[blog] ฟิก DoTen และการเทรนนิ่งที่ facebook – เกี่ยวอะไรกัน แต่ก็เกี่ยวนะ

วันนี้มีโอกาสไปเทรนที่ออฟฟิศ facebook มา เลยทดไว้นิดหน่อย เผื่อเป็นประโยชน์กับใคร (ซึ่งคิดว่าคงไม่มี XD)

1/ไปกับแบรนด์ ซึ่งแบรนด์ก็อยากอัพเดทวิธีการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด รวมถึงขยายกลุ่มที่น่าจะหันมาเป็นลูกค้าแบรนด์ในอนาคตได้ด้วย เออ ประเด็นวันนี้ มันจะเน้นทำความเข้าใจกับฝ่าย creative หน่อยๆ เหมือนให้ฝั่ง creative เข้าใจว่าควรจะเล่นสนุกกับ fb page ได้อย่างไรบ้าง

2/เมื่อเป้าหมายเป็นแบบนี้ ส่วนใหญ่ประเด็นที่เทรนนิ่งกันก็ประมาณนี้แหละ

3/เหมาะกับเอเจนซี่ที่ดูแลลูกค้าใหญ่ พวกแบรนด์นั่นนู่นนี่

4/คนใน fb ที่ดูแลลูกค้าที่เป็นกลุ่มแบรนด์ หลักๆ จะมาอัพเดท tools หรือ features ใหม่ๆ ของ fb ให้ฟัง

5/เขามีการวิเคราะห์อะไรให้ฟังเยอะอยู่นะ แต่เราว่าหลายอันก็ไม่ว้าวแล้วอ่ะ แนวประมาณว่า
-mobile first (เวลาทำคอนเทนต์ต้องคิดถึงการทำเพื่อตอบสนอง mobile เป็นหลัก)
-ตอนนี้ fb users ของไทย 51 ล้าน accounts และแอ็คทีฟราวๆ 31 ล้านแอคเคาน์
– คนส่วนใหญ่กว่า 70% ของไทยเข้าถึง mobile และมี fb account แล้ว (ประมาณว่า ไปถึงทุกชนชั้นแล้วจ้า)
-ดังนั้นกลุ่มใน fb จึงมีหลากหลายมาก ถ้าสินค้าแบรนด์หรู อยากทำแคมเปญเพื่อสื่อสาร ถ้าเลือก target ไม่แม่น อาจจะส่งสารไปผิดกลุ่มก็ได้

6/และตอนนี้เขาเชียร์ IG, IG Story มาก (เชียร์ให้แบรนด์ทำสื่อสาร)
ซึ่งจริงๆ เราใช้ IG บ่อยนะ แต่เราแอบคิดว่า ทีม fb พยายามขาย IG อ่ะ หมายถึง กำลังดัน กำลังปั้นให้คนหันมาใช้อันนี้เยอะๆ

แต่ IG เป็นช่องทางการสื่อสารของแบรนด์ที่เน้น visual ได้จริงๆ (และสถิติบอกว่า คนใช้ IG ส่วนใหญ่มีการศึกษา — แก๊ แต่รู้ไหมว่าแก๊งเพลงลูกทุ่งอ่ะ เขาสื่อสารผ่าน IG กับ IG Live ตลอดเวลานะจ๊ะ อาทิ พี่ต่าย อรทัย ของชั้น)

7)เทรนด์วิดีโอสั้นๆ มากๆ เพื่อโปรโมทแบรนด์กำลังมา ประมาณแบบ ไฟล์ .gif อ่ะ แต่ก็ไม่ .gif ทีเดียว อาจจะยาวกว่าหน่อย

8)แต่ที่ประทับใจ คือออฟิศ fb ในห้องน้ำหญิงอ่ะ มีกล่องใสอันหนึ่ง มีผ้าอนามัยจัดวางไว้อย่างสวยงาม
อื้อหือ ไม่แน่ใจว่าผู้ชายเข้าใจไหม แต่มันสื่อสารว่า เขาให้ความสำคัญอ่ะ คือปกติบางทีผู้หญิงจะเจอสถานการณ์แบบนี้ แล้วต้องไปร้านสะดวกซื้อ หรือบลาๆๆ … แต่นี่ไม่ต้องตามหา คือมีไว้ให้เหมือนมีทิชชู่ในห้องน้ำอ่ะ แต่จัดวางไว้น่าประทับใจ เห็นถึงความใส่ใจ

คือประทับใจกว่าที่เขาว่ามีอาหารบริการดีบลาๆ อีก

9.)ทีม fb บอกว่า เดี๋ยวนี้เด็กใช้ IG กับ IG Story แอ๊วกัน … คนอื่นไม่เข้าใจ แต่ชั้นบอกชั้นเข้าใจ
ทำไมเข้าใจน่ะเหรอ… อ๋อ เห็นในฟิกจอยลดาอ่ะ ตัวละครในฟิกชอบแอ๊วกันใน IG/ IG Story โดยเฉพาะฟิก DoTen

จบ

ขึ้นต้นอะไรก็ได้ แต่ต้องลงท้ายด้วยการชิป #DoTen
#พลังของติ่ง #เรื่องติ่งเราจริงจัง #อย่าลืมวนดูเอ็มวีSimonSays #เพราะยูตะหล่อมาก

—-


ไม่ได้อัพเดท blog บ่อยนะคะ
แต่ถ้าอยากติดตาม สามารถติดตามได้ที่

Like: fb.me/deartiktok
Follow: twitter.com/tiktokthailand
Blog: deartiktok.wordpress.com

ปล.ถ้าชอบอ่านเรื่องคน เรื่องอปป้า ฝากติดตามคอลัมน์ #OhOppa ที่ way magazine ด้วยนะคะ

Advertisements

[blog] สารคดี Chef’s Table: อาหารไทยร้านโบ.ลาน

bo-appetite

ภาพ: http://appetite.onemega.com/chefs-table-netflix-season-5-and-6/

Chef’s Table
season 5
ร้าน Bo.Lan ของเชฟโบ ทรงวิศวะ

Original series ของ Netflix ที่ว่าด้วยอาหารและเชฟที่โดดเด่นในแง่มุมต่างๆ หลังจากพาคนดูไปชิมอาหาร (ผ่านสายตา) มาหลากหลายโซนโลก ก็ถึงคราวที่ Netflix จะมาถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารไทยแท้ ผ่านร้านอาหารไทยที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย (ตรงสุขุมวิท 53)

จริงๆ เรารู้จักเชฟโบผ่านบทความในนิตยสารและข่าวต่างๆ มาตั้งแต่ช่วงแรกที่เธอได้เป็นสุดยอดเชฟอะไรสักอย่าง แล้วร้านโบ.ลาน ก็บู้ม ดังขึ้นมา พร้อมๆ กับที่เห็นว่าเธอมีแฟนหนุ่มออสซี่หน้าตาดูดี (งิ้งงง) แต่เราก็ไม่เคยไปกินอาหารร้านโบ.ลาน เลย เพราะมันแพง (Fine Dining อ่ะนะ) ขายเป็นคอร์ส และแน่นอน คนไทยในไทยย่อมคิดว่า ทำไมชั้นต้องยอมเสียเงินหลายพัน เพื่อจะกินอาหารไทยด้วยวะ

ตอนที่รู้จักเชฟโบ กับร้านโบ.ลาน ผ่านสื่อในยุคนั้น (เราไม่เคยขอสัมภาษณ์เธอ) เรามีก้อนความคิดเกี่ยวกับเชฟโบ และร้านโบ.ลาน ว่า “อ๋อ ลูกคนรวย เรียนทำอาหาร เอาเงินที่บ้านมาเปิดร้านใช่ป่ะ อ๋อ…ต้องใช้วัตถุดิบออแกนิกส์ด้วยใช่ไหม ทำได้เพราะขายแพงไง บลาๆๆๆ” ตอนนั้นเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเชฟโบ หรือร้านโบ.ลาน มากไปกว่า “ขวัญใจสื่อสายที่ชอบนำเสนอเรื่องออแกนิกส์และอาหารไทยโบราณรากเหง้าที่ไม่เชื่อมโยงกับคนไทยยุคปัจจุบันอีกแล้ว”

พอมาดูซีรีส์ที่ Netflix ทำตอนเชฟโบ เราเลยเซอร์ไพร้สหลายอย่าง เราไม่แน่ใจเรื่องฐานะครอบครัวของเธอ แต่คิดว่าก็น่าจะพอมี เพราะส่งให้ลูกเรียนเมืองนอกได้ (จบนอกใช่ไหม) แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าเธอคือทำงานที่ร้าน “น้ำ” (ขอพิมพ์แบบนี้) ร้านอาหารไทยชื่อดังระดับโลกที่อยู่ลอนดอน และที่สำคัญ ร้าน “น้ำ” นี่ดันก่อตั้งโดยเชฟออสเตรเลียที่ไปปักหลักอยู่ลอนดอน (แต่คือขายอาหารไทยไง งงไหม งงไหม งงไหม)

เชฟโบใช้เวลาเรียนรู้เรื่องอาหารไทยจากร้าน “น้ำ” (ต้องเรียนอาหารไทยกับฝรั่งอ่ะ งิ้งงงง) 2 ปี จนได้พื้นฐานทุกอย่างที่จำเป็น แล้วคิดอยากกลับมาเปิดร้านอาหารไทยที่เมืองไทย ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็มองว่าบ้าแหละ แต่เพราะเป็นความตั้งใจ เธอก็เลยทำร้านขึ้นมา ซึ่งช่วง 6 เดือนแรกก็แทบไม่มีลูกค้าเลย จนกระทั่งเธอหันมาเน้นความสำคัญของวัตถุดิบ ออกไปควานหาวัตถุดิบออแกนิกส์ทั่วฟ้าเมืองไทย น้ำตาลก็ใช้น้ำตาลจากต้นตาล (ใชป่ะวะ) ที่ทำสด ไม่ใส่สาร แน่นอนว่า ละเอียดขนาดนี้ อาหารก็ต้องแพงตามนั่นแหละ

ดูซีรีส์ตอนนี้จบลง เราอยากลองทานอาหารที่ร้านโบ.ลาน ลองดู แต่พอเสิร์ชราคา เห็นคอร์สละ 2-3 พันบาท ก็รู้สึกว่า พอเหอะ 555 คือเราอาจจะชอบเสพเรื่องราว (สารคดี) ที่เล่าถึง passion (ที่ยังไม่หมด) ของคนประมาณนี้ แต่บางอย่างที่เขาทำ ต้องยอมรับว่ามันราคาสูง และเราเอื้อมไม่ถึง หรือจริงๆ ก็คือ เราไม่ใช่คนที่ใส่ใจการกินขนาดนั้นอ่ะ อาหารไทยที่เราคิดถึงก็คือ แกงหวายของที่บ้าน ซึ่งครูวิสามารถทำเองได้ในราคาไม่มากมาย

เราว่าสุดท้าย คนเราเลือกได้ว่าจะให้คุณค่ากับอะไร เชฟโบให้คุณค่ากับอะไรพวกนี้ ส่วนเราให้คุณค่ากับอะไรอย่างอื่นแทน (ไม่ใช่ว่าเราไม่ใช่สายกินนะ แต่เราไม่ใช่สายที่ยอมเปย์เพื่ออาหารอ่ะ) จริงๆ พอมามองอย่างนี้ มันก็วิเคราะห์ได้อีกว่า มาตรฐานค่าครองชีพคนไทยมันอยู่ระดับไหนวะ ทำไมพวกเราไม่มีสิทธิวาดฝันการกินอาหารแบบนี้ได้เลย (แต่จริงๆ มันก็กลับมาว่า ถ้ามีเงิน ก็คงไม่กินอยู่ดี / แต่ถ้าไปทำงาน อาทิ เขียนบทความให้เขา ก็คงกิน)

ในส่วนการเล่าเรื่องของ Netflix เราว่าเล่าได้สนุกดี แต่…แต่…แต่ เรารู้ตัวแล้วว่า เราไม่ชอบสารคดี Netflix (หมายถึงที่ Netflix ทำเอง) เพราะมันดู Americanization มากๆ (หรือ Western น่ะแหละ) สารคดีของ Netflix เล่าด้วยจังหวะและมุมมองตะวันตก ที่ไม่รู้สิ คือเราดูได้ แต่เราดูไป เราก็จะคิดเสมอว่า ถ้าเล่าด้วยมุมมองของคนไทย เราจะเล่าเรื่องนี้ด้วยมุมมองและท่าทีแบบไหนดี หรือเราจะหยิบประเด็นพวกนี้มาเล่าไหมนะ หรือจะเล่าเรื่องอื่นดีกว่า บลา บลา บลา

สรุปว่า เราให้ 3/5 คะแนนแล้วกัน มันเปิดโลกและมุมมองใหม่ๆ ให้กับเราบ้าง แต่มันเป็นโลกที่เราคงไม่เหยียบย่างเข้าไป คงปักหลักที่ร้านอาหารฝั่งตรงข้ามบ้านอ่ะ

พร้อมกับฝันถึงแกงไก่ใส่หวาย ที่จะขอให้ครูวิทำ ยามที่เรากลับบ้านนอกครั้งถัดไป

US and Them: ความร้าวรานของ Beijing Dream

Culture_Us-and-Them_4

 

เพิ่งดู Us and Them ใน Netflix

ส่วนตัวไม่อินกับเรื่อง “บอกรัก” หรือ “ขอโทษ” อะไรที่เหมือนจะมีแคมเปญต่อเนื่องกับตัวหนังอ่ะ

มีตอนที่ชอบ และมีบางตอนที่รู้สึกว่า มันไม่เจ็บจี๊ดพอ (แกจะให้มันเจ็บจี๊ดไปขั้นไหน)

แต่ประเด็นที่ชอบมากๆ คือประเด็นการกลับบ้านในวันปีใหม่ (ในเรื่องคือ ปีใหม่จีน หรือตรุษจีน)

ในฐานะคนต่างจังหวัดที่มาอยู่ กทม. การพูดถึงความฝันในการสร้างบ้านที่ปักกิ่งแบบในหนัง มันทำให้เราแว่บคิดถึงภาพฝันใน กทม. ของคนต่างจังหวัด

นี่คือหนังของผู้กำกับรุ่นใหม่ (ใช่ไหม) ของจีน ที่พยายามจะเล่าเรื่องให้พ้นไปจากการเมือง (แล้วมั้ง) หมายถึงไม่ได้เล่าถึงอุดมการณ์การเมืองทำนองนั้น แต่มันเล่าถึงความใฝ่ฝันของคนจีนยุคใหม่ ซึ่งจริงๆ น่าจะหมายถึง จีนบ้านนอก ที่อยากได้ดีในปักกิ่ง

แปลกดี วันก่อนเพิ่งไปคุยกับคนที่นิยามตัวเองว่าเป็น “จีนใหม่” ที่มาเรียนต่อและทำงานในไทย (บ้านเขาอยู่โซนค่อนไปทาง ฮาบิน)

คือคนนี้ที่เราไปคุยด้วย เขาพูดไทย อังกฤษ และจีน (แน่นอนว่าหมายถึง แมนดาริน) เขามีจิตวิญญาณของความต้องการประสบความสำเร็จที่ชัดเจนมากๆ เขาบอกด้วยว่า คนจีนเป็นแบบนี้แหละ

แต่เขาก็ไม่เหมือนกับตัวละครในหนัง
เขาเป็นจีนใหม่ ที่หมายถึงจีนยุคใหม่ ที่การศึกษาพาให้พบโอกาสใหม่ๆ ได้ง่ายกว่า จีนบ้านนอกเข้าปักกิ่ง

เรามีเพื่อนคนจีนหลายคน ที่บ่นเรื่องการแข่งขันในจีน ที่ไม่ได้แข่งแค่คนจีนในประเทศ แต่ยังต้องแข่งกับพวกที่จบจากเมืองนอก ม.ดังๆ มาด้วย

จีนใหม่ก็มีเรื่องต้องดิ้นรน
จีนบ้านนอกที่ไม่รู้ว่าใหม่ไหม ก็ต้องดิ้นรน

เมื่อหนังจบลง เราไม่ค่อยเชื่อในความรักของพระเอกนางเอก (ขอโทษ) แต่เราเชื่อในเยี่อใยของคนมีถิ่นฐานบ้านเกิดเดียวกัน (พระเอกกับนางเอกเหมือนมาจากตำบลเดียวกัน) เราเชื่อในความห่วงใยที่พ่อพระเอกมีให้นางเอก (ในฐานะลูกหลานที่มาจากตำบลเดียวกัน)

ถึงจดหมายตอนท้าย จะดูทะแม่งนิดหน่อย (พ่อพระเอกไม่น่าจะใช่คนอยากเขียนจดหมายเพื่อสื่อสารความรู้สึกตัวเองนะ) แต่เราว่า เยื่อใยและความห่วงหาอาทรแบบ “คนบ้านเดียวกัน” น่ะ มันมีจริง

นั่นเป็นส่วนที่เราชอบที่สุดเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้

และอยากให้เมืองไทยมีหนังที่เล่าเรื่องคนต่างจังหวัดในเชิงนี้บ้าง