[read] รีวิว “ผู้ได้รับบาดเจ็บ” ฟิกแชทจอยลดา ที่พูดถึงเรื่องการเมืองไทย

 

62228441_1625909740887181_1287339511226826752_n

 

#ปรัชญาชีวิตในฟิกจอย

“ผู้ได้รับบาดเจ็บ” โดย Seeme

ในช่วงสัปดาห์ที่ผานมา ได้อ่านนิยายวายจบ 2 เรื่อง (จริงๆ คือ นิยาย 1 เรื่อง และฟิกจอยอีก 1 เรื่อง) ซึ่งเรื่องแรกนั้นแม้จะมีฉากหน้าเป็นเรื่องปาฏิหาริย์กุ๊กกิ๊กชวนจิ้นชวนฟิน แต่ทางเดินที่นิยายพาไป ก็คือทิศทางที่พยายามจะขุดคุ้ยถึงผลกระทบของคำว่า “อำนาจนิยม” ในสังคมไทย พร้อมกับพยายามตั้งคำถามถึงบาดแผลที่กระทบต่อตัวละครซึ่งเป็นตัวเล็กๆ ในเรื่อง …​ในระดับครอบครัว

แต่จริงๆ แล้ว ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้ถึงเราจะเอ็นจอยกับนิยายเล่มนั้น แต่คิดว่าการวิพากษ์ที่นิยายพยายามก้าวไป มันดู “ตรง​” ไปหน่อย (ซึ่งเข้าใจได้ว่าผู้เขียนตั้งใจเช่นนั้น) พออ่านเล่มนั้นจบลง เราเลยคิดถึงฟิกจอยลดาอีกเรื่อง ที่จะถือว่าเป็น “วาย” ก็ได้ หรือจะ “ไม่วาย” ก็ยังได้ (เพราะจริงๆ ตัวละครหลักในเรื่อง เป็น ชาย/หญิง/ชาย ) ซึ่งเรื่องนี้ตั้งแต่บทแรกก็ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ว่าผู้เขียน (หรือไรท์เตอร์) ตั้งใจเล่าถึงการเมืองไทย

เพราะกรุ๊ปแชทในบทแรกที่ปรากฏในฟิกจอยลดาเรื่องนี้ (ซึ่งดำเนินไปในลักษณะฟิกแชท (ไลน์)) คือ กรุ๊ปที่ตั้งชื่อว่า “ไม่คุยเรื่องการเมือง”

>น็อต คือตัวละครหลักในเรื่อง เธอเป็นสาวออฟฟิศที่มีแววจะได้รับโปรโมทให้ขึ้นเป็นผู้จัดการฝ่ายในเร็ววัน ด้วยภูมิหลังครอบครัวที่มีพ่อไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองช่วง 6 ตุลา 19 ทำให้ครอบครัวน็อตเหลือแค่ตัวเธอกับแม่ และในมุมมองของน็อตก็คือ การยุ่งกับการบ้านการเมืองทำให้ครอบครัวเธอลำบาก เธอไม่มีปัญญาผ่อนรถเหมือนคนอื่น ก็เพราะเธอต้องหาเงินมาจ่ายหนี้บ้าน (ที่น่าจะเป็นผลพวงมาจากเหตุการณ์ที่เกิดกับพ่อเธอ) ในความทรงจำวัยเด็กของน็อตส่งผลมาถึงมุมมองในการเลือกใช้ชีวิตของเธอในปัจจุบัน

และปัจจุบันในบทแรกสุดของฟิกเรื่องนี้…ก็เริ่มต้นในช่วงสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง ใน พ.ศ. 2562

ใช่แล้ว เส้นเรื่องของเรื่องนี้เริ่มต้นในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังดุเดือด และกรุ๊ปแชทที่มีชื่อว่า “ไม่คุยเรื่องการเมือง” ก็เต็มไปด้วยการแซะกันถึง “ควายแดง” “ติ่งส้ม” “สลิ่ม” “ลิเบอร่าน” “พันธมิตร” เต็มไปหมด

โดยมีน็อตคอยเบรก (และกรี๊ดร้องหาความสงบเป็นครั้งคราว)

>นัท
นัทเป็นตัวละครที่ไม่ได้โผล่มาในปี 2562 แต่นัทโผล่มาให้เราเห็นในช่วงปี 2557 (จริงๆ ก็มาก่อนหน้านั้น) สิ่งที่เรารู้คร่าวๆ เกี่ยวกับตัวนัท คือเขาเป็นชายหนุ่มที่หน้าเหมือนน็อต มีแม่ชื่อ “ดวงใจ” อันเป็นชื่อเดียวกับแม่น็อต แต่เหมือนสองคนนี้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย

แถมนัทยังเป็นคนที่น่าจะอยู่ด้านตรงข้ามกับน็อต

เพราะนัทเป็นคนที่รณรงค์กิจกรรมการเมืองจนเกือบถูกจับติดคุก

ในปี 2557 ละครเวทีที่นัทเคยมีส่วนร่วมเขียนบท ถูกหมายหัวจากภาครัฐว่าเป็นละครเวทีที่มีเนื้อหาหมิ่นเหม่ต่อความมั่นคง ภายใต้รัฐบาลทหารในขณะนั้น นัทในฐานะนักศึกษาธรรมศาสตร์ มีสิทธิ์สูงมากที่จะถูกจับ คุมขัง และอาจจะต้องโดนอะไรก็ไม่รู้อีกมากมายตามมา…เป็นเวลาหลายปี … นัทยอมเลือกจะหนีออกจากประเทศไทย ไปสมทบกับพรรคพวกที่หนีออกนอกประเทศไปก่อน เส้นทางที่นัทหลบหนีคือเส้นทางที่ต้องผ่านป่าในประเทศกัมพูชา อันมีตำนานเล่าว่ามีผู้คนพลัดหลงและสูญหายไปอย่างไม่รู้สาเหตุ

นัทพลัดหลงและสูญหายไปในตอนนี้

ก่อนนัทจะหายไป นัทได้แชทคุยกับแต๊ง…ชายคนรักของนัท
ผู้ซึ่งเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ในเมืองไทย

-แต๊ง
ในปี 2562 แต๊งในฐานะบัณฑิตปริญญาโทจากเมืองนอก กลับมาทำงานที่เมืองไทย พร้อมกับกลายเป็นคู่แข่งในการชิงตำแหน่ง “ผู้จัดการ” กับน็อต – สาวรุ่นพี่ที่ทำงานมาก่อนหลายปี

แต๊งถูกจับตาจากคนในออฟฟิศในฐานะ “ลูกเจ้าของ” “เส้นใหญ่” และอื่นๆ อีกมากมาย แต่สิ่งที่แต๊งทำเมื่อเข้ามาบริษัทวันแรก คือขอให้เกิดการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมในการชิงตำแหน่ง “ผู้จัดการ” โดยแต๊งจะขอเป็นผู้ช่วยน็อตในระหว่างนี้ และหากเวลาผ่านไปในตามเงื่อนไข ให้มาพิจารณาผลงานกันอีกที ว่าใครจะเหมาะสมกว่าใคร

ก่อนที่แต๊ง-ซึ่งเพิ่งได้คุยแชทกับน็อตครั้งแรก-จะทิ้งท้ายบทสนทนาว่า “พี่น็อตเคยแปลงเพศมาก่อนหรือเปล่าครับ”

เพราะน็อตกับนัทหน้าตาเหมือนกันมาก

สิ่งเดียวที่ต่างออกไป คือน็อตไม่ยุ่งกับการเมือง
ขณะที่นัทยุ่งกับการเมืองจนต้องสาบสูญไปในป่าเมื่อปี 2557

– “ผู้ได้รับบาดเจ็บ” เป็นฟิกที่พาคนอ่านย้อนอดีตโยนเราเข้าสู่สถานการณ์ปัจจุบัน (อย่างการเลือกตั้ง 62) และพาเราเข้าสู่อนาคตในอีกหลายสิบปีข้างหน้า เมื่อแต๊งเติบโตขึ้นกว่าเดิม …​และเลือกเดินตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ปี 2557 นั่นคือ การตั้งพรรคการเมืิองที่แต๊งกลายเป็นหัวหน้าพรรค

ในอนาคตที่จะเกิดขึ้น น็อตก็ยังเป็นน็อต ที่ยังไม่ยุ่งกับการเมือง น็อตเป็นน็อตที่เก็บเงินและพาตัวเองไปตั้งบ้านอยู่ที่ภาคเหนือของประเทศไทย แต่ขณะเดียวกันน็อตก็ยังเป็นน็อตที่คอยตามข่าวของแต๊ง และให้กำลังใจแต๊งอยู่เงียบๆ เสมอ

“ผู้ได้รับบาดเจ็บ”​ ไม่ได้จบลงตรงนี้ และไม่ได้มีแค่ตัวละคร 3 ตัวนี้เท่านั้น แต่ยังมีตัวละครที่รายล้อมอีกมาก

ในแชทแรกๆ ที่เราเห็นน็อตคุย มีแชทหนึ่งที่น็อตคุยกับรุ่นน้องในบริษัท โดยน็อตไปเตือนรุ่นน้องว่า เธอรู้ว่ารุ่นน้องมีแอคเคาน์ทวิตเตอร์ และโพสอะไรหัวรุนแรงเกี่ยวกับการเมืองเยอะ เธอเป็นห่วง และอยากให้เขาเลิกเสีย แต่รุ่นน้องบอกว่า นั่นคือสิทธิในการแสดงออกของเขา และอีกอย่าง แอคเคาน์นั้นก็เป็นแอคหลุม…ที่คนโยงมาหาเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่น็อตรู้เพราะเธอดันขอยืมคอมเขาใช้

น็อตบอกรุ่นน้องไปในวันนั้นว่า ในอนาคต อาจมีคนขุุดคุ้ยเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา และเขาไม่รู้หรอกว่ามันจะส่งผลกับเขาอย่างไร

ในอนาคต รุ่นน้องของน็อตในวันนั้น ร่วมอุดมการณ์เดียวกับแต๊งในการก่อตั้งพรรคการเมือง

และในอนาคตอีกเช่นกัน ที่มีคนไปขุดแอคเคาน์นั้นในทวิตเตอร์ขึ้นมา และทำให้รุ่นน้องคนนั้น ไม่สามารถอยู่หน้าฉากในพรรคการเมืองกับแต๊งได้อีกต่อไป และเขาทำได้แค่เพียงให้ความช่วยเหลือหลังฉากเท่านั้น

ในตอนท้ายๆ ของเรื่อง…ในฉากอนาคต…รุ่นน้องคนนั้นบอกว่า สิ่งที่น็อตเคยพูดกับเขาในวันนั้น มันเกิดขึ้นจริงทุกอย่าง

-“ผู้ได้รับบาดเจ็บ” เป็นเรื่องราวที่หน้าฉากเหมือนจะเล่าเรื่องของน็อต ความรัก และการผิดหวังในความรักของเธอ … เธอคือคนที่ได้รับบาดเจ็บจากความรักที่ผิดหวัง

แต่จริงๆ แล้ว “ผู้ได้รับบาดเจ็บ” อาจไม่ได้หมายถึงแค่น็อต แต่หมายถึงทุกคนที่อยู่ตรงนี้…ในวังวนที่วนลูปและไม่มีทางออก…

-และแม้ Seeme จะบอกว่ามันคือเรื่องแต่ง
และแม้มันจะเป็นฟิกแชทในจอยลดา

แต่ถ้าในปีนี้ จะมีเรื่องเล่าที่วิพากษ์สังคมการเมืองได้ดีเรื่องหนึ่ง

มันอาจเป็นฟิกวายจากจอยลดาเรื่องนี้แหละ

“ผู้ได้รับบาดเจ็บ”

Link: https://www.joylada.com/story/5caf5b7d7cda0b000172b7e8

 

Advertisements

[seen] หน่าฮ่าน

 

59964820_10213762147278849_582828423571832832_n

 

หน่าฮ่าน (2562, ฉันทนา ทิพย์ประชาติ)

เรารักทุกอย่างที่ประกอบรวมเป็นหนังเรื่องนี้

ตั้งแต่การแคสนักแสดงที่ไม่ได้ดูโดดเกินจากชีวิตจริงมากนัก เรารักที่ยุพิน ตัวละครเอกของเรื่องไม่ได้เป็นเด็กอีสานที่สวยเกินไป (คือนางน่ารักเว้ย แต่นางไม่ใช่แบบ ใบเฟิร์น ในเรื่อง “สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก” อ่ะ)

พอๆ กับที่เรารักการแคสตัวละคร “อ้ายสิงโต” มาก ที่มีความหล่อแบบไทบ้านพอดี เป็นคนที่เรารู้สึกว่าเป็นเด็กอีสานที่หน้าตาดี แต่ก็ไม่ใช่ขนาด ณเดชน์, รุจ เดอะสตาร์ อะไรเทือกนั้น

ซึ่งมันจริงมาก…มากจนทำให้เราร้องไห้ออกมาไม่รู้ตัวในตอนท้าย

เรารู้มาก่อนว่าผู้กำกับของเรื่อง เป็นผู้หญิงที่มาจากภาคอีสาน แต่เราไม่เคยรู้ประวัติของเธอมาก่อน จนดูหนังจบลง เราลองกูเกิลดู พบว่าเธอเป็นคนกาฬสินธุ์ จังหวัดเดียวกับเราเลย แต่บ้านเธออยู่อำเภอสามชัย หลังจากรู้ถิ่นฐานที่มาของเธออย่างนั้น บทสัมภาษณ์ใดๆ เกี่ยวกับอีสานของเธอที่เราเคยได้อ่านมาก่อน (เธอเคยพูดถึงแม่ชาวนาของเธอมาก่อน) มันทำให้เราเชื่อมโยงกับเธอทันที และทำให้เราคิดภาพออกอันที (อย่างน้อยๆ เราก็เชื่อเช่นนั้น) ว่าอะไรใดๆ แบบไหน ที่มันทำให้เธอเลือกสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา และเล่าด้วยท่าทีและน้ำเสียงแบบนี้

เราคิดว่า เธอและเราก็เติบโตมาในสภาพสังคมที่ไม่แตกต่างกัน และน่าจะอยู่ในชนชั้นเดียวกัน ผ่านการศึกษามาแบบเดียวกัน มีเพื่อนๆ ในอีสานที่แวดล้อมคล้ายๆ กัน

ซึ่งมันไม่ได้หมายความว่า เธอหรือเราเป็น ยุพิน นะ

สิ่งที่เราอินมากๆ คือการเล่าถึงชีวิตของคนอีสาน (ในนี้คือโฟกัสไปที่วัยรุ่น) รุ่นใหม่ ที่ดูเหมือนไม่ได้พุ่งเป้าหมายชีวิตให้เติบโตตามระบบแบบที่ศูนย์กลาง (รัฐไทย) กำหนดมา

ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้มันสัมผัสเรามากๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เราเลย … เพราะเราเป็นคน (เด็กวัยรุ่น) ที่ไขว่ขว้าความฝันในระบบแบบที่รัฐไทยกำหนดมาเลย

ถ้าจะมีตัวละครที่คล้ายคลึงกับเราที่สุดในเรื่อง ตัวละครนั้นคงเป็น สวรรค์ เด็กเรียนดี กีฬาเด่น เก่งดนตรี (แคน) เป็นตัวท็อปที่น่าจะไปตามระบบได้อย่างสบาย

ถ้าเราแตกต่างจากตัวละครในเรื่องขนาดนั้น ทำไมหนังมันถึงทำปฏิกิริยากับเราได้มากขนาดนี้?

นั่นเพราะช่วงหนึ่งที่เราเคยกลับไปอยู่บ้านนอก (ที่เขาวง กาฬสินธุ์) ประมาณ 1 ปีครึ่ง เราได้กลับไปเจอคนในชุมชนซึ่งเป็นเพื่อนๆ ในวัยเด็ก ที่เขาเลือกจะอยู่บ้าน (นั่นหมายความว่า บางคนไม่เคยเลือกจะเรียนต่อหรือทำงานที่ กทม.) ทำงานที่บ้าน มีอาชีพที่บ้าน และหลายๆ อาชีพที่เขาเลือก ก็ดูเป็นสิ่งที่ไม่มั่นคงตามแนวทางของ “ชีวิตตามระบบ” ที่คนในเมืองคุ้นชินเลย

เราเจอเพื่อนวัยเด็กหลายคน (ที่เราก็ไม่ได้สนิทแล้ว) ที่เขาขายครีมออนไลน์ หรือขายสินค้าออนไลน์ชิ้นอื่นๆ เราเจอเพื่อนที่ยังขับรถขายไอศกรีมตามหมู่บ้านอยู่ (เขาชื่อ บุญมา และน่าทึ่งที่เขาไม่เคยคิดจากเขาวงไป) เราเจออีกหลายๆ “อดีตวัยรุ่น” ที่เราเคยรู้จัก ที่ทำให้เราประหลาดใจ ว่ามันมีคนที่ไม่เคยคิดฝันอยากจากหมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด หรือภูมิภาคนี้ไป เพื่อเติบโต สยายปีกกว้าง ณ ที่อื่นๆ อยู่จริงๆ บนโลกด้วยแฮะ

สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครยุพินและผองเพื่อนในเรื่อง ทางเลือกที่พวกเธอเลือกเดิน สิ่งที่พวกเธอเลือกภายใต้ข้อจำกัดของชีวิต มันจึงสร้างปฏิกิริยากับเรามาก เพราะเราก็เคยรู้จักและสัมผัสกับคนเหล่านี้จริงๆ

ซีนที่เราชอบที่สุดในเรื่อง ถ้าไม่นับซีนที่ยุพิน (เด็กเรียนไม่เก่งและไม่เคยคิดจะขยัน) เต้น “หน่าฮ่าน” ต่อหน้าคณะกรรมการที่สัมภาษณ์เธอเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย ก็คงเป็นซีนที่ “แข่ว” เพื่อนสาวของยุพินที่เลือกทำอาชีพเป็นพนักงานต้อนรับบนรถทัวร์นครชัยแอร์หลังเรียนจบชั้น ม.6

นอกจากนี้ เราคิดว่าทุกสิ่งที่ปรากฏตัวในหนังถูกคิดมาดีแล้ว (แม้จะมีข้อจำกัดด้านการเงินบ้าง) เราชอบการปรากฏตัวของ UD Town (มันคือย่านช้อปปิ้ง คล้ายๆ สยามสแควร์ ของอุดรธานี แต่แน่นอนว่ามัน “ไทบ้าน” กว่า) ชอบการมีอยู่ของ “มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี” ในเรื่อง ชอบการกินพิซซ่าแบบไม่รู้ธรรมเนียมของสวรรค์ จนตะโกนเรียกพนักงานมาเก็บเงินที่โต๊ะ (ก่อนที่สวรรค์จะโดนอ้ายสิงโตหักหน้าว่า ต้องไปคิดเงินที่เคาน์เตอร์สิ) ชอบซีนเติ้ลไม้นั่งกินเหล้าข้างทางกับอ้ายหม่ำ

นี่น่าจะเป็นหนังวัยรุ่นที่ดีที่สุดในใจเรา พอๆ กับเรื่อง “เกรียนฟิคชั่น” ของมะเดี่ยว ชูเกียรติ เลยทีเดียว

ปล.เราเคยอยู่หนองบัวลำภู (ห่างจากอุดรธานีไป 40 กม.) และเคยคลุกคลีกับอุดรฯ อยู่ช่วงหนึ่ง (ก็คือไป UD Town อยู่บ่อยๆ) การมีหนังที่เล่าพื้นที่หลักเป็นอุดรฯ ทำให้เราอินไม่น้อย