READ : Cross Road ณ ทางแยกของชีวิต

ครอสโรด
Cross Road: in their cases
เรื่องต้นฉบับ มาโคโตะ ชินไค
เรื่อง นารุโตะ คิริยามะ
แปล ปาวัน
สนพ. Phoenix
ราคา 245 บ.

“ฤดูหนาวอันสาหัสจบลง เปิดทางให้ฤดูใบไม้ผลิมาเยือนในทันใด

ว่ากันว่าฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูกาลแห่งการพบพานและลาจาก”

บทที่ 8 อันเป็นบทสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ เปิดบทอย่างนี้

แต่หนังสือไม่ได้เริ่มต้นในฤดูใบไม้ผลิ มันเริ่มต้นด้วยเดือนมิถุนายนในปีก่อนหน้า กับเรื่องเล่าของเด็กมัธยมปลายสองคน – มิโฮะ และ โชตะ ที่กำลังเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยตั้งเป้าว่าอยากเข้าที่ ม.โตเกียว

ฉันเจอหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกตอนไปเดินวนเวียนที่ร้านคิโนะคุนิยะ สาขาอิเซตัน เซ็นทรัลเวิลด์ โปรยปกที่เขียนไว้ว่า “ณ ทางแยกของชีวิตวัยรุ่น เส้นทางไหนจะนำพาเขาและเธอไปสู่ความฝันยังโลกกว้าง หรือพานพบกันและกันเพื่อเปลี่ยนโลกทั้งใบไปตลอดกาล มีเพียงตัวเองเท่านั้นที่เป็นผู้เลือก”

เป็นเพราะคำโปรยนี้ ทำให้ชื่อหนังสือวนเวียนอยู่ในหัวถึงสองอาทิตย์

ฉันกลับไปซื้อหนังสือเล่มนี้ในเวลาต่อมา ฉันชอบคำว่า “ณ ทางแยกของชีวิต….” รู้สึกตัวเองเพิ่งเขียนคำนี้ไปในสักบทความที่เขียนอยู่เช่นกัน

เมื่อได้มาครอบครอง ฉันใช้เวลาอ่านหนังสือนานทีเดียว 1 เดือนแน่ะ กว่าจะจบ อาจเพราะการดำเนินเรื่องตอนแรกยังคาดเดาไม่ได้ เมื่อเราไม่รู้กฎเกณฑ์หรือกติกาของเรื่องเล่า พอเดาไม่ออกว่าจะเจออะไร บ่อยครั้ง เรามักเบื่อหน่าย

เรื่องเปิดด้วยการเริ่มต้นของมิโฮะ และการสิ้นสุดของโชตะ ในเดือนมิถุนายน เป็นการปูพื้นตัวละครที่ดูเอื่อยๆ ไปนิด แต่พอเริ่มต้นบทที่สาม ชื่อเรื่องว่า “ฤดูร้อน – มิโฮะ” ก็พอจะเริ่มมัดใจไว้ได้หน่อย

มิโฮะเป็นสาวชาวเกาะ อยู่ห่างไกลจากโตเกียว ความฝันของเธอคืออยากไปที่ไหนสักแห่ง ที่อยู่ไกลแสนไกลออกไป นั่นทำให้เธอปักหมุดความฝันที่ ม.โตเกียว

ส่วนโชตะเป็นหนุ่มโตเกียว อยู่กับแม่ขี้เมา พ่อหย่ากับแม่เพราะพ่อเลือกจะเดินทางเป็นช่างภาพไปทั่วโลก แม่ไม่อาจทานทนเรื่องนี้ได้

โชตะรอคอยพ่อเสมอ

ครั้งหนึ่ง พ่อของโชตะส่งโปสการ์ดมา บอกเล่าถึงเกาะแห่งหนึ่งที่ไปเยือน ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน โชตะไปเยือนเกาะแห่งนั้น ในระหว่างที่ขึ้นเรือ พวกเขา, โชตะกับมิโฮะ, ได้เจอกันแล้ว แต่มันคือช่วงเวลาที่ทั้งคู่มัวแต่จดจ้องกับเป้าหมายหลัก จนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

เป้าหมายของมิโฮะคือการตะลุยอ่านหนังสือสอบ แม้จะอยู่บนเรือ
เป้าหมายของโชตะ คือ การสำรวจทิวทัศน์ของเกาะที่พ่อเคยมาเยือน ความทรงจำของพ่อ

หลังการเดินทางครั้งนั้นผ่านไป ทั้งคู่กลับมาฝ่าฟันกับการเตรียมสอบ พร้อมปัญหาของวัยเรียน ทางเลือกของชีวิต และเรื่องราวจิปาถะของคนรอบตัว

จริงๆ เสน่ห์ส่วนหนึ่งของเรื่อง ก็คือการผูกปมเรื่องครอบครัวไว้ด้วยนี่แหละ

หนังสือมีความเอื่อยสูง อาจไม่เหมาะกับคนที่ชอบเรื่องที่หวือหวา high concept แต่พออ่านจนจบเล่ม ปรากฏว่าเราดันชอบความเอื่อยของมันเสียอย่างนั้น

มาก้าวผ่านฤดูกาลต่างๆ ร้อน ร่วง หนาว ผลิ ไปกับทางแยกของชีวิตวัยรุ่นของมิโฮะและโชตะกันเถอะ

Advertisements

[policy blog] เขียนถึง public policy #1 – getcalfresh

 

1a

 

 

พอดีหาข้อมูลเกี่ยวกับ gov tech / civic tech เลยเจอเว็บนี้ของอเมริกา

เป็นเว็บที่สนับสนุนโดย Code for America ซึ่งถือว่าเป็น non profit org แต่ไม่ใช่ภาครัฐ ทว่าทำสนับสนุนภาครัฐ

getcalfresh.org เป็นเว็บที่สร้างให้รัฐแคลิฟอร์เนีย คงไปเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานหลายหน่วยในรัฐนั้น พวก county ต่างๆ

ตัวเว็บคือ ให้คนด้อยโอกาสลงชื่อขอรับ food stamp ได้ง่ายๆ (ตอนนี้ food stamp เปลี่ยนชื่อเป็น SNAP แล้ว เปลี่ยนตอนปี 2008 ชื่อใหม่เต็มๆ คือ Supplemental Nutrition Assistance Program (SNAP)

ตามที่เว็บ getcalfresh อ้าง คือเราลงทะเบียนง่ายมาก ผ่านมือถือหรือคอมก็ได้ ก็เข้าไปลงแค่ชื่อ สกุล ที่อยู่ รหัสไปรษณีย์ แค่นี้เอง แล้วก็กด agree จากนั้น เจ้าหน้าที่จะใช้เวลาตรวจสอบสิทธิ์ แล้วติดต่อกลับไม่เกิน 10 วัน ถ้าเรียบร้อยกันว่าได้สิทธิ ก็รอรับบัตร EBT (Electronic benefit transfer) ซึ่งก็คือ stamp แบบเก่า ที่เปลี่ยนมาเป็น การ์ดอิเล็กทรอนิกส์ อ่ะ

เงินที่เข้า EBT เห็นในเว็บ wikipedia บอก เดือนละ 125 USD นะ แต่ว่าของแคลิฟอเนียร์เหมือนจะได้ 200 USD ขึ้น (แล้วแต่รัฐจะจัดการอ่ะ)

จากนั้นก็นำ EBT หรือการ์ดนี่ ไปซื้อผักและอาหารได้ที่ร้านที่ร่วมรายการ โดยจะมีตู้ให้กดๆ ต้องกรอกพินโค้ดด้วย หรือเลข Social Security (ชั้นเคยมีเมือ 15 ปีก่อน ตอนนี้หายแล้ว งิ้งงงงงง คนเถือน2003) ซึ่งความน่าสนใจนิดหน่อยคือ อาหารที่ซื้อผ่าน EBT หรือการ์ดที่ออกโดยรัฐนี่ ไม่ต้องเสียภาษีนะ (ปกติในอเมริกา เวลาซื้อของจะต้องคิดภาษี ราคาของที่โชว์คือราคาของก่อนคิดภาษี) ถ้าคิด ถือว่าผิด กม. ทันทีจ้า

ตะกี้อยากรู้ว่า เว็บมันออกแบบให้ใช้ง่ายไหม เลยลองเข้าไปกรอก (มั่วๆ) ดู จากความมั่ว ก็พบว่าใช้ง่าย แต่ทำได้ไม่สุด เพราะไม่กล้ากด agree ตอนท้าย เนื่องจากกรอกมั่วไป กลัวคนทำงานต่อจะลำบาก จะไป spam คนที่ต้องใช้งานจริงอีก

แต่ทั้งนี้ ใครอยู่แคลิฟอร์เนีย เป็น residents หรือกรอกได้ ลองช่วยกรอกหน่อยสิ อยากรู้ว่ามันใช้ง่ายจริงไหม แล้วอะไรอย่างนี้คิดว่าเหมาะกับเมืองไทยไหม ในเชิงนโยบายรัฐ

ปล.
ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่อง policy เก็บๆ ไว้ เพราะ
-วันก่อนเพื่อนถามอะไรไม่รู้ แล้วตอบไม่ได้ เพื่่อนเลยบอกว่า “แต่แกเรียนจบ public policy จาก Todai นะ” อ้าว…
-นว.เขียนรีวิวถึง “ซากุระ, ซาโยนาระ” โดยพูดถึง พี่ติ๊กต่อกเขียนถึงทริปจากมุมมองของนักเรียนนโยบายสาธารณะ … เลยรู้สึกว่า อุ้ย ตัวเองเคยมีมุมนี้ด้วยเหรอ

August in February

 

28.02.2018

 

ตอนนี้กำลังชอบฟังอัลบั้ม Home As In Houston ของ The Get Togethers ค่ะ

น้องคนหนึ่งเขียนบล็อกที่พูดเกี่ยวกับเพลง August ของ The Get Togethers ไว้ อ่านแล้วถึงขั้นต้องเสิร์ชหาเพลงและอัลบั้มมาฟัง

อัลบั้ม Home As In Houston วางจำหน่ายในเดือนกันยายน 2013

มีทั้งหมด 12 เพลง ชื่อเพลงคือชื่อของเดือนในรอบ 1  ปี เริ่มต้นตั้งแต่ January และ ไปจบที่ December

มันเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับ Bethany Gray ในปี 2007

ปีที่เธอหัวใจแหลกสลาย ก่อนจะกอบกู้กลับมาได้ และกลายเป็นอัลบั้มนี้

ลองฟังกันดูนะคะ

แล้วบอกกันบ้าง ว่าคุณชอบเดือนไหนในอัลบั้มมากที่สุด

 

https://thegettogethers.bandcamp.com

a0974586381_10

“The year of 2007 with all of its tragic happenings launched a broken-hearted Bethany Gray on a quest to document its doings. Later emerging as The Get Togethers, this group of close-knit friends is ready to share the story that brought them together- Home as in Houston. The Get Togethers unite the epic and the intimate, the foreign and familiar. These are memoir enthusiasts making home made music.”

[blog] murakami syndrome

“I once had a girl,

or should I say,

She once had me”

— Norwegian Wood —

Note to self on 2011.02.19

 

179812_501473913234_5014748_n

 

Murakami Syndrome

เคยมีน้องถามว่า ทำไมหลายๆ คนถึงได้ชอบอ่านหนังสือของมูราคามิ เราตอบว่า สำหรับคนอื่นเราไม่รู้ แต่สำหรับเรา ตอนแรกเราก็เคยสงสัยมาก่อนว่า ทำไมทุกคนถึงได้พูดถึงแต่นักเขียนคนนี้ เราเลยเริ่มต้นอ่านงานของเขาดู แล้วสิ่งที่มันโดนเรามากๆ เลย ก็คือ งานมูราคามิเป็นงานที่ไร้แก่นสาร (สำหรับเรา) ซึ่งเราดันได้อ่านมันในช่วงเวลาหลังปี 2001 ที่โลกเกิด 911, หนังสือ The End of History and the Last Man (ที่บอกว่า Liberalism คือปลายทางของมนุษยชาติและไม่มีอะไรท้าทายมันได้อีกแล้ว) ของ Francis Fukuyama ถูกท้าทาย (และเหมือนจะถูกโค่นล้ม), เราเห็นการล่มสลายของอะไรหลายๆ อย่าง (ในภาวะสมัยใหม่) … ทุกอย่างเหมือนโหมกระแทกเรา แล้วหนังสือมูราคามิก็ปรากฏตัวมาเพื่อยืนยันกับเราว่า “เราอยู่ในโลกที่ไร้แก่นสารจริงๆ”

และเรากล้าพูดว่า เราไม่ได้ชอบ Norwegian Wood มากที่สุด (ในบรรดาหนังสือของมูราคามิ เราชอบเรื่อง South of the border, West of the Sun มากที่สุด) แต่ Norwegian Wood เป็นหนังสือที่ทรงอิทธิพลต่อเรามากที่สุด (เล่มนึง)ทุกครั้งที่เราอ่านหนังสือเล่มนี้ ตัวตนและความทรงจำของเราในวัย 22 ปี จะโลดแล่นและมีชีวิตขึ้นทุกครั้ง

เรามีคำถามที่ค้างคามาตั้งแต่อายุ 22 ปี และยังไม่ได้รับคำตอบ
มันไม่ต่างกับคำถามที่ นาโอโกะ และ โทรุ มีต่อ คิซูกิ ว่า “ทำไมเขาถึงฆ่าตัวตาย”
นั่นแหละ เหตุผลที่ Norwegian Wood ทรงอิทธิพลต่อเรามาก …
เพราะเราดันรู้สึกว่า เราโคตรจะเข้าใจความสงสัยของนาโอโกะกับโทรุเลย … ให้ตายสิ

 

 

 

 

[blog] ในวันที่โลกร้ายใส่เรา

 

ช่วงนี้เมื่อสี่ปีก่อน ฉันอยู่แถวจังหวะนากาโนะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นช่วงฤดูหนาวขาวโพลน รอบตัวเต็มไปด้วยหิมะ

ฉันเดินทางมากับชมรมสกีของมหาวิทยาลัย

เป็นทริปสกีหนแรก

ปีนั้นฉันอายุ 32 และใกล้จะขยับเข้าสู่วัย 33 อยู่รอมร่อ

ทริปสกีหนแรกดูน่าตื่นตาตื่นใจ ขณะเดียวกันหิมะที่ตกหนักทั่วภูมิภาคคันโตในปีนั้น ทำให้ฉันครุ่นคิดถึงฉากเลวร้ายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในชีวิต

 

เมื่ออายุมากขึ้น ฉันมักคิดถึงเรื่องเลวร้ายบ่อยๆ … จำลองสถานการณ์ว่าถ้าเกิดอะไรที่ตัวเองถือว่าเลวร้ายเกินรับได้ขึ้นจริงๆ ฉันจะทำอย่างไรกับชีวิตดี

ถ้าเกิดอุบัติเหต แล้วพิการ … ฉันจะร้องไห้ไหม และฉันจะทิ้งความฝันในการเล่นสกีไปเลยหรือเปล่า

ถ้าเกิดนั่นนี่…

ถ้าเกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้

ถ้า
ถ้า

ถ้า

 

ฉันจะคิดลาจากโลกไหมนะ

 

สิ่งที่ฉันไม่ค่อยได้บอกใครเลยก็คือ นับตั้งแต่อายุ 30 ปี ฉันมักจินตนาการถึง worst case scenario หรือ ฉากเลวร้ายที่มีสิทธิเกิดขึ้นได้ เสมอๆ … แล้วฉันมักจะคิดต่อว่า ถ้ามันเกิดขึ้นจริง ฉันควรมองโลกด้วย “ทัศนคติ” หรือ มุมมอง แบบไหน ที่จะทำให้ฉันผ่านมันไปได้ โดยไม่จบลงที่การจบชีวิตตัวเอง

 

ก่อนมาญี่ปุ่น ฉันอ่านหนังสือของ เลน่า มาเรีย คนที่เกิดมาเกือบจะไร้แขนขา แต่เธอมองโลกในแง่ดี และกลายมาเป็นนักร้อง นักเขียน เป็นแม้กระทั่งนักกีฬาเลยด้วยซ้ำ

 

เรื่องราวเหล่านี้มักทำให้เราทึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันมักสงสัยคือ ถ้าฉันเจอสถานการณ์เดียวกับเธอ ฉันจะตัดสินใจต่างออกไปไหม

ฉันจะใช้ชีวิตต่ออย่างไร และอะไรที่จะทำให้ฉันเลือกไปต่อได้

แม้เรื่องเลวร้ายที่สุดจะได้เกิดขึ้นแล้ว

 

 

 

ในวันที่โลกร้ายใส่เรา อะไรที่พอจะเป็นแรงผลักดันให้เราเลือกไปต่อ

ความฝันแบบไหน

ความหวังแบบไหน

ช่วงเวลาแบบไหน

ที่ทำให้เรายังอยากผจญภัยบนโลกนี้ต่อ

 

ตอนนั้นเอง ที่ทีมโค้ชสอนสกี บอกให้พวกเราขึ้นเคเบิลคาร์ จากพื้นราบด้านล่าง เราขึ้นเคเบิลคาร์ที่ค่อยๆ ไต่ขึ้นบนเนินเขา

 

ภูเขากว้างใหญ่ หิมะขาวโพลน ลมฤดูหนาวที่พัดมาตีหน้า อยู่ๆ ฉันก็คิดว่า นี่ช่างมหัศจรรย์จังเลย

ชั่วขณะที่อยู่บนเคเบิลคาร์ กับความรู้สึกที่สัมผัสถึงความเป็นไปได้ไม่รู้จบที่อาจเกิดขึ้นได้ในชีวิต

นับตั้งแต่วันนั้น ฉันจดจำโมเม้นท์นั้นไว้กับตัว

 

เราทุกคนอาจเคยเผชิญกับโมเม้นท์เหล่านี้ ในสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป

 

ในวันที่โลกร้ายใส่เรา

ช่วงเวลาแบบไหน

ที่ทำให้เรายังอยากผจญภัยบนโลกนี้ต่อ

 

สำหรับฉัน โมเม้นท์บนเคเบิลคาร์ในทริปสกี คือหนึ่งในช่วงเวลานั้น

 

 

1619545_10151985461983235_2138375717_n (1)

[blog] ยื่นภาษี 2561 สำหรับฟรีแลนซ์แบบแปลกๆ

เรื่องภาษีเป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยชินเสมอ อาจเพราะหลายปีที่ผ่านมา ชีวิตการทำงานมักมีอะไรแปลกประหลาดหน่อยๆ

ปี 2560 ที่ผ่านมา ก็แปลกประหลาดอยู่บ้าง

ช่วงครึ่งปีแรก เรียกได้ว่าทำงานอยู่ในองค์กร มีเงินเดือนแบบที่ยื่น ภงด.1 และจ่ายประกันสังคมปกติ (องค์กรหักออก)

ช่วงครึ่งปีหลัง เรียกได้ว่าเป็นฟรีแลนซ์ รับงานเขียน แต่รับแบบเหมาจ้าง คือเราไม่ได้ถือลิขสิทธิ์จากตรงนั้น รายได้ที่ได้ นับเป็นแบบที่ต้องยื่น ภงด.3

ช่วงพักงาน ก็ไม่ได้จ่ายประกันสังคม เพราะสิทธิยังคุ้มครองอยู่ จนเดือน พ.ย. 2560 จึงได้ทำประกันตน ม.39 เดือนละ 432 บาท

ทีนี้พอยื่นภาษี ก็เลยจะมีคำถามหน่อยๆ ดังนี้

1/ในส่วน ภงด.1 และ ภงด.3 จะต้องกรอกยังไง

คำตอบที่ได้คือ

ภงด.1 ต้องเลือกกาช่อง มาตรา 40(1)

ภงด.3 ต้องเลือกกาช่อง มาตรา 40(2)

แต่ถ้าใครเขียนหนังสือเล่ม หรือทำงานที่ได้ลิขสิทธิ์ ให้กรอก มาตรา 40(3)

111

 

 

2/ประกันสังคม

ถ้าเลือกยื่นแบบภาษีทางออนไลน์

การยื่นภาษีออนไลน์นั้น เมื่อเราแจ้งรายได้จากเงินเดือน (กาช่อง มาตรา 40(1)) ระบบออนไลน์ของสรรพากรจะคำนวณให้อัตโนมัติให้ โดยคิดเป็น 5%

แต่กรณีนี้ไม่ครอบคลุม ประกันสังคม ม.39 (แบบที่เราจ่ายตอนเป็นฟรีแลนซ์)

ดังนั้น ถ้าอยากใช้สิทธิที่จ่าย ประกันสังคม ม.39 (เดือนละ 432 บ.) ด้วย ก็ต้องยื่นแบบด้วยตนเองที่สรรพากรใกล้บ้าน

 

3/กรณีจ่ายประกันสังคม ม.39 ที่ 7-11 

กรณีนี้ ใบเสร็จที่ 7-11 ไม่สามารถนำมายื่นใช้สิทธิกับสรรพากรได้

ต้องโทรหรือขอเอกสารกับทางสำนักงานประกันสังคม เขตที่เรายื่นแบบ ม.39 ไว้ค่ะ

 

4/คำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สรรพากร

คำแนะนำเหล่านี้เราได้จากการโทรถามสายด่วนสรรพากร โทร. 1161

รอสายไม่นานมาก ถือว่าน่าประทับใจ

เจ้าหน้าที่ยังให้คำแนะนำว่า สำหรับผู้ที่ยื่นแบบด้วยตนเองที่สรรพากร ให้เตรียมแบบสำเนาไปทุกอย่าง สำเนาเอกสาร ภงด. ต่างๆ, สำเนาลดหย่อน เป็นต้น เพราะสรรพากรจะไม่เก็บเอกสารเหล่านี้ไว้ จะนำไปทำลาย ดังนั้นเราต้องเก็บตัวจริงไว้อ้างอิง เผื่อมีกรณีที่ต้องอ้างอิงภายหลังนั่นเอง

 

เหล่านี้ถือเป็นเรื่องภาษีเบื้องต้นที่พบเจอในปีนี้

หวังว่าจะพอมีประโยชน์บ้างนะคะ

 

[blog] เราเจอกันครั้งแรกที่ไหนนะ

IMG_20180131_202741.jpg

 

“เราเจอกันครั้งแรกที่ไหนนะ”

จำได้ไหมคะ? … เราเจอกันครั้งแรกที่ไหน

 

เดือนกุมภาพันธ์ เป็นเดือนที่สั้น และสำหรับหลายคน มักเชื่อมโยงมันเข้ากับเรื่องโรแมนติก

วันนี้ไม่ได้มีเรื่องโรแมนติกจะเล่า แต่ประโยคที่เปิดหัวไว้ คือประโยคที่เพิ่งคุยกับเพื่อนในวันก่อน

“คนสองคนเจอกันครั้งแรกที่ไหน”

คือบทละครที่เราคุยกันค่ะ

 

 

…..

ช่วงนี้ฉันเกิดอยากเขียนบทละครขึ้นมา เลยไปปรึกษาเพื่อนคนหนึ่งที่จบมาด้านนี้ และทำงานด้านนี้มาเกินสิบปีแล้ว ถือได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่ง

ฉันเคยเรียนเขียนบทเมื่อสิบปีกว่าปีก่อน แต่เป็นบทละครเวทีกับบทหนัง (ซึ่งก็ลืมหลักการไปเยอะแล้ว) …​ ตลอดชีวิตนั้นฉันมีปัญหากับการเขียนเรื่องยาวมาตลอด นั่นเป็นเหตุผลให้ฉันไม่เคยเขียนนิยายจบเรื่อง และไม่เคยกล้าคิดเขียนบทละครด้วย

แต่เพราะหมู่นี้ตระหนักได้ว่า อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว อยากทำอะไรก็จงทำเสียเถอะ

พอรู้สึกอยากลองเขียนบทละครโทรทัศน์ดู ก็เลยรีบนัดเพื่อนคุย

จริงๆ แล้ว ปัญหาก่อนหน้านี้ (และยังคงเป็นปัญหาในปัจจุบัน) ของฉันก็คือ ฉันเป็นคนคิด Situation (สถานการณ์) และ Dialouge (บทสนทนา) ไม่เก่งเลย

เรื่องที่เขียนไว้ส่วนใหญ่ มักจะอิงจากประสบการณ์จริงเกินครึ่ง ถ้าแต่งขึ้นมา ก็ต่อเติมจากประสบการณ์จริง หรือเรื่องที่มีคนเคยเล่าให้ฟัง

ฉันมักจะเขียนเรื่องไกลตัวมากๆ ไม่ได้ เช่น ถ้าจะให้เขียนเรื่องตลกของร้านค้าในทองหล่อ ฉันจะเขียนไม่ได้ทันที

อย่าหวังว่าจะเขียนเรื่องแฟนตาซีจำพวก พ่อมดหมอผีเลย อันนั้นยิ่งทำไม่ได้ใหญ่

“คิด Situation ฝึกช่วงแรกๆ ก็ให้ฟุ้งไปเรื่อยๆ ก่อน ฟุ้งไปเลย ส่วน Dialogue ถ้าเราสร้างตัวละครให้แน่น ให้กลมแล้ว มันจะมาเอง แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ไง บางทีกว่าจะค้นเจอตัวละครจริงๆ ก็ตอน 10 แล้ว”

เพื่อนเล่า

“ในการสร้างเรื่อง พื้นฐานคือต้องมีตัวละคร แล้วจากนั้นตัวละครต้องเจอ Conflict ใช่ไหม”

เพื่อนยังคงเล่าแต่คราวนี้แทรกคำถามมาด้วย

“วิธีฝึกที่ดีที่สุดก็คือ ลองคิดดูว่า ตัวละครเจอกันครั้งแรกที่ไหน เจอกันยังไง ในสถานการณ์แบบไหน”

“เดี๋ยวฉันต้องไปบรรยายให้น้องๆ ที่มหาวิทยาลัยฟัง โจทย์นี้แหละที่ชั้นจะให้เด็กทำ จะบอกเด็กว่าจงไปคิดฉากที่ตัวละครสองตัวเจอกันครั้งแรกมาให้ได้ ฟังดูง่าย แต่ไม่ง่ายนะเว้ย”

 

ใช่, ไม่ง่ายเลย ยากชะมัด

ถึงตอนนี้ก็ยังคิดไม่ออกเลย

 

…..

ถ้าชีวิตเป็นบทละคร

คิดว่า…เราเจอกันครั้งแรกที่ไหน อย่างไรคะ

 

 

 

 

ป.ล. กำลังลองเริ่มเขียน ถ้าเขียนร่างแรกจบแล้ว จะอัพเดทให้ฟังนะคะ