[Tokyo 2013] #1

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหา (เช่นตอนนี้) ถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

 

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#1 “มูราคามิที่เป็นนักเขียน และแดน พอตเตอร์ ที่เป็นชาวอังกฤษ”


“เธอคิดจะทำอะไรก่อนเปิดเทอมเหรอ?” แดน พอตเตอร์ ชายหนุ่มอังกฤษต้นวัยยี่สิบเอ่ยถามฉันในยามสายของวันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2013  สถานที่คือห้องอาหารในบ้านพักรวมยี่ห้อซากุระเฮ้าส์ ย่านเซนดากิ
ฉันเพิ่งเจอแดนเมื่อเย็นวาน และที่จดจำรำลึกจนถึงขั้นระบุวันที่เหล่านี้ได้อย่างแม่นยำก็เพราะว่า 18 สิงหาฯ คือวันที่ฉันนัดกับเพื่อนว่าจะไปดูคอนเสิร์ตโทโฮชินกิ (Tohoshinki) ที่สนามนิสสันสเตเดี้ยม เมืองโยโกฮาม่า และคอนเสิร์ตนี้เป็นคอนเสิร์ตที่ฉันตั้งตารอมาเกือบค่อนชีวิต (ขีดเส้นใต้ตัวหนาๆ)

ฉันเดินทางมาถึงญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ใช้เวลา 3 วันพักที่โรงแรมเล็กๆ แถวสวนอุเอโนะ ก่อนจะแบกกระเป๋า โบกแท็กซี่ และย่างก้าวมาโผล่ที่ซากุระเฮ้าส์เมื่อเย็นย่ำวันเสาร์ที่ 17
แดนคือมนุษย์คนแรกในบ้านพักรวมที่ฉันพบ
เขาถามว่าฉันเพิ่งมาใหม่ใช่ไหม ก่อนจะพาเดินไปรอบบ้าน ชี้ให้ดูว่าตรงไหนคือห้องน้ำห้องท่า ส่วนไหนคือห้องครัวและห้องกินข้าว ถ้าอยากไปซูเปอร์มาร์เกตต้องเดินไปทิศนู้นนะ ส่วนมหาวิทยาลัยโตเกียวน่ะอยู่ทิศนี้ รถไฟที่ใกล้ที่สุดอยู่ทางทิศนั้น พอทำตัวเป็นกูเกิลแมพพูดได้เสร็จ เขาก็ยังสละเวลามาบอกเล่าชี้แนะเรื่องวัฒนธรรมการแยกขยะในญี่ปุ่นให้ฉันฟังอีก
เป็นการเลคเชอร์ที่ย่นย่อ แต่ช่วยชีวิตฉันไว้ได้นานโข
“ใจดีจัง” นั่นคือความรู้สึกแรกที่ฉันมีต่อเพื่อนใหม่ตัวสูงปรี๊ดคนนี้

ฉันกำลังกินข้าวมื้อสายของวันอาทิตย์ตอนที่แดนโผล่เข้ามาในครัว เขาเดินไปปิ้งขนมปังและชงชาสักแป๊บนึง ก่อนยกชากลิ่นหอมฉุยมานั่งลงตรงข้ามฉัน
พร้อมเอ่ยถามคำถามข้างต้น
“เธอคิดจะทำอะไรก่อนเปิดเทอมเหรอ?”

ฉันนิ่งไปแป๊บ ไม่แน่ใจว่าควรตอบสร้างภาพ หรือควรตอบตามความจริงให้หนุ่มแปลกหน้าฟังกันแน่
“บ่ายนี้ฉันจะไปดูคอนเสิร์ต แต่ถ้าเป็นวันถัดๆ ไป ฉันตั้งใจว่าจะไปตามรอยหนังสือของฮารูกิ มูราคามิ น่ะ” สุดท้ายความจริงก็เป็นฝ่ายแย่งชิงพื้นที่ในบทสนทนาไปครอบครอง
“เธออ่านงานของมูราคามิด้วย?” แดนถามเสียงสูง เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินเขาทำเสียงอย่างนี้ ก่อนหน้านี้เขามักทำเสียงต่ำๆ พูดเรียบๆ เนิบช้า และดูท่าเป็นคนสุขุมมากกว่าใจร้อน
“ก็…อ่านมาบ้าง” ฉันตอบอ้อมแอ้ม ไม่กล้าออกตัวแรงว่าฉันอ่านงานของนักเขียนญี่ปุ่นนาม ฮารูกิ มูราคามิ ทุกเล่มที่แปลออกมาเป็นภาษาไทย
และที่สำคัญ ฉันรักเขา,
เอ่อ…อันหลังหมายถึงมูราคามิ นะ ไม่ใช่หนุ่มอังกฤษสูงปรี๊ดตรงหน้าแต่อย่างใด

“จะว่าอะไรไหมถ้าฉันจะขอไปด้วย”
เฮ้ย…ไม่น่าเชื่อว่าแดนก็อยากไปดูคอนเสิร์ตโทโฮชินกิในบ่ายนี้!
“ที่บอกว่า จะตามรอยมูราคามิน่ะ ขอไปด้วยได้ไหม”
อ๋อ…มูราคามิหรอกเหรอ แหะๆ ก็ว่าอยู่ว่าไอ้หนุ่มน้อยตรงหน้าไม่น่าจะรู้จักวงเกาหลีที่ดันโผล่มาดังในญี่ปุ่นวงนี้ได้หรอกน่า

“อื้ม…ได้สิ” ฉันพยักหน้าตอบรับ

“จริงนะ?” แดนทำเสียงสูงอีกแล้ว เป็นเสียงที่ปะปนอารมณ์ตื่นเต้นและโหยหาการผจญภัยเข้าไว้ด้วยกัน

“ตั้งแต่มาฝึกงานหน้าร้อนที่นี่ นอกจากเข้าออฟฟิศแล้ว ฉันยังไม่ค่อยได้ออกไปไหนเลย” เขาเล่าในตอนที่จิบชาอึกสุดท้ายลงไป

“ถ้าเป็นไปได้ ไปเที่ยวด้วยกันนะ” ว่าแล้วแดนผู้อายุ 23 ปีก็ยิ้มตาหยีออกมา

เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า เขาดูใจดีขึ้นอีกตั้ง 20 เปอร์เซ็นต์

 

10580028_10152344043268235_3381591605483739496_n

Advertisements

[film / documentary] Tokyo Idols

Tokyo Idols (2017, Japan)
ดูทาง Netflix

“คุณไม่ค่อยได้เห็นความสุขและการปลดปล่อยแบบนั้นหรอก”
แฟนคลับวัย 43 ปี ของ ริโอะ ไอดอล วัย 21 ปีกล่าว

32960067_10155741278408235_2187011761033445376_o

Tokyo Idols เป็นสารคดีเกี่ยวกับวัฒนธรรมไอดอลในญี่ปุ่น ซึ่งเหมือนจะไปหนุนเสริมวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ แต่ขณะเดียวกันมันก็มีองค์ประกอบอย่างอื่น

เอาเข้าจริง ความที่ไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมไอดอล “ญี่ปุ่น” ทำให้ไม่ชอบสารที่สารคดีชิ้นนี้พยายามสื่อนัก แต่เข้าใจว่า มันเป็นคำตอบของวัฒนธรรม “นี้” ในญี่ปุ่นน่ะ มันหลีกเรื่อง “เพราะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้คนต้องการการเยียวยา วัฒนธรรมไอดอลทำให้ผู้ชายที่ไม่กล้ามีความสัมพันธ์ในชีวิตจริง-อาจเพราะมองว่ายุ่งยากไป-ได้มีที่ทางในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน – ซึ่งรวมถึงแฟนคลับด้วยกันเอง”

สารคดีโฟกัสไปที่ “ไอดอลหญิง” เป็นส่วนมาก อาจเพราะยุคหลัง AKB48 ถือกำเนิด ไอดอลหญิงค่อนข้างครอบครองพื้นที่สื่อหรือความสนใจไปได้มาก แต่ญี่ปุ่นก็ยังมีไอดอลชาย การละเลยเรื่องไอดอลชาย ทำให้มันเหมือนจิ๊กซอว์บางอย่าง ที่จะตอบโจทย์บางอัน ของการมีอยู่ของไอดอลในสังคมญี่ปุ่น-ขาดไป

คำตอบของสารคดีเลยดูน่าเบื่อ ซ้ำซาก ไม่แปลกใหม (สำหรับเรา)

จริงๆ วัฒนธรรมไอดอลในญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ (เคป๊อป), รวมถึงจีนแผ่นดินใหญ่ ก็ใช่ว่าจะเหมือนกันนะ ของเกาหลีนี่มันอีกฟีลเลย

แต่คำตอบเรือ่ง “การเยียวยา, การเป็นพื้นที่บางอย่าง” เราคิดว่าใช้ได้กับทั้งหมด

“ทั้งหมด” ที่ว่า ไม่ได้หมายถึงแค่วงการไอดอลของสามประเทศ

แต่หมายถึงใช้ได้กับทุกวงการ ทุกสาขาอาชีพ ทุกความฝัน
ทุกคนตามหาพืนที่นี้ บางคนอาจเจอมันในนามของการงาน, ครอบครัว, กลุ่มเพื่อน, กีฬา, หนังสือ, คนรัก, และบางคนเจอในฮอลล์คอนเสิร์ต – หรือบางทีก็ปนๆ กันไป

ส่วนตัวยังคงเชื่อว่า ทุกคนล้วนมองหาสิ่งที่เรียกว่า “magic moment”

และมันไม่จำกัดว่าต้องเจอในที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น
ไอ้ช่วงเวลามหัศจรรย์นี่

 

[series] Witch’s Court

Witch’s Court (2017)

หลังๆ ซีรีส์เกาหลีชอบทำเรื่องเกี่ยวกับศาล อัยการ ทนายความ แถมปีที่แล้วประเด็น #MeToo หรือการคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศ ได้รับความสนใจ เป็นประเด็นใหญ่ในสังคม และเหมือนมีการเปลี่ยนผ่าน กม. อันใหม่พอดี (อันนี้ไม่แน่ใจ) Witch’s Court คือซีรีส์ที่มาเล่าประเด็นนี้ สื่อสารประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ ตั้งคำถาม (บ้าง) ชวนฉุกคิด (บ้าง) แต่นั่่นแหละ มันสนุก

จริงๆ drive ของเรื่องมันน่าจะว่าด้วย การตั้งคำถามถึง กม.เก่า ที่ไม่ครอบคลุมและหละหลวม จนทำให้ผู้ต้องหา (จำเลย) หลุดพ้นคดี ขณะที่มีเหยื่อได้รับความไม่เป็นธรรมและต้องมีชีวิตทุกข์ทนต่อไป ขณะเดียวกัน มันก็ไม่ใช่แค่ กม. แต่มันคือสภาพสังคมเกาหลี ที่ชายยังเป็นใหญ่ ค่านิยมที่มองว่าการล่วงละเมิดทางเพศมันไม่ใช่ความผิดบาปใหญ่โต ขนาดคนตำแหน่งใหญ่อย่างหัวหน้าอัยการยังมองว่า การยื่นข้อแลกเปลี่ยนกับนักข่าวสาวเป็นเรื่องปกติ เรื่องนีสะท้อนภาพความล้าหลังของสังคมเกาหลีในมุมนี้แบบ … เออ เหมือนไทยเลย ทำไมชั้นเพิ่งรู้ 555

คอรัปชั่น เอาแต่พวกพ้อง ใช้อำนาจในทางที่ผิด การมองหญิงไม่เท่ากับชาย ประเด็นเกย์ คลิปหลุด ความรุนแรงในครอบครัว และความทรงจำที่ขัดแย้งกันของเหยื่อและจำเลย

ซีรีส์สนุกมาก และแตะประเด็นสังคมหลายจุด แต่เพราะเน้นความสนุกนำ หลายประเด็นที่ชูขึ้นมาก็เลยไม่ได้ถูกขยี้แรงๆ แต่ไม่ได้กลวงนะ ขณะเดียวกัน ซีรีส์ก็ทำหน้าที่ของมัน คือการสร้างความหวังให้คนดู (เกาหลี) มอบสิ่งที่พวกเขาอยากเห็น นั่นคือ บทลงโทษต่อพวกลูกคนรวยไร้จิตสำนึก ต่อพวกผู้มีอำนาจที่ไร้ศีลธรรมและมือเปื้อนเลือด คือ คนดูอยากเห็นจุดจบของคนเหล่านี้ และซีรีส์ก็ให้ความหวังในสิ่งที่คนดูหวังว่าจะเห็น

แต่นั่นแหละ แม้จะมีความคล้ายกับไทยในเชิงสังคมชายเป็นใหญ่ คอรัปชั่น เล่นพวกพ้อง แต่เกาหลีใต้ก็มีกรณีเอาผิดผู้มีอำนาจให้เราเห็นไม่น้อย กรณีอดีตประธานาธิบดีปาร์ค กึนฮเย เป็นตัวอย่าง ดังนั้นความหวังที่ซีรีส์มอบ มันจึงไม่ใช่สิ่งที่เลื่อนลอยโดยไม่ยึดโยงกับความเป็นไปในโลกความจริงแต่อย่างใด

เราว่า บทสรุปที่ทีมเขียนบทอยากเล่า มันอยู่ในตอน 16 (ตอนจบ) ที่มาอีดึม นางเอก ในฐานะอัยการกล่าวสรุปคดี ที่พูดถึง ความหละหลวมของ กม.เก่า และกระบวนการยุติธรรม และสังคมในตอนนั้น ที่มองข้ามความเจ็บปวดของเหยื่อ ไม่ได้ยินเสียงร้องเรียกความช่วยเหลือที่เหยื่อพยายามสื่อสาร มันเหมือนกับตั้งคำถามว่าเราละเลยอะไรไปไหม เราเป็นส่วนหนึ่งของความอยุติธรรมไหม เราคือส่วนหนึ่งของความเน่าเฟะที่เกิดขึ้นในสังคมรึเปล่า

แต่…แต่…
ตอน 16 ก็น่าจะเป็นอีกตอนที่น่านำมาอภิปรายกันอย่างยิ่ง … จุดจบของจำเลย คนร้ายในเรื่อง กับโทษประหารชีวิต

ประเด็นประหารชีวิตเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามกันมาก มันมีทั้งคนที่สนับสนุน และคนที่อยากให้ยกเลิกบทลงโทษนี้ไป เราก็เพิ่งรู้ว่าเกาหลีใต้ยังมีโทษประหารชีวิตอยู่

จริงๆ ซีรีส์แนวคดีความ เราชอบประเด็นของเรื่อง I can hear your voice (2013) มากที่สุด ที่มันมีประเด็นหลักฐานเอาผิดจำเลยไม่เพียงพอ แล้วต้องปล่อยจำเลยไป ทั้งที่ทุกคนรู้ว่านี่คือคนร้าย แล้วตัวเอกก็รับไม่ได้ อยากใช้ความรุนแรงตอบโต้ “ถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่อาจมอบความยุติธรรมให้เราได้ แล้วผิดอะไรที่เราจะเลือกใช้ความรุนแรง” การต่อสู้กันเรื่องแนวคิดเหล่านี้ การทิ้งคำถามในประเด็นทำไมต้องปล่อยจำเลย และเหตุผลตามหลักการของศาล มันยังเป็นซีนที่เราชอบที่สุดอยู่ดีในบรรดาซีรีส์แนวนี้

ปล. ผู้หญิงในรูปคือ ซนดัมบิ! การปะทะกันของ จองแรวอน และซนดัมบิ!
ปล.2 เรื่องนี้ จองแรวอน เล่นดีมาก มีที่ไหน คนอย่าง จองแรวอนไปอ่อยผู้ชายในบาร์แล้วผู้ชายหนี เล่นบทป้าได้เหมือนเป็นบุคลิกจริงเลย 555

READ : Cross Road ณ ทางแยกของชีวิต

ครอสโรด
Cross Road: in their cases
เรื่องต้นฉบับ มาโคโตะ ชินไค
เรื่อง นารุโตะ คิริยามะ
แปล ปาวัน
สนพ. Phoenix
ราคา 245 บ.

“ฤดูหนาวอันสาหัสจบลง เปิดทางให้ฤดูใบไม้ผลิมาเยือนในทันใด

ว่ากันว่าฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูกาลแห่งการพบพานและลาจาก”

บทที่ 8 อันเป็นบทสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ เปิดบทอย่างนี้

แต่หนังสือไม่ได้เริ่มต้นในฤดูใบไม้ผลิ มันเริ่มต้นด้วยเดือนมิถุนายนในปีก่อนหน้า กับเรื่องเล่าของเด็กมัธยมปลายสองคน – มิโฮะ และ โชตะ ที่กำลังเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยตั้งเป้าว่าอยากเข้าที่ ม.โตเกียว

ฉันเจอหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกตอนไปเดินวนเวียนที่ร้านคิโนะคุนิยะ สาขาอิเซตัน เซ็นทรัลเวิลด์ โปรยปกที่เขียนไว้ว่า “ณ ทางแยกของชีวิตวัยรุ่น เส้นทางไหนจะนำพาเขาและเธอไปสู่ความฝันยังโลกกว้าง หรือพานพบกันและกันเพื่อเปลี่ยนโลกทั้งใบไปตลอดกาล มีเพียงตัวเองเท่านั้นที่เป็นผู้เลือก”

เป็นเพราะคำโปรยนี้ ทำให้ชื่อหนังสือวนเวียนอยู่ในหัวถึงสองอาทิตย์

ฉันกลับไปซื้อหนังสือเล่มนี้ในเวลาต่อมา ฉันชอบคำว่า “ณ ทางแยกของชีวิต….” รู้สึกตัวเองเพิ่งเขียนคำนี้ไปในสักบทความที่เขียนอยู่เช่นกัน

เมื่อได้มาครอบครอง ฉันใช้เวลาอ่านหนังสือนานทีเดียว 1 เดือนแน่ะ กว่าจะจบ อาจเพราะการดำเนินเรื่องตอนแรกยังคาดเดาไม่ได้ เมื่อเราไม่รู้กฎเกณฑ์หรือกติกาของเรื่องเล่า พอเดาไม่ออกว่าจะเจออะไร บ่อยครั้ง เรามักเบื่อหน่าย

เรื่องเปิดด้วยการเริ่มต้นของมิโฮะ และการสิ้นสุดของโชตะ ในเดือนมิถุนายน เป็นการปูพื้นตัวละครที่ดูเอื่อยๆ ไปนิด แต่พอเริ่มต้นบทที่สาม ชื่อเรื่องว่า “ฤดูร้อน – มิโฮะ” ก็พอจะเริ่มมัดใจไว้ได้หน่อย

มิโฮะเป็นสาวชาวเกาะ อยู่ห่างไกลจากโตเกียว ความฝันของเธอคืออยากไปที่ไหนสักแห่ง ที่อยู่ไกลแสนไกลออกไป นั่นทำให้เธอปักหมุดความฝันที่ ม.โตเกียว

ส่วนโชตะเป็นหนุ่มโตเกียว อยู่กับแม่ขี้เมา พ่อหย่ากับแม่เพราะพ่อเลือกจะเดินทางเป็นช่างภาพไปทั่วโลก แม่ไม่อาจทานทนเรื่องนี้ได้

โชตะรอคอยพ่อเสมอ

ครั้งหนึ่ง พ่อของโชตะส่งโปสการ์ดมา บอกเล่าถึงเกาะแห่งหนึ่งที่ไปเยือน ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน โชตะไปเยือนเกาะแห่งนั้น ในระหว่างที่ขึ้นเรือ พวกเขา, โชตะกับมิโฮะ, ได้เจอกันแล้ว แต่มันคือช่วงเวลาที่ทั้งคู่มัวแต่จดจ้องกับเป้าหมายหลัก จนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

เป้าหมายของมิโฮะคือการตะลุยอ่านหนังสือสอบ แม้จะอยู่บนเรือ
เป้าหมายของโชตะ คือ การสำรวจทิวทัศน์ของเกาะที่พ่อเคยมาเยือน ความทรงจำของพ่อ

หลังการเดินทางครั้งนั้นผ่านไป ทั้งคู่กลับมาฝ่าฟันกับการเตรียมสอบ พร้อมปัญหาของวัยเรียน ทางเลือกของชีวิต และเรื่องราวจิปาถะของคนรอบตัว

จริงๆ เสน่ห์ส่วนหนึ่งของเรื่อง ก็คือการผูกปมเรื่องครอบครัวไว้ด้วยนี่แหละ

หนังสือมีความเอื่อยสูง อาจไม่เหมาะกับคนที่ชอบเรื่องที่หวือหวา high concept แต่พออ่านจนจบเล่ม ปรากฏว่าเราดันชอบความเอื่อยของมันเสียอย่างนั้น

มาก้าวผ่านฤดูกาลต่างๆ ร้อน ร่วง หนาว ผลิ ไปกับทางแยกของชีวิตวัยรุ่นของมิโฮะและโชตะกันเถอะ

[policy blog] เขียนถึง public policy #1 – getcalfresh

 

1a

 

 

พอดีหาข้อมูลเกี่ยวกับ gov tech / civic tech เลยเจอเว็บนี้ของอเมริกา

เป็นเว็บที่สนับสนุนโดย Code for America ซึ่งถือว่าเป็น non profit org แต่ไม่ใช่ภาครัฐ ทว่าทำสนับสนุนภาครัฐ

getcalfresh.org เป็นเว็บที่สร้างให้รัฐแคลิฟอร์เนีย คงไปเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานหลายหน่วยในรัฐนั้น พวก county ต่างๆ

ตัวเว็บคือ ให้คนด้อยโอกาสลงชื่อขอรับ food stamp ได้ง่ายๆ (ตอนนี้ food stamp เปลี่ยนชื่อเป็น SNAP แล้ว เปลี่ยนตอนปี 2008 ชื่อใหม่เต็มๆ คือ Supplemental Nutrition Assistance Program (SNAP)

ตามที่เว็บ getcalfresh อ้าง คือเราลงทะเบียนง่ายมาก ผ่านมือถือหรือคอมก็ได้ ก็เข้าไปลงแค่ชื่อ สกุล ที่อยู่ รหัสไปรษณีย์ แค่นี้เอง แล้วก็กด agree จากนั้น เจ้าหน้าที่จะใช้เวลาตรวจสอบสิทธิ์ แล้วติดต่อกลับไม่เกิน 10 วัน ถ้าเรียบร้อยกันว่าได้สิทธิ ก็รอรับบัตร EBT (Electronic benefit transfer) ซึ่งก็คือ stamp แบบเก่า ที่เปลี่ยนมาเป็น การ์ดอิเล็กทรอนิกส์ อ่ะ

เงินที่เข้า EBT เห็นในเว็บ wikipedia บอก เดือนละ 125 USD นะ แต่ว่าของแคลิฟอเนียร์เหมือนจะได้ 200 USD ขึ้น (แล้วแต่รัฐจะจัดการอ่ะ)

จากนั้นก็นำ EBT หรือการ์ดนี่ ไปซื้อผักและอาหารได้ที่ร้านที่ร่วมรายการ โดยจะมีตู้ให้กดๆ ต้องกรอกพินโค้ดด้วย หรือเลข Social Security (ชั้นเคยมีเมือ 15 ปีก่อน ตอนนี้หายแล้ว งิ้งงงงงง คนเถือน2003) ซึ่งความน่าสนใจนิดหน่อยคือ อาหารที่ซื้อผ่าน EBT หรือการ์ดที่ออกโดยรัฐนี่ ไม่ต้องเสียภาษีนะ (ปกติในอเมริกา เวลาซื้อของจะต้องคิดภาษี ราคาของที่โชว์คือราคาของก่อนคิดภาษี) ถ้าคิด ถือว่าผิด กม. ทันทีจ้า

ตะกี้อยากรู้ว่า เว็บมันออกแบบให้ใช้ง่ายไหม เลยลองเข้าไปกรอก (มั่วๆ) ดู จากความมั่ว ก็พบว่าใช้ง่าย แต่ทำได้ไม่สุด เพราะไม่กล้ากด agree ตอนท้าย เนื่องจากกรอกมั่วไป กลัวคนทำงานต่อจะลำบาก จะไป spam คนที่ต้องใช้งานจริงอีก

แต่ทั้งนี้ ใครอยู่แคลิฟอร์เนีย เป็น residents หรือกรอกได้ ลองช่วยกรอกหน่อยสิ อยากรู้ว่ามันใช้ง่ายจริงไหม แล้วอะไรอย่างนี้คิดว่าเหมาะกับเมืองไทยไหม ในเชิงนโยบายรัฐ

ปล.
ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่อง policy เก็บๆ ไว้ เพราะ
-วันก่อนเพื่อนถามอะไรไม่รู้ แล้วตอบไม่ได้ เพื่่อนเลยบอกว่า “แต่แกเรียนจบ public policy จาก Todai นะ” อ้าว…
-นว.เขียนรีวิวถึง “ซากุระ, ซาโยนาระ” โดยพูดถึง พี่ติ๊กต่อกเขียนถึงทริปจากมุมมองของนักเรียนนโยบายสาธารณะ … เลยรู้สึกว่า อุ้ย ตัวเองเคยมีมุมนี้ด้วยเหรอ

August in February

 

28.02.2018

 

ตอนนี้กำลังชอบฟังอัลบั้ม Home As In Houston ของ The Get Togethers ค่ะ

น้องคนหนึ่งเขียนบล็อกที่พูดเกี่ยวกับเพลง August ของ The Get Togethers ไว้ อ่านแล้วถึงขั้นต้องเสิร์ชหาเพลงและอัลบั้มมาฟัง

อัลบั้ม Home As In Houston วางจำหน่ายในเดือนกันยายน 2013

มีทั้งหมด 12 เพลง ชื่อเพลงคือชื่อของเดือนในรอบ 1  ปี เริ่มต้นตั้งแต่ January และ ไปจบที่ December

มันเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับ Bethany Gray ในปี 2007

ปีที่เธอหัวใจแหลกสลาย ก่อนจะกอบกู้กลับมาได้ และกลายเป็นอัลบั้มนี้

ลองฟังกันดูนะคะ

แล้วบอกกันบ้าง ว่าคุณชอบเดือนไหนในอัลบั้มมากที่สุด

 

https://thegettogethers.bandcamp.com

a0974586381_10

“The year of 2007 with all of its tragic happenings launched a broken-hearted Bethany Gray on a quest to document its doings. Later emerging as The Get Togethers, this group of close-knit friends is ready to share the story that brought them together- Home as in Houston. The Get Togethers unite the epic and the intimate, the foreign and familiar. These are memoir enthusiasts making home made music.”

[blog] murakami syndrome

“I once had a girl,

or should I say,

She once had me”

— Norwegian Wood —

Note to self on 2011.02.19

 

179812_501473913234_5014748_n

 

Murakami Syndrome

เคยมีน้องถามว่า ทำไมหลายๆ คนถึงได้ชอบอ่านหนังสือของมูราคามิ เราตอบว่า สำหรับคนอื่นเราไม่รู้ แต่สำหรับเรา ตอนแรกเราก็เคยสงสัยมาก่อนว่า ทำไมทุกคนถึงได้พูดถึงแต่นักเขียนคนนี้ เราเลยเริ่มต้นอ่านงานของเขาดู แล้วสิ่งที่มันโดนเรามากๆ เลย ก็คือ งานมูราคามิเป็นงานที่ไร้แก่นสาร (สำหรับเรา) ซึ่งเราดันได้อ่านมันในช่วงเวลาหลังปี 2001 ที่โลกเกิด 911, หนังสือ The End of History and the Last Man (ที่บอกว่า Liberalism คือปลายทางของมนุษยชาติและไม่มีอะไรท้าทายมันได้อีกแล้ว) ของ Francis Fukuyama ถูกท้าทาย (และเหมือนจะถูกโค่นล้ม), เราเห็นการล่มสลายของอะไรหลายๆ อย่าง (ในภาวะสมัยใหม่) … ทุกอย่างเหมือนโหมกระแทกเรา แล้วหนังสือมูราคามิก็ปรากฏตัวมาเพื่อยืนยันกับเราว่า “เราอยู่ในโลกที่ไร้แก่นสารจริงๆ”

และเรากล้าพูดว่า เราไม่ได้ชอบ Norwegian Wood มากที่สุด (ในบรรดาหนังสือของมูราคามิ เราชอบเรื่อง South of the border, West of the Sun มากที่สุด) แต่ Norwegian Wood เป็นหนังสือที่ทรงอิทธิพลต่อเรามากที่สุด (เล่มนึง)ทุกครั้งที่เราอ่านหนังสือเล่มนี้ ตัวตนและความทรงจำของเราในวัย 22 ปี จะโลดแล่นและมีชีวิตขึ้นทุกครั้ง

เรามีคำถามที่ค้างคามาตั้งแต่อายุ 22 ปี และยังไม่ได้รับคำตอบ
มันไม่ต่างกับคำถามที่ นาโอโกะ และ โทรุ มีต่อ คิซูกิ ว่า “ทำไมเขาถึงฆ่าตัวตาย”
นั่นแหละ เหตุผลที่ Norwegian Wood ทรงอิทธิพลต่อเรามาก …
เพราะเราดันรู้สึกว่า เราโคตรจะเข้าใจความสงสัยของนาโอโกะกับโทรุเลย … ให้ตายสิ