บาห์เรน – When life gives you lemon, then makes lemonade

 

 

bahrain

 

 

ฉันเคยเขียนไว้ในอีกเพจหนึ่งชื่อ ทองหล่อเดินได้ – walkable Thonglor ว่า “ขณะที่โลกบอกให้เราออกเดินทาง แต่สารภาพว่าฉันเป็นคนที่หลงรักคอมฟอร์ตโซนอย่างสุดใจ”

ฉันหมายความอย่างนี้จริงๆ
และยิ่งโต ฉันก็ยิ่งตระหนักว่า ฉันไม่ได้รักการเดินทาง และฉันรักความสบายมากกว่าความลำบาก

ฉันไม่เคยอยากออกไปจากคอมฟอร์ตโซน … และการนั่งไถมือถืออ่านจอยลดา และรอเอ็มวีใหม่ WayV ก็ไม่เห็นจะแย่อะไรนี่นา

แต่โลกก็มีทั้งสิ่งที่เราเลือกได้ และเลือกไม่ได้

หลังอายุเต็ม 38 ปีได้ไม่กี่วัน ฉันได้ไปที่บาห์เรน-โดยไม่คาดคิด

นี่คือสิ่งที่ฉันในวัย 38 เจอ เมื่อเดินออกจากคอมฟอร์ตโซน
.
.

1. การตกเครื่องบินตอนเที่ยงคืน
ในชีวิตนี้ฉันเคยตกเครื่องบินมา 1 ครั้งถ้วน – ช่วงปีใหม่ที่จะไปพม่า – ในยุคที่อองซานซูจียังถูกคุมขัง และคนไทยยังต้องขอวีซ่าเข้าประเทศฝั่งตะวันตกของเรา คราวนั้นฉันตกเครื่องที่สุวรรณภูมิ ทางแก้คือควักเงินซื้อตั๋วเครื่องบิน (ช่วงปีใหม่) ใบใหม่สิ … เงินอาจไม่ใช่สิ่งสวยงามที่สุดในโลก แต่หลายๆ ครั้ง เงินแก้ปัญหาให้เราได้

แต่คราวนี้ ฉันตกเครื่องและติดแหงกที่บาห์เรนอยู่เกือบ 24 ชั่วโมง

ถ้าเราอยู่ในโลกที่เวลาเป็นเงินเป็นทอง และการเป็นคนเก่งคนเก๋ของโลกยุคใหม่คือการบริหารเวลาและพลังชีวิตได้ “efficient สูงสุด” … การตกเครื่องและนั่งแหงกอยู่เกือบ 24 ชั่วโมง คงหมายถึง “แกมันเป็นคนแย่ แกมันจัดการชีวิตไม่ดี” แน่ๆ

ฉันเอามือปิดหน้า ตอนที่เจ้าหน้าที่บอกว่า ฉันตกเครื่องแน่ๆ แล้ว … เครื่องบินลำที่จะต่อไปปารีสอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ แต่ฉันทำอะไรไม่ได้มากกว่ามองมันค่อยๆ เคลื่อนที่จากไป

“เครื่องดีเลย์ตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่ความผิดฉันซะหน่อย”
“ใช่ ไม่ใช่ความผิดคุณ”

อย่างน้อยที่สุด คนไทยอย่างฉันก็ไม่ต้องขอวีซ่าเพื่อเข้าบาห์เรน – พวกเขาจัดหาโรงแรมและอาหาร 3 มื้อให้ – ฟรี – แลกกับการตกเครื่องและต้องใช้ชีวิตล่าช้าไปอีกหนึ่งวัน

เป็นหนึ่งวัน ที่โลกจะเปลี่ยนจากยุคเฮย์เซย์ เป็นยุคสมัยเรวะ

ฉันอยู่ที่นั่น ที่เมืองหลวงของบาห์เรนที่ชื่อ มานามา
.
.
.
.

2.ในตอนเที่ยงคืนที่ฉันรู้สึกเหมือนอยากร้องไห้ ฉันหันไปเห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนไทยกลุ่มหนึ่งที่เป็นเพื่อนร่วมไฟล์ท พวกเขาตั้งใจมาต่อเครื่องไปซาอุดิอาระเบีย เครื่องเต็ม และพวกเขาก็ต้องติดแหงกอยู่ที่บาห์เรนกับฉันเช่นเดียวกัน

ดูไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่มีเสียงร้องฟูมฟาย ไม่มีเสียงด่าทอ ไม่มีอาการหงุดหงิดอะไรทั้งนั้น

ฉันค้นพบ ณ ตอนนั้น ว่าไม่ว่าฉันจะหงุดหงิดไปอีกกี่มากน้อย มันก็เปลี่ยนความจริงที่ว่า ฉันตกเครื่องไม่ได้ – ฉันต้องอยู่ที่นี่ ต้องนอนที่บาห์เรนคืนนี้ – ในวันสุดท้ายของยุคสมัยเฮย์เซย์

“When life gives you lemon, make lemonade.”
คือสุภาษิตฝรั่งที่บอกเราว่า เมื่อเวลาที่ชีวิตยื่นอะไรที่เราไม่ได้เลือกมาให้ เราก็แค่ต้องหาแง่งามของมันให้เจอ

ถ้าชีวิตเขวี้ยงมะนาวใส่ เราก็แค่ต้องเอามะนาวมาคั้นทำชามะนาวสิโว้ย!

ยิ้ม-นอน-กินข้าว-ฟังเรื่องเล่าแสวงบุญของเหล่าน้าๆ ที่ยอมจ่ายเงินคนละ 6หมืนมาแสวงบุญถึงซาอุดิอาระเบีย

“น้าเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ยะลา ถ้าไปยะลาก็ไปถามหาน้านะ นี่เบอร์โทร และทุเรียนยะลาอร่อยมาก อย่าลืมไปหาทาน”

น้าผู้ใหญ่ชื่อ ยูซุก และแฟนน้าชื่อ สะเมาะ

“รู้จักร้านสินธรสเต๊กเฮ้าส์ไหม น้าเป็นเจ้าของ ถ้ามากินก็ขอส่วนลดได้” น้าอีกคนบอก

“นี่บ้านอยู่เอกมัย มาเยี่ยมได้” – อ้อ บ้านใกล้เรือนเคียงกับทองหล่อเลย

ทุกคนดูไม่ทุกข์ไม่ร้อน
ทุกคนดูรับได้กับการต้องตกเครื่อง
ทุกคนดูจะเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้
ทุกคนดูจะเข้าใจว่าการจากบ้านมาแสวงบุญมันต้องเจอกับความลำบากและสิ่งที่ควบคุมไม่ได้อยู่แล้ว

นั่นน่าจะเป็นครั้งแรกสุด ที่ฉันเลิกตั้งคำถาม ว่าทำไมหลายคนต้องยอมลำบากเพื่อความศรัทธาบางอย่างด้วย

ทำไมเราต้องออกจากคอมฟอร์ตโซนเพื่อมาลำบากด้วย
.
.
.

3.คนปากีสถานคนนั้นอยู่ฝรั่งเศส

น้าคนไทยกลุ่มนั้นจากไปซาอุฯ ตั้งแต่ตอนเที่ยง คนที่ยังอยู่กับฉันที่โรงแรมคือคนปากีสถานคนหนึ่ง ฉันถามเขาว่าเขาตกไฟล์ทบินไหน เขาบอกว่า “แฟรงเฟิร์ต”
“อ้อ เยอรมนี” ฉันพยักหน้า
“แต่ผมอยู่ฝรั่งเศส” เขาบอก
ฉันคงเผลอทำหน้างงใส่
“เมืองที่ผมอยู่ อยู่ติดเยอรมัน ผมเลยบินลงแฟรงเฟิร์ตและนั่งรถไฟเข้าไป”
“อ้อ” ฉันพยักหน้าอีกรอบ

ก่อนหน้านี้ ฉันคงเก็บไปสงสัยบนเครื่องว่า
…ทำไมคนปากีฯ ไม่อยู่ปากีฯ
…ทำไมคนเราต้องออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น
…ทำไมคนเราต้องเดินออกจากคอมฟอร์ตโซน

ฉันโบกมือลาหนุ่มปากีฯ
ไม่มีคำถาม
ไม่มีข้อสงสัย
บางทีฉันอาจเหนื่อยเกินไป
เพราะทันทีที่ขึ้นเครื่องก็นอนหลับยาวเลย

การออกจากคอมฟอร์ตโซนมันเหนื่อย
แต่ถ้าเจอมะนาวหล่นข้างทาง
อย่าลืมหยิบมาคั้น
ชงชามะนาวสักแก้ว…ก็ดีอยู่นะ
.
.

ฉันคิดในใจก่อนเปลือกตาจะปิดลง

 


ไม่ค่อยได้อัพบ่อย แต่ถ้าอ่านแล้วชอบ ฝากแชร์ด้วยนะคะ
หรือติดตามได้ช่องทางอื่น

blog: deartiktok.wordpress.com
fb.me/deartiktok
twitter.com/tiktokthailand
instagram.com/tiktokthailand

Advertisements

03.01.19 : Reconsider New Year’s Goals

reconsider.001

 

ปี 2019 ผ่านมาได้แค่ 3 วัน แต่ฉันก็รู้สึก freak out กับ New Year’s Goals ของตัวเองแล้ว

ปีนี้ฉันตั้งใจอยากทำอะไรหลายสิ่งอย่างเลย ทั้งการวิ่ง full marathon, เขียนบล็อกทุกวัน, งดเล่นมือถือช่วงกินข้าว, เขียนต้นฉบับ “โตได ไม่โรแมนติก (Depressive Todai)” จบก่อน 30  เมษายน, ทำสารคดีส่ง TPBS, ทำแชนแนล YouTube, เขียนแฟนฟิกชั่น, หัดเขียนมือซ้าย, หัดท่าโยคะท่ายากที่อยากหัดมานาน, เรียนว่ายน้ำ,​ เรียนเต้น,​ และเรียน Voice Training

แต่ช่วงสามวันนี้ สิ่งที่ฉันได้ลงมือทำไป มีแค่ งดเล่นมือถือตอนกินข้าว, การวิ่ง และการเขียนบล็อก เท่านั้น

ฉันยังไม่ได้เริ่มต้นเขียนต้นฉบับ “โตได ไม่โรแมนติก (Depressive Todai)” เลย ทั้งที่กำหนดที่ตั้งใจไว้คือ 30 เมษายน

ฉันยังไม่ได้เริ่มเขียนสคริปต์สารคดีเลย (จริงๆ คือคุยกับ Subject (ตัวหลักในสารคดี) ไปแล้ว 2 รอบ) และยังไม่ได้นัดคิวช่างภาพวิดีโอ รวมถึงนัดคิว Subject อีกรอบ ทั้งที่ก่อนสิ้นปีคือตั้งใจอยากถ่ายทำให้เสร็จและตัดต่อพร้อมส่งก่อน 28 กุมภาพันธ์ ด้วยซ้ำ

ไม่พูดถึงแชนแนล YouTube ที่ฉันยังไม่ได้วางแผนธีมที่อยากทำเลย

อยู่ๆ ฉันก็คิดขึ้นมาได้ว่า เพราะฉันยังไม่ได้จัดลำดับความสำคัญ​ ทั้งยังไม่ได้ตั้ง deadline ให้แต่ละเป้าหมายเลย

ฉันคิดขึ้นมาลอยๆ ว่าทุกเป้าหมายมีเวลา “ตั้ง 1 ปี” แน่ะ ทั้งที่จริงๆ แล้ว เป้าหมายบางอย่าง ควรทำให้สำเร็จเร็วกว่านั้น (จริงๆ ต้นฉบับควรเสร็จภายใน 31 มีนาคม ด้วยซ้ำ)

วันนี้ฉันใช้เวลาระหว่างวิ่ง คิดทบทวน และพบว่า ถึงเวลาต้องจัดระเบียบเป้าหมายใหม่เสียแล้ว

“แบ่งเป้าหมายออกเป็นไตรมาส”

ใช่แล้วล่ะ เป้าหมายแต่ละอย่างมี deadline และความเข้มข้นไม่เท่ากัน มีเป้าหมายบางอย่างที่ควรเสร็จลุล่วงภายใน 31 มีนาคม นี้ หรืออย่างน้อย ก็ควรใกล้เคียงกับคำว่า “done” มากที่สุด

ไตรมาสที่หนึ่ง : มกราคม – มีนาคม

ไตรมาสแรกของปีสำคัญที่สุด เพราะถ้าฉันรักษาวินัยไม่ได้ มันจะทำลายขวัญและกำลังใจฉันไปทั้งปี พอคิดอย่างนี้ เป้าหมายที่ควรบรรจุในช่วง 3 เดือนนี้ จึงควรเป็นสิ่งที่ฉันอยากทำมากๆ และก็รักมากๆ พอกัน ซึ่งนั่นก็คือ

1.เขียนต้นฉบับ “โตได ไม่โรแมนติก (Depressive Todai)”

ถ้าคิดว่า ต้นฉบับหนึ่งๆ ควรมีความยาว 100 หน้า A4 ในช่วง 90 วันนี้ (สามเดือน) ฉันควรเขียนต้นฉบับให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 หน้ากับอีกนิดหน่อย แต่เอาเข้าจริงแล้ว บางวันถ้าตั้งใจเขียนก็คงได้มากกว่า 1 หน้า (วันที่เขียนลื่นมาก) และบางวันคงเขียนไม่ออกเลย

ฉันเลยตั้งใจว่า งั้น สัปดาห์นึง เขียนให้ได้ 10 หน้าแล้วกัน

เป้าหมาย: เขียนให้ได้สัปดาห์ละ 10 หน้า

2.สารคดี TPBS

ปีนี้ ฉันอยากทำ 3 สารคดี 3 ชิ้น การแบ่งเป็นไตรมาส ก็ช่วยให้โฟกัสกับแต่ละชิ้นได้เป็นอย่างดี (ข้อดีของมันสินะ)

สารคดีชิ้นแรก ฉันใช้ชื่อคร่าวๆ ว่า “ความฝันของจีนใหม่ในกรุงเทพฯ” ฉันมี Subject หรือตัวละครหลักที่จะถ่ายทำแล้ว แต่ภารกิจใหญ่จริงๆ คือฉันต้องแตกย่อยสคริปต์คร่าวๆ และนัดหมายถ่ายทำอีกสัก 3 ครั้ง โดยแบ่งเป็น สัมภาษณ์ 1  ครั้ง, ถ่ายเก็บชีวิตการงาน 1 ครั้ง, ถ่ายเก็บชีวิตกับเพื่อนฝูง 1 ครั้ง

ถ้าอยากให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ ก็หมายความว่า ฉันน่าจะเริ่มนัดคิวแรกสุด ไม่เกินสิ้นเดือนนี้ และควรนัดคิวที่ 2 และ 3 ภายในเดือนกุมภาพันธ์

ก่อนจะใช้เวลาตัดต่อในเดือนมีนาคม

เป้าหมาย: เตรียมสคริปต์, นัดคิวถ่าย 3 คิว, และตัดต่อเพื่อนำเสนอ ภายใน 31 มีนาคม

 

3.แชนแนล YouTube

เหตุผลที่ฉันอยากทำ YouTube มี 2 อย่าง คือ ฉันเป็นคนชอบเล่าเรื่อง จึงอยากหันมาเล่นสนุกผ่านแพลตฟอร์มวิดีโอลองดู กับอีกอย่างคือ … ฉันอยากหารายได้จากการเล่าเรื่องด้วย

แน่นอนที่สุด เทรนด์วิดีโอกำลังมา แม้ปีนี้คนจะกระโจนมาเป็น YouTuber มากขึ้น แต่แนวโน้มการทำรายได้จากวิดีโอนั้นยังมีอยู่ ที่เห็นได้ชัดคือการที่ Facebook เปิดให้เมืองไทยทำรายได้ผ่าน video content แล้ว

มีคนบอกเสมอ ว่าฉันเล่าเรื่องใช้ได้ … เอาเข้าจริงฉันไม่ได้มั่นใจกับการออกหน้ากล้องหรอก และแชนแนล YouTube ที่จะทำ ฉันก็ไม่ได้จะเป็นคนเบื้องหน้าด้วย ที่วางแผนกับทีมงานอีกคนไว้ คือฉันเป็นโปรดิวเซอร์และทำทุกอย่างหลังกล้อง ส่วนอีกคนจะอยู่หน้ากล้อง

อืม…ความยากของมันคือ ฉันยังไม่ได้เตรียมธีมของแชนแนลให้ดีนี่แหละ

การทำแชนแนล YouTube หรือ video content  ให้ประสบความสำเร็จมีหลายปัจจัย และฉันมองว่า ถ้าฉันทำการบ้านและตีโจทย์ให้แตกก่อน เราจะไม่ทำวิดีโออย่างสะเปะสะปะเกินไปนัก

อีกอย่างที่ถือเป็นปัจจัยของความสำเร็จ คือ ความสม่ำเสมอ เราควรผลิต video content ให้ได้สัปดาห์ละ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย ยิ่งเป็นช่องใหม่ ความถี่ยิ่งจำเป็น แต่ว่าข้อนี้ก็ชวนให้กังวลมาก เพราะทีมงานอีกคนของฉันอยู่ต่างจังหวัด และเรา (น่า) จะเจอกันเดือนละครั้งเท่านั้น

อืม…หนทางนี้ดูยากจัง แต่ว่า ขอตั้งเป้าหมายไว้หน่อยแล้วกัน ว่าฉันจะทำคลิป (แม้จะสะเปะสะปะก็ตาม) อัพให้ได้ทุกสัปดาห์

ต้องติด hashtag #สู้โว้ย เลยไหม?

เป้าหมาย:  อัพคลิป YouTube สัปดาห์ละครั้ง

 

 

4.อื่นๆ

อืม…​พอเจอเป้าหมาย 3 อย่างนี้ ฉันก็เริ่มลังเลกับการเขียนบล็อกทุกวันแล้วสิ (อย่าเพิ่งว่ากันนะ)

การเขียนบล็อก ปกติจะเอาเวลาในชีวิตฉันไปราวๆ 1 ชั่วโมง ซึ่ง 1 ชั่วโมงนี้ ฉันควรจะเอาไปเขียนต้นฉบับไหมนะ?

คิดอย่างนี้ได้ สารภาพเลยว่าเกิดความลังเลไม่น้อย

แต่ไม่เป็นไร สัปดาห์แรกนี้ ฉันจะยังทดลองเขียนบล็อกทุกวันไปก่อน พอๆ กับที่จะรักษาวินัยในการวิ่งให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน (รวมระยะ 25 กิโลเมตร ต่อสัปดาห์) รวมทั้งยังคงงดเล่นมือถือตอนกินข้าว

สิ่งเหล่านี้ไม่ถือเป็นเป้าหมายของไตรมาส แต่เป็นสิ่งที่ฉันอยากทำให้ได้ทุกวัน เหมือนการกินกาแฟ หรือการกินข้าว

และหวังว่ามันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจนได้นะ!

 

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand

[special journey] โลกที่มีทางเลือก #1

special journey: โลกที่มีทางเลือก #1

 

ฉันเพิ่งกลับมาจากบ้านฟาร์มที่ปากช่อง บ้านฟาร์มแห่งนี้ก่อตั้งโดยพี่ฟ้า หรือแม่ฟ้า ฉันรู้จักแม่ฟ้าครั้งแรกเมื่อปีสองปีก่อน ผ่านน้องออม รุ่นน้องที่มหาวิทยาลัย แต่ตอนนั้นเป็นแค่คำบอกเล่าเฉยๆ ออมบอกว่าเจอกับแม่ฟ้าและได้เริ่มพัฒนาโปรเจ็กต์บางอย่างร่วมกัน จากนั้นช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้ว ฉันมีเรื่องทุกข์ใจเลยโทรไปปรึกษากับออม ออมแนะนำให้ฉันมาพบแม่ฟ้าที่เซ็นทรัลเวิลด์ แม่ฟ้ามาร่วมกิจกรรมในงานสักอย่างที่สนับสนุนงบประมาณโดย สสส. แม่ฟ้าคือแม่ของน้องซีซ่าร์ วัย 19 ปี ณ ขณะนั้น ซีซ่าร์เป็นเด็กมีภาวะความต้องการพิเศษ เกิดมาพร้อมความผิดปกติของโครโมโซมหมายเลข 5 … ใช่แล้วล่ะ เรื่องทุกข์ใจที่ฉันโทรหาออมเกี่ยวพันกับเด็กที่มีภาวะความต้องการพิเศษ จริงๆ ฉันควรจะเล่าย้อนเรื่องนี้ให้ไกลกว่านั้น

 

ตอนฉันอยู่ ม.ปลาย ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง น้าคลอดลูกคนที่ 2 เป็นเด็กชายที่มีภาวะความต้องการพิเศษ แต่ในยุคนั้น ทุกคนเรียกเขาว่าเด็กออ (ออทิสติก) ตอน ม.ปลาย ฉันย้ายไปเรียนในเมืองพอดี เลยไม่ได้คลุกคลีกับน้องมากนัก ทว่าตอนนั้น ความรู้สึกของฉันคือไม่เข้าใจน้องเลยสักนิด น้องที่เกิดห่างจากฉันตั้งสิบกว่าปี น้องที่วิ่งเร็วและชอบปีนต้นมะพร้าว (แถมปีนได้ดี) น้องที่ไม่มีภาษาที่เราเข้าใจ น้องที่มีแค่น้าผู้หญิงและน้าผู้ชายที่คุมได้ ฉันไม่เข้าใจน้อง อีกทั้งสังคมก็เหมือนจะส่งสารมาบอกฉันว่า ไม่เป็นไรหรอกที่จะไม่เข้าใจ เพราะหน้าที่ของฉันในตอนนั้นมีแค่ต้องตั้งใจเรียน และสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้

 

ฉันเรียน ม.ปลาย สองปี ก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ได้ หลังสี่ปีผ่านพ้น ฉันก็เริ่มต้นทำงานในกรุงเทพฯ อีกยาวนานกว่าสิบปี แน่นอนว่าระหว่างนั้นฉันได้กลับบ้านต่างจังหวัดบ้าง แต่การกลับบ้านไปเป็นระยะ ไม่ได้ทำให้ฉันรู้จักหรือเข้าใจน้องมากขึ้น ตอนนั้นโลกของคนเพิ่งเรียนจบ หรือ First Jobber ก็คือการต้องกระโจนเข้าสู่ตลาดแรงงาน สร้างเนื้อสร้างตัว สร้างความฝัน “จะอายุ 25 แล้วประสบความสำเร็จอะไรบ้างนะ” “จะ 30 แล้ว เครียดว่ะ” ZARA SALE, ทงบังชินกิวงแตก, ฮันเกิงออกจาก Super Junior เนี่ย ดูสิ ปัญหาสารพันจะล้านแปด เรื่องน้องเป็นเรื่องไกลห่าง จนฉันย้ายกลับบ้านในปี 2012

 

น้องโตแล้ว เป็นวัยรุ่นตัวสูงที่อ้วนมาก แต่พัฒนาการช้า น้องยังสื่อสารกับพวกเราไม่ได้ น้องถูกฝึกให้ดูแลตัวเองขั้นพื้นฐานเท่านั้น พื้นฐานที่หมายถึงเข้าห้องน้ำห้องท่า และอย่าวิ่งออกถนน แต่บางทีน้องก็ไม่ชอบใส่เสื้อผ้า น้องไม่เข้าใจกติกาสังคมง่ายๆ ที่เราเข้าใจกัน การกลับบ้านครั้งนั้น มีหนหนึ่งที่น้าติดธุระ แล้วฉันต้องไปค้างบ้านน้าเพื่อเฝ้าน้อง  พูดแบบเห็นแก่ตัว การที่น้องดูแลตัวเองไม่ได้ นำความยากลำบากมาสู่ชีวิตฉัน ฉันแค่รู้สึกว่าอยากแก้ปัญหา อยากหาทางออก “เฮ้ย เราจบตั้งจุฬาฯ นะเว้ย มันต้องหาทางได้สิวะ” ฉันคิดในใจ ฉันเริ่มถามน้าว่า ทำไมเราไม่ส่งน้องเข้าโรงเรียน ทำไมน้องต้องนั่งดูทีวีอยู่แต่บ้าน ขณะที่น้าทำงานงกๆ จนไม่มีเวลาฝึกทักษะอะไรให้น้องทั้งนั้น น้าพูดประโยคที่มันกรีดหัวใจฉันแม้กระทั่งทุกวันนี้ว่า

 

“พาไปโรงเรียนแล้ว แต่ครูดูแลไม่ไหว เลยรับไว้แต่ชื่อ แต่ขอให้ตัวกลับมาอยู่บ้าน”

 

ณ วินาทีนั้นเองที่ฉันเข้าใจว่า ประเด็นเด็กมีภาวะความต้องการพิเศษ ไม่ใช่แค่ประเด็นปัญหาสุขภาพของเขา ไม่ใช่แค่เรื่องภายในครอบครัว ไม่ได้เกี่ยวพันแค่นโยบายสาธารณสุขในโรงพยาบาล มันเกี่ยวพันกับเรื่องการศึกษาไทยด้วย … ใช่ นโยบายภาครัฐออกมานานแล้วว่าให้เรียนร่วมกัน โรงเรียนห้ามปฏิเสธเด็ก เด็กได้รับสิทธิเรียนภาคบังคับถึง ม.3 … แต่ในความเป็นจริงเมื่อบุคลากรครูไม่ได้ถูกฝึกมาให้ดูแลและฝึกฝนเด็กที่มีภาวะความต้องการพิเศษได้ ทางเลือกคืออะไร ฉันรู้ว่าครูก็คงเจ็บปวดที่จะต้องพูดประโยคนั้น ประโยคที่ต้องขอให้เด็กคนหนึ่งไม่ต้องมาโรงเรียน

 

ในปี 2012 คงมีไม่กี่คนที่เคยได้ยินฉันเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง (ด้วยความสับสนสุดๆ) และคงมีไม่กี่คนอีกเช่นกัน ที่รู้ว่าหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ฉันเลือกเรียน Public Policy ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ก็มีที่มาจากเรื่องน้อง ตอนนั้นสิ่งที่ฉันรู้สึกคือ เราจะมองเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล เรื่องเล็กๆ ของครอบครัวหนึ่งก็ได้ ขณะเดียวกัน เราจะมองมันเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น – การเติบโตเพื่อเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ของคนคนหนึ่ง – เรื่องที่เกี่ยวพันกับนโยบายภาพรวมของประเทศก็ได้

 

ตอนนั้นฉันหวังว่าเมื่อเรียนจบจากโตเกียวแล้ว ฉันน่าจะกลับมาช่วยหาหนทางในการเพิ่มศักยภาพของน้องได้ แต่เมื่อฉันกลับมา ฉันพบว่าปัญหาก็ยังอยู่ที่เดิม

 

แย่กว่านั้น ฉันพบว่า ตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย

ปริญญาตรีจากจุฬาฯ และปริญญาโทจากโตไดไม่ช่วยให้ฉันจัดการอะไรได้ดีขึ้น

 

ตอนนั้นฉันคิดถึงออมก็เลยโทรหาเธอ ออม (เคย) เป็น Communication Director ของ Rainbow Room ที่ทำประเด็นเรื่องเด็กมีภาวะความต้องการพิเศษ ที่ Rainbow Room ออมได้พบกับพี่ฟ้า และออมก็ได้นำฉันมารู้จักกับพี่ฟ้าอีกที

 

วันที่เจอกันเมื่อปีที่แล้ว พี่ฟ้าแนะนำให้ฉันรู้จักหนังสือ I Am A Mom ที่เธอเขียนเอง ฉันซื้อมันมาในราคา 200 บาท และใช้เวลา 1 ปีกว่า ถึงอ่านเล่มนี้จบลง

 

จริงๆ ฉันเปิดอ่านไปได้แค่ 2 บทแล้วทิ้งไว้เป็นปีด้วยซ้ำ เพิ่งหยิบขึ้นมาอ่านในคืนวันเสาร์ที่ไปนอนค้างที่ปากช่อง สัญญาณเน็ตไม่ดี ไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยต้องอ่านหนังสือ ก่อนจะพบว่าติดหนึบ และอ่านจบที่ TK Park ในห้างเซ็นทรัลเวิลด์

 

แล้ววินาทีที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบลง ฉันก็พลันนึกขึ้นได้ว่า

 

ช่วงนี้เมื่อปีที่แล้วที่ฉันเจอพี่ฟ้าหนแรกและได้หนังสือเล่มนี้มา

เราพบกันที่เซ็นทรัลเวิลด์นี่นา

 

 

38036832_10155897533663235_7052827244858703872_o

บางทีการร้องไห้…ก็ทำให้เราสนิทและไว้วางใจกันมากขึ้น

ฉันเป็นคนขี้แยตั้งแต่เด็ก

จำได้ว่าร้องไห้ง่าย ทุกครั้งที่โดนแกล้ง

ช่วงก่อนประถม (ฉันไม่ได้เรียนอนุบาล) เคยพูดไม่ชัด

โดนล้อตลอดเวลา และร้องไห้ตลอดเวลา

แต่ช่วงที่ร้องไห้บ่อยที่สุด คงเป็นช่วงที่พ่อแม่เลิกกัน

ฉันเคยคิดว่า ถ้าพ่อแม่ไม่เลิกกัน ฉันจะเติบโตมาแบบไหนนะ

และเพราะขี้แยมาก พอโตมา บางครั้งเลยชอบออกนอกเรื่องบ่อยๆ

ถ้าเจอเรื่องที่รู้ว่า เดี๋ยวจะสะเทือนใจแน่ๆ ก็จะเดินจากมา

แต่ตัวหนังสือของมุนิน, รู้ทั้งรู้ว่าจะทำให้สะเทือนใจ

แต่ก็ยังเลือกจะอ่านต่อ

บางครั้งเราก็สร้างความทรงจำดีๆ ให้ชีวิตผ่านม่านน้ำตา

บางทีการร้องไห้…ก็ทำให้เราสนิทและไว้วางใจกันมากขึ้น

ถึงเด็กขี้แยในวันก่อน…ยังจำกันได้อยู่ใช่ไหม

#IseaU #Munin #มุนิน

ความหมายของการดำดิ่งลงไปในถ้ำ ของ John และ Rick

ถึงตอนนี้ หลายคนคงเริ่มคุ้นชื่อ John Volanthen และ Rick Stanton แล้ว หรือถ้ายังไม่คุ้น พวกเขาคือคนกลุ่มแรกที่เจอเด็กนักฟุตบอลทีมหมูป่า 12 คนและโค้ช

ในภาษาไทย (หรือที่พบเห็นในสื่อไทย) เราเรียกสิ่งที่ John และ Rick ทำว่า “นักดำน้ำ” แต่จริงๆ แล้วกิจกรรมที่พวกเขาทำเรียกว่า “Cave Diving” คือการดำน้ำในถ้ำ มันเป็นการผสมผสาน 2 ทักษะสุดบ้าคลั่งเข้าด้วยกัน

ในเว็บไซต์นี้ ที่ BBC อ้างอิงมาอีกที เขียนถึงกิจกรรม หรือ กีฬา หรือความโลดโผนโจนทะยานของสิ่งที่เรียกว่า Cave Diving ไว้ได้อย่างกับงานวรรณกรรมว่า

“Caving is a madness. Any sensible person can see this.”
และ
“Deep-water diving is equally insane.”

ซึ่งเมื่อรวมกัน Cave Diving จึงกลายเป็นความบ้าคลั่งอย่างแท้จริง

“Cave-diving combines these two unfathomable pastimes. It offers all the associated horrors of clambering through inhospitable nooks and crannies with all the complexities of being underwater. It is routinely described as one of the most dangerous sports on the planet…”

เมื่อไปหาอ่านบทสัมภาษณ์ หรือบทความเกี่ยวกับ John และ Rick ต่อ ก็ต้องทึ่งกับมุมมองที่พวกเขามีต่อกิจกรรมนี้ ความหลงใหลนั่นมีอยู่แล้วล่ะ ไม่งั้นไม่ทำอะไรเสี่ยงตายถึงขั้นนี้ แต่ว่า เราชอบคำตอบที่ Rick ซึ่งถือเป็น “นักดำน้ำในถ้ำ” คนสำคัญคนหนึ่งของยุโรป (และตอนนี้น่าจะเป็นของโลกใบนี้ด้วย) ได้บรรยายถึงความรู้สึกต่อการดำดิ่งลงในถ้ำ ความมืด อากาศที่น้อย และการไม่รู้ทิศทางว่าจะต้องเผชิญอะไรว่า

เขาทำสิ่งนี้เพื่อค้นหาสิ่งที่เรียกว่า the end (เราแปลไม่เป๊ะนะ) คือ Rick มองว่า มหาสมุทรอันกว้างใหญ่นั้น มีหลายจุดที่คนเราไม่เคยไปถึง แต่อย่างน้อยๆ ด้วยความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี มันทำให้เราพอจินตนาการได้ว่า จุดต่างๆ ของมหาสมุทรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร และถ้าดำไปแล้วเราจะเจออะไรบ้าง

แต่กับถ้ำอันลึกลับและดำมืด ถึงตอนนี้ยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะตอบได้ ว่าข้างในลึกสุดๆ นั้นเราจะเจออะไร มันจึงเป็นเหมือนสิ่งเย้ายวนให้เขาและเหล่า Cave-Diver คนอื่นยังดำดิ่งเพื่อค้นหา The End ต่อไป

และเมื่อสำรวจจนเจอ “ตอนจบ” แล้ว เหมือนพวกเขาจะสบายใจ และโล่งใจยังไงก็ไม่รู้

ประหลาดดี, อ่านถึงตอนที่ Rick พูดถึง “The End” แล้ว ทำไมคิดถึงตัวละครของมูราคามิก็ไม่รู้

เรารู้สึกว่า ตัวละครของมูราคามิ มักจะมีความแหว่งบางประการ และตามหาอะไรบางอย่างอยู่เสมอ จนเมื่อดำดิ่งไปพบกับ “The End” นั่นแหละ ตัวละครจึงรู้สึกเหมือนกับได้เจอจุดจบสิ้นของภารกิจแล้ว

เว็บที่อ่านๆ มาได้แก่
-สัมภาษณ์ Rick http://www.divernet.com/cave-divi…/p302428-rick-stanton.html

-เว็บที่พูดถึง Cave Diving ได้อย่างกับวรรณกรรม
https://www.thetimes.co.uk/arti…/the-cavern-club-kmckhc686sd
(ต้องลงทะเบียน ถึงจะอ่านบทความเต็มได้)

-บทความ BBC https://www.bbc.com/news/uk-44690688

อ่านเรื่อง Cave Diving ไปเรื่อยๆ แล้ว รู้สึกทึ่งมากเลย ที่ความหลงใหลของคนจำนวนหนึ่ง นำมาสู่การช่วยชีวิตคนกลุ่มหนึ่งได้

แล้วก็รู้สึกว่า ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทุกกิจกรรมล้วนมีคุณค่าและความหมายในตัวมันเองใช่ไหม

ฉันจะรักหรือเกลียดตัวเองก็ได้ แต่ฉันเลือกอย่างแรก

เสมือน Prologue ของหนังสือ

“ซากุระ, ซาโยนาระ

ฉันเขียนสิ่งนี้ขึ้นเมื่อ 30 เมษายน ปีเฮย์เซย์ 27 (2015) เป็นช่วงเดียวกับที่เริ่มต้นเขียนบทแรกๆ ของหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” ค่ะ ในแง่หนึ่ง สิ่งนี้จึงเป็นคล้ายกับ Prologue เช่นกัน

“ฉันจะรักหรือเกลียดตัวเองก็ได้,

แต่ฉันก็เลือกอย่างแรกอยู่ดี”

ฉันเพิ่งอายุ 34 ไปเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว อายุเท่ากับตอนที่อุทิศ เหมะมูล ได้รางวัลวรรณกรรมซีไรต์จากนวนิยายที่ทำเอาหัวใจฉันหยุดนิ่งไปหลายวันเมื่ออ่านจบอย่าง “ลับแล, แก่งคอย”, อายุมากกว่าตอนที่มูราคามิ ตัดสินใจวิ่งเและเป็นนักเขียนเต็มตัว, และแน่นอน … ฉันอายุมากกว่าเจ้าชายวิลเลียม (ที่มีลูกแล้ว) และปาร์คยูชอน (ที่ยังไม่มีลูก)

ฉันเพิ่งไปอ่านที่พี่บรรณาธิการบริหารคนหนึ่งซึ่งเกิดในช่วงเดือนเมษายนเช่นกัน เขียนถึงการก้าวเข้าวัย 42 ปีเต็มของเธอว่า ยิ่งอายุมากขึ้น เธอยิ่งรู้สึกเหมือนได้รับพร เธอมีลูกชายและลูกสาวน่ารักอย่างละคน แต่เธอก็ยังชอบดอกไม้ เธอยังช่างฝันและช่างรู้สึก พร้อมๆ กันนั้นเธอไม่ปฏิเสธว่าเธอมีมุมอ่อนแอ เธอเป็นบรรณาธิการนิตยสารผู้หญิง การเขียนคือหนึ่งในหน้าที่ของเธอ และเธอเลือกจะเขียนเปิดเปลือยประสบการณ์ชีวิตของเธอบ่อยครั้ง ฉันชอบตรงที่เราได้เห็นมุมไม่สมบูรณ์แบบของเธอ ความหวั่นไหวเล็กๆ น้อยๆ ที่โผล่เข้ามา ความไม่มั่นใจในตนเองที่ปรากฏกายในบางครั้ง … ฉันรักข้อความที่เธอเขียน แต่ฉันไม่แน่ใจนักว่า ฉันจะกล่าวได้เต็มปากว่า ฉันรู้สึกได้รับพรกับอายุที่มากขึ้น

ในวัย 34 หน้าฉันเต็มไปด้วยริ้วรอยกระที่มาจากแดดจ้าที่สะสมมาตั้งแต่วัยมัธยม ฉันเริ่มต้นเรียนปริญญาโทใบแรก และคาดหวังกับตัวเองว่าจะจบในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ การเรียนปริญญาโทหนนี้ทำให้คนที่สายตาเฉียบคมตลอดชีวิตอย่างฉันเริ่มสายตาสั้น เรื่องชวนหวั่นใจที่สุด ฉันเป็นต้อเนื้อที่ตา มันทำให้ตาดูแดงๆ เหมือนคนสุขภาพไม่ดี … ฉันไม่ได้มีสายตาสดสวยสดใสแบบที่ฉันเคยมีในวัย 28 อีกแล้ว หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ เพื่อนที่อายุ 28 มองตาฉัน แล้วถามว่าทำไมตาดำของฉันเหมือนจะระเบิดออกมา ฉันตอบว่า มันไม่ได้จะระเบิด มันแค่มีต้อเนื้อ ฉันหาหมอโรงพยาบาลตาเอกชนชื่อดังของไทยแล้ว เขาบอกว่า นี่แค่ขั้นเบาะๆ มันไม่ร้ายแรงเลย ถ้ามันแดงมากกว่านี้ค่อยไปลอกออก หมอทำเหมือนมันไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโต แต่กับเพื่อนๆ วัยที่เด็กกว่าฉัน พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมตาฉันถึงมีต้อ ฉันบอกพวกเขาว่า ตอนฉันอายุเท่าพวกเขา ฉันก็ไม่เคยคิดว่าตาฉันจะเป็นต้อเนื้อหรอก

ฉันไม่เคยคิดว่าจะมีความไม่สมบูรณ์แบบของร่างกายเกิดขึ้นได้มากมายเมื่อเราอายุมากขึ้น

ฉันคิดถึงตัวเองในวัย 28 ช่วงที่บ้าทำงาน ไปเล่นโยคะร้อน สลับกับนัดสัมภาษณ์บุคคลสำคัญต่างๆ มันเป็นช่วงที่เคยมีคนมาเจอฉันแล้วบอกว่า ฉันดูสดใสจัง ผิวผ่องจนเขาถามว่าฉันไปทำอะไรมา ฉันเริงร่า ฉันเปี่ยมพลัง มันเคยเป็นแบบนั้น …

ไม่สิ มันยังเป็นแบบนั้นอยู่

อะไรคือสิ่งที่ฉันค้นพบในวัย 34 … ไม่ยิ่งใหญ่เท่าที่ศาสดาแห่งศาสนาหลักของคนไทยค้นพบหรอก ปลายปีที่แล้ว ฉันค้นพบสิ่งสำคัญมากๆ ว่า คนเราเปลี่ยนใจได้เสมอ … คุณรู้มาก่อนแล้วใช่ไหม? ฉันไม่เคยรู้เลย ฉันเป็นผู้หญิงดราม่าควีนเซื่องๆ อย่างอังศุมาลิน ที่ยึดมั่นกับคำสัญญาที่ให้ไว้กับวนัสนั่นแหละ ฉันคิดเสมอว่าการเปลี่ยนใจกับอะไรก็ตาม
— เปลี่ยนใจกับความฝัน, เปลี่ยนใจกับเป้าหมาย, การเปลี่ยนไปตามสถานการณ์โดยไม่มีเหตุผลรองรับที่ดีพอ — เป็นสิ่งที่ฉันไม่ยอมรับและยอมให้เกิดกับตัวเองไม่ได้มาตลอด แต่แล้ว วันหนึ่งเมื่อปลายปีที่แล้ว ฉันค้นพบว่า คนเราเปลี่ยนใจได้…และมันไม่ผิดอะไรเลย ถ้าเราไม่ได้ทำร้ายใคร การกระโจนจากความฝันหนึ่งไปสู่ความฝันหนึ่ง หรือการเดินออกจากเป้าหมายหนึ่งสู่เป้าหมายอื่นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย … เราไม่ควรใจร้ายกับตัวเองขนาดไม่ยอมให้ตัวเองได้เลือกเลยขนาดนั้น

ในวันเกิดของฉัน เพื่อนคนหนึ่งเอาดอกไม้มาให้ ฉันยังวางดอกไม้ไว้ที่หัวเตียงนอนถึงทุกวันนี้ มันเป็นช่อดอกไม้ที่ประกอบด้วยเฉดสีชมพูเป็นส่วนใหญ่ เวลาที่มองมัน ฉันก็ไพล่ไปคิดถึงข้อความที่พี่นักเขียนและบรรณาธิการคนหนึ่งเพิ่งเขียนไว้ เธอโพสภาพลูกสาวของเธอ พลางบอกว่า นี่คือดอกไม้ กินไม่ได้ แต่วันหนึ่งลูกจะค้นพบว่ามันสำคัญกับชีวิต …
สำคัญกับชีวิต … ฉันชอบคำนั้นมาก สิ่งที่สำคัญของคนเราไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ เราทุกคนล้วนมีสิ่งที่สำคัญกับชีวิต

เป็นเรื่องซ้ำซากที่จะบอกว่า สิ่งที่สำคัญในชีวิตวัย 34 ของฉันคือผู้คน ไม่ใช่ผู้คนธรรมดา แต่เป็นผู้คนที่พร้อมจะยอมรับเราอย่างที่เราเป็น แม้ว่าเราจะอ่อนแอ เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ทำงานช้า ภาษาอังกฤษไม่ดี และแม้บางครั้ง … เราจะเผลอร้ายกาจอย่างไม่น่าให้อภัย

ในวัย 34 ฉันร้ายกาจน้อยลง แต่บ่อยครั้งที่ฉันก็ไม่อาจให้อภัยบางอย่างได้อย่างง่ายๆ ฉันค้นพบว่าภาษาอังกฤษฉันไม่ได้ดีอย่างที่คิด ฉันค้นพบว่าเพื่อจะให้ได้มาซึ่งบางสิ่งบางอย่างที่คนบางคนทำได้อย่างง่ายดายเหลือเกิน ฉันต้องทุ่มเทและใช้เวลามากกว่าพวกเขาถึงสิบเท่า ฉันค้นพบว่าฉันสายตาสั้น มองหน้าคนอีกฝั่งถนนไม่ชัดแล้ว ฉันค้นพบว่าสายลมของฤดูร้อน ทำให้ฉันย้อนคิดถึงผู้คนในชีวิตได้มากกว่าสายลมฤดูหนาว ฉันค้นพบว่าเมื่อใครสักคนถามว่า ความสำเร็จของฉันคืออะไร แล้วฉันยังตอบไม่ได้

แต่อะไรคือความล้มเหลว, ฉันก็ยังตอบไม่ได้เหมือนกัน

ในวัย 34 ที่กำลังกัดฟันปั้นแต่งวิทยานิพนธ์ให้สำเร็จ
ฉันพบว่า ฉันจะรักหรือจะเกลียดตัวเองก็ได้

แต่ฉันก็เลือกอย่างแรกอยู่ดี

[series] Witch’s Court

Witch’s Court (2017)

หลังๆ ซีรีส์เกาหลีชอบทำเรื่องเกี่ยวกับศาล อัยการ ทนายความ แถมปีที่แล้วประเด็น #MeToo หรือการคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศ ได้รับความสนใจ เป็นประเด็นใหญ่ในสังคม และเหมือนมีการเปลี่ยนผ่าน กม. อันใหม่พอดี (อันนี้ไม่แน่ใจ) Witch’s Court คือซีรีส์ที่มาเล่าประเด็นนี้ สื่อสารประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ ตั้งคำถาม (บ้าง) ชวนฉุกคิด (บ้าง) แต่นั่่นแหละ มันสนุก

จริงๆ drive ของเรื่องมันน่าจะว่าด้วย การตั้งคำถามถึง กม.เก่า ที่ไม่ครอบคลุมและหละหลวม จนทำให้ผู้ต้องหา (จำเลย) หลุดพ้นคดี ขณะที่มีเหยื่อได้รับความไม่เป็นธรรมและต้องมีชีวิตทุกข์ทนต่อไป ขณะเดียวกัน มันก็ไม่ใช่แค่ กม. แต่มันคือสภาพสังคมเกาหลี ที่ชายยังเป็นใหญ่ ค่านิยมที่มองว่าการล่วงละเมิดทางเพศมันไม่ใช่ความผิดบาปใหญ่โต ขนาดคนตำแหน่งใหญ่อย่างหัวหน้าอัยการยังมองว่า การยื่นข้อแลกเปลี่ยนกับนักข่าวสาวเป็นเรื่องปกติ เรื่องนีสะท้อนภาพความล้าหลังของสังคมเกาหลีในมุมนี้แบบ … เออ เหมือนไทยเลย ทำไมชั้นเพิ่งรู้ 555

คอรัปชั่น เอาแต่พวกพ้อง ใช้อำนาจในทางที่ผิด การมองหญิงไม่เท่ากับชาย ประเด็นเกย์ คลิปหลุด ความรุนแรงในครอบครัว และความทรงจำที่ขัดแย้งกันของเหยื่อและจำเลย

ซีรีส์สนุกมาก และแตะประเด็นสังคมหลายจุด แต่เพราะเน้นความสนุกนำ หลายประเด็นที่ชูขึ้นมาก็เลยไม่ได้ถูกขยี้แรงๆ แต่ไม่ได้กลวงนะ ขณะเดียวกัน ซีรีส์ก็ทำหน้าที่ของมัน คือการสร้างความหวังให้คนดู (เกาหลี) มอบสิ่งที่พวกเขาอยากเห็น นั่นคือ บทลงโทษต่อพวกลูกคนรวยไร้จิตสำนึก ต่อพวกผู้มีอำนาจที่ไร้ศีลธรรมและมือเปื้อนเลือด คือ คนดูอยากเห็นจุดจบของคนเหล่านี้ และซีรีส์ก็ให้ความหวังในสิ่งที่คนดูหวังว่าจะเห็น

แต่นั่นแหละ แม้จะมีความคล้ายกับไทยในเชิงสังคมชายเป็นใหญ่ คอรัปชั่น เล่นพวกพ้อง แต่เกาหลีใต้ก็มีกรณีเอาผิดผู้มีอำนาจให้เราเห็นไม่น้อย กรณีอดีตประธานาธิบดีปาร์ค กึนฮเย เป็นตัวอย่าง ดังนั้นความหวังที่ซีรีส์มอบ มันจึงไม่ใช่สิ่งที่เลื่อนลอยโดยไม่ยึดโยงกับความเป็นไปในโลกความจริงแต่อย่างใด

เราว่า บทสรุปที่ทีมเขียนบทอยากเล่า มันอยู่ในตอน 16 (ตอนจบ) ที่มาอีดึม นางเอก ในฐานะอัยการกล่าวสรุปคดี ที่พูดถึง ความหละหลวมของ กม.เก่า และกระบวนการยุติธรรม และสังคมในตอนนั้น ที่มองข้ามความเจ็บปวดของเหยื่อ ไม่ได้ยินเสียงร้องเรียกความช่วยเหลือที่เหยื่อพยายามสื่อสาร มันเหมือนกับตั้งคำถามว่าเราละเลยอะไรไปไหม เราเป็นส่วนหนึ่งของความอยุติธรรมไหม เราคือส่วนหนึ่งของความเน่าเฟะที่เกิดขึ้นในสังคมรึเปล่า

แต่…แต่…
ตอน 16 ก็น่าจะเป็นอีกตอนที่น่านำมาอภิปรายกันอย่างยิ่ง … จุดจบของจำเลย คนร้ายในเรื่อง กับโทษประหารชีวิต

ประเด็นประหารชีวิตเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามกันมาก มันมีทั้งคนที่สนับสนุน และคนที่อยากให้ยกเลิกบทลงโทษนี้ไป เราก็เพิ่งรู้ว่าเกาหลีใต้ยังมีโทษประหารชีวิตอยู่

จริงๆ ซีรีส์แนวคดีความ เราชอบประเด็นของเรื่อง I can hear your voice (2013) มากที่สุด ที่มันมีประเด็นหลักฐานเอาผิดจำเลยไม่เพียงพอ แล้วต้องปล่อยจำเลยไป ทั้งที่ทุกคนรู้ว่านี่คือคนร้าย แล้วตัวเอกก็รับไม่ได้ อยากใช้ความรุนแรงตอบโต้ “ถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่อาจมอบความยุติธรรมให้เราได้ แล้วผิดอะไรที่เราจะเลือกใช้ความรุนแรง” การต่อสู้กันเรื่องแนวคิดเหล่านี้ การทิ้งคำถามในประเด็นทำไมต้องปล่อยจำเลย และเหตุผลตามหลักการของศาล มันยังเป็นซีนที่เราชอบที่สุดอยู่ดีในบรรดาซีรีส์แนวนี้

ปล. ผู้หญิงในรูปคือ ซนดัมบิ! การปะทะกันของ จองแรวอน และซนดัมบิ!
ปล.2 เรื่องนี้ จองแรวอน เล่นดีมาก มีที่ไหน คนอย่าง จองแรวอนไปอ่อยผู้ชายในบาร์แล้วผู้ชายหนี เล่นบทป้าได้เหมือนเป็นบุคลิกจริงเลย 555