[book] ความงามแห่งฟิสิกส์

#DearTiktokRead2017

Seven Brief Lessons on Physics

วามงามแห่งฟิสิกส์
เขียน :   Carol Rovelli

แปล:   สุนันทา วรรณสินธ์ เบล

สำนักพิมพ์  Openworlds Thailand

ราคา 165 บาท

เป็นหนึ่งในหนังสือที่โรแมนติกที่สุดเท่าที่เคยอ่าน ทำไมถึงรู้สึกอย่างนั้นก็ไม่รู้ แต่รู้สึกอย่างนี้จริงๆ 
ตอนมัธยม เราเป็นเด็กสายวิทย์ที่ได้เกรดสี่ฟิสิกส์มาตลอด แต่เราไม่เคยมองเห็นความมหัศจรรย์ของฟิสิกส์มาก่อน ทั้งที่จริงแล้วฟิสิกส์เป็นฐานรากของธรรมชาติ คงเป็นเพราะ  Elon Musk มั้ง ที่ทำให้เราหันกลับมาสนใจฟิสิกส์อีกครั้ง (Musk จบฟิสิกส์นะ)

หนังสือเล่มนี้บางมาก แต่พูดถึงสิ่งสำคัญที่เราน่าจะรู้ได้ครบถ้วน มันพูดถึงสองทฤษฎีอันงดงามที่สุด แต่ก็ขัดแย้งกันเอง อย่าง สัมพัทธภาพทั่วไป และ กลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งเป็นสิ่งที่นักฟิสิกส์ก็ไม่ย่อท้อที่จะหาคำอธิบาย และหลังจากพาเราไปสำรวจจักรวาล และอนุภาคเล็กๆ หนังสือเล่มนี้ยังพาเราย้อนกลับมาหาตัวเรา  ด้วยการพยายามตอบคำถามว่า แล้วเราในฐานะมนุษย์ อยู่ในจุดใดของกฎธรรมชาติ เสรีภาพของเราขัดแย้งกับกฎทางธรรมชาติไหม แล้วเวลาคืออะไร ความทรงจำคืออะไร มันทำให้เราคิดถึงบทกวี วรรณกรรม คิดถึงชีวิต อดีต ปัจจุบัน และอนาคต นี่เป็นหนังสือที่งดงามจริงๆ นะ

บางบทตอนที่ชอบมากคือ ตอนที่บอกว่า เกลล์-มันน์นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน เรียกอนุภาคที่ก่อตัวไปเป็นนิวตรอนและโปรตอนว่า “ควาร์ก” (quark) โดยได้รับแรงบันดาลใจจากคำไร้สาระในวลีไร้สาระจากนวนิยายเรื่อง Finnegans Wake ของเจมส์ จอยซ์ ที่ว่า “สามควาร์กสำหรับมัสเตอร์มาร์ก!” และควาร์กนี้ ก็อยู่ในทุกอย่างที่เราสัมผัสจับต้อง

เป็นการผลิตคำเรียกขานความจริงของธรรมชาติ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณกรรมของจอยซ์ แท้จริงแล้ว วิทยาศาสตร์กับวรรณกรรมก็ไม่เคยหนีไปจากกันสินะ

แท้ที่จริง มันอาจเป็นสองสิ่งที่คอยเปิดเปลือยความจริงแท้ของโลก ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันล่ะมั้ง

#Physics #Book #DearTiktok

[Read] TV People by Haruki Murakami

TV People

written: Haruki Murakami 

สำนักพิมพ์กำมะหยี่

หลายคนแปล

6 เรื่องสั้นหลากรสชาติ เปิดมาเรื่องแรกนี่ไม่ชอบเลย เริ่มเข้าใจอารมณ์คนไม่ชอบงานมูราคามิแล้วล่ะ แต่พอเจอเรื่องสาม A folklore for my generation: a prehistory of late-stage capitalism นั้นถึงกับต้องอุทานว่า “เหี้ย” (คำชม) เราเคยเขียนไว้ใน GM ว่างานของมูราคามิที่มันสัมผัสใจเราเพราะมันมักเปิดเผยร่องรอยเจ็บปวดเบาบางของชนชั้นกลาง มันไม่ใช่วิกฤตซับซ้อนอะไร มันคือ กลัวเพื่อนไม่รัก กลัวโดนปฏิเสธ มีความไม่ลงรอยบางแง่กับครอบครัว (แต่ก็ไม่ร้ายแรง) 
เจอเรื่องสุดท้ายยิ่งเหี้ยกว่า (คำชม) Sleep นี่มันสุดตีนมาก แล้วมันเล่าเรื่องแม่บ้านญี่ปุ่น คือแบบ ทำไมผู้ชายถึงได้เข้าใจความนึกคิดของผู้หญิงแบบนี้วะ การไม่ได้ตั้งคำถามของตัวละคร แต่แสดงความรู้สึกต่อชีวิตอันเป็นแบบแผน แต่ไม่ได้จะท้าทายใหญ่โต อ่านแล้วเหมือนโดนทุบหัว
อนึ่ง เพิ่งคิดได้ว่ามูราคามิชอบเขียนถึงตัวละครที่ประสบความสำเร็จด้านการงาน (และการเงิน) ใส่เสื้อผ้าแบรนด์ดีๆ พอเราอ่านหนังสือ Japanization ก็ถึงบางอ้อ มูราคามิเติบโตมาในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู อันที่จริง ตัวของเขาก็ถือว่าหยิบจับอะไรก็ประสบความสำเร็จเร็ว (แน่นอนว่าเขาทำงานหนัก) มันเหมือนสะท้อนผู้คนในวงโคจรเขาเลย
4/5

ได้คะแนนเยอะจากเรื่องสุดท้าย คือ Sleep

ในโลกที่สิ่งซึ่งเรารู้จักกำลังล่มสลาย เราก็แค่ต้องสร้างสิ่งใหม่ขึ้น

ช่วงหนึ่งที่ย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัด ฉันเคยเกิดภาวะแอนตี้ความเป็นเมืองหน่อยๆ อาการแอนตี้นี้ลามไปถึงทุกสิ่งทุกแขนงที่ดูล้ำสมัย ฉันคิดไปเอง ว่ามันดูโม้ จับต้องไม่ได้ และไม่เชื่อมต่อกับชีวิตของผู้คนจริงๆ อย่างถึงที่สุด

ตอนที่ Drone เปิดตัว และต่อมาก็เริ่มเป็นกระแส ฉันเห็นเพื่อนในแวดวงเอเจนซี่และอีเวนท์ (หรือแม้กระทั่งสื่อและพีอาร์) เริ่มพูดถึงมัน ฉันกลอกตา ตอนนั้นสารภาพว่าฉันทำตัวเป็นคนแก่หลงยุค คล้ายๆ ตาลุงคนหนึ่ง*ที่โพสโวยวายเรื่องโฆษณาชุดชั้นในที่ปรากฎอยู่บนเว็บข่าวออนไลน์แห่งหนึ่งนั่นแหละ ฉันแอนตี้กลุ่มคำศัพท์ใหม่ๆ จำพวก AI, Big data ประเทศไทยยังมีคนสนับสนุนรัฐประหารอยู่เลย และเราก็ยอมให้กองทัพเอาเงินไปซื้อเรือดำน้ำได้มากกว่าเอาเงินมาทำ Universal Healthcare Policy แล้วจะหวังอะไรกับคำล้ำสมัย สิ่งประดิษฐ์สร้างที่น่าทึ่งพวกนั้น มันแค่ความหวือหวาจากโลกตะวันตก ที่คงไม่ได้เปลี่ยนแปลงประเทศไทย หรือเสกการเลือกตั้งครั้งใหม่ให้เกิดขึ้นได้เร็ววันหรอก

แต่แล้วฉันก็รู้จัก Elon Musk ผู้ชายน่าทึ่งคนหนึ่งที่เพื่อนร่วมงานหลายคนเคยบอกว่าเขาเป็นคนร้ายกาจ ฉันนั่งดู Elon พูดใน Ted Talk แล้วมีอะไรบางอย่างทำให้ฉันรู้สึกทึ่ง ในโลกนี้มีมนุษย์คนหนึ่งที่ฝันใฝ่และเชื่อมั่นได้ขนาดนี้เชียวเหรอ อะไรนะ? มนุษย์ธรรมดาก็สามารถเดินทางไปดาวอังคารได้? อะไรนะ? รถยนต์ไฟฟ้าที่แล่นได้และมีสถานีให้เติมไฟกระจายอยู่ทั่วอเมริกา ที่สำคัญ ชาร์จไฟฟรีตลอดชีพ? อะไรนะ? Hyperloop ความเร็วสูงจาก LA ไป Vegas แค่ 30 นาที? โห…ไม่บ้ามาก ก็คงต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์มากนะเนี่ย ฉันคิด จากจุดนั้น ฉันเลยค่อยๆ ปรับทัศนคติที่มีต่อความล้ำสมัย แล้วค่อยๆ มองออกไปให้กว้าง ว่าเทคโนโลยีสามารถทำให้บางสิ่งเก่าล่มสลาย และบางสิ่งใหม่พร้อมจะงอกเงยเพื่อสิ่งที่ดีกว่าหรือไม่ … ฉันกำลังค่อยๆ ปรับสายตา

คำว่า Drone โผล่มาในวงจรชีวิตอีกระลอก, แน่ล่ะ มาจากชายหนุ่มรุ่นใหม่คนหนึ่งในชั้นเรียนปริญญาโทที่โตได จริงๆ เขาศึกษาด้านวิศวกรรรมพลังงานนิวเคลียร์ แต่ชอบเดินทาง และลองของใหม่ หลายปีก่อนเขาเริ่มนำ Drone มาใช้ถ่ายรูปป่าเขาลำนำไพรที่เขาดั้นด้นไปไม่ถึง มันทำให้เราได้เห็นภาพในจุดที่เราไม่เห็น อย่างเช่น จุดที่เป็นจุดอันตราย เสี่ยงตาย หรือเสี่ยงรังสีร้ายแรง ขณะเดียวกัน พอฉันกลับมาทำงานที่จังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน ทำงานร่วมกับ อบต. อบจ. วัดวา ชุมชน และผู้ว่า ฉันพบว่า กลุ่มถ่ายภาพแถวนี้ ก็ใช้ Drone ในการถ่ายภาพมุมสูงขณะเกี่ยวข้าว ถ่ายภาพตอนน้ำท่วมเมืองหนองบัวลำภูเพื่อใช้ในการระบุเส้นทาง อย่างน้อยเทคโนโลยีก็ยังมีประโยชน์ต่อผู้คน เราแค่ต้องเรียนรู้การใช้งานที่เหมาะสมสินะ

ในวงการเอเจนซี่หรืออีเวนท์ ก็มีคนนำ Drone ไปใช้จำนวนมาก แน่นอนว่าหลักๆ เพื่อสร้างความรู้สึก WOW, ก็มนุษย์น่ะเนอะ เราทุกคนล้วนอยู่เพื่อช่วงเวลาเหล่านั้นแหละ … ช่วงเวลาที่ทำให้หัวใจเต้นแรง ช่วงเวลาที่รู้สึกว่า มีความหมายและน่าจดจำ

ในวงการ E-commere หรือร้านค้าออนไลน์ที่คนไทยคุ้นเคย เหมือนจะเริ่มมีการพูดถึง Drone ในแง่การส่งสินค้าให้ลูกค้าแล้ว ฉันไม่แน่ใจว่ามีเจ้าไหนทำไปหรือยัง จริงๆ จะส่งโดย Drone หรือส่งโดย LineMan หรือเจ้าเดลิเวอรี่ไหน ก็คล้ายคลึงกันในแง่ฟังก์ชั่นนั่นแหละ คือคนรับได้รับของ แต่ถ้าส่งโดย Drone ในภาวะน้ำท่วมแล้วประหยัดเงินค่าส่งกว่า คนคงเริ่มอยากหันมาส่งสินค้าทางนี้ … และแน่นอนว่า รัฐอาจออกนโยบายมาควบคุมอีกที (ซึ่งควรต้องกำหนดให้เหมาะกับยุคสมัย)

สองปีที่แล้ว Swiss Post หน่วยงานกลางไปรษณีย์ของสวิสเริ่มทำการทดสอบการใช้ Droneในการจัดส่งไปรษณีย์และพัสดุ ความที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้ผู้คนเริ่มส่งจดหมายและพัสดุไปรษณีย์หากันน้อยลง รายได้ของ Swiss Post ในช่วง 2-3 ปีหลังตกต่ำลง ผู้บริหารจึงเริ่มมองหาช่องทางใหม่ๆ และคิดว่า ในโลกที่สิ่งเก่าอาจกำลังล่มสลาย องค์กรก็ควรปรับตัว และอ้าแขนรับสิ่งใหม่ แนวคิดเรื่องทดลอง Drone มาใช้ส่งของจึงเกิดขึ้น และในปี 2017 นี้ Swiss Post เพิ่งประสบความสำเร็จ กับการนำร่องส่งตัวอย่างอุปกรณ์ห้องแล็บระหว่างสองโรงพยาบาลในประเทศสวิส และคาดว่าจะเปิดให้บริการจัดส่งแบบนี้ได้ในปี 2018**  เรื่องนี้อาจสอนให้รู้ว่า การมีผู้นำองค์กรที่มีวิสัยทัศน์นั้น พวกเขาจะไม่ต่อต้านความเปลี่ยนแปลง พวกเขาเข้าใจว่าเมื่อบางสิ่งถึงเวลาต้องล่มสลาย เราแค่ต้องปรับตัว และใช้พลังไปกับการสร้างสิ่งใหม่ขึ้นดีกว่า

สารภาพว่าฉันยังคงเป็นมนุษย์ที่ชอบเขียนจดหมายลงกระดาษ ทั้งยังไม่คิดว่าตัวเองจะมีปัญญาเดินทางไปดาวอังคาร ทุกวันนี้ก็ยังใช้รถยนต์ที่ต้องเติมน้ำมันอยู่ … เทคโนโลยีหลายอย่างผ่านเข้ามาในการรับรู้ มันอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือทางเลือกในการดำเนินชีวิตของฉันในขณะนี้ แต่ฉันก็กำลังเฝ้ารออย่างตื่นเต้นว่า สิ่งใหม่ที่ศักยภาพของมนุษย์จะสร้างขึ้นในอนาคตนั้น จะมีบทบาทอย่างไรในการเปลี่ยนแปลงชนบทไทยอย่างไรได้บ้าง

จากระเบียงบ้านพัก ฉันมองออกไปเห็นทุ่งนารกร้างที่กำลังรอฝนมาเยือน

ฉันปรับสายตา และคิดถึงประโยคหนึ่ง

“ในโลกที่สิ่งซึ่งเรารู้จักกำลังล่มสลาย เราก็แค่ต้องสร้างสิ่งใหม่ขึ้น”

เท่านั้นเอง

Note:

* ที่มา https://thematter.co/thinkers/clash/digitalliteracy-notporn/20887

** ที่มา http://aircargoworld.com/swiss-post-matternet-pioneer-medical-drone-delivery/