สรุปคอร์สเขียนบท

สรุปคอร์สเขียนบท

หมายเหตุ  : เขียนไว้ตั้งแต่ เมษายน 2561 นะคะ

 

วันนี้เรียนเขียนบทละครโทรทัศน์เป็นคลาสสุดท้าย เรียนไปทั้งหมด 5 ครั้ง รวม 20 ชั่วโมง ขอสรุปไว้ดังนี้แล้วกัน

 

(ถ้าไม่เขียนตอนนี้ ไม่ได้เขียนอีกแน่ๆ)

 

1)เราเคยลงเรียนเขียนบทหนัง ตั้งแต่ยุคที่ทงบังชินกิเพิ่งเดบิวต์ (กรุณาไปเสิร์ชเอาจ้า ว่าทงบังฯ เดบิวต์ปีไหนเนอะ บอกได้แค่ว่า … ชาติที่แล้ว XD) คือเรียนนานมาก ตั้งแต่ก่อนยุคสมาร์ทโฟน ตอนนั้นก็มึนๆ เบลอๆ ด้วยประสบการณ์น้อย เพิ่งเริ่มทำงานเองอ่ะ อายุ 22 ในตอนนั้น ก็เบลอเสียมาก ทฤษฎีต่างๆ นานาคือลืมไปหมดแล้ว ตอนนั้นมีเรื่องหนึ่งที่อยากจะเล่ามาก คือเรื่องที่ไป work & travel ที่อเมริกามาในวัย 22 อยากลองเขียนออกมาเป็นบทหนัง

 

สรุปคือ ไม่เคยเขียนมันออกมาเลย ขนาดหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไม่ได้เขียนเลย

 

การลงเรียนเขียนบทหนังครั้งนั้น สิ่งหนึ่งที่จำได้ขึ้นใจคือ “จงให้ตอนจบในแบบที่คนดูอยากเห็น แต่จง surprise พวกเขา”

 

เป็นประโยคที่ยังติดอยู่ในใจมาจนถึงทุกวันนี้

และก็ได้นำมาใช้ในการเขียนบทความต่างๆ อยู่บ้าง … คิดว่านะ

 

2)หลังจากผ่านมา 15 ปี … โห ทงบังชินกิ เดบิวต์มานานขนาดนี้เลยเรอะ … เราก็กลับมาลงเรียนเขียนบทละครโทรทัศน์ … จากแรงยุของมาส นามไม่สมมติ!

 

การตัดสินใจลงเรียนเขียนบทของเรา เกิดขึ้นเพราะมาสจริงๆ แต่ “ความอยาก” ในการเขียนบทของเรา มันเริ่มมาจาก “ฟิกจอยลดา” ล้วนๆ (ฮา)

 

เหตุผลเกิดมาจากว่า พอเราอ่านฟิกจอยลดา เรื่อง #น้องยิ้มจะแซ่บ เราก็อยากลองเขียนฟิกแชท DoTen บ้าง แต่ประเด็นคือ ลองเขียนแล้วก็ไปต่อไม่ได้ พบข้อจำกัดของตัวเองหลายอย่าง ที่ชัดเจนคือเราไม่เก่ง situation กับ dialogue เลย คือ dialogue นี่ชัดเจนมาก เพราะไม่แม่น ไม่ถนัด เลยแต่งจอยไม่ไปเลยไง เพราะจอยมันรันด้วยแชทล้วนๆ 

 

ฟิกในจอยลดาก็เลยเหมือนเป็นกระจกที่มาส่องให้เราเห็นว่าเราขาดอะไรไป และถ้าขาดแบบนี้ เราควรจะเติมไหม ถ้าอยากเติม ต้องทำยังไง ก็เลยไปปรึกษามาส ซึ่งนางเรียนและทำงานสายนี้โดยตรง นางเลยให้ไปลงเรียนไง นางบอกลงเอาทฤษฎี ส่วน creative หลังเรียนจบ ค่อยมาทวงวิชากับนาง (อันนี้ถือว่าประกาศไว้เป็นสัญญาย่อมๆ นะคะทุกคน XD)

 

3)ประจวบเหมาะกับมันมีคอร์สเรียนเขียนบทละครโทรทัศน์ของดรีมบ๊อกซ์เปิดมาช่วงนั้นพอดี

ด้วยจำนวน 20 ชั่วโมง กับค่าคอร์ส 15,000 บาท เราก็คิดหนักนะ แต่นั่นแหละ Education is an investment. โว้ย .. เออ ลงก็ได้

 

4)เราชอบคลาสเรียนอันนี้ เอ็นจอยทุกครั้งที่ได้ไปเรียน แต่ที่ชอบที่สุด คงเป็นองค์ประกอบของชั้นเรียน หรือเพื่อนร่วมคลาสนั่นเอง

 

คลาสนี้หลักๆ มีกัน 5 คน … คือเราคิดว่า คนที่มาลงเรียนมี 3 คนนะ และอีก 2 น่าจะเป็นน้องๆ ที่เกี่ยวข้องกับดรีมบ๊อกซ์ ซึ่งเราว่าการมี 5 คนมันสนุกดี เพราะได้แลกเปลี่ยนมุมมองกันมากขึ้น และได้เรียนรู้จากตัวอย่างบทของคนอื่น

 

เพื่อนร่วมชั้นจะมีต่างคาแรกเตอร์ไป ซึ่งคิดว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากประสบการณ์ชีวิตพวกเขาดี

>พี่เอ เป็นวิศวกรใหญ่ แบบตำแหน่งใหญ่โตอ่ะนะ พี่เอชอบดูละครเวที ดูหนัง เคยทำเกี่ยวกับอะไรพวกนี้สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งก็นานมากแล้ว แต่เหมือนจะติดอยู่ในใจ ว่าอยากเขียนบทให้สำเร็จดู เลยกลับมารีเฟรชตัวเองด้วยคอร์สนี้

 

>อ.รุ้ง เป็น อ.มหาวิทยาลัย แนวๆ ประวัติศาสตร์ เราจำ ม.ไม่ได้ อ.รุ้งก็มีเหตุผลคล้ายๆ กัน คือ มีความฝันว่าอยากลองเขียนบทดู อยากรู้ว่ามันจะแตกต่างจากงานวิจัย หรืองานวิชาการที่ทำไหม เลยมาลงเรียน เพื่อท้าทายข้อจำกัดของตัวเองด้วย อ.รุ้ง เป็นรุ่นน้อง “รอมแพง” คนที่เขียนหนังสือ “บุพเพสันนิวาส”

 

>น้องอาย เด็ก ป.โท Musical  จาก Goldsmith จริงๆ อายจบ ตรีเอกเดียวกันที่  Goldsmith ส่วนมัธยมก็เรียนอินเตอร์ที่ไทย จบ Shrewsbury โรงเรียนเดียวกับน้องเตนล์ NCT!!! ชั้นตื่นเต้นมากทุกครั้งที่เจออาย .. แน่นอน ด้วยเหตุผลว่าอายจบที่เดียวกับเตนล์ 555 #จิตวิญญาณของความติ่ง

 

แม้อายจะเรียนอินเตอร์ แต่อายอ่านวรรณกรรมไทยคลาสสิกเยอะมาก พูดเรื่องอะไรมา อายก็อ่านมาหมดแล้ว เหมือนที่บ้านจะเกี่ยวข้องกับงานด้านละคร(เวที) ด้วยมั้ง ไม่แน่ใจ แต่แนวๆ นี้แหละ คืออายจบ โท Goldsmith ขนาดนี้ไม่ต้องลงเรียนก็ได้นะ แต่อายบอกว่าไม่แม่นเรื่องการเขียนบทละครที่เป็นละครแบบเล่าเรื่องน่ะ อายถนัด Musical แต่คิดว่าการเรียนแบบอื่นจะช่วยให้อายพัฒนา Musical ได้ดีขึ้

 

>น้องมิวสิค เด็กสุด เพราะยังเรียนไม่จบปริญญาตรี มาจากเชียงใหม่เพื่อมาฝึกงานที่ดรีมบ๊อกซ์ เลยจับพลัดจับผลูมาลงเรียนด้วย ความที่น้องเป็นเด็กผู้ชายยุคใหม่ (หมายถึงยุคนี้) น้องเลยมีมุมมองอีกแบบที่ต่างจากเรา พี่เอ อ.รุ้ง ซึ่งมันดี เพราะเราจะได้เรียนรู้มุมมองใหม่ๆ ด้วย มิวสิคเป็นคนที่มีความชอบเรียกได้ว่า (น่าจะ) ต่างจากเรามากๆ เวลาต้องพัฒนาโจทย์ มิวสิคจะเลือกพัฒนาโจทย์ที่ต่างออกไปจากที่เราคิดสุดๆ เช่น น้องพัฒนาโจทย์จากข่าวที่ได้รับ (ข่าวเกี่ยวกับคนทำอาชีพทำความสะอาดบ้านที่มีคนตาย) ออกมาเป็น ซีรีส์บันทึกกรรม มีผีตามหลอก ไรงี้ ซึ่งปกติเราจะไม่คิดอะไรพวกนี้เลย เพราะเรากลัวผี และเราเล่าแนวนี้ไม่ได้ เล่าไม่เป็นเลย แต่มิวสิคเหมือนจะมาสายนี้เลย ซึ่งเจ๋งดี ได้เจอคนที่ตีโจทย์ต่างจากเรามากๆ

 

5)การบ้าน

 

การเรียนทฤษฎี เราว่าหลายคนน่าจะพอหาอ่านจากอินเตอร์เน็ตได้ เรามองว่าการเรียนเขียนบทมันเหมือนงานช่างน่ะ คือมันต้องใช้การฝึกฝนมากกว่า ดังนั้นในส่วนทฤษฎีขอข้ามแล้วกัน คิดว่าทุกคนน่าจะพอเดาๆ ได้ ว่า การเล่าเรื่องมันมีอะไรบ้าง (แต่จะเล่าได้เก่ง มันต้องฝึกเยอะมากๆ น่ะนะ)

 

สิ่งสำคัญของการเรียนช่าง คือต้องฝึก ในที่นี้ก็คือการทำการบ้าน ตามโจทย์ที่ได้รับมา โดยในเวลา 5 สัปดาห์ เราก็ได้รับโจทย์กันประมาณนี้

 

>โจทย์แรก คือ ข่าวในญี่ปุ่น เรื่องคนที่ทำอาชีพเก็บกวาดห้องพักหลังจากมีคนตาย (ลองเสิร์ชดูก็ได้ มันจะมีข่าวและบทสัมภาษณ์คนทำอาชีพนี้ที่น่าสนใจมาก)

โจทย์คือ เราทุกคนต้องเขียนโดยสมมติว่าเราเป็นคนทำอาชีพนี้ แล้วต้องเข้าไปทำความสะอาดในห้องที่ใครสักคนตาย แล้วเจอของ 5 ชิ้นที่อาจจะบรรยายลักษณะของคนคนนี้ หรือเป็นของที่ทำให้เกิดเรื่องราวต่อไป

 

จากโจทย์นี้ บางคนก็พัฒนาพล็อตไปแบบบันทึกกรรมวัยรุ่น (น้องมิวสิค) บางคนก็กลายเป็นโรแมนติกคอมเมดี้น่ารักโดยมีฉากหลังเป็นลอนดอน (น้องอาย) บางคนนำเรื่องลัทธิโอมชินริเกียวมาเกี่ยวข้อง (พี่เอ) ของ อ.รุ้ง เราจำไม่ได้ ของเราทำโง่ๆ ง่ายๆ คืนเดียว 55 โดยยึดข่าวเรื่องที่นักแสดงเกาหลีคนที่โดนกรณี MeToo แล้วฆ่าตัวตาย ส่วนคนที่เป็นตัวเมนหลัก (ทำความสะอาดแล้วเจอเบาะแส) คือ สิบทิศ ซึ่งชั้นตั้งชื่อตามชื่อเตนล์ ในฟิกจอยลดาาาาาา ฮา #เพราะเป็นติ่งจึงทำเช่นนี้

 

>โจทย์สอง

ได้รับโจทย์ให้อ่านบทละครเวที “กุหลาบสีเลือด” ที่เคยทำออกมาแล้ว 2 เวอร์ชั่น (ตั้งแต่ยุค สิริยากร พุกกะเวส ยันยุค ป๊อก ปิยะธิดา อ่ะนะ) โจทย์หลักๆ คือ เขียนซีนเปิด จะเปิดอย่างไหนก็ได้ จะเลือกตัวละครหลักเป็นตัวอื่นในการดำเนินเรื่องก็ได้ (คือรื้อใหม่ได้)

 

ความน่าสนใจตอนนั้นคือ บุพเพสันนิวาส ดังมาก เราก็เลยคุยกันเรื่องการปรับบทละครจากหนังสือ ว่าบทละครเขาปรับส่วนไหนบ้าง บทเปิดในบทละครต่างจากหนังสือเยอะไหม คุยกันมากเข้า ก็เลยพาลอยากดูบุพเพฯ เลยได้ดูในที่สุด ฮา

 

>โจทย์สาม ให้คิด Original Plot มาเอง เขียนพล็อตให้จบ (แต่ไม่ใช่ ทรีตเม้นท์ นะ) ซึ่งอันนี้ เราควรจะพัฒนาเป็นบทออกมาให้จบด้วยในภายหลัง ถ้ามีแรงเหลือน่ะนะ

 

วีคที่เป็น Original Plot น้องอายกับมิวสิคไม่ได้เข้า เพราะติดงาน เลยมี 3 คนมาส่งการบ้าน และถกกัน

โดยแต่ละคนจะมีพล็อต (แรก) เป็นดังนี้

พี่เอ – เป็นเรื่องที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอาชีพการงานของตัวเองส่วนหนึ่ง เรื่องการเห็นกลโกงการซื้อที่ คำถามถึงว่าอะไรคือการคอรัปชั่น ถ้าคนทำผิดคิดกลับใจจะได้ไหม พล็อตพี่เอ จะมีตัวละคร Angel คล้ายๆ Meet Joe Black ที่มาให้โอกาสตัวเอกได้แก้ไขและกลับตัวกลับใจก่อนตาย

 

อ.รุ้ง- อ.รุ้งเริ่มจากโจทย์ในใจที่อยากเล่าเรื่อง ตึกถล่มที่โคราช ซึ่งเป็นข่าวดังมากเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน อ.รุ้งเป็นคนโคราช และรู้สึกเยอะกับเหตุการณ์ครั้งนั้น เลยพัฒนามาเป็นพล็อตของนักธุรกิจที่เป็นเจ้าของตึก ซึ่งได้อยู่ในตึกวันที่ถล่มด้วย ระหว่างความเป็นความตาย มียมทูตปรากฏตัว และให้โอกาสคนนี้เลือกช่วยชีวิตคนดีในตึกได้ 3 คน เพื่อแก้ไขความฉ้อโกงไม่ดีต่าง ๆที่เขาทำมา อย่างน้อยก็แบ่งเบา โดยมีเดิมพันว่า ลูกสาวเขาที่อยู่ในวัยมัธยมที่ติดอยู่ในตึกด้วย ก็จะรอดชีวิต

 

พล็อตของพี่เอกับ อ.รุ้ง จะไปในแนวทางเดียวกันมาก

 

ส่วนของเรา เป็นรอมคอมใสๆ … เรื่องผู้หญิงใกล้ 40 ฮา … โอ้ย ใกล้ตัวมาก อย่าให้เล่าเลย อาย

 

>โจทย์สี่

 

ให้เขียนบทฉากเปิดจาก Original Plot โดยเขียนหลายๆ ซีนมาจนถึงจุดที่เรียกว่า Point of Attack คือประมาณว่า จุดที่เป็นชนวนของปม หรือเปิดเผยให้เห็นความต้องการของตัวละครหลัก หรือเป็นจุดหักเหก็ได้มั้ง (ไม่รู้อธิบายว่าไงดี) อย่างในบุพเพสันนิวาส Point of Attack ของเรื่อง ก็คือ ซีนที่เกศสุรางค์ เข้าไปอยู่ในร่างการะเกด คือย้อนเวลากลับไป ก่อนจะเกิดเรื่องราวต่างๆ มากมาย เป็นต้น

 

โจทย์สี่ พี่เอ กับ อ.รุ้ง พัฒนาจากพล็อตได้ดีมาก ส่วนของเราก็ตามมีตามเกิดค่ะ ฮา แต่ดีใจที่มีคนชมว่า น่ารัก เรื่องนี้ต้องพัฒนาจาก “ตัวละคร” เป็นหลัก ซึ่งต้องทำคาแรกเตอร์ให้แน่น คงต้องไปทำงานอีกเยอะกว่าจะแน่นได้ ฮา

 

ส่วนของอาย อายเล่าเรื่องรอมคอมคล้ายกัน แต่เป็นพล็อตนักกีฬา Dancing Skaters ที่แบบเต้นคู่กันอ่ะ แล้วเป็นคู่จิ้นแชมป์โลก ประสบความสำเร็จด้วยกันตั้งแต่เด็ก เลยเหมือนดีลกับ relationship อย่างอื่นไม่เป็นแล้ว เพราะเจอแต่กันและกัน (เพราะต้องซ้อมด้วยกัน) มันเลยเหมือนคู่จิ้นที่อีกฝ่ายหลงรักอีกฝ่าย แต่อีกฝ่ายอยากรักษา professionalism ด้านกีฬา เลยเลือกที่จะไม่คบกัน เพราะรู้ว่ามันจะทำลายสิ่งที่สร้างกันมา (ก็คือ อาชีพนักกีฬา dancing skate) อันนี้อิงจากนักกีฬาคู่ขวัญจริงๆ ของแคนาดาส่วนหนึ่ง

 

เราชอบปม การดีลกับ relationship อย่างอื่นไม่เป็นเพราะตลอดชีวิตคือมัน (ต้อง) เจอแต่คนคนเดียวมาตลอดมากๆ .. ทีนี้ มันเลยขนาดเรื่องไปต่อในระดับที่ว่า ไอ้ความรู้สึกที่คิดว่า “จริง” น่ะ มัน “จริง” ไหม หรือมันแค่เพราะไม่เคยรู้จักสิ่งนี้กับคนอื่นๆ น่ะ

 

จริงๆ น้องไม่ชอบเรื่องนี้นัก คือมันต้องพัฒนาอีกมากแหละ แต่เราชอบปม และชอบการเล่นกับอาชีพนักกีฬา Dancing skate มาก (ที่ความสำเร็จคือต้องมาเป็นคู่ ไม่ใช่เดี่ยว)

 

เรื่องของมิวสิค จะเป็นเรื่อง bug on earth คิดเป็นซีรีส์ตอนสั้นๆ 15 นาที ที่เล่าได้หลายๆ ตอน ภายใต้ธีมหลักเดียวกัน bug on earth มันจะตีความมาจาก “บั๊ก” ในคอมพิวเตอร์น่ะ ที่วามันจะมี “บั๊ก” คล้ายๆ ข้อผิดพลาด หรือตัวก่อกวน ประมาณว่า ดวงไม่ดีก็ได้ ทีนี้ ชีวิตจริงคนเราก็จะเจอ “บั๊ก” หรือข้อผิดพลาดอยู่แล้ว แต่ “บั๊ก” อันนี้มันจะคล้ายๆ กับ super natural บางอย่างอ่ะ แต่มาในรูปแบบ เช่น บุหรี่มวนสีดำ ที่สูบแล้วจะเกิดอะไรบางอย่างกับชีวิต เช่น ทะเยอทะยานมากขึ้น เป็นต้น ซึ่งฟังแล้ว ทำให้ความรู้สึกว่า บันทึกกรรม ดี … ซึ่งเป็นแนวทางที่เราไม่มีวันคิดได้ แต่ดีใจที่ได้เรียนร่วมกับคนที่ เออ เขาคิดต่างจากเราดี

 

> สรุปแบบงงๆ แล้วกัน ว่าชอบคอร์สนี้ และแน่นอน เราต้องฝึกอีกเยอะ ซึ่งระหว่างนี้ คงฝึกด้วยการอ่านฟิกจอยลดาเป็นหลักแล้วกัน

 

อ้าว…มรึงงงงงง

 

#ขอให้น้องเตนล์มีความสุขได้ในสิ่งที่อยากได้นะคะ จบ.

จดหมายจากบ้านยานากะ ปีเรวะที่ 1

“ขอบคุณพี่ติ๊กต่อกมากๆ เลย ที่ให้แตงมาอยู่ห้องนี้ต่อ เพราะมาอยู่ห้องนี้ แตงเลยได้เจอกับแฟน”

แตง หรือ หมอแตง พูดด้วยเสียงเพราะๆ ช้าๆ แบบที่แตงทำเป็นปกติตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน ฉันเจอแตงครั้งแรกที่บ้านยานากะ เพราะฉันต้องย้ายออก แล้วต้องหาคนมาเช่าต่อ แต่เงื่อนไขเชิงวัฒนธรรมของบ้านยานากะมันซับซ้อนน่ะ บ้านนี้เจ้าของบ้านเป็นคนญี่ปุ่น แต่ทั้ง 5 ห้องถูกครอบครองโดยคนไทยมาหลายต่อหลายรุ่น ชั้นล่างของบ้านเป็นห้องที่ผู้ชายสองคนอยู่ ชั้นบนมีสามห้อง และตามขนบที่ส่งต่อกันมา ก็ต้องเป็นผู้หญิงมาอยู่ต่อเท่านั้น (อันนี้คือขนบที่คิดกันเองน่ะนะ ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร)

ที่สำคัญ คนมาอยู่ต่อต้องทำสัญญาเช่าห้องอย่างน้อย 2 ปี

ฉันเจอแตง เพราะแตงซึ่งเป็นหมอ ดันลงเรียนวิชาเดียวกับเพื่อนคณะฉัน (ซึ่งฉันยังงงทุกวันนี้ว่าทำไมลงเรียนวิชาเดียวกันได้)
ลินด์เซย์ซึ่งเป็นคนฟิลิปปินส์เป็นคนแนะนำให้เราสองคนรู้จักกัน

แตงได้ทุนมาเรียนต่อเอก แต่ก็ต้องสอบอะไรสักอย่างให้ผ่านก่อนถึงจะได้เรียนเอกแบบเต็มตัว ระหว่างนั้นก็ถือว่าทำวิจัยไปพลางๆ พอรู้ว่าแตงมาต่อเอก ฉันก็โล่งไปเปลาะใหญ่ เพราะหมายถึงแตงต้องอยู่ที่โตเกียวอย่างต่ำ 3 ปีแน่ๆ … และแตงเป็นผู้หญิง (ใช่สิ) แถมแตงยังเป็นคนไทย (ใช่สิ) ไม่มีอะไรเข้าแก๊บไปกว่านี้ แตงคือผู้สืบทอดห้อง 203 ของบ้านยานากะ!

วันแรกที่เราเจอกัน แตงนั่งพับเพียบในห้อง แตงมากับน้องผู้ชายอีกคนที่เคยช่วยอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์ทำวิจัย เราสามคนเลยคุยกันเรื่องอิสาน เรื่องเลยมาโป๊ะแตกว่า แตงเคยไปใช้ทุนเป็นหมอที่เขาวงด้วย … และเขาวงคือบ้านเกิดของฉันเอง

หลังจากนั้นฉันน่าจะได้เจอแตงอีกแค่ครั้งหรือสองครั้งนี่แหละ … แต่เหมือนเส้นด้ายแห่งโชคชะตาจะผูกพันเราไว้ย่อมๆ ทุกครั้งที่กลับมาโตเกียว ฉันมักแวะมาหาแตงเสมอ

ครั้งล่าสุดที่แวะมาหาแตง แตงก็พูดประโยคข้างบนสุดนั้นให้ฟัง ด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความขอบคุณอย่างสูง

บ้านยานากะที่พวกเราอยู่นั้น ตั้งอยู่ในเขตไทโตะ แต่เป็นปลายไทโตะที่ติดกับเขตบุนเคียวมากๆ มหาวิทยาลัยโตเกียว วิทยาเขตฮนโกะนั้นอยู่เขตบุนเคียว ฉันจำแม่นมากว่าตอนหาห้องพัก ติวเตอร์ที่มาดูแลฉันย้ำแล้วย้ำอีกให้หาห้องพักในเขตบุนเคียว เพราะจะได้ไม่ต้องยุ่งยากเรื่องการย้ายเขต แต่ด้วยความที่บ้านยานากะอยู่ปลายขอบของไทโตะ ฉันเลยเข้าใจผิดว่ามันอยู่บุนเคียว สุดท้าย…ก็เลยโดนติวเตอร์ตัวเองบ่นนิดหน่อย (เออ…แต่ตอนย้ายเข้าเขต ฉันไปทำเรื่องคนเดียวนี่นา ติวเตอร์ไม่ได้ไปด้วยซะหน่อย แล้วนางจะมีสิทธิมาบ่นอะไรมิทราบ เฮอะ)

กลับมาที่เรื่องแตงต่อ

ที่ต้องพูดถึงเขตไทโตะ เพราะการที่บ้านยานากะดันอยู่เขตไทโตะนี่แหละที่ทำให้แตงได้เจอกับแฟน ถ้าบ้านยานากะขยับมาอีกไม่กี่เมตร แล้วตกร่องปล่องชิ้นอยู่ในเขตบุนเคียวแล้วล่ะก็ เรื่องราวมันอาจเปลี่ยนเป็นอีกอย่างแหละมั้ง

เพราะอยู่เขตไทโตะ แล้วแตงอยากหาอะไรทำ แตงเลยไปสมัครเป็นสมาชิกชมรมยิงธนูของเขตไทโตะ ซึ่งฉันเคยเห็นแตงเขียนถึงในบล็อกอยู่ช่วงหนึ่งแหละไอ้การหัดยิงธนูนี่ แน่นอนว่าในชมรมยิงธนูที่แตงไป แตงได้เจอรุ่นพี่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับมหาวิทยาลัยโตเกียวที่แตงเรียนอยู่เลย แต่นั่นแหละ รุ่นพี่คนนี้ก็มาสอนแตงยิงธนูบ้าง และมีกิจกรรมร่วมกันบ้าง คุณต้องจินตนาการถึงชีวิตของคนในวัย 30 อัพสองคน ที่ต่างเชื้อชาติ และต่างภูมิหลัง แต่มีความชอบในการยิงธนูมาเชื่อมโยงกัน นั่นแหละเรื่องราวของแตง

ซึ่งเอาจริงๆ … ฉันก็ยังงงจนกระทั่งตอนนี้ ว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน แล้วทำไมแตงต้องมาขอบคุณฉันด้วย

เหตุผล หรือจะเรียกว่า โชคชะตาที่ทำให้ฉันได้เจอกับแตง
กับเหตุผล หรือจะเรียกว่า โชคชะตาที่ทำให้แตงได้เจอกับแฟนนั้น ฉันคิดว่า มันไม่เกี่ยวกันหรอก

โชคชะตาของแตง ก็คือโชคชะตาที่แตงสร้างเอง และไม่เกี่ยวอะไรกับการย้ายมาอยู่ห้องนี้ต่อจากฉันทั้งนั้นแหละ

แต่ฉันก็ยังดีใจที่เราได้เจอกัน

การกลับไปบ้านยานากะและได้เจอแตงอีกครั้ง ถือเป็นหนึ่งในโมเม้นท์ที่ดีที่สุด ของปีเรวะที่ 1 ของฉันเลยล่ะ

สวัสดีเรวะ
เจอกันเสียที
ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ

โตเกียว, ฤดูฝน, ปีเรวะที่ 1

y

[read] รีวิว “ผู้ได้รับบาดเจ็บ” ฟิกแชทจอยลดา ที่พูดถึงเรื่องการเมืองไทย

 

62228441_1625909740887181_1287339511226826752_n

 

#ปรัชญาชีวิตในฟิกจอย

“ผู้ได้รับบาดเจ็บ” โดย Seeme

ในช่วงสัปดาห์ที่ผานมา ได้อ่านนิยายวายจบ 2 เรื่อง (จริงๆ คือ นิยาย 1 เรื่อง และฟิกจอยอีก 1 เรื่อง) ซึ่งเรื่องแรกนั้นแม้จะมีฉากหน้าเป็นเรื่องปาฏิหาริย์กุ๊กกิ๊กชวนจิ้นชวนฟิน แต่ทางเดินที่นิยายพาไป ก็คือทิศทางที่พยายามจะขุดคุ้ยถึงผลกระทบของคำว่า “อำนาจนิยม” ในสังคมไทย พร้อมกับพยายามตั้งคำถามถึงบาดแผลที่กระทบต่อตัวละครซึ่งเป็นตัวเล็กๆ ในเรื่อง …​ในระดับครอบครัว

แต่จริงๆ แล้ว ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้ถึงเราจะเอ็นจอยกับนิยายเล่มนั้น แต่คิดว่าการวิพากษ์ที่นิยายพยายามก้าวไป มันดู “ตรง​” ไปหน่อย (ซึ่งเข้าใจได้ว่าผู้เขียนตั้งใจเช่นนั้น) พออ่านเล่มนั้นจบลง เราเลยคิดถึงฟิกจอยลดาอีกเรื่อง ที่จะถือว่าเป็น “วาย” ก็ได้ หรือจะ “ไม่วาย” ก็ยังได้ (เพราะจริงๆ ตัวละครหลักในเรื่อง เป็น ชาย/หญิง/ชาย ) ซึ่งเรื่องนี้ตั้งแต่บทแรกก็ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ว่าผู้เขียน (หรือไรท์เตอร์) ตั้งใจเล่าถึงการเมืองไทย

เพราะกรุ๊ปแชทในบทแรกที่ปรากฏในฟิกจอยลดาเรื่องนี้ (ซึ่งดำเนินไปในลักษณะฟิกแชท (ไลน์)) คือ กรุ๊ปที่ตั้งชื่อว่า “ไม่คุยเรื่องการเมือง”

>น็อต คือตัวละครหลักในเรื่อง เธอเป็นสาวออฟฟิศที่มีแววจะได้รับโปรโมทให้ขึ้นเป็นผู้จัดการฝ่ายในเร็ววัน ด้วยภูมิหลังครอบครัวที่มีพ่อไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองช่วง 6 ตุลา 19 ทำให้ครอบครัวน็อตเหลือแค่ตัวเธอกับแม่ และในมุมมองของน็อตก็คือ การยุ่งกับการบ้านการเมืองทำให้ครอบครัวเธอลำบาก เธอไม่มีปัญญาผ่อนรถเหมือนคนอื่น ก็เพราะเธอต้องหาเงินมาจ่ายหนี้บ้าน (ที่น่าจะเป็นผลพวงมาจากเหตุการณ์ที่เกิดกับพ่อเธอ) ในความทรงจำวัยเด็กของน็อตส่งผลมาถึงมุมมองในการเลือกใช้ชีวิตของเธอในปัจจุบัน

และปัจจุบันในบทแรกสุดของฟิกเรื่องนี้…ก็เริ่มต้นในช่วงสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง ใน พ.ศ. 2562

ใช่แล้ว เส้นเรื่องของเรื่องนี้เริ่มต้นในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังดุเดือด และกรุ๊ปแชทที่มีชื่อว่า “ไม่คุยเรื่องการเมือง” ก็เต็มไปด้วยการแซะกันถึง “ควายแดง” “ติ่งส้ม” “สลิ่ม” “ลิเบอร่าน” “พันธมิตร” เต็มไปหมด

โดยมีน็อตคอยเบรก (และกรี๊ดร้องหาความสงบเป็นครั้งคราว)

>นัท
นัทเป็นตัวละครที่ไม่ได้โผล่มาในปี 2562 แต่นัทโผล่มาให้เราเห็นในช่วงปี 2557 (จริงๆ ก็มาก่อนหน้านั้น) สิ่งที่เรารู้คร่าวๆ เกี่ยวกับตัวนัท คือเขาเป็นชายหนุ่มที่หน้าเหมือนน็อต มีแม่ชื่อ “ดวงใจ” อันเป็นชื่อเดียวกับแม่น็อต แต่เหมือนสองคนนี้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย

แถมนัทยังเป็นคนที่น่าจะอยู่ด้านตรงข้ามกับน็อต

เพราะนัทเป็นคนที่รณรงค์กิจกรรมการเมืองจนเกือบถูกจับติดคุก

ในปี 2557 ละครเวทีที่นัทเคยมีส่วนร่วมเขียนบท ถูกหมายหัวจากภาครัฐว่าเป็นละครเวทีที่มีเนื้อหาหมิ่นเหม่ต่อความมั่นคง ภายใต้รัฐบาลทหารในขณะนั้น นัทในฐานะนักศึกษาธรรมศาสตร์ มีสิทธิ์สูงมากที่จะถูกจับ คุมขัง และอาจจะต้องโดนอะไรก็ไม่รู้อีกมากมายตามมา…เป็นเวลาหลายปี … นัทยอมเลือกจะหนีออกจากประเทศไทย ไปสมทบกับพรรคพวกที่หนีออกนอกประเทศไปก่อน เส้นทางที่นัทหลบหนีคือเส้นทางที่ต้องผ่านป่าในประเทศกัมพูชา อันมีตำนานเล่าว่ามีผู้คนพลัดหลงและสูญหายไปอย่างไม่รู้สาเหตุ

นัทพลัดหลงและสูญหายไปในตอนนี้

ก่อนนัทจะหายไป นัทได้แชทคุยกับแต๊ง…ชายคนรักของนัท
ผู้ซึ่งเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ในเมืองไทย

-แต๊ง
ในปี 2562 แต๊งในฐานะบัณฑิตปริญญาโทจากเมืองนอก กลับมาทำงานที่เมืองไทย พร้อมกับกลายเป็นคู่แข่งในการชิงตำแหน่ง “ผู้จัดการ” กับน็อต – สาวรุ่นพี่ที่ทำงานมาก่อนหลายปี

แต๊งถูกจับตาจากคนในออฟฟิศในฐานะ “ลูกเจ้าของ” “เส้นใหญ่” และอื่นๆ อีกมากมาย แต่สิ่งที่แต๊งทำเมื่อเข้ามาบริษัทวันแรก คือขอให้เกิดการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมในการชิงตำแหน่ง “ผู้จัดการ” โดยแต๊งจะขอเป็นผู้ช่วยน็อตในระหว่างนี้ และหากเวลาผ่านไปในตามเงื่อนไข ให้มาพิจารณาผลงานกันอีกที ว่าใครจะเหมาะสมกว่าใคร

ก่อนที่แต๊ง-ซึ่งเพิ่งได้คุยแชทกับน็อตครั้งแรก-จะทิ้งท้ายบทสนทนาว่า “พี่น็อตเคยแปลงเพศมาก่อนหรือเปล่าครับ”

เพราะน็อตกับนัทหน้าตาเหมือนกันมาก

สิ่งเดียวที่ต่างออกไป คือน็อตไม่ยุ่งกับการเมือง
ขณะที่นัทยุ่งกับการเมืองจนต้องสาบสูญไปในป่าเมื่อปี 2557

– “ผู้ได้รับบาดเจ็บ” เป็นฟิกที่พาคนอ่านย้อนอดีตโยนเราเข้าสู่สถานการณ์ปัจจุบัน (อย่างการเลือกตั้ง 62) และพาเราเข้าสู่อนาคตในอีกหลายสิบปีข้างหน้า เมื่อแต๊งเติบโตขึ้นกว่าเดิม …​และเลือกเดินตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ปี 2557 นั่นคือ การตั้งพรรคการเมืิองที่แต๊งกลายเป็นหัวหน้าพรรค

ในอนาคตที่จะเกิดขึ้น น็อตก็ยังเป็นน็อต ที่ยังไม่ยุ่งกับการเมือง น็อตเป็นน็อตที่เก็บเงินและพาตัวเองไปตั้งบ้านอยู่ที่ภาคเหนือของประเทศไทย แต่ขณะเดียวกันน็อตก็ยังเป็นน็อตที่คอยตามข่าวของแต๊ง และให้กำลังใจแต๊งอยู่เงียบๆ เสมอ

“ผู้ได้รับบาดเจ็บ”​ ไม่ได้จบลงตรงนี้ และไม่ได้มีแค่ตัวละคร 3 ตัวนี้เท่านั้น แต่ยังมีตัวละครที่รายล้อมอีกมาก

ในแชทแรกๆ ที่เราเห็นน็อตคุย มีแชทหนึ่งที่น็อตคุยกับรุ่นน้องในบริษัท โดยน็อตไปเตือนรุ่นน้องว่า เธอรู้ว่ารุ่นน้องมีแอคเคาน์ทวิตเตอร์ และโพสอะไรหัวรุนแรงเกี่ยวกับการเมืองเยอะ เธอเป็นห่วง และอยากให้เขาเลิกเสีย แต่รุ่นน้องบอกว่า นั่นคือสิทธิในการแสดงออกของเขา และอีกอย่าง แอคเคาน์นั้นก็เป็นแอคหลุม…ที่คนโยงมาหาเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่น็อตรู้เพราะเธอดันขอยืมคอมเขาใช้

น็อตบอกรุ่นน้องไปในวันนั้นว่า ในอนาคต อาจมีคนขุุดคุ้ยเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา และเขาไม่รู้หรอกว่ามันจะส่งผลกับเขาอย่างไร

ในอนาคต รุ่นน้องของน็อตในวันนั้น ร่วมอุดมการณ์เดียวกับแต๊งในการก่อตั้งพรรคการเมือง

และในอนาคตอีกเช่นกัน ที่มีคนไปขุดแอคเคาน์นั้นในทวิตเตอร์ขึ้นมา และทำให้รุ่นน้องคนนั้น ไม่สามารถอยู่หน้าฉากในพรรคการเมืองกับแต๊งได้อีกต่อไป และเขาทำได้แค่เพียงให้ความช่วยเหลือหลังฉากเท่านั้น

ในตอนท้ายๆ ของเรื่อง…ในฉากอนาคต…รุ่นน้องคนนั้นบอกว่า สิ่งที่น็อตเคยพูดกับเขาในวันนั้น มันเกิดขึ้นจริงทุกอย่าง

-“ผู้ได้รับบาดเจ็บ” เป็นเรื่องราวที่หน้าฉากเหมือนจะเล่าเรื่องของน็อต ความรัก และการผิดหวังในความรักของเธอ … เธอคือคนที่ได้รับบาดเจ็บจากความรักที่ผิดหวัง

แต่จริงๆ แล้ว “ผู้ได้รับบาดเจ็บ” อาจไม่ได้หมายถึงแค่น็อต แต่หมายถึงทุกคนที่อยู่ตรงนี้…ในวังวนที่วนลูปและไม่มีทางออก…

-และแม้ Seeme จะบอกว่ามันคือเรื่องแต่ง
และแม้มันจะเป็นฟิกแชทในจอยลดา

แต่ถ้าในปีนี้ จะมีเรื่องเล่าที่วิพากษ์สังคมการเมืองได้ดีเรื่องหนึ่ง

มันอาจเป็นฟิกวายจากจอยลดาเรื่องนี้แหละ

“ผู้ได้รับบาดเจ็บ”

Link: https://www.joylada.com/story/5caf5b7d7cda0b000172b7e8

 

[seen] หน่าฮ่าน

 

59964820_10213762147278849_582828423571832832_n

 

หน่าฮ่าน (2562, ฉันทนา ทิพย์ประชาติ)

เรารักทุกอย่างที่ประกอบรวมเป็นหนังเรื่องนี้

ตั้งแต่การแคสนักแสดงที่ไม่ได้ดูโดดเกินจากชีวิตจริงมากนัก เรารักที่ยุพิน ตัวละครเอกของเรื่องไม่ได้เป็นเด็กอีสานที่สวยเกินไป (คือนางน่ารักเว้ย แต่นางไม่ใช่แบบ ใบเฟิร์น ในเรื่อง “สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก” อ่ะ)

พอๆ กับที่เรารักการแคสตัวละคร “อ้ายสิงโต” มาก ที่มีความหล่อแบบไทบ้านพอดี เป็นคนที่เรารู้สึกว่าเป็นเด็กอีสานที่หน้าตาดี แต่ก็ไม่ใช่ขนาด ณเดชน์, รุจ เดอะสตาร์ อะไรเทือกนั้น

ซึ่งมันจริงมาก…มากจนทำให้เราร้องไห้ออกมาไม่รู้ตัวในตอนท้าย

เรารู้มาก่อนว่าผู้กำกับของเรื่อง เป็นผู้หญิงที่มาจากภาคอีสาน แต่เราไม่เคยรู้ประวัติของเธอมาก่อน จนดูหนังจบลง เราลองกูเกิลดู พบว่าเธอเป็นคนกาฬสินธุ์ จังหวัดเดียวกับเราเลย แต่บ้านเธออยู่อำเภอสามชัย หลังจากรู้ถิ่นฐานที่มาของเธออย่างนั้น บทสัมภาษณ์ใดๆ เกี่ยวกับอีสานของเธอที่เราเคยได้อ่านมาก่อน (เธอเคยพูดถึงแม่ชาวนาของเธอมาก่อน) มันทำให้เราเชื่อมโยงกับเธอทันที และทำให้เราคิดภาพออกอันที (อย่างน้อยๆ เราก็เชื่อเช่นนั้น) ว่าอะไรใดๆ แบบไหน ที่มันทำให้เธอเลือกสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา และเล่าด้วยท่าทีและน้ำเสียงแบบนี้

เราคิดว่า เธอและเราก็เติบโตมาในสภาพสังคมที่ไม่แตกต่างกัน และน่าจะอยู่ในชนชั้นเดียวกัน ผ่านการศึกษามาแบบเดียวกัน มีเพื่อนๆ ในอีสานที่แวดล้อมคล้ายๆ กัน

ซึ่งมันไม่ได้หมายความว่า เธอหรือเราเป็น ยุพิน นะ

สิ่งที่เราอินมากๆ คือการเล่าถึงชีวิตของคนอีสาน (ในนี้คือโฟกัสไปที่วัยรุ่น) รุ่นใหม่ ที่ดูเหมือนไม่ได้พุ่งเป้าหมายชีวิตให้เติบโตตามระบบแบบที่ศูนย์กลาง (รัฐไทย) กำหนดมา

ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้มันสัมผัสเรามากๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เราเลย … เพราะเราเป็นคน (เด็กวัยรุ่น) ที่ไขว่ขว้าความฝันในระบบแบบที่รัฐไทยกำหนดมาเลย

ถ้าจะมีตัวละครที่คล้ายคลึงกับเราที่สุดในเรื่อง ตัวละครนั้นคงเป็น สวรรค์ เด็กเรียนดี กีฬาเด่น เก่งดนตรี (แคน) เป็นตัวท็อปที่น่าจะไปตามระบบได้อย่างสบาย

ถ้าเราแตกต่างจากตัวละครในเรื่องขนาดนั้น ทำไมหนังมันถึงทำปฏิกิริยากับเราได้มากขนาดนี้?

นั่นเพราะช่วงหนึ่งที่เราเคยกลับไปอยู่บ้านนอก (ที่เขาวง กาฬสินธุ์) ประมาณ 1 ปีครึ่ง เราได้กลับไปเจอคนในชุมชนซึ่งเป็นเพื่อนๆ ในวัยเด็ก ที่เขาเลือกจะอยู่บ้าน (นั่นหมายความว่า บางคนไม่เคยเลือกจะเรียนต่อหรือทำงานที่ กทม.) ทำงานที่บ้าน มีอาชีพที่บ้าน และหลายๆ อาชีพที่เขาเลือก ก็ดูเป็นสิ่งที่ไม่มั่นคงตามแนวทางของ “ชีวิตตามระบบ” ที่คนในเมืองคุ้นชินเลย

เราเจอเพื่อนวัยเด็กหลายคน (ที่เราก็ไม่ได้สนิทแล้ว) ที่เขาขายครีมออนไลน์ หรือขายสินค้าออนไลน์ชิ้นอื่นๆ เราเจอเพื่อนที่ยังขับรถขายไอศกรีมตามหมู่บ้านอยู่ (เขาชื่อ บุญมา และน่าทึ่งที่เขาไม่เคยคิดจากเขาวงไป) เราเจออีกหลายๆ “อดีตวัยรุ่น” ที่เราเคยรู้จัก ที่ทำให้เราประหลาดใจ ว่ามันมีคนที่ไม่เคยคิดฝันอยากจากหมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด หรือภูมิภาคนี้ไป เพื่อเติบโต สยายปีกกว้าง ณ ที่อื่นๆ อยู่จริงๆ บนโลกด้วยแฮะ

สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครยุพินและผองเพื่อนในเรื่อง ทางเลือกที่พวกเธอเลือกเดิน สิ่งที่พวกเธอเลือกภายใต้ข้อจำกัดของชีวิต มันจึงสร้างปฏิกิริยากับเรามาก เพราะเราก็เคยรู้จักและสัมผัสกับคนเหล่านี้จริงๆ

ซีนที่เราชอบที่สุดในเรื่อง ถ้าไม่นับซีนที่ยุพิน (เด็กเรียนไม่เก่งและไม่เคยคิดจะขยัน) เต้น “หน่าฮ่าน” ต่อหน้าคณะกรรมการที่สัมภาษณ์เธอเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย ก็คงเป็นซีนที่ “แข่ว” เพื่อนสาวของยุพินที่เลือกทำอาชีพเป็นพนักงานต้อนรับบนรถทัวร์นครชัยแอร์หลังเรียนจบชั้น ม.6

นอกจากนี้ เราคิดว่าทุกสิ่งที่ปรากฏตัวในหนังถูกคิดมาดีแล้ว (แม้จะมีข้อจำกัดด้านการเงินบ้าง) เราชอบการปรากฏตัวของ UD Town (มันคือย่านช้อปปิ้ง คล้ายๆ สยามสแควร์ ของอุดรธานี แต่แน่นอนว่ามัน “ไทบ้าน” กว่า) ชอบการมีอยู่ของ “มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี” ในเรื่อง ชอบการกินพิซซ่าแบบไม่รู้ธรรมเนียมของสวรรค์ จนตะโกนเรียกพนักงานมาเก็บเงินที่โต๊ะ (ก่อนที่สวรรค์จะโดนอ้ายสิงโตหักหน้าว่า ต้องไปคิดเงินที่เคาน์เตอร์สิ) ชอบซีนเติ้ลไม้นั่งกินเหล้าข้างทางกับอ้ายหม่ำ

นี่น่าจะเป็นหนังวัยรุ่นที่ดีที่สุดในใจเรา พอๆ กับเรื่อง “เกรียนฟิคชั่น” ของมะเดี่ยว ชูเกียรติ เลยทีเดียว

ปล.เราเคยอยู่หนองบัวลำภู (ห่างจากอุดรธานีไป 40 กม.) และเคยคลุกคลีกับอุดรฯ อยู่ช่วงหนึ่ง (ก็คือไป UD Town อยู่บ่อยๆ) การมีหนังที่เล่าพื้นที่หลักเป็นอุดรฯ ทำให้เราอินไม่น้อย

บาห์เรน – When life gives you lemon, then makes lemonade

 

 

bahrain

 

 

ฉันเคยเขียนไว้ในอีกเพจหนึ่งชื่อ ทองหล่อเดินได้ – walkable Thonglor ว่า “ขณะที่โลกบอกให้เราออกเดินทาง แต่สารภาพว่าฉันเป็นคนที่หลงรักคอมฟอร์ตโซนอย่างสุดใจ”

ฉันหมายความอย่างนี้จริงๆ
และยิ่งโต ฉันก็ยิ่งตระหนักว่า ฉันไม่ได้รักการเดินทาง และฉันรักความสบายมากกว่าความลำบาก

ฉันไม่เคยอยากออกไปจากคอมฟอร์ตโซน … และการนั่งไถมือถืออ่านจอยลดา และรอเอ็มวีใหม่ WayV ก็ไม่เห็นจะแย่อะไรนี่นา

แต่โลกก็มีทั้งสิ่งที่เราเลือกได้ และเลือกไม่ได้

หลังอายุเต็ม 38 ปีได้ไม่กี่วัน ฉันได้ไปที่บาห์เรน-โดยไม่คาดคิด

นี่คือสิ่งที่ฉันในวัย 38 เจอ เมื่อเดินออกจากคอมฟอร์ตโซน
.
.

1. การตกเครื่องบินตอนเที่ยงคืน
ในชีวิตนี้ฉันเคยตกเครื่องบินมา 1 ครั้งถ้วน – ช่วงปีใหม่ที่จะไปพม่า – ในยุคที่อองซานซูจียังถูกคุมขัง และคนไทยยังต้องขอวีซ่าเข้าประเทศฝั่งตะวันตกของเรา คราวนั้นฉันตกเครื่องที่สุวรรณภูมิ ทางแก้คือควักเงินซื้อตั๋วเครื่องบิน (ช่วงปีใหม่) ใบใหม่สิ … เงินอาจไม่ใช่สิ่งสวยงามที่สุดในโลก แต่หลายๆ ครั้ง เงินแก้ปัญหาให้เราได้

แต่คราวนี้ ฉันตกเครื่องและติดแหงกที่บาห์เรนอยู่เกือบ 24 ชั่วโมง

ถ้าเราอยู่ในโลกที่เวลาเป็นเงินเป็นทอง และการเป็นคนเก่งคนเก๋ของโลกยุคใหม่คือการบริหารเวลาและพลังชีวิตได้ “efficient สูงสุด” … การตกเครื่องและนั่งแหงกอยู่เกือบ 24 ชั่วโมง คงหมายถึง “แกมันเป็นคนแย่ แกมันจัดการชีวิตไม่ดี” แน่ๆ

ฉันเอามือปิดหน้า ตอนที่เจ้าหน้าที่บอกว่า ฉันตกเครื่องแน่ๆ แล้ว … เครื่องบินลำที่จะต่อไปปารีสอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ แต่ฉันทำอะไรไม่ได้มากกว่ามองมันค่อยๆ เคลื่อนที่จากไป

“เครื่องดีเลย์ตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่ความผิดฉันซะหน่อย”
“ใช่ ไม่ใช่ความผิดคุณ”

อย่างน้อยที่สุด คนไทยอย่างฉันก็ไม่ต้องขอวีซ่าเพื่อเข้าบาห์เรน – พวกเขาจัดหาโรงแรมและอาหาร 3 มื้อให้ – ฟรี – แลกกับการตกเครื่องและต้องใช้ชีวิตล่าช้าไปอีกหนึ่งวัน

เป็นหนึ่งวัน ที่โลกจะเปลี่ยนจากยุคเฮย์เซย์ เป็นยุคสมัยเรวะ

ฉันอยู่ที่นั่น ที่เมืองหลวงของบาห์เรนที่ชื่อ มานามา
.
.
.
.

2.ในตอนเที่ยงคืนที่ฉันรู้สึกเหมือนอยากร้องไห้ ฉันหันไปเห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนไทยกลุ่มหนึ่งที่เป็นเพื่อนร่วมไฟล์ท พวกเขาตั้งใจมาต่อเครื่องไปซาอุดิอาระเบีย เครื่องเต็ม และพวกเขาก็ต้องติดแหงกอยู่ที่บาห์เรนกับฉันเช่นเดียวกัน

ดูไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่มีเสียงร้องฟูมฟาย ไม่มีเสียงด่าทอ ไม่มีอาการหงุดหงิดอะไรทั้งนั้น

ฉันค้นพบ ณ ตอนนั้น ว่าไม่ว่าฉันจะหงุดหงิดไปอีกกี่มากน้อย มันก็เปลี่ยนความจริงที่ว่า ฉันตกเครื่องไม่ได้ – ฉันต้องอยู่ที่นี่ ต้องนอนที่บาห์เรนคืนนี้ – ในวันสุดท้ายของยุคสมัยเฮย์เซย์

“When life gives you lemon, make lemonade.”
คือสุภาษิตฝรั่งที่บอกเราว่า เมื่อเวลาที่ชีวิตยื่นอะไรที่เราไม่ได้เลือกมาให้ เราก็แค่ต้องหาแง่งามของมันให้เจอ

ถ้าชีวิตเขวี้ยงมะนาวใส่ เราก็แค่ต้องเอามะนาวมาคั้นทำชามะนาวสิโว้ย!

ยิ้ม-นอน-กินข้าว-ฟังเรื่องเล่าแสวงบุญของเหล่าน้าๆ ที่ยอมจ่ายเงินคนละ 6หมืนมาแสวงบุญถึงซาอุดิอาระเบีย

“น้าเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ยะลา ถ้าไปยะลาก็ไปถามหาน้านะ นี่เบอร์โทร และทุเรียนยะลาอร่อยมาก อย่าลืมไปหาทาน”

น้าผู้ใหญ่ชื่อ ยูซุก และแฟนน้าชื่อ สะเมาะ

“รู้จักร้านสินธรสเต๊กเฮ้าส์ไหม น้าเป็นเจ้าของ ถ้ามากินก็ขอส่วนลดได้” น้าอีกคนบอก

“นี่บ้านอยู่เอกมัย มาเยี่ยมได้” – อ้อ บ้านใกล้เรือนเคียงกับทองหล่อเลย

ทุกคนดูไม่ทุกข์ไม่ร้อน
ทุกคนดูรับได้กับการต้องตกเครื่อง
ทุกคนดูจะเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้
ทุกคนดูจะเข้าใจว่าการจากบ้านมาแสวงบุญมันต้องเจอกับความลำบากและสิ่งที่ควบคุมไม่ได้อยู่แล้ว

นั่นน่าจะเป็นครั้งแรกสุด ที่ฉันเลิกตั้งคำถาม ว่าทำไมหลายคนต้องยอมลำบากเพื่อความศรัทธาบางอย่างด้วย

ทำไมเราต้องออกจากคอมฟอร์ตโซนเพื่อมาลำบากด้วย
.
.
.

3.คนปากีสถานคนนั้นอยู่ฝรั่งเศส

น้าคนไทยกลุ่มนั้นจากไปซาอุฯ ตั้งแต่ตอนเที่ยง คนที่ยังอยู่กับฉันที่โรงแรมคือคนปากีสถานคนหนึ่ง ฉันถามเขาว่าเขาตกไฟล์ทบินไหน เขาบอกว่า “แฟรงเฟิร์ต”
“อ้อ เยอรมนี” ฉันพยักหน้า
“แต่ผมอยู่ฝรั่งเศส” เขาบอก
ฉันคงเผลอทำหน้างงใส่
“เมืองที่ผมอยู่ อยู่ติดเยอรมัน ผมเลยบินลงแฟรงเฟิร์ตและนั่งรถไฟเข้าไป”
“อ้อ” ฉันพยักหน้าอีกรอบ

ก่อนหน้านี้ ฉันคงเก็บไปสงสัยบนเครื่องว่า
…ทำไมคนปากีฯ ไม่อยู่ปากีฯ
…ทำไมคนเราต้องออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น
…ทำไมคนเราต้องเดินออกจากคอมฟอร์ตโซน

ฉันโบกมือลาหนุ่มปากีฯ
ไม่มีคำถาม
ไม่มีข้อสงสัย
บางทีฉันอาจเหนื่อยเกินไป
เพราะทันทีที่ขึ้นเครื่องก็นอนหลับยาวเลย

การออกจากคอมฟอร์ตโซนมันเหนื่อย
แต่ถ้าเจอมะนาวหล่นข้างทาง
อย่าลืมหยิบมาคั้น
ชงชามะนาวสักแก้ว…ก็ดีอยู่นะ
.
.

ฉันคิดในใจก่อนเปลือกตาจะปิดลง

 


ไม่ค่อยได้อัพบ่อย แต่ถ้าอ่านแล้วชอบ ฝากแชร์ด้วยนะคะ
หรือติดตามได้ช่องทางอื่น

blog: deartiktok.wordpress.com
fb.me/deartiktok
twitter.com/tiktokthailand
instagram.com/tiktokthailand

[book] ทรงจำของทรงจำ เรื่องราวของตระกูลที่ไม่เคยถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ไทย

img_20190407_080940.jpg

 

 

แล้วถึงสำเหนียกเป็นครั้งแรกในนาทีนั้นเอง ว่าเป็นนักพนันมาตั้งแต่ยังไม่รู้จักเล่นเสียด้วยซ้ำ ชีวิตทั้งชีวิตของเขาคือการพนัน คือการเลือก ครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่าซ้ำซาก เลือกข้าง เลือกชาติ เชื้อชาติ กองทัพที่จะรบ เลือกเพื่อนฝูงที่จะคบหา ผืนแผ่นดินที่จะอยู่ ผู้หญิงที่จะรัก ไพ่ ม้า เขาเลือกมาตลอด ก็แล้วอะไรบ้างเล่าที่ไม่ใช่การพนัน เงินตรา สงคราม อำนาจ ความรัก อุดมการณ์ ใช่แม้กระทั่งอุดมการณ์ โลกทั้งโลกต่างอย่างไรหรือกับบ่อนเบี้ย หอบหวังฝันบรรเจิด เกิดมามีชีวิตอยู่ แต่ไม่ว่าจะเดิมพันได้เสียเอาไว้สูงต่ำเพียงไหน ทุ่มเทลงไปเท่าไหร่ ท้ายที่สุดก็ล้วนแต่ตายจากไปในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัวด้วยกันทั้งนั้น

หน้า 343, พุทธศักราชอัสดง กับทรงจำของทรงจำ ของแมวกุหลาบดำ

เขียนโดย วีรพร นิติประภา

ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้จบลงใน 7 โมงเช้าวันนี้เอง ฉันเพิ่งขับรถกลับถึงบ้านที่เขาวงเมื่อเย็นวาน การได้กลับมานอนกลิ้งอ่านหนังสือในห้องนอนของตัวเอง เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ฉันโปรดปรานที่สุด ห้องนอนของฉันของทางทิศตะวันออก มันเปิดรับแสงแดดของฤดูร้อนเต็มที่ตั้งแต่ก่อน 6 โมงเช้าด้วยซ้ำ ทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้น ฉันก็หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน จริงๆ ฉันอ่านมันค้างไว้นานแล้ว และก่อนหน้านี้ก็ไม่ยอมอ่านให้จบเสียที เหตุเพราะตอนที่อ่านค้างไว้ดันเป็นตอนเศร้าสร้อย ฉันไม่อยากรู้สึกเศร้าสร้อยมากไปกว่านี้ แค่เรื่องเลือกตั้ง เรื่องเล่ห์กล กกต. เรื่องฝุ่น PM2.5 เรื่องการจับประชาชนธรรมดาขึ้นศาลทหาร เรื่องพวกนี้ก็ชวนเศร้ามากพออยู่แล้ว ฉันไม่อยากพาตัวเองเข้าไปสู่วังวนความเศร้ามากกว่านี้

แต่หนังสือเล่มนี้มีกำหนดส่งคืนฉันยืมมันมาจากห้องสมุด TK Park … ฉันควรต้องอ่านให้จบก่อนกำหนดส่งจะมาถึง

ช่วงท้ายๆ ของหนังสือ เป็นช่วงที่ทำให้ฉันหวนคิดถึงครอบครัวของตัวเอง

ตระกูลเราคำที่แม่เคยพูดอยู่บ่อยๆ อยู่ช่วงหนึ่ง

แม่ต้องรักษาบ้านของตระกูลเอาไว้

ฉันคิดว่าหนังสือพุทธศักราชอัสดง กับทรงจำของทรงจำ ของแมวกุหลาบดำไม่ใช่แค่เรื่องเล่าของครอบครัวตาทวดตงตระกูลคนจีนที่ก่อร่างสร้างตัวในช่วงรอยต่อของประวัติศาสตร์ความเปลี่ยนแปลงของรัฐไทย

ไม่, ไม่ใช่แค่เรื่องครอบครัวของตาทวดตง

แต่มันคือเรื่องของคนตัวเล็กตัวน้อยในเมืองไทย

คือเรื่องของครอบครัวพวกเราด้วย

คือเรื่องของตระกูลเราด้วย

คือเรื่องของครอบครัว ที่ก่อร่างสร้างตัว เปลี่ยนแปลง ปวดร้าว และมีบ่ายวันอาทิตย์ที่แสนสุขในบางที ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์ไทย

:::

บ้านหลังที่ฉันอยู่ไม่ใช่บ้านหลังที่ฉันเกิด แต่เป็นบ้านที่ฉันย้ายเข้ามาอยู่ตอนที่พ่อกับแม่เลิกกันแล้ว ช่วงเวลา 8 ขวบที่ชีวิตพลิกผัน บ้านที่เราย้ายมาอยู่เป็นบ้านของตาและยาย ฉันจำได้ว่าแม่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้านขนานใหญ่ครั้งแรกตอนฉันอยู่ .ต้น แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ อีกเลย เป็นแค่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ

วันนี้ที่ฉันกลับมาบ้าน, มีหลายจุดของบ้านที่ทรุดโทรมผ่านกาลเวลา

ฉันคิดถึงเรื่องเล่าของครอบครัวตาทวดตง …​ในบทท้ายๆ ที่ทุกอย่างมีความเปลี่ยนแปลง

โจทย์ใหญ่ที่สุดเวลากลับบ้านคือ ฉันจะนั่งทำงานตรงไหนดี

ฉันชอบห้องนอนของตัวเอง แต่เพราะมันอยู่ชั้นสองของบ้าน อยู่ในทิศรับแดดตอนเช้า ในฤดูหนาว ห้องอาจอยู่ได้ตลอดทั้งวัน แต่ในฤดูร้อนเป็นเรื่องที่ต่างออกไป

ฉันเพิ่งสังเกตว่าแม่เพิ่งซื้อแคร่ไม้ไผ่มาใหม่ มันวางอยู่หน้าบ้านตรงมุมใกล้ต้นไม้เล็กๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่จากการเวนคืนที่ดินขนานใหญ่เพื่อสร้างถนน 4 เลนหน้าบ้าน ความเจริญเข้ามาในอิสานนานแล้วและฉันไม่เคยรังเกียจความเจริญ แต่ถนนใหญ่ก็พรากต้นไม้สองข้างทางในหมู่บ้านเราไป มันจึงเป็นเรื่องท้าทายเสมอในฤดูร้อนที่ต้องกลับบ้าน ว่าฉันจะนั่งทำงานตรงไหนดี

ตรงแคร่หน้าบ้านที่หลบซ่อนตัวอยู่ใกล้ต้นไม้ล็กๆ นี่แหละฉันคิดในใจ

ฉันคิดถึงงานในมือที่ต้องสะสาง ก่อนจะไพล่ไปคิดถึงกาแฟรสขมหวานจากร้านกาแฟของน้องญาติ แล้วฉันก็คิดถึงคลิป YouTube ที่อยากจะทำ เมื่อวานฉันเพิ่งเล่าให้เพื่อนฟังว่า mission ของแชนแนล Isan Saranghey ที่ฉันเพิ่งคิดออกคือ การ connect อิสานและประเทศไทยเข้ากับโลกใบนี้ ฉันคิดถึงการปลูกผักทำไร่ของพ่อ ฉันคิดถึงวันที่พ่อพาไปหัดขับรถเกียร์กระปุกที่สนามบินเสรีไทลานดินแดงที่ไม่มีตรงไหนเหมือนสนามบินเลย แต่ถูกเรียกขานอย่างนี้ตามประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับขบวนการเสรีไทในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ฉันคิดถึงทางขึ้นเขาไปอำเภอดงหลวงที่ตอนเด็กต้องขึ้นไปทำไร่มันสำปะหลังกับครอบครัวบ่อยๆ ฉันเพิ่งรู้ตอนโตแล้ว ว่าเส้นทางภูเขาโซนไร่ของเรา เกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ในช่วงที่ไทยมีขบวนการคอมมิวนิสต์ หมู่บ้านที่จิตร ภูมิศักดิ์ มาเสียชีวิตก็ไม่ไกลจากโซนไร่ที่ฉันเคยวนเวียนขึ้นไปตอนเด็ก

ตอนเป็นเด็ก สิ่งที่ฉันชอบสุดเวลาต้องไปไร่ คือเวลาที่นั่งรถกลับ บนท้ายรถกระบะจะมีผู้ชายใจดีร้องเพลงเก่งคนหนึ่งนั่งมาด้วย เขาเป็นคนงานที่มาช่วยงานที่ไร่ เขาเคยร้องเพลงคนร้องตะโกนว่า .. เขามา..เป็นชื่อของเขา ตอนนั้นเขาบอกฉันว่า เขาแต่งเพลงนี้เอง ฉันร้องโหคิดว่าเขาเก่งมากๆ ที่แต่งเพลงได้เพราะขนาดนี้ เสียงร้องของเขาก็เพราะ มันเป็นเสียงเพลงที่ทำให้ช่วงเวลาเดินทางกลับเป็นช่วงเวลาแสนสนุกเสมอ

ตอนที่ฉันโตแล้ว ฉันถึงรู้ว่า เพลงที่เขาร้องคือเพลงของ สุรพล สมบัติเจริญ เนื้อเพลงจริงๆ ร้องว่าคนร้องตะโกนว่าสุรพลเขามา

เขาไม่ได้แต่งเพลงนี้เอง

และเรื่องเล่าที่เขาเล่าถึงตัวเอง ก็คือเรื่องโกหก

ทุกวันนี้ พวกเราขายไร่บนเขาไปแล้ว

และไร่มันสำปะหลังบนเขาส่วนมาก ก็เปลี่ยนเป็นสวนยางพารา ตามกระแสยุคหนึ่งที่อดีตนักการเมืองคนหนึ่งที่ชื่อ เนวิน ชิดชอบ เคยร่วมมือกับเครือข่ายของเขานำมา

และไม่ใช่การนำมาให้แบบไม่มีเงื่อนไข

เมื่อต้องขับรถผ่านเขาเส้นนั้น ฉันมักจะนึกถึงเรื่องราวของไร่มันสำปะหลังที่เปลี่ยนเป็นสวนยางพาราเสมอ คิดถึงการซุกซ่อนตัวของขบวนการคอมมิวนิสต์ไทยในยุคหนึ่ง คิดถึงวันที่ชาวบ้านในละแวกใกล้กับสนามบินเสรีไทตัดสินใจช่วยเหลือขบวนการเสรีไท คิดถึงสงครามโลกครั้งที่สองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ฉันยังไม่เกิด คิดถึงการประกาศให้ไทยอยู่ข้างกลุ่มประเทศที่ชนะสงครามโลกครั้งที่สอง คิดถึงการอพยพของคนจีนที่เข้ามาในไทยหลายระลอก คิดถึงการอภิวัฒน์ 2475 คิดถึงหลายสิ่งที่ฉันเกิดไม่ทัน

คิดถึงสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์ที่อยู่ละแวกแถวบ้าน

แล้วฉันก็มั่นใจว่า

หนังสือพุทธศักราชอัสดง กับทรงจำของทรงจำ ของแมวกุหลาบดำไม่ใช่แค่เรื่องราวของครอบครัวทวดตงแน่ๆ

มันคือเรื่องราวของพวกเราด้วย

มันคือเรื่องราวของตระกูลเราด้วย

แม้มันจะไม่เคยถูกจดบันทึกลงในประวัติศาสตร์รัฐไทยก็ตามที

 

 

 


หนังสือ : พุทธศักราชอัสดง กับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ

โดย วีรพร นิติประภา

สำนักพิมพ์มติชน

ราคา 340 บาท

พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2559

15.01.19: ได้รับพร

blog 15 of 365

luck.001

เมื่อห้าปีก่อน มีพี่บรรณาธิการคนหนึ่งเขียนประโยคที่ว่า “รู้สึกเหมือนได้รับพร” เอาไว้

ฉันชอบคำนี้มาก,​ แม้ว่าตอนนั้นเธอจะเปรียบเปรยความรู้สึกนี้ กับขวบวัยที่มากขึ้นของเธอ – ในย่างก้าวของเลข 4

และแม้ว่า ฉันจะไม่เคยรู้สึก “ได้รับพร” กับอายุที่เพิ่มมากขึ้นเลย

แต่ฉันก็ยังชอบคำนี้อยู่ดี

วันนี้ จู่ๆ ฉันก็พยายามนึกเค้นว่า คำว่า “พร” นั้น ถ้าแปลเป็นไทย เราควรใช้คำว่าอะไร

“wish” เหรอ?,​ ก็ไม่น่าใช่

porn? เฮ้ย,​ นั่นยิ่งไม่ใช่ใหญ่เลย

“luck”,​ คำนี้หรือเปล่านะ…

 

อืม… ฉันชอบคำนี้ล่ะ ฉันว่า “พร”​ ก็คือ luck ที่แปลว่า โชคดีนี่แหละ

 

ตลอดชีวิตฉัน ถ้าจะพูดถึง “พร” ที่ได้รับ ฉันคิดว่าสิ่งนั้น (นอกเหนือจากครอบครัวแล้ว) คงเป็นการมีเพื่อนที่ดีอยู่รายรอบ

เวลาพูดถึง “เพื่อนที่ดี” ฉันหมายถึงอย่างนั้นจริงๆ

ถ้าไม่นับเพื่อนที่เมืองไทย (ที่ดีมากๆ แล้ว) ฉันขอพูดถึงเพื่อนที่เจอสมัยเรียนอยู่ญี่ปุ่นบ้าง

เรื่องที่ไม่เคยเล่า (และจริงๆ กำลังพยายามจะเล่าในหนังสือ “โตได ไม่โรแมนติก”) ก็คือ ก่อนหน้าจะไปเรียนที่ญี่ปุ่นนั้น เป็นช่วงจังหวะชีวิตที่ฉันรู้สึกว่า “พังทลาย”

ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีกับตัวเอง,​ รู้สึกแย่ไปหมด, ถึงขั้นติดลบกับชีวิต

ตอนที่ฉันเขียนประโยคในหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” ว่า “ฉันบินไปโตเกียวด้วยความหวาดหวั่น” ฉันหมายความตามนั้นทุกตัวอักษรจริงๆ

 

ย้อนกลับมาที่พร

 

ก่อนหน้าจะบินไปญี่ปุ่น พ่อพาฉันไปกราบพระอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านรดน้ำมนต์ให้ และให้ฉันอธิษฐานขอพร

ตอนกลับถึงบ้าน ฉันบอกพ่อว่า ฉันอธิษฐานอยู่สองเรื่อง คือ ให้เรียนจบกลับมา และระหว่างที่อยู่ก็ให้เจอเพื่อนที่ดี

 

ฉันอธิษฐานเท่านี้, สองเรื่อง, ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้

ข้อแรก ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองจบมาด้วยคะแนนที่ดีตามมาตรฐานแวดวงวิชาการไหม

แต่ข้อที่สอง ฉันคิดว่าตัวเองได้รับพร

แท้จริงแล้ว พรข้อที่สอง เริ่มต้นตั้งแต่วันแรกที่ฉันบินไปถึงโตเกียวด้วยซ้ำ

 

อืม, ฉันคิดว่า “พร”​ ก็คือ “luck”

คือโชค

และฉันโชคดีที่ได้เจอเพื่อนดีๆ ในชีวิต

 

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand