒนธรรมญี่ปุ่นมาก่อน แต่นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ฉันฝันอยากทำมาตลอด

พอน้ำแข็งไสหมดเกลี้ยง พี่โจ,​ อีกหนึ่งสมาชิกก็ปรากฏตัว

แล้วเราก็ได้ฤกษ์เดินทางไปทุ่งหญ้าริมแม่น้ำทามะเสียที (เย่)

 

ฮิโรโกะโบกมือให้ เราได้ที่นั่งไม่เลวเลย ที่สำคัญเพื่อนฮิโรโกะเตรียมเบาะนั่งส่วนตัวมาให้พวกเราแต่ละคนด้วย

“ที่บ้านทำธุรกิจขายเบาะน่ะ” เขาบอก ที่จริงแล้วเพื่อนฮิโรโกะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่องกัน ส่วนฉันกับแดนก็พูดญี่ปุ่นไม่ค่อยได้ เราเลยได้แต่ส่งยิ้ม ยกกระป๋องเบียร์ใส่กัน แล้วร้อง “คัมไป” (ภาษาของมิตรภาพ)

เสบียงถูกแจกจ่าย บทสนทนาถูกหว่านโปรย ความที่สมาชิกคนหนึ่งของกลุ่ม คือ พี่โจ เคยไปเรียนโทที่อังกฤษ ประเทศบ้านเกิดของแดน บทสนทนาเกี่ยวกับอังกฤษเลยถูกหยิบยกขึ้นมา

ส่วนฉันกับฮิโรโกะคุยกันเรื่องเพื่อนที่เมืองไทย,​ เพื่อนที่แนะนำให้เราได้รู้จักกัน

 

ลมเย็นเฉียบของหน้าร้อนพัดผ่าน ดอกไม้ไฟนัดแรกถูกจุดขึ้น

“ฮานาบิ” แรกของฉันเริ่มต้นแล้ว กับเพื่อนใหม่กลุ่มหนึ่ง

 

ในวิชาว่าด้วยการถ่ายภาพ จะมีคำหนึ่งที่ผู้หัดเริ่มต้นถ่ายภาพมักรู้กัน “magic hour” คือคำนั้น หมายถึงช่วงเวลาบ่ายคล้อยอันเป็นช่วงเวลาที่เชื่อกันว่าแสงสวยที่สุด และน่าบันทึกภาพเก็บไว้มากที่สุด

 

ริมแม่น้ำทามะวันนั้นมีฝนตกสลับกับช่วงฟ้าใส ดอกไม้ไฟที่ถูกจุดขึ้นตลอดหนึ่งร้อยนาทีนั้นงดงาม แต่ยังห่างไกลจากคำว่า สมบูรณ์แบบฉันเชื่อว่าคงมีงานดอกไม้ไฟอื่นๆ ที่เปล่งประกาย น่าตื่นตาตื่นใจ และน่าตราตรึงมากกว่านี้อีกเป็นร้อยงานทั่วทั้งญี่ปุ่น

แต่หากถามว่า ถ้าฉันต้องเก็บความทรงจำเพียงไม่กี่อย่างเกี่ยวกับชีวิตในญี่ปุ่นไว้ ฉันจะเลือกบันทึกความทรงจำไหนไว้บ้างนะ

 

โดยไม่ลังเลที่จะตอบ

ฮานาบิแรกกับฮิโรโกะ และกลุ่มเพื่อนใหม่ในหน้าร้อน คือช่วงเวลาหนึ่งที่ฉันอยากกดบันทึกและเก็บติดตัวไว้มากที่สุด

นั่นแหละ คือ The most magic hour เกี่ยวกับโตเกียวของฉัน