02.01.19 : วิถีใหม่ของการอ่าน (รีวิวการอ่านของตัวเอง)

บล็อกที่ 2 ของปี 2019 ก็ยังมาดึกเช่นเคย (จริงๆ ตอนโพสคงเลยเที่ยงคืนไปแล้ว แต่ขออนุญาตนับเป็นบล็อกของวันที่ 2 มกราคม นะคะ)

 

วันนี้จะมารีวิวพฤติกรรมการอ่านที่เปลี่ยนไปของตัวเองค่ะ

ช่วงครึ่งปีหลัง เป็นช่วงที่ตัวเองปรับพฤติกรรมอ่านไป พฤติกรรมในที่นี้ หมายถึงสถานที่และเวลาที่เลือกอ่านค่ะ

ครึ่งหลังของปี เราอ่านหนังสือเวลาเดินทางไปทำงานมากขึ้น เนื่องจากเลิกขับรถแล้ว (เพราะมีปัญหาที่จอดรถ) เลยต้องใช้ขนส่งสาธารณะ คือ เรือคลองแสนแสบ + รถไฟฟ้าใต้ดิน โดยช่วงที่โดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินนี้เอง ถือเป็น Prime Time ที่ทำให้เราอ่านหนังสือจบหลายเล่มเลย

เช้าและเย็นวันจันทร์ถึงศุกร์ เราจะมีเวลาอยู่บนรถไฟใต้ดินเที่ยวละประมาณ 15 นาที ไปกลับใน 1 วัน ก็แค่ 30 นาทีเอง แต่แค่ 15 นาทีนั้น บางทีเราก็อ่านหนังสือ (วรรณกรรม) บางเล่ม จบไปหนึ่งบทเลยทีเดียว

หนังสือที่จดจำว่าอ่านในรถใต้ดินปีที่ผ่านมา คือ “สู่อนันตกาล: ชีวิตฉัน และสตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง” (Travelling to Infinity: My Life with Stephen” ที่เขียนโดย เจน ฮอว์กิ้ง ภรรยาคนแรกของสตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง

หนังสือเล่มนี้หนากว่า 600 หน้า แถมเราอ่านเล่มนี้ต่อจากเล่มซีไรต์ของพี่แหม่ม วีรพร นิติประภา (พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ) ซึ่งเล่นกับสำบัดสำนวนประหนึ่งบทกวี พออ่านเล่มของ เจน ฮอว์กิ้ง ที่ใช้ภาษาในโทนเรียบมากๆ แถมยังหนา 600 กว่าหน้า ตอนแรกก็เกรงว่าจะอ่านไม่จบเหมือนกัน

แต่พอผ่านพ้นช่วงแรกไปได้ ก็พบว่า เป็นหนังสืออีกเล่มที่อยากแนะนำให้คนอ่านจริงๆ ค่ะ (ไว้จะหาเวลามารีวิววันหลัง)

 

อีกเล่มที่จดจำได้ดี เป็นเล่มที่ทำให้รักทุกวินาทีที่อยู่บนรถไฟใต้ดิน (เพราะเป็นช่วงที่ได้หยิบหนังสือมาอ่าน) คือ Call Me By Your Name ของ André Aciman (รู้สึกว่าจะออกเสียงว่า อังเดร อาซิมัน)

เราได้ดูหนังมาก่อนจะอ่านหนังสือเล่มนี้ เราชอบเวอร์ชั่นหนังมาก แต่ต้องยอมรับว่า เรารักเวอร์ชั่นหนังสือที่สุด และไม่แปลกใจเลย ที่หนังสือเล่มนี้ได้กลายเป็นหนังสือในดวงใจของหลายๆ คน

คนที่เคยได้ยินชื่อเสียงของ Call Me By Your Name มาบ้าง คงพอรู้ว่าเป็นเรื่องราวความรักของคนคู่หนึ่งที่พบกันในช่วงฤดูร้อน โดยเป็นความรักของชายหนุ่มกับเด็กหนุ่ม แต่จริงๆ เรื่องราวที่อาซิมันถ่ายทอด มันตราตรึงและสัมผัสใจคนได้ทุกคน เพราะเขากำลังพูดถึงรักแรก การดำรงอยู่ พร้อมการแตกสลายของมัน  … ซึ่งมันเป็นสิ่งที่แทบจะเรียกได้ว่า เป็นสากล

ขอพูดถึง Call Me By Your Name แต่เพียงเท่านี้ก่อน เพราะอยากให้พื้นที่กับการพูดถึงพฤติกรรมการอ่านที่เปลี่ยนไปของตัวเอง

ในช่วงที่เปลี่ยนวิถีการเดินทาง จากขับรถมาใช้ขนส่งสาธารณะนั้น เราพบว่า เรามีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น แถมเรายังชอบอ่านตอนเดินทาง มากกว่าตอนอยู่ในห้องพักเสียอีก

เวลาอยู่ห้องพัก เรามักจะหมดเวลาไปกับการไถมือถืออ่านแฟนฟิกชั่นในแอพ Joylada หรือไม่ก็ Dek-D (นิยาย) เสียมากกว่า

เราค้นพบว่า แม้เราจะใช้เวลาอยู่ในห้องพักนานกว่าเวลาที่เดินทางโดยรถไฟใต้ดินอีก (อยู่บนรถไฟฟ้าใต้ดินแค่วันละ 30 นาทีเอง) แต่เวลาที่อยู่ในห้อง มันไม่ชวนเชิญให้อยากอ่านเลย นั่นเพราะเมื่อเรารู้สึกว่า เราอยู่คนเดียว มันชวนขี้เกียจอย่างไรชอบกล ขี้เกียจมากจนอยากทำแค่ไถมือถือเท่านั้นเอง (แอบนิสัยไม่ดี)

กลับกัน เวลาอยู่ข้างนอก พอเราแอบตั้งกฎให้ตัวเอง ว่าจะอ่านหนังสือเวลาโดยสารรถใต้ดิน พอเข้าไปรถไฟใต้ดินแล้ว ถ้าเราหยิบมือถือขึ้นมา เราจะรู้สึกผิดกับตัวเองมากๆ แถมพอมองๆ ไป ส่วนใหญ่ทุกคนก็หยิบมือถือมาไถอยู่แล้ว การที่เราค่อยๆ หยิบหนังสือสือขึ้นมาจากกระเป๋า ค่อยๆ ใช้มือบรรจงพลิกหน้าทีละหน้า พร้อมกับที่ประคองตัวเองให้ยังยืนทรงตัวและอ่านหนังสือไปด้วยกันได้ มันเป็นจังหวะที่รู้สึกดีกับตัวเองมาก และแอบสังเกตว่า เวลาหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน คนจะแอบหันมามองเช่นกัน

เวลาที่อ่านหนังสือจบเล่มบนรถไฟใต้ดิน ก็จะรู้สึกฟินมากๆ เหมือนกับได้ทำภารกิจบางอย่างสำเร็จแล้ว

การค้นพบช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการอ่านหนังสือในแต่ละวัน (ของเราคือเวลาเดินทาง บนรถไฟใต้ดินขบวนที่ไม่แออัดนัก) ถือเป็นโมงยามหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง และทำให้เรากลายเป็นคนชอบช่วงเวลาสั้นๆ 15 นาทีนั้น

ชอบจนถึงขั้นเรียกว่า “โหยหา” เลยทีเดียวล่ะ

 

แล้วคุณล่ะคะ อ่านหนังสือช่วงเวลาไหนกันบ้าง?

 

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand

Advertisements

[TOKYO 2013] #11.1

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหาถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” (เช่นตอนนี้) แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

1907846_10152456626803235_3871830618429327567_n

 

This is not a story about Tokyo.
It is the story about people I met in Tokyo

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#11.1 : แดน พอตเตอร์ กับความจริงของเขา (1)

 

อุทิศ เหมะมูล บอกไว้ในหนังสือความเรียง Japan and I ว่า “ความจริงมาสู่เราได้หลากหลายรูปแบบ”

ความจริงจากแดน เดินทางมาสู่ฉันในรูปแบบอีเมล

 

บ่ายโมงของเสาร์สิ้นเดือนสิงหาคม ปี 2013 ฉันตื่นมาด้วยอาการเวียนหัวและอยากอ้วก ชัดเจนว่านี่คือผลของการเทแอลกอฮอล์เข้าร่างกายอย่างไม่ยั้งในคืนก่อน มันเป็นคืนที่แดนเป็นตัวตั้งตัวตีนัด “เพื่อนๆ” (ของเขา) มากินเลี้ยงกัน เสมือนงานเลี้ยงส่งก่อนเขาบินกลับอังกฤษ

แดนจะย้ายออกจากบ้านพักรวมซากุระ เซนดากิในวันจันทร์นี้แล้ว

เป็นวันจันทร์เดียวกับที่คลาสเรียนปรับพื้นฐานเด็กทุน (Preparation Class) ของฉันจะเริ่มต้นวันแรก

การจบสิ้นของคนบางคน แต่กลับเป็นการเริ่มต้นของใครอีกคน

เรื่องประหลาดของโลก เรื่องสามัญของชีวิต

 

ฉันเดินเข้าไปในครัว เจอแดนนั่งอยู่ เขาบอกว่าเพิ่งตื่นเหมือนกัน หลังกลับถึงบ้านเขาก็หลับเป็นตายโดยยังไม่ได้อาบน้ำด้วยซ้ำ “เป็นคืนที่บ้าบอดีนะ” แดนหัวเราะ คงจะจริง เมื่อคืนเขาสูบบุหรี่ไปประมาณห้ามวนได้ ปกติฉันไม่เคยเห็นเขาสูบบุหรี่เลยด้วยซ้ำ “จะสูบเวลาที่มีปาร์ตี้เท่านั้นแหละ” เขาบอกอย่างอารมณ์ดี

“รู้ไหมว่าถ้าจากไปแล้ว ฉันจะคิดถึงอะไรในโตเกียวที่สุด” เขาถามเสียงสดชื่น

“อะไรเหรอ”

“รถไฟเจอาร์สายสีเขียวอ่อน สายยามาโนเตะ ฉันชอบรถไฟเส้นนั้น” ตาของเขาสดใส “โดยเฉพาะสายยามาโนเตะที่แล่นออกจากสถานีนิชินิปโปริ” เขาหมายถึงสถานีรถไฟใกล้บ้านพักหลังนี้ “แต่ต้องเป็นขบวนโล่งๆ ที่คนไม่เยอะนะ”

แน่นอนอยู่แล้ว ไม่มีใครชอบรถไฟขบวนที่คนล้นแน่นและอัดกันเป็นปลากระป๋องหรอก

 

“นี่ เธอเห็นเฉินหรือเปล่าติ๊กต่อก หมู่นี้ฉันไม่เจอเขาเลย” แดนหมายถึงหนุ่มตัวสูงจากเซี่ยงไฮ้, คนที่จากไปแล้ว

“เฉินไปแล้ว เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ฉันไปส่งเขาขึ้นแท็กซี่เองแหละ” ฉันชงกาแฟแก้เมาค้าง พลางตอบคำถามไปด้วย

“เฮ้ย! จริงเหรอ แย่จัง สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์สุดท้ายที่ฝึกงาน ฉันมัวแต่ยุ่งจนไม่ได้คุยกับเฉินเลย” ถึงตอนนี้เสียงเขาไม่สดชื่นแล้ว

“รู้ไหมก่อนหน้าที่เธอจะย้ายมาอยู่ เฉิน เบน – คนที่เธอมาอยู่ห้องแทนเขาน่ะ แล้วก็ฉัน เราสามคนไปเที่ยวด้วยกันเป็นประจำ”

ฉันพยักหน้ารับ ฉันจำเบนได้ ฉันเจอเบนตอนค่ำวันที่ย้ายเข้ามานั่นแหละ อารมณ์ประมาณว่าเขาลืมของเลยแวะกลับมาเอา แล้วเขายังพูดแซวด้วยนะว่าฉันมาแย่งห้องเขาไป, นั่นไม่ตลกเลยสักนิด

“สุดท้าย ฉันก็เป็นคนสุดท้ายที่ย้ายออก” แดนถอนหายใจ

“ใครบอก” ฉันแย้งยิ้มๆ

“ฉันต่างหากที่เป็นคนสุดท้าย”

ฤดูร้อนกำลังจะจากไป แดนก็กำลังจะจากลา และเรายังไม่มีโอกาสไปตามรอยมูราคามิด้วยกันเลย

 

แดนเคยเล่าว่าเขามาฝึกงานด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์กับองค์กรธุรกิจแห่งหนึ่งใจกลางโตเกียว มันคงเป็นการฝึกงานหน้าร้อนที่โหดร้ายมาก เพราะฉันเห็นเขาวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา แต่ตอนนี้ความวุ่นวายนั้นจบลงแล้ว โปรเจ็กต์ที่เขาร่วมทำกับบริษัทในโตเกียวสำเร็จด้วยดี และด้วยการนี้ เท่ากับเขาสำเร็จปริญญาโทเรียบร้อยแล้ว

“แล้วเธอก็ต้องกลับไปทำงานที่อังกฤษสินะ”

“เปล่า” เขาปฏิเสธ “เดี๋ยวฉันต้องบินกลับมาต่อปริญญาเอกที่สิงคโปร์เดือนตุลาคมนี้”

“โห…นี่จะไม่พักหายใจหายคอกันเลยทีเดียว” นี่เป็นข้อมูลใหม่ที่ทำให้ฉันรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย

“เป็นจังหวะชีวิตน่ะ” เขายิ้มๆ แล้วยกชาจากเกาะอังกฤษขึ้นจิบ

 

จังหวะชีวิตนั้นเป็นเรื่องประหลาดดี ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองในวัยสามสิบสองจะต้องมาปักหลักเล่าเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่น ไม่เคยคิดฝันและวางแผนอยากเรียนปริญญาโทมาก่อน ทั้งยังไม่เคยหลงใหลในประเทศนี้ ตอนเริ่มทำงานนิตยสารใหม่ๆ ในวัยที่ฉันอายุเท่ากับแดนในตอนนี้ พี่บรรณาธิการแสนเก๋คนหนึ่งเคยพูดกับฉันว่า “ติ๊กน่าจะเหมาะกับยุโรปมากกว่า ถ้าได้ไปยุโรป ติ๊กจะต้องตกหลุมรัก” เธอวาดภาพไว้ว่า ถ้ามีโอกาส ฉันควรเลือกเรียนต่อที่ยุโรป

ผ่านมาเกือบสิบปีนับจากเธอวาดภาพฝันนั้นไว้ ฉันก็ยังไม่เคยไปยุโรปเสียที เอาเข้าจริง ฉันเดินทางไปเห็นโลกแค่ไม่กี่มุมเมือง

แตกต่างจากแดน เท่าที่ฟังเขาเล่า แม้ยังไม่เคยปักหลักทำงานรับเงินเดือนจริงจัง แต่เขาเคยเดินทางไปนั่นมานี่หลายแห่ง ภาคพื้นทวีปยุโรปนั้นต้องเคยไปมาแล้ว ส่วนดินแดนเอเชียเขาก็เหยียบย่างและสัมผัสมาไม่น้อย แอฟริกาตอนบนอีกล่ะ ฉันจำไม่ได้ว่าเขาเคยไปอเมริกาไหม แต่ฟังจากเรื่องเล่าในวัยยี่สิบสาม ฉันรู้สึกเหมือนเขาเป็นคนรุ่นใหม่จากประเทศโลกที่หนึ่งที่มาจากครอบครัวที่ฐานะเศรษฐกิจดีพอ ดีพอจนเอื้ออำนวยให้เขาได้เดินทางไปเห็นโลกในมุมที่เขาอยากเห็น สัมผัสวัฒนธรรมที่เขาสนใจ ได้ทุ่มเทเวลาศึกษาในเรื่องที่อยากศึกษา ได้แสดงความอยากรู้อยากเห็น และมีเวลาพอจะแสวงหาคำตอบ

โดยไม่เคยเอ่ยปากถาม ฉันคิดมาตลอดว่าแดนมาฝึกงานที่ญี่ปุ่นเพราะสนใจในตัวประเทศญี่ปุ่น (และอาจรวมถึงสนใจในตัวสาวญี่ปุ่นด้วย)

โดยไม่เคยเอ่ยปากถาม, ฉันคิดและรู้สึกไปเองว่าแดนก็คงเหมือนคนรุ่นใหม่จากประเทศโลกที่หนึ่งฐานะเศรษฐกิจดีจำนวนมาก

คือคงมีเรื่องเล่าน่าสนใจมากมายจากการเดินทางเสพโลก

แต่ชีวิตส่วนตัว เขาคงไม่มีเรื่องเล่าเจ็บปวดใดๆ

ในวัยยี่สิบสาม ชายหนุ่มชนชั้นกลางจากประเทศที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นแห่งแรกของโลก จะมีเรื่องเจ็บปวดอะไรแบกไว้มากมายหนักหนา

โดยไม่เคยเอ่ยปากถาม, ฉันคิด รู้สึก และตัดสิน

 

เพราะเห็นว่าแดนจะไปแล้ว และในบ่ายวันเสาร์ที่อากาศแสนจะดีเช่นนี้ ฉันคิดว่าเราน่าจะไปเดินเล่นกัน

“มีสวนชื่อริคุไกเอ็น ตรงใกล้ๆ นี้” อันที่จริงมันก็ไม่ได้ใกล้มากหรอกนะ “ใกล้กับสถานีโคมาโกเมะ เดินไปได้ ไปกันไหม”

“เย็นๆ นะ ตอนนี้ฉันขอตัวไปว่ายน้ำที่ยิมก่อน” แดนเป็นคนชอบว่ายน้ำ ทุกเสาร์และอาทิตย์เขามักจะหายตัวไปช่วงบ่ายเพื่อว่ายน้ำอยู่เสมอ

“งั้นเจอกันสี่โมงครึ่งหน้าบ้านนะ”

แล้วเราก็ทำสัญญาตกลงกันในยามบ่ายของวันสิ้นเดือนสิงหาคม

 

จากบ้านพักรวมสองชั้นย่านเซนดากิ เราหันหน้าเข้าหาถนนชิโนะบะสุ เลี้ยวขวา มุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ เดินผ่านแยกไฟแดงประมาณสามสี่แยก เราจะเจอกับสวนริคุไกเอ็น อันเป็นสวนกว้างใหญ่ที่ประกอบด้วยสระน้ำหลายสระกระจายตัวทั่วสวน ต้นไม้เขียวขจี และเนินเขาเป็นหย่อมๆ สวนแห่งนี้สร้างขึ้นในยุคเอโดะ ตำนานปากต่อปากจากนักท่องเที่ยวที่รักสวนเล่ากันว่า สวนแห่งนี้อาจเป็นสวนแห่งเดียวในโตเกียว ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหน คุณก็จะไม่เห็นหอคอยโตเกียว หรือแม้แต่โตเกียวสกายทรีเลย (แล้วมันจะดีไหมล่ะนั่น)

ฉันกับแดนไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าสวนแห่งนี้มองเห็นสองหอคอยอันโด่งดังของโตเกียวหรือไม่ เพราะข้อมูลที่เราประสบด้วยตัวเองคือ สวนริคุไกเอ็นนั้นเปิดทำการเวลาเก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น แต่เวลาที่พวกเราเดินมาถึงประตูสวนนั้นเป็นเวลาห้าโมงเย็นพอดี อันเป็นเวลาที่เจ้าหน้าที่กำลังปิดประตูสวน

เรามองหน้ากัน รู้สึกผิดหวังและจ๋อยหน่อยๆ ย่านใกล้ๆ สถานีโคมาโกเมะถือเป็นย่านเงียบเชียบ ไม่ได้มีร้านรวงน่าตื่นตามาคอยยุให้อยากช้อปปิ้ง แต่ไหนๆ เดินยี่สิบนาทีมาจนถึงย่านนี้แล้ว เราเลยคิดกันว่า งั้นเดินเล่นรอบๆ สำรวจเมืองดีกว่า เย็นย่ำที่อากาศดีและฝนไม่ตกอย่างนี้ การได้เดินล่องไปตามถนน มองดูผู้คน น่าจะเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดและรู้จักมุมสงบของมหานครโตเกียวมากขึ้น

 

เป็นการล่องไปบนถนนในเย็นวันนี้เอง ที่คำถามของแดนเริ่มต้นขึ้น

รวมถึงคำตอบของฉัน,​ ที่ฉันมาค้นพบภายหลังว่า เป็นคำตอบที่ไม่เข้าท่าที่สุดเท่าที่ฉันเคยตอบมา

และแดนควรเป็นคนท้ายๆ ของโลกใบนี้ ที่ฉันควรจะตอบแบบนั้นให้เขาได้ยิน

 

“นี่ เธอตั้งใจจะทำอะไรหลังเรียนจบแล้ว” เขาถามขึ้น ตอนที่เรามุ่งหน้าเดินไปยังสถานีโคมาโกเมะ จริงๆ มันเป็นการเดินเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดหมายทีเดียวล่ะ

“ใช้วุฒิปริญญาโทไปสมัครงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยใกล้บ้าน สอนอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับการเมืองและนโยบายสาธารณะ เขียนหนังสือ ทำกับข้าว และดูแลบ้านให้แม่” ได้ใจความและตรงประเด็น นี่แหละคำตอบของฉัน

“ทำงานใกล้บ้านก็ดีนะ ได้อยู่กับครอบครัว” เขาพูดด้วยสำเนียงอังกฤษเนิบช้าแบบที่เขามักใช้เป็นประจำ

“ว่าแต่บ้านของเธออยู่ไหนล่ะ”

“ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณเก้าชั่วโมงทางรถบัส” ขณะตอบออกไปฉันเห็นภาพตัวเองกำลังนั่งอยู่บนรถบัส มุ่งหน้ากลับบ้าน

“แล้วจะไม่คิดถึงกรุงเทพฯ เหรอ”

“กรุงเทพฯ วุ่นวายเกินไป” ฉันดึงสติตัวเองกลับมาบนท้องถนนของเมืองโตเกียว “รู้อะไรไหม ฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญจริงๆ สำหรับมนุษย์คือครอบครัว ผู้คนในชีวิตเราน่ะสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดอีก”

“ในหนังสือมูราคามิเล่มที่ฉันอ่านอยู่” ฉันหมายถึงเรื่อง บันทึกนกไขลาน หรือ The Wind-Up Bird Chronicle “มีตัวละครตัวหนึ่ง เป็นทหารที่รอดตายจากสงครามในจีนและถูกปล่อยตัวออกจากคุกในไซบีเรีย ผู้คนมักคิดว่าเขาโชคดีที่รอดมาได้ แต่เขากลับบอกว่านั่นคือคำสาป”

“ตอนที่เขากลับถึงบ้าน ผู้คนที่เขารู้จักล้วนตายจากไปแล้ว หญิงสาวที่เขาตั้งใจแต่งงานด้วยเข้าพิธีวิวาห์ไปกับคนอื่น สงครามอาจไม่ได้พรากชีวิตเขา แต่สงครามพรากผู้คนสำคัญไปจากเขา เขามีชีวิตอยู่อีกยืนยาว แต่กลับรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น”

“ถ้าเลือกได้ เขาพร้อมจะตายไปในวันนั้น ในสงครามที่แมนจูเรีย ฉันจำประโยคนี้ของเขาได้” ฉันเห็นแดนจ้องมองมาในตอนที่ฉันพูดอย่างนั้นออกไป

“ฉันคิดว่าสิ่งที่ตัวละครนี้พูด มันจริงมาก คนเราจะมีชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่มีครอบครัวรอคอย และไม่มีคนที่เรารักหลงเหลืออยู่อีกแล้วทำไม เราจะทำงานหนักไปเพื่ออะไร เราจะเดินทางไปเห็นโลกกว้างเพื่ออะไร ถ้าไม่มีใครที่คอยรับฟังเรื่องราวของเราแล้ว”

แดนนิ่งเงียบ มันเป็นความเงียบที่ในวันนั้นฉันละเลยที่จะสังเกตเห็น

ฉันมัวแต่พูด และตอบคำถามประหนึ่งตัวเองเป็นศูนย์กลางโลก…โดยไม่ทันเฉลียวใจอะไรรอบตัวด้วยซ้ำ

 

เราจบวันกันด้วยไอศกรีมคนละถ้วย มันเป็นร้านที่อยู่ระหว่างทางเดินกลับบ้าน ฉันไม่รู้ว่าไอศกรีมนั้นมีฤทธิ์ช่วยเยียวยาพิษเหล้าได้ไหม แต่สำหรับฉัน ไอศกรีมคือความเย็นสดชื่น ใช่ มันไม่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเติบโตของชีวิต แต่มันช่วยให้ผ่อนคลาย และทำให้ฉันนิ่งได้มากพอที่จะสังเกตสังกาและเฉลียวใจกับอะไรรอบตัวได้บ้าง

เราเพิ่งเดินผ่านร้านราเม็งที่มีคนยืนต่อแถวกันสี่ห้าคิว ร้านอยู่ใกล้บ้านมากจนฉันคิดว่าพรุ่งนี้น่าจะหาโอกาสแวะมา “ฉลองก่อนเธอกลับไง” ฉันบอกแดน

“ไม่แน่ใจนะ” น้ำเสียงเขามีความไม่แน่ใจอยู่จริงๆ “พรุ่งนี้ฉันต้องแวะไปซื้อของฝากแถวอากิฮาบาระ กินซ่า อุเอโนะ แล้วต้องเก็บกระเป๋าอีก นี่ยังไม่เริ่มแพ็กเลย”

“งั้นตามสบายแล้วกัน” จริงๆ แล้วฉันรู้สึกใจหายเหมือนกันนะที่เขาจะไปแล้ว

“นี่ติ๊กต่อก” เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง “ฉันขอรบกวนอะไรบางอย่างได้ไหม”

“อะไรล่ะ”

“ฉันยังไม่ได้ตรงกลับลอนดอนเลย จะไปเที่ยวตามเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่นก่อน อาจจะนั่งรถไฟไปเกียวโต หรือซัปโปโร ว่าจะแบกเป้ไป ส่วนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ฉันฝากไว้ที่ห้องเธอได้ไหม ไม่อยากขนไปด้วยน่ะ”

ฉันตักไอศกรีมรสวานิลลาเข้าปาก คิดว่าพอรู้คำตอบของตัวเองอยู่แล้ว

“ได้สิ ไม่มีปัญหา”

“แน่นะ”

“แน่สิ”

“ขอบคุณมาก”

“เธอจะไปเมื่อไหร่”

“วันจันทร์นี้”

เมื่อมหาวิทยาลัยเปิดเทอม จำนวนเพื่อนที่ฉันมีในโตเกียวคงเพิ่มขึ้น แต่ในตอนนี้ อย่างน้อยที่สุด เพื่อนหนึ่งคนกำลังจะหายไป

“งั้นฉันจะเอากุญแจห้องไปฝากไว้ให้เธอวันจันทร์เช้าก่อนไปเรียนนะ เธอสะดวกเอากระเป๋ามาเก็บไว้กี่โมงก็ตามใจ แต่ช่วยเอากุญแจใส่กลับในซองจดหมาย และวางไว้ตรงช่องประตูให้พอหยิบได้หน่อยนะ” ความเป็นเผด็จการในตัวทำให้ฉันคิดและวางแผนจัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ

“ว่าแต่เธอจะกลับมาเอากระเป๋าวันไหนเหรอ”

“วันจันทร์ที่ 9 กันยายน” อีกราวหนึ่งสัปดาห์นับจากนี้

“ขอบคุณนะ” เขายิ้ม มันเป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับที่เขาเคยยิ้มตอนขอไปตามรอยมูราคามิกับฉัน, ยิ้มกว้างและใจดี

“แล้วพรุ่งนี้เราจะได้เจอกันไหม” นี่คือคำถามของแดน พรุ่งนี้คือวันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2013 เขาคงวุ่นวายกับการเก็บกระเป๋าเตรียมออกเดินทาง ส่วนฉันควรเริ่มต้นอ่านหนังสือเพื่อเตรียมรับมือกับคลาสปรับพื้นฐานเด็กทุนที่กำลังจะเริ่มขึ้นวันจันทร์

ฉันยิ้ม ไม่รู้และไม่มีคำตอบมอบให้กับคำถามนี้

 

ฉันใช้เวลาวันอาทิตย์หมดไปกับการนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดชุมชน ห้องสมุดโคมาโกเมะวางตัวอยู่ไม่ไกลย่านที่ฉันพัก จริงๆ มันตั้งอยู่ริมถนนชิโนะบะสุ ระหว่างทางที่จะเดินไปสถานีโคมาโกเมะนั่นแหละ ฉันตื่นมานั่งทำเบนโตะในตอนสาย เติมน้ำใส่ขวดใส ยัดหนังสือเรียนใส่กระเป๋าเป้ พกแมคบุ๊คไปด้วย ก่อนเดินกอดคอแสงแดดอันปรานีไปจนถึงห้องสมุด ฉันหมกตัวอยู่ในนั้นทั้งวัน มีพักเบรกออกมานั่งเล่นที่สนามเด็กเล่นข้างห้องสมุดอยู่สองหน จนกระทั่งเมฆเริ่มตั้งเค้าดำมืดนั่นแหละ ฉันถึงเริ่มต้นเก็บกระเป๋าและตั้งใจเดินกลับบ้าน

เป็นตอนนี้เองที่ฉันสังเกตเห็นข้อความในไลน์ที่แดนส่งมา

“เฮ้ เราไปกินข้าวที่ชินจูกุกันไหม เธอว่าไง เจอกันที่บ้านสี่โมงเย็น”

มันเป็นข้อความที่ส่งมาเมื่อสองชั่วโมงก่อนหน้า ตอนนี้บ่ายสี่โมงแล้ว และฉันคิดว่าฝนกำลังจะตกลงมา

“ฉันอยู่ห้องสมุด และเขาว่าฝนจะตกนะ อย่าไปไหนไกลเลย” ฉันพิมพ์ข้อความตอบกลับไป

“ ‘Some people feel the rain. Others just get wet.’ บ็อบ มาร์เลย์ กล่าวไว้” เขาพิมพ์ข้อความกลับมาพร้อมตัวอีโมติค่อนหน้ายิ้ม

แล้วฝนก็หล่นลงมาทันที

แจ้งพิกัด “ซากุระ, ซาโยนาระ”

IMG_20171207_151814

“ซากุระ,​ ซาโยนาระ” โดย Tiktok

“หลังจากเบ่งบานและร่วงโรย, ทุกปี ซากุระจะกลับมาใหม่เสมอ ผู้คนในชีวิตก็เช่นกัน”

หนังสือรัก ที่ไม่มีคำว่า “รัก”

ว่าด้วยความทรงจำที่ยังคงผลิบาน ย้อนรอยการเดินทางสู่คิวชู คันไซ และโตเกียว

สำหรับใครที่ตามหาหนังสืออยู่ ค้นหากันได้ที่พิกัดเหล่านี้

 

 

 

1.ร้านหนังสือก็องดิด The Jam Factory ตรงคลองสาน

โทร : 02-861-0967

เว็บไซต์ : http://www.candidebooks.com/product/ซากุระ-ซาโยนาระ/

พิกัด : https://goo.gl/maps/P8NuvzmAfrj

 

 

2.ร้าน Bookmoby
ชั้น 4 หอศิลป์กรุงเทพฯ (bacc)
ตรงข้ามห้างมาบุญครอง รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ

โทร: 086-374-3464

เว็บไซต์ : www.facebook.com/bookmoby

พิกัด : https://goo.gl/maps/bjAfRWrEumA2

 

 

3.แกลลอรี่ กาแฟดริป Gallery Drip Coffee
ชั้น 1 หอศิลป์กรุงเทพฯ (bacc)
ตรงข้ามห้างมาบุญครอง รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ

โทร: 081-917-2131

เว็บไซต์ : www.facebook.com/GalleryDripCoffee

พิกัด : https://goo.gl/maps/zajkQTot9pC2

 

 

 

4. Ease Cafe & CoWorking space (อารีย์)

โทร: 092-828-5424

เว็บไซต์ : www.facebook.com/Easebkk/

พิกัด : https://goo.gl/maps/KDewXGdoQPx

 

 

5. 10 ml. Cafe Gallery 
ซอยวิภาวดี 16/6

โทร: 089-465-6915

เว็บไซต์: www.facebook.com/10mlcafegallery/

พิกัด : https://goo.gl/maps/Sv1CuQWr3CM2

 

 

 

6.ร้านหนังสือออนไลน์ Readery

เว็บไซต์ : http://readery.co/9786164451148

 

 

IMG_20171207_150455.jpg

 

 

 

 

ขอบคุณมากค่ะ

 

ถึงคุณ…ถ้าเราเคยรู้จักกันมาก่อนในชีวิต

 

IMG_20171207_150455.jpg

สวัสดีค่ะ

ฉันตั้งใจเขียนอีเมลนี้หาคนที่ฉันมี contact ไว้ จุดมุ่งหมายเพื่อแจ้งข่าวว่า หลังจากไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นมา 2 ปี ฉันได้รวบรวมประสบการณ์นั้น เขียนหนังสือออกมา 1 เล่ม

ต้นฉบับร่างแรกสุดของหนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นที่กรุงโตเกียว ก่อนที่จะถูกขัดเกลาจนออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ ตอนที่เริ่มต้นเขียนนั้น เป็นช่วงกึ่งกลางของธีสิสปริญญาโทพอดี ที่ฉันเจียดเวลาในช่วงธีสิสมาเขียนหนังสือเล่มนี้ เพราะอยากบันทึกความทรงจำถึงเพื่อนคนหนึ่งไว้ และฉันคิดว่า ถ้าฉันไม่เริ่มต้นเขียนในตอนนั้น ความทรงจำบางอย่างอาจหล่นหาย … และฉันอาจไม่ได้เขียนถึงมันอีกเลย

นั่นคือจุดเริ่มต้นแรกสุด ที่ทำให้เกิดหนังสือเล่มนี้ขึ้น

 

หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า “ซากุระ, ซาโยนาระ” เป็นหนังสือที่ฉันใช้เงินทุนส่วนตัวจัดพิมพ์ขึ้นมาเองค่ะ โดยไม่ได้ผ่านสำนักพิมพ์ใดๆ

สำหรับชื่อหนังสือนั้น ถ้านับตามไวยากรณ์แบบญี่ปุ่นแล้ว การตั้งชื่อแบบนี้ถือว่าผิดหลักภาษาอย่างยิ่ง แต่หลังจากพูดคุยกับหลายผู้คน ฉันตัดสินใจใช้ชื่อนี้ เพราะคิดว่ามันสะท้อนเนื้อหาในหนังสือได้เป็นอย่างดี ฉันชอบความเบ่งบานของซากุระ ขณะเดียวกัน การร่วงโรยของมัน ก็ทำให้ฉันตระหนักถึงอะไรบางอย่าง

คุณเคยเห็นซากุระไหมคะ

เมื่อคิดถึงซากุระ ความทรงจำไหนบ้างที่โผล่มาทักทายคุณ
สำหรับฉัน ทุกครั้งที่นึกถึงซากุระ ความทรงจำถึงเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้จะโผล่ขึ้นมาเสมอ

ความทรงจำถึงผู้คน ที่เราพานพบและลาจากในชีวิต

ฉันคิดถึงสิ่งเหล่านั้น

 

 

ถ้าเราเคยรู้จักกันมาก่อนในชีวิต และถ้าคุณอ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วสนใจอยากรู้จักหนังสือเล่มนี้มากขึ้น ฉันอยากขอร้องคุณดังนี้

1)ถ้าคุณกำลังมองหาของขวัญปีใหม่ ไม่ว่าให้ตัวเอง หรือให้ผู้คนในชีวิต แล้วคุณมีงบประมาณอยู่ราวๆ 345 บาท ฉันอยากลองให้คุณพิจารณาหนังสือเล่มนี้ดู

2)ถ้าคุณกำลังวางแผนจะไปดูซากุระบานที่ญี่ปุ่น ในช่วงปลายเดือนมีนาคม หรือต้นเดือนเมษายน ปี 2561 ฉันอยากให้คุณลองพิจารณาหนังสือเล่มนี้ดู … แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า มันไม่ใช่หนังสือไกด์บุ๊ค แต่ฉันเชื่อว่า มันจะทำให้คุณเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบของซากุระมากขึ้น อีกสักนิด

3)ถ้าคุณรู้จักใครที่สนใจญี่ปุ่น กำลังวางแผนจะไปดูซากุระบาน หรือแม้กระทั่งอยากหาหนังสือสักเล่ม เพื่อส่งมอบให้ใครสักคนเป็นของขวัญ ฉันอยากให้คุณลองพิจารณาหนังสือเล่มนี้ดู

4)ถ้าคุณไม่อยู่ในสามกลุ่มข้างต้นเลย ไม่เป็นไรค่ะ แต่หากคุณพอมีเวลา ฉันอยากรบกวนช่วยแชร์ข่าวหนังสือเล่มนี้ในพื้นที่โซเชียลมีเดียของคุณได้ไหม

 

และสำหรับคนที่สนใจอยากพลิกอ่านหนังสือ หรือแม้กระทั่งอยากสั่งซื้อ นี่คือรายละเอียด

ชื่อหนังสือ : ซากุระ, ซาโยนาระ
ราคา :  275 บาท (ไม่รวมค่าจัดส่ง สั่ง 3 เล่มขึ้นไป ฟรีค่าจัดส่งภายในประเทศ)
จำนวนหน้า : 325 หน้า
พิมพ์ครั้งที่ 2: ธันวาคม 2560 
เขียนโดย : Tiktok

สำหรับคนที่ต้องการอ่านตัวอย่าง เพื่อทำความรู้จัก (ตัวหนังสือ)​ กันก่อน ดูได้ที่

  • อ่านตัวอย่างของหนังสือได้ที่ (issuu) – https://goo.gl/25R4Zv
  • หรือจะดาวน์โหลดตัวอย่างบางส่วนแบบ PDF ไฟล์ – https://goo.gl/pLMTxv

 

 

ช่องทางการจำหน่าย

คุณสามารถซื้อหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” แบบตัวเล่ม ได้  3 ช่องทาง

1)สั่งซื้อโดยตรงกับผู้เขียน ซึ่งก็คือฉันเอง โดยส่งอีเมลเข้ามาที่ tiktokthailand@gmail.com โดยระบุจำนวนเล่มที่สนใจสั่งซื้อ ทั้งนี้มีค่าขนส่งเพิ่มเติม 70 บาท แต่หากซื้อ 3 เล่มขึ้นไป จัดส่งฟรี (ในประเทศ)

ถ้าจะสั่งซื้อ 1 เล่ม สามารถโอนเงิน 345.- บาท เป็นราคารวมค่าจัดส่งแล้ว ไปที่บัญชี
หัทยา ภูดี

ธนาคารไทยพาณิชย์ บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 155-214407-1
ธนาคารกรุงไทย บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 691-0-21092-1
ธนาคารกรุงเทพ บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 152-438157-9
Promptpay หมายเลขโทร. 0649691456 (หัทยา ภูดี)

จากนั้นเข้าลิงก์นี้   https://goo.gl/HzVaoS เพื่อกรอกชื่อ-ที่อยู่ รายละเอียดการจัดส่ง

และรอรับหนังสือภายใน 5-10 วัน

 

2)หลายคนอาจจะเขิน ลำบากใจ หรืออะไรก็แล้วแต่ เวลาต้องสั่งซื้อโดยตรงกับผู้เขียน แต่ก็อยากสั่ง เรามีทางเลือกให้ค่ะ คุณสามารถสั่งซื้อได้ทางร้านหนังสือออนไลน์ชื่อ Readery (http://readery.co) เป็นร้านที่น่ารักมาก สโลแกนคือ Reading is Sexy  วิธีชำระเงินก็มีให้เลือกหลายทาง ลองดูนะคะ

3)สำหรับคนที่ชอบไปร้านหนังสือ อยากหยิบจับพลิกดูก่อน อยากลองเปิดดูว่าจะชอบไหม อยากพิจารณาใคร่ครวญก่อนสักนิด … แล้วค่อยซื้อ

คุณสามารถซื้อหาได้ที่ร้านหนังสืออิสระใน กทม. โดยตอนนี้ มีวางขายแล้วตามรายชื่อในลิงก์นี้
https://goo.gl/nLPXyD

  • ร้านก็องดิด (Candide) The Jam Factory
  • ร้าน Bookmoby ชั้น 4 หอศิลป์กรุงเทพฯ (bacc)
    ตรงข้ามห้างมาบุญครอง รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ
  • แกลลอรี่ กาแฟดริป Gallery Drip Coffee
    ชั้น 1 หอศิลป์กรุงเทพฯ (bacc)
    ตรงข้ามห้างมาบุญครอง รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ
  • Ease Cafe & CoWorking space (อารีย์)
  • 10 ml. Cafe Gallery 
    ซอยวิภาวดี 16/6

 

ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ ฉันขอขอบคุณมากๆ ค่ะ

และไม่ว่าคุณจะสนใจหนังสือหรือไม่ก็ตาม ฉันอยากฝากแชร์ลิงก์นี้หน่อยนะคะ หากไม่รบกวนมากเกินไป

Link – https://deartiktok.wordpress.com/2017/11/19/ถึงคุณถ้าเราเคยรู้จัก/

 

 

 

บทหนึ่งในหนังสือเขียนไว้ว่า

“ผู้คนที่เราพบ เปลี่ยนแปลงเราไม่มากก็น้อย”

ในจังหวะหนึ่งของชีวิต ฉันดีใจที่เราได้พบกันค่ะ

 

 

Tiktok

ก่อนปีเฮย์เซย์ 29 จะผ่านพ้น

 

sakura-cv-spread-01

 

หมายเหตุ: หากคุณเป็น Press และต้องการไฟล์ภาพเพื่อนำไปบอกเล่าต่อ สามารถดาวน์โหลดภาพและตัวอย่างบางส่วนของหนังสือได้จากลิงก์นี้ค่ะ – https://goo.gl/b1S5r7

หรือสอบถาม tiktokthailand@gmail.com

อัพเดท ช่องทางการจัดจำหน่าย “ซากุระ, ซาโยนาระ” – 16.10.2017

 

 sakura book fair
สวัสดีค่ะ

ตอนนี้หนังสือสำหรับสั่งออนไลน์ หมดสต๊อกแล้วนะคะสำหรับท่านที่สนใจ สามารถซื้อได้ที่งานหนังสือ 18 – 29 ตุลาคม 2560 ที่ Plenary Hall บูธ J 01 (บูธนิตยสารเวย์)หรืออีกช่องทางคือ ร้านหนังสือก็องดิด ค่ะ
https://www.facebook.com/CandideBooks/

from
Dear Tiktok
16.10.2017
ภาพโดย www.facebook.com/NodjadongArt/

“ก่อนซากุระบาน” – บันทึกถึงการทำหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” [1]

“ก่อนซากุระบาน”
บันทึกครั้งที่ 1
22051163_10155144479068235_5146232585007934712_o

ถ้าตามที่โรงพิมพ์แจ้งมา หนังสือ “ซากุระ,​ ซาโยนาระ” น่าจะได้ออกจากโรงพิมพ์วันนี้ค่ะ เป็นการ print on demand จำนวนเล่มตามออเดอร์ และมีเผื่อไว้บ้างนิดหน่อย (กำลังวางแผนการกระจายอยู่ค่ะ)

อยากเล่าย้อนถึงกว่าจะเป็นหนังสือเล่มนี้หน่อยนึง ถ้าสนใจก็คลิกอ่านกันได้ ถ้าไม่สนใจ ก็ไถฟีดส์ข้ามๆ ไปได้เลยนะคะ คงปนๆ กันไปทั้งสาระและไม่มีสาระ (อันหลังน่าจะมากกว่า)

ต้นฉบับเล่มนี้ เขียนจบตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2016 (ปีก่อน) ก่อนจะถูกส่งให้นักอ่านจำนวนหนึ่งอ่าน มีฟีดแบ็กกลับมาทั้งชอบมาก กับเฉยๆ แม้ทุกคนจะบอกว่าผ่านมาตรฐานที่จะจัดพิมพ์ แต่มันเหมือนยังขาดอะไรบางอย่างอยู่ มีคำแนะนำให้ปรับแก้ต้นฉบับ แต่จริงๆ ก็ไม่รู้จะแก้อย่างไร เลยทิ้งไว้เป็นเวลามากกว่า 4 เดือนโดยแทบไม่ได้ยุ่งกับมันเลย

ช่วงนี้ของเมื่อปีที่แล้ว อยู่ๆ เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้อยากอ่านหนังสือ “One Day” ของ David Nicholls ขึ้นมา เลยไปหามาอ่าน ระหว่างอ่านไป ก็ตั้งคำถามกับสไตล์การเล่าเรื่อง บทแรกๆ ทำเอางงๆ หน่อย ตอนนั้นไม่เข้าใจนิดหน่อยว่าทำไม “One Day” ถึงดังมาก ขนาดถูกสร้างเป็นหนังเลยทีเดียว จนกระทั่งอ่านจนถึงบทสุดท้าย … อ่า ชั้นเข้าใจแล้วล่ะ

เป็นหนังสือที่พออ่านบทสุดท้ายจบ เราถึงขั้นต้องย้อนกลับมาอ่านบทแรกอีกครั้งทันที

และตะกอนอะไรบางอย่างที่ปะปนในบทแรกและบทสุดท้าย ก็ยังติดค้างในตัวเราอยู่

ตอนนั้นเอง ที่อยู่ๆ ก็คิดขึ้นมาว่า เราอาจจะลองเรียงเรื่อง “ซากุระ, ซาโยนาระ” แบบนี้ดูไหม

มันไม่ได้เป็นการเรียงที่เปลี่ยนแปลงอะไรมากไปหรอก เพราะจริงๆ ส่วนที่ถูกเพิ่มเข้ามา เป็นส่วนที่เราเขียนไว้ก่อนตั้งนานมากแล้ว

ไม่เชิงเป็นการเขียนใหม่ ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเรียกได้ว่า “ปรับแก้”​ ต้นฉบับไหม เราแค่ลองใส่ส่วนบันทึกที่เราเคยเขียนไว้ แล้วจัดเรียงใหม่ เหมือนเล่าถึงเลข 100 ก่อน แล้วค่อยให้คนอ่าน อ่านเลข 1

ก่อนจะวกกลับมาที่ปัจจุบัน (ในตอนที่ปิดเล่มก่อนทำอาร์ตเวิร์ก)

หนังสือเล่มนี้ค่อนข้างเกี่ยวข้องกับความทรงจำ และมันถูกเขียนขึ้นจากความทรงจำ และเหมือนที่ใครหลายคนเคยว่าไว้ ความทรงจำอาจบิดเบี้ยวก็ได้

แต่เราก็ยังคิดว่า นั่นแหละ คือเสน่ห์ของความทรงจำ

หมายเหตุ: หนังสือยังสั่งจองได้นะคะ เหลือประมาณ 10 เล่มที่จัดส่งได้ สั่งได้ที่ tiktokthailand@gmail.com ราคา 275 บาท (ไม่รวมค่าส่ง ค่าส่ง 50 บาท)

 

Update: วิธีสั่งซื้อหนังสือ Sakura, Sayonara

Update: 23 July 2017

สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกท่าน

ท่านที่หลงเข้ามาบล็อกนี้ ไม่มากก็น้อย คงมีความสนใจหนังสือ Sakura, Sayonara อยู่บ้าง (เนอะ)

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่เราจัดพิมพ์เอง เลยมีราคาสูงนิดหน่อยนะคะ

ถ้าอยากทำความรู้จักกันก่อน (นิดนึง) สามารถคลิกอ่านตัวอย่างของหนังสือได้ที่ – https://goo.gl/25R4Zv

สำหรับท่านที่ต้องการสั่งซื้อ มีรายละเอียดดังนี้ค่ะ

(ก.) รายละเอียดหนังสือและราคา

  • ชื่อหนังสือ: ซากุระ, ซาโยนาระ / เขียนโดย Tiktok
  • ราคาปก 275 บาท ค่าจัดส่งลงทะเบียนภายในประเทศ 50 บาท
    รวม 325 บาท
  • หนังสือหนา328 หน้า
  • กำหนดจัดส่งหนังสือ: ต้นเดือนตุลาคม 2560

 

(ข.) ขั้นตอนการสั่งจอง/ซื้อและการชำระเงิน

  • แจ้งจำนวนเล่มที่สนใจ พร้อมชื่อ ที่อยู่ และ เบอร์ติดต่อ ที่
    อีเมล​: tiktokthailand@gmail.comfacebook page: deartiktok (กรุณาเข้าไปที่เพจ https://www.facebook.com/deartiktok/ แล้วกดส่งกล่องข้อความ)หรือ LINE ID: tiktokthailand2
  • จากนั้นรอการตอบกลับ โดยอย่าเพิ่งทำการโอนเงินจนกว่าจะได้รับการตอบกลับ ทั้งนี้ทีมงานจะระบุยอดที่ต้องชำระ และแจ้งหมายเลขบัญชีสำหรับการโอนให้ท่านทราบ
  • เมื่อได้รับการตอบกลับ กรุณาชำระเงินภายใน 7 วัน จากนั้นถ่ายรูปสลิปการโอน หรือสลิปจากอินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง ส่งเข้าที่ช่องทางที่แจ้งไว้ด้านบน (อีเมล,​ facebook page, LINE)
  •  รอรับหนังสือ … และขอบคุณที่สนใจหนังสือของทางทีมงาน ขอให้อ่านให้สนุกนะคะ 🙂

 

pic-pic