จดหมายจากบ้านยานากะ ปีเรวะที่ 1

“ขอบคุณพี่ติ๊กต่อกมากๆ เลย ที่ให้แตงมาอยู่ห้องนี้ต่อ เพราะมาอยู่ห้องนี้ แตงเลยได้เจอกับแฟน”

แตง หรือ หมอแตง พูดด้วยเสียงเพราะๆ ช้าๆ แบบที่แตงทำเป็นปกติตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน ฉันเจอแตงครั้งแรกที่บ้านยานากะ เพราะฉันต้องย้ายออก แล้วต้องหาคนมาเช่าต่อ แต่เงื่อนไขเชิงวัฒนธรรมของบ้านยานากะมันซับซ้อนน่ะ บ้านนี้เจ้าของบ้านเป็นคนญี่ปุ่น แต่ทั้ง 5 ห้องถูกครอบครองโดยคนไทยมาหลายต่อหลายรุ่น ชั้นล่างของบ้านเป็นห้องที่ผู้ชายสองคนอยู่ ชั้นบนมีสามห้อง และตามขนบที่ส่งต่อกันมา ก็ต้องเป็นผู้หญิงมาอยู่ต่อเท่านั้น (อันนี้คือขนบที่คิดกันเองน่ะนะ ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร)

ที่สำคัญ คนมาอยู่ต่อต้องทำสัญญาเช่าห้องอย่างน้อย 2 ปี

ฉันเจอแตง เพราะแตงซึ่งเป็นหมอ ดันลงเรียนวิชาเดียวกับเพื่อนคณะฉัน (ซึ่งฉันยังงงทุกวันนี้ว่าทำไมลงเรียนวิชาเดียวกันได้)
ลินด์เซย์ซึ่งเป็นคนฟิลิปปินส์เป็นคนแนะนำให้เราสองคนรู้จักกัน

แตงได้ทุนมาเรียนต่อเอก แต่ก็ต้องสอบอะไรสักอย่างให้ผ่านก่อนถึงจะได้เรียนเอกแบบเต็มตัว ระหว่างนั้นก็ถือว่าทำวิจัยไปพลางๆ พอรู้ว่าแตงมาต่อเอก ฉันก็โล่งไปเปลาะใหญ่ เพราะหมายถึงแตงต้องอยู่ที่โตเกียวอย่างต่ำ 3 ปีแน่ๆ … และแตงเป็นผู้หญิง (ใช่สิ) แถมแตงยังเป็นคนไทย (ใช่สิ) ไม่มีอะไรเข้าแก๊บไปกว่านี้ แตงคือผู้สืบทอดห้อง 203 ของบ้านยานากะ!

วันแรกที่เราเจอกัน แตงนั่งพับเพียบในห้อง แตงมากับน้องผู้ชายอีกคนที่เคยช่วยอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์ทำวิจัย เราสามคนเลยคุยกันเรื่องอิสาน เรื่องเลยมาโป๊ะแตกว่า แตงเคยไปใช้ทุนเป็นหมอที่เขาวงด้วย … และเขาวงคือบ้านเกิดของฉันเอง

หลังจากนั้นฉันน่าจะได้เจอแตงอีกแค่ครั้งหรือสองครั้งนี่แหละ … แต่เหมือนเส้นด้ายแห่งโชคชะตาจะผูกพันเราไว้ย่อมๆ ทุกครั้งที่กลับมาโตเกียว ฉันมักแวะมาหาแตงเสมอ

ครั้งล่าสุดที่แวะมาหาแตง แตงก็พูดประโยคข้างบนสุดนั้นให้ฟัง ด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความขอบคุณอย่างสูง

บ้านยานากะที่พวกเราอยู่นั้น ตั้งอยู่ในเขตไทโตะ แต่เป็นปลายไทโตะที่ติดกับเขตบุนเคียวมากๆ มหาวิทยาลัยโตเกียว วิทยาเขตฮนโกะนั้นอยู่เขตบุนเคียว ฉันจำแม่นมากว่าตอนหาห้องพัก ติวเตอร์ที่มาดูแลฉันย้ำแล้วย้ำอีกให้หาห้องพักในเขตบุนเคียว เพราะจะได้ไม่ต้องยุ่งยากเรื่องการย้ายเขต แต่ด้วยความที่บ้านยานากะอยู่ปลายขอบของไทโตะ ฉันเลยเข้าใจผิดว่ามันอยู่บุนเคียว สุดท้าย…ก็เลยโดนติวเตอร์ตัวเองบ่นนิดหน่อย (เออ…แต่ตอนย้ายเข้าเขต ฉันไปทำเรื่องคนเดียวนี่นา ติวเตอร์ไม่ได้ไปด้วยซะหน่อย แล้วนางจะมีสิทธิมาบ่นอะไรมิทราบ เฮอะ)

กลับมาที่เรื่องแตงต่อ

ที่ต้องพูดถึงเขตไทโตะ เพราะการที่บ้านยานากะดันอยู่เขตไทโตะนี่แหละที่ทำให้แตงได้เจอกับแฟน ถ้าบ้านยานากะขยับมาอีกไม่กี่เมตร แล้วตกร่องปล่องชิ้นอยู่ในเขตบุนเคียวแล้วล่ะก็ เรื่องราวมันอาจเปลี่ยนเป็นอีกอย่างแหละมั้ง

เพราะอยู่เขตไทโตะ แล้วแตงอยากหาอะไรทำ แตงเลยไปสมัครเป็นสมาชิกชมรมยิงธนูของเขตไทโตะ ซึ่งฉันเคยเห็นแตงเขียนถึงในบล็อกอยู่ช่วงหนึ่งแหละไอ้การหัดยิงธนูนี่ แน่นอนว่าในชมรมยิงธนูที่แตงไป แตงได้เจอรุ่นพี่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับมหาวิทยาลัยโตเกียวที่แตงเรียนอยู่เลย แต่นั่นแหละ รุ่นพี่คนนี้ก็มาสอนแตงยิงธนูบ้าง และมีกิจกรรมร่วมกันบ้าง คุณต้องจินตนาการถึงชีวิตของคนในวัย 30 อัพสองคน ที่ต่างเชื้อชาติ และต่างภูมิหลัง แต่มีความชอบในการยิงธนูมาเชื่อมโยงกัน นั่นแหละเรื่องราวของแตง

ซึ่งเอาจริงๆ … ฉันก็ยังงงจนกระทั่งตอนนี้ ว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน แล้วทำไมแตงต้องมาขอบคุณฉันด้วย

เหตุผล หรือจะเรียกว่า โชคชะตาที่ทำให้ฉันได้เจอกับแตง
กับเหตุผล หรือจะเรียกว่า โชคชะตาที่ทำให้แตงได้เจอกับแฟนนั้น ฉันคิดว่า มันไม่เกี่ยวกันหรอก

โชคชะตาของแตง ก็คือโชคชะตาที่แตงสร้างเอง และไม่เกี่ยวอะไรกับการย้ายมาอยู่ห้องนี้ต่อจากฉันทั้งนั้นแหละ

แต่ฉันก็ยังดีใจที่เราได้เจอกัน

การกลับไปบ้านยานากะและได้เจอแตงอีกครั้ง ถือเป็นหนึ่งในโมเม้นท์ที่ดีที่สุด ของปีเรวะที่ 1 ของฉันเลยล่ะ

สวัสดีเรวะ
เจอกันเสียที
ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ

โตเกียว, ฤดูฝน, ปีเรวะที่ 1

y

Advertisements

06.01.19: สิ่งที่เราควรคิดต่อหลังดู “Tidying Up with Marie Kondo” จบ

บล็อกที่ 6 วันนี้ จะพูดถึง สารคดีของ netflix ค่ะ

mariekon-2

ตอนนี้ netflix ฉายสารคดีที่ผลิตเอง เรื่อง Tidying Up with Marie Kondo อยู่ เหมือนจะได้รับความสนใจไม่น้อย เพราะเลือกเปิดตัวช่วงปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนน่าจะอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในบ้าน

ฉันเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ใช้เวลาในวันที่ 1 มกราคม 2019 ในการจัดการห้องนอนของตัวเอง (อย่างบ้าคลั่ง)

ด้วยความที่ฉันไม่ได้อยู่บ้านต่างจังหวัด เพราะปักหลักทำงานที่กรุงเทพฯ ห้องนอนของฉันก็เลยกลายเป็นห้องเก็บของย่อมๆ ของสมาชิกในบ้าน นอกจากหนังสือและดีวีดีหนังจำนวนมากที่ฉันสะสมแล้ว พี่ชายและหลานสาวของฉัน ยังขนสมบัติของพวกเขา เช่น หนังสือ นิตยาสาร ตุ๊กตุ่นของที่ระลึกจากวันเลี้ยงรุ่น แฟ้มงาน และอื่นๆ อีกจำนวนมากมาไว้ในห้องนี้

ห้องนอนเล็กๆ ของฉันจึงอัดแน่นไปด้วยของ…และฝุ่นละออง,​ ไม่อยากเชื่อเลยว่าฉันสามารถนอนในห้องนี้ได้ตั้ง 5 คืน กว่าจะยอมลุกมาทำความสะอาด

ในวันที่ 1 มกราคม ฉันขนทุกอย่างออกจากห้องนอน ของที่ขนออกนั้นส่วนใหญ่เป็นหนังสือและนิตยสาร (ที่เต็มไปด้วยฝุ่น) พอขนออกไปแล้ว ห้องก็ดูโล่งสะอาดตา และฉันก็รู้สึกประหนึ่งว่า ตัวเองได้คว้าชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ในวันเริ่มต้นปี 2019 มาครองแล้ว

 

p1000259

หลังจากได้นอนในห้องนอนสะอาดสะอ้าน วันต่อมาฉันก็เลยมีอารมณ์สุนทรีจะนั่งดูสารคดี netflix ของ มาริเอะ คอนโดะ, อันที่จริงฉันเคยอ่านหนังสือเธอมาก่อนแล้ว และตอนที่ต้องขนของเพื่อย้ายจากญี่ปุ่นกลับไทย ฉันก็ใช้หลักการของเธอในการเลือกว่าจะเก็บของชิ้นไหนไว้ในชีวิตต่อ

หลักการของ มาริเอะ คอนโดะ นั้นเคยมีคนสรุปไว้อย่างง่ายดายว่าคือการ “ทิ้ง” ให้หมด แต่จริงๆ นั่นก็เป็นแค่มุกแหละ เพราะมาริเอะไม่ได้เน้นให้เราทิ้งของ แต่เธอเน้นให้เราเลือกสิ่งที่ spark joy ไว้ในชีวิต และสิ่งที่ไม่ใช่ เราก็แค่ต้อง let it go (อ้อ ต้องกล่าวขอบคุณก่อนทิ้งมันไปด้วย)

ในการเก็บบ้านครั้งนี้ของฉันก็เช่นเดียวกัน ฉันใช้หลักการของ “คมมาริ” (ชื่อหลักการของ มาริเอะ ที่ตั้งตามนามสกุลเธอ บวกด้วยชื่อจริง) คือเลือกสิ่งที่จะ spark joy ไว้ และสิ่งที่ไม่ใช่ ก็ต้องบ้ายบายกัน

ฉันแทบไม่มีปัญหากับการเลือกเลยว่า ของชิ้นไหนที่ spark joy ให้ชีวิต และของชิ้นไหนควรถูกบรรจุในถุงขยะ  จนอยากจะบอกว่า  ฉันน่ะ, น่าจะได้รับการยกย่องให้เป็นศิษย์เอกของมาริเอะได้เลยนะ

เพราะฉันทิ้งของได้เก่งไม่ต่างกับครอบครัวต่างๆ ในสารคดีความยาว 8 ตอนชุดนี้ของ netflix เลย

แต่สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า ฉันกับพวกเขาช่างแตกต่างกันเหลือเกินคือ…

.

.

หลังจากที่พวกเขาได้จัดการแล้วว่าจะทิ้งอะไร ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หนังสือ ข้าวของเครื่องใช้ รวมถึงพวกของอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ … พวกเขา, คนอเมริกันเหล่านั้น, ดูจะไม่มีปัญหากับการทิ้งของเลย เหมือนกับว่า พวกเขามีระบบการจัดการขยะของรัฐที่ดีมากๆ (หรือมีองค์กรหรือร้านค้าที่พร้อมช่วยจัดการรีไซเคิล หรือกำจัดขยะให้)

ฉันคิดถึงสภาพตัวเอง ที่ต้องทิ้งของจำนวนมาก – ที่ตอนนี้ประกอบไปด้วย หนังสือ,​ นิตยสาร,​ ของที่ระลึกเก่าเก็บงานเลี้ยงรุ่น, เสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่มา 2 ปีแล้ว แถมลืมไปเลยว่าเคยมีมันอยู่, รวมถึง พวกของอิเล็กทรอนิกส์ เช่น โคมไฟที่เสียแล้ว, พัดลมที่เสียแล้ว, ที่ชาร์จแบตจิปาถะที่เสียแล้ว (มั้ง), และ…กล้องวิดีโอรุ่นแรกๆ ของโลกใบนี้ (ว่าไปนั่น) ที่ฉันขนมาจากอเมริกาเมื่อ 15 ปีก่อน (แน่นอนว่ามันใช้งานไม่ได้แล้ว)

สำหรับหนังสือและนิตยสาร หรือพวกเสื้อผ้านั้น ฉันยังพอคิดออกอยู่บ้าง ว่าจะนำพวกมันไปส่งต่อที่ไหนได้บ้าง แต่สำหรับข้าวของอิเล็กทรอนิกส์นั้น ฉันอับจนปัญญาจริงๆ

ฉันพอรู้มาบ้างว่า สำหรับขยะอิเล็กทรอนิกส์นั้น เราควรมีวิธีกำจัดที่รอบคอบ

แต่คำถามคือ “ที่ว่ารอบคอบน่ะ ทำอย่างไร”

 

p1000331

ในบ้านเกิดของฉัน หนทางที่จะกำจัดของพวกนี้ออกให้พ้นตัว (และพ้นบ้าน) ได้แก่ การยัดทุกอย่างลงถุงดำ ถ้ามีใจคิดเผื่อสาธารณะหน่อยก็อาจเขียนระบุไว้ข้างถุงว่า “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” ถ้าเป็นนางงามมงฯ ลงมากๆ ก็อาจเขียนต่ออีกนิดว่า “ระวังด้วยนะคะ”

ก่อนจะนำไปวางไว้ข้างถังขยะ และรอเทศบาลมารับสิ่งเหล่านี้ไปกำจัดทิ้ง

ไม่น่าเชื่อว่า ขนาดคนที่เคยไปอยู่ประเทศที่บ้าการแยกขยะอย่างญี่ปุ่นมา 2 ปี อย่างฉัน จะคิดหนทางกำจัดของอย่าง “รอบคอบ” ได้แค่นี้

 

 

ฉันคิดว่า หลักการของ มาริเอะ นั้นดีมาก, โดยเฉพาะต่อคนตัวเล็กๆ ที่อยู่ในภาคครัวเรือนอย่างพวกเรา

แต่หลังจากดูสารคดี netflix เรื่องนี้จบลง สิ่งที่พวกเรา-โดยเฉพาะคนไทย-ควรคิดต่อก็คือ เราอยู่ในประเทศที่เอื้อให้มีการจัดการขยะอย่างถูกต้องพอหรือยัง

การจัดการขยะอย่างถูกต้องและรอบคอบ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย – ที่ทำให้การจะทิ้งอะไรสักอย่าง (ตามหลักการ คมมาริ) ทำได้ง่ายดาย เหมือนกับที่เราเห็นครอบครัวอเมริกันทำในสารคดีไหม

เราไปถึงจุดนั้นกันหรือยัง

หรือถ้าไม่, เราควรทำอย่างไรต่อ

ซึ่งฉันคิดว่าคำถามนี้, มาริเอะ คอนโดะ คงไม่มีหลักการมอบให้พวกเราเป็นแน่

แต่เราจะสร้างหลักการใหม่ให้กับบ้านเรือนและชุมชนเราได้ไหม?

—เป็นคำถามที่สารคดี netflix คงไม่มีคำตอบให้—

และพวกเราคงต้องตอบเอง

 

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand

 

 

 

 

 

04.01.19: สิ่งที่ทำให้เรายอมเปลี่ยนแปลงตนเอง

change.001

 

บล็อกวันที่ 4 นี้ จะว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของพี่ชายฉันเองค่ะ

พี่ชายฉันจะอายุ 39 ปีในเดือนมีนาคมนี้ และเกือบตลอดชีวิตที่ผ่านมา ฉันมักรู้สึกว่า พี่ชายเป็นคนไม่มีระเบียบวินัยในตัวเองเท่าไหร่

โดยเฉพาะกับงานบ้าน

เคยเจอไหมคะ คนในครอบครัวที่กินแล้วไม่ล้างจาน ปล่อยให้ห้องสกปรก เวลาบ้านไม่สะอาดก็ปล่อยปละ เพราะยึดถือคติว่า เดี๋ยวต้องมีใครสักคนลุกมาทำแน่ๆ (และใครคนนั้นคือ แม่ฉันเอง)

ครอบครัวเรายังอยู่บ้านเดียวกันค่ะ แล้วที่ว่ามาย่อหน้าที่แล้ว ก็เป็นพฤติกรรมที่ฉันเห็นพี่ชายทำจนชินตา

จนเมื่อ 6 เดือนที่แล้วนั่นเอง ที่ฉันเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง

ปกติแล้วฉันทำงานที่กรุงเทพฯ จะกลับบ้านต่างจังหวัดทุก 2 เดือน พอกลับมาทีก็อยู่หลายวัน ก่อนหน้านี้ก็จะเจอพฤติกรรมพี่ประมาณนั้น คือไม่ยอมช่วยทำงานบ้าน แต่ช่วง 6 เดือนหลังมานี้ ฉันเห็นพี่ตื่นเช้ามากขึ้น ตื่นมาก็หุงข้าวเตรียมไว้ให้คนอื่นในครอบครัว ถ้ามีจานชามที่ค้างไว้จากเมื่อคืนก็ล้างให้เรียบร้อย เวลากินข้าวเสร็จก็ล้างจานส่วนของตนเอง และอาจเผื่อแผ่ล้างเผื่อคนอื่น พร้อมๆ กับกวาดถูบ้าน

ขนาดช่วงวันหยุดปีใหม่ที่ผ่านมา อากาศที่บ้านหนาวสุดๆ ตอนเช้าฉันยังเห็นพี่ล้างจานและเก็บกวาดบ้านเลยค่ะ

เรียกได้ว่าขยันกว่าฉันแบบสุดๆ (ฉันมักเลี่ยงไปทำงานพวกนี้ตอนบ่ายที่อากาศอุ่นขึ้นแล้วแทน)

ฉันไม่รู้ว่าอะไรเป็นตัวจุดประกายให้พี่หันมาเปลี่ยนพฤติกรรม เคยจะอ้าปากถาม แต่เหมือนพี่จะไม่อยากพูดถึง แต่ไม่ว่ามันจะคืออะไรก็ตามแต่ ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดีค่ะ

จริงๆ พี่ชายฉันมีภาวะน้ำหนักเกิน ซึ่งเสี่ยงให้เกิดปัญหาสุขภาพได้เหมือนกัน เขาเคยพยายามจะลดหรือคุมน้ำหนัก พร้อมหันมาออกกำลังกายให้มากขึ้น เมื่อช่วงสงกรานต์ปีก่อนก็ตื่นตีห้าครึ่งไปออกกำลังกายที่สวนสาธารณะในอำเภอทุกวัน แต่พฤติกรรมด้านสุขภาพ (การควบคุมกินและการออกกำลัง) นี้ยังไม่ยั่งยืนเท่าไหร่

ฉันไม่รู้หรอกว่า อะไรทำให้พี่เปลี่ยนแปลงตนเองมาช่วยทำงานบ้าน พอๆ กับที่ไม่รู้ว่า อะไรจะทำให้เขาหันมาเปลี่ยนแปลงเรื่องสุขภาพได้บ้าง แต่คิดว่ามันคงมีปัจจัยบางอย่าง และปัจจัยของแต่ละคนนั้น คงแตกต่างกันไป

อย่างน้อยในตอนนี้ ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่ดี และทำให้คนรอบข้างมีความสุข

และฉันคิดว่าตัวพี่เองก็มีความสุขมากขึ้น

เรื่องของพี่ชายของฉัน ทำให้ฉันหันมาทบทวนตัวเอง ว่ามีพฤติกรรมอะไรบ้างหรือเปล่า ที่ถ้าฉันเปลี่ยนแปลงตัวเอง มันจะทำให้เกิดสิ่งดีๆ แก่ฉันเอง พร้อมทำให้คนรอบข้าง-โดยเฉพาะครอบครัว-มีความสุขด้วย

ตอนนี้ยังค้นไม่พบหรอกค่ะ แต่จะเฝ้ามองหาไปเรื่อยๆ

พร้อมกันนั้น ก็คิดว่าจะคอยมองหาตัวกระตุ้น ที่มัน spark joy ทั้งตัวเราเองและคนอื่น

หวังว่าจะเจอ ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม

 

 

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand

 

02.01.19 : วิถีใหม่ของการอ่าน (รีวิวการอ่านของตัวเอง)

บล็อกที่ 2 ของปี 2019 ก็ยังมาดึกเช่นเคย (จริงๆ ตอนโพสคงเลยเที่ยงคืนไปแล้ว แต่ขออนุญาตนับเป็นบล็อกของวันที่ 2 มกราคม นะคะ)

 

วันนี้จะมารีวิวพฤติกรรมการอ่านที่เปลี่ยนไปของตัวเองค่ะ

ช่วงครึ่งปีหลัง เป็นช่วงที่ตัวเองปรับพฤติกรรมอ่านไป พฤติกรรมในที่นี้ หมายถึงสถานที่และเวลาที่เลือกอ่านค่ะ

ครึ่งหลังของปี เราอ่านหนังสือเวลาเดินทางไปทำงานมากขึ้น เนื่องจากเลิกขับรถแล้ว (เพราะมีปัญหาที่จอดรถ) เลยต้องใช้ขนส่งสาธารณะ คือ เรือคลองแสนแสบ + รถไฟฟ้าใต้ดิน โดยช่วงที่โดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินนี้เอง ถือเป็น Prime Time ที่ทำให้เราอ่านหนังสือจบหลายเล่มเลย

เช้าและเย็นวันจันทร์ถึงศุกร์ เราจะมีเวลาอยู่บนรถไฟใต้ดินเที่ยวละประมาณ 15 นาที ไปกลับใน 1 วัน ก็แค่ 30 นาทีเอง แต่แค่ 15 นาทีนั้น บางทีเราก็อ่านหนังสือ (วรรณกรรม) บางเล่ม จบไปหนึ่งบทเลยทีเดียว

หนังสือที่จดจำว่าอ่านในรถใต้ดินปีที่ผ่านมา คือ “สู่อนันตกาล: ชีวิตฉัน และสตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง” (Travelling to Infinity: My Life with Stephen” ที่เขียนโดย เจน ฮอว์กิ้ง ภรรยาคนแรกของสตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง

หนังสือเล่มนี้หนากว่า 600 หน้า แถมเราอ่านเล่มนี้ต่อจากเล่มซีไรต์ของพี่แหม่ม วีรพร นิติประภา (พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ) ซึ่งเล่นกับสำบัดสำนวนประหนึ่งบทกวี พออ่านเล่มของ เจน ฮอว์กิ้ง ที่ใช้ภาษาในโทนเรียบมากๆ แถมยังหนา 600 กว่าหน้า ตอนแรกก็เกรงว่าจะอ่านไม่จบเหมือนกัน

แต่พอผ่านพ้นช่วงแรกไปได้ ก็พบว่า เป็นหนังสืออีกเล่มที่อยากแนะนำให้คนอ่านจริงๆ ค่ะ (ไว้จะหาเวลามารีวิววันหลัง)

 

อีกเล่มที่จดจำได้ดี เป็นเล่มที่ทำให้รักทุกวินาทีที่อยู่บนรถไฟใต้ดิน (เพราะเป็นช่วงที่ได้หยิบหนังสือมาอ่าน) คือ Call Me By Your Name ของ André Aciman (รู้สึกว่าจะออกเสียงว่า อังเดร อาซิมัน)

เราได้ดูหนังมาก่อนจะอ่านหนังสือเล่มนี้ เราชอบเวอร์ชั่นหนังมาก แต่ต้องยอมรับว่า เรารักเวอร์ชั่นหนังสือที่สุด และไม่แปลกใจเลย ที่หนังสือเล่มนี้ได้กลายเป็นหนังสือในดวงใจของหลายๆ คน

คนที่เคยได้ยินชื่อเสียงของ Call Me By Your Name มาบ้าง คงพอรู้ว่าเป็นเรื่องราวความรักของคนคู่หนึ่งที่พบกันในช่วงฤดูร้อน โดยเป็นความรักของชายหนุ่มกับเด็กหนุ่ม แต่จริงๆ เรื่องราวที่อาซิมันถ่ายทอด มันตราตรึงและสัมผัสใจคนได้ทุกคน เพราะเขากำลังพูดถึงรักแรก การดำรงอยู่ พร้อมการแตกสลายของมัน  … ซึ่งมันเป็นสิ่งที่แทบจะเรียกได้ว่า เป็นสากล

ขอพูดถึง Call Me By Your Name แต่เพียงเท่านี้ก่อน เพราะอยากให้พื้นที่กับการพูดถึงพฤติกรรมการอ่านที่เปลี่ยนไปของตัวเอง

ในช่วงที่เปลี่ยนวิถีการเดินทาง จากขับรถมาใช้ขนส่งสาธารณะนั้น เราพบว่า เรามีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น แถมเรายังชอบอ่านตอนเดินทาง มากกว่าตอนอยู่ในห้องพักเสียอีก

เวลาอยู่ห้องพัก เรามักจะหมดเวลาไปกับการไถมือถืออ่านแฟนฟิกชั่นในแอพ Joylada หรือไม่ก็ Dek-D (นิยาย) เสียมากกว่า

เราค้นพบว่า แม้เราจะใช้เวลาอยู่ในห้องพักนานกว่าเวลาที่เดินทางโดยรถไฟใต้ดินอีก (อยู่บนรถไฟฟ้าใต้ดินแค่วันละ 30 นาทีเอง) แต่เวลาที่อยู่ในห้อง มันไม่ชวนเชิญให้อยากอ่านเลย นั่นเพราะเมื่อเรารู้สึกว่า เราอยู่คนเดียว มันชวนขี้เกียจอย่างไรชอบกล ขี้เกียจมากจนอยากทำแค่ไถมือถือเท่านั้นเอง (แอบนิสัยไม่ดี)

กลับกัน เวลาอยู่ข้างนอก พอเราแอบตั้งกฎให้ตัวเอง ว่าจะอ่านหนังสือเวลาโดยสารรถใต้ดิน พอเข้าไปรถไฟใต้ดินแล้ว ถ้าเราหยิบมือถือขึ้นมา เราจะรู้สึกผิดกับตัวเองมากๆ แถมพอมองๆ ไป ส่วนใหญ่ทุกคนก็หยิบมือถือมาไถอยู่แล้ว การที่เราค่อยๆ หยิบหนังสือสือขึ้นมาจากกระเป๋า ค่อยๆ ใช้มือบรรจงพลิกหน้าทีละหน้า พร้อมกับที่ประคองตัวเองให้ยังยืนทรงตัวและอ่านหนังสือไปด้วยกันได้ มันเป็นจังหวะที่รู้สึกดีกับตัวเองมาก และแอบสังเกตว่า เวลาหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน คนจะแอบหันมามองเช่นกัน

เวลาที่อ่านหนังสือจบเล่มบนรถไฟใต้ดิน ก็จะรู้สึกฟินมากๆ เหมือนกับได้ทำภารกิจบางอย่างสำเร็จแล้ว

การค้นพบช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการอ่านหนังสือในแต่ละวัน (ของเราคือเวลาเดินทาง บนรถไฟใต้ดินขบวนที่ไม่แออัดนัก) ถือเป็นโมงยามหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง และทำให้เรากลายเป็นคนชอบช่วงเวลาสั้นๆ 15 นาทีนั้น

ชอบจนถึงขั้นเรียกว่า “โหยหา” เลยทีเดียวล่ะ

 

แล้วคุณล่ะคะ อ่านหนังสือช่วงเวลาไหนกันบ้าง?

 

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand

[blog] 3 ปี 3 เดือนหลังเรียนจบ – จับจองที่นั่งของคุณให้ดี เพราะพลุไฟใกล้จะเริ่มต้นแล้ว

IMG_2180

“จับจองที่นั่งของคุณให้ดี เพราะพลุไฟใกล้จะเริ่มต้นแล้ว”

(1)

“การเลือกเส้นทางชีวิตก็เหมือนการเลือกจับจองที่นั่งเพื่อดูพลุไฟในช่วงเทศกาลฮานาบิแหละมั้ง”
อยู่ๆ ฉันก็คิดในใจขึ้นมา แต่พอคิดออกมาแล้วก็ดันเขิน เพราะมันดูเหมือนคำคมห้าบาทสิบบาท ที่ไม่มีอะไรโยงใยกับชีวิตจริงได้เลย

เราต่างหวังให้ชีวิตเรียบง่าย, แต่มันก็มักจะลงท้ายด้วยความซับซ้อนเสมอ…ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

5 ปีก่อน ฉันเลือกไปเรียนต่อปริญญาโทที่ญี่ปุ่น ด้วยความมุ่งมั่นว่าจะกลับมาเป็นอาจารย์ใกล้บ้าน, บ้านที่อยู่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ ราวๆ 700 กิโลเมตร,
แต่เรื่องจริงคือ ตลอด 3 ปี 3 เดือนหลังเรียนจบและรับใบปริญญามา – ฉันไม่เคยได้เป็นอาจารย์ใกล้บ้านเลย

1 ตุลาคม 2015 ฉันเริ่มอาชีพแรกหลังเรียนจบปริญญาโท (แต่ตอนนั้นอายุก็เลยเลข 3 มาแล้ว) ในองค์กรของรัฐแห่งหนึ่ง ฉันไม่ได้รับราชการ แต่มันเป็นองค์กรที่ฉันหวังว่าจะได้เรียนรู้ และได้พาตัวเองเข้าใกล้งาน Public Policy หรือนโยบายสาธารณะ อย่างที่เรียนมาในชั้นเรียนปริญญาโทให้ได้มากที่สุด

ถ้าฉันยังกลับไปทำงานใกล้บ้าน (นอก) ไม่ได้ ฉันก็หวังแค่ว่า อยากใช้ความรู้ความสามารถทำงานในองค์กรที่สร้างผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนให้ได้ แม้จะเป็นเสี้ยวเล็กๆ ก็ตามที

ฉันอยู่ที่นี่แค่ 6 เดือน ก็มีโอกาสอื่นหยิบยื่นมาให้, แม้ตัวเลข 6 เดือนจะแสนสั้น แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันมักบอกคนอื่นๆ เสมอว่า ไม่ว่าแนวคิดขององค์กรนี้จะเป็นอย่างไร ไม่ว่าตัวองค์กรจะถูกตั้งคำถามจากสังคมแค่ไหน แต่ฉันได้เรียนรู้อะไรเยอะมากตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่เกือบหมดเลย

10 ปีก่อนหน้านี้ ฉันอยู่ในธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ และเอาเข้าจริง ฉันเป็นคนที่กระโจนเข้าสู่ธุรกิจสิ่งพิมพ์โดยไม่คิดหวังความก้าวหน้าเลย ตลอดชีวิตการทำงานของฉัน หวังสิ่งเดียวเท่านั้น คืออยากออกหนังสือให้ได้สักเล่ม (ตลอดวัย 20s ฉันไม่เคยเรียกร้องเงินเดือนขึ้น ไม่เคยร้องหาโบนัส และไม่เคยขอปรับตำแหน่งให้สูงขึ้นเลย ฉันมีแค่ความฝันเดียว คืออยากออกหนังสือเท่านั้น)

ตัดกลับมาที่ปี 2015 ณ องค์กรแห่งนั้น, ฉันได้เรียนรู้การจับใจความตอนเราเข้าประชุม (มีประชุมเยอะมาก), ฉันได้เรียนรู้การย่อยข้อมูลยากๆ และถ่ายทอดออกมาให้ง่ายๆ และโดนใจ, ฉันได้เรียนรู้ว่า “สาร” บางสาร ถ้าสื่อออกมาอย่างถูกต้องและถูกเวลา มันก็เปลี่ยนแปลงอะไรได้

ฉันได้เรียนรู้การใช้ Google Calendar เพื่อการทำงานครั้งแรกก็ในตอนนั้น (ตลอดทั้งชีวิตไม่เคยคิดใช้มันเลย)

แต่เพราะลึกๆ แล้วฉันอยากออกไปทำงานต่างจังหวัด “กรุงเทพฯ ไม่ใช่ประเทศไทย” คือประโยคที่ฉันมักจะพูดกับเพื่อนสนิทเสมอ ฉันคิดว่าถึงแม้เราจะเป็นคนทำงานที่ตั้งใจดีขนาดไหน แต่ถ้าเราไม่เคยได้ออกไป…เห็นอย่างที่มัน (น่าจะ) เป็น เราอาจเป็นแค่คนพยายามขีดเส้นนั่นนี่แล้วเรียกมันว่า “เทรนด์” โดยที่จริงๆ แล้วมันอาจไม่ได้สะท้อนชีวิตจริงของคนอีกครึ่งประเทศก็ได้

(2)

29 มีนาคม 2016 ฉันย้ายไปอยู่อีกองค์กรที่ให้โอกาสทำงานในพื้นที่อีสาน, เงินน้อยลง (มาก) และเนื้องานก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามแต่สถานการณ์ อธิบายอย่างเรียบง่ายคงต้องบอกว่าทำงานเป็น “เจ้าหน้าที่ชุมชน” แต่นั่นแหละ พอจะลงรายละเอียดในเนื้องาน ก็พบว่าคงไม่อาจระบุ Job Description ได้ชัดเจน

หลายคนที่ได้ข่าวจากฉันในตอนนั้น คงพอจำได้ว่าฉันไปอยู่วัด วัดที่ช่วงกลางวันของวันจันทร์ถึงศุกร์ จะมีผู้ต้องขังจากเรือนจำมาทำงานอาสาในวัด ชีวิตช่วงนั้นของฉันเป็นช่วงที่ได้ผูกมิตรกับ ผู้คุมเรือนจำ, ผู้ต้องขัง, นายก อบต., ผู้ว่าราชการจังหวัด, ปลัดอำเภอ, กำนันผู้ใหญ่บ้าน, เกษตรกรไร่มัน, เกษตรกรสวนอ้อย, เกษตรกรนาอินทรีย์, แม่ออก (หมายถึงคนที่มาทำบุญกับวัด), เศรษฐีต่างจังหวัด, ทหารเกณฑ์ที่สุดท้ายก็ปฏิเสธสิ่งดีๆ ในชีวิต แล้วเลือกเดินบนเส้นทางอื่น, เด็กมัธยมปลายที่มุ่งหวังอยากเข้าทำงานที่ Google, รวมถึงกลุ่มเด็ก “บอร์ด” หรือแก๊งสเก็ตบอร์ด ในตำนานของฉัน (ฉันเริ่มเล่นสเก็ตบอร์ดครั้งแรกในชีวิตตอนเข้าแก๊งค์นี้)

ชีวิตในจังหวัดที่ว่ากันว่า “ยากจนที่สุด” จังหวัดหนึ่งของเมืองไทย เป็นชีวิตที่สอนอะไรฉันมากมายเช่นกัน ฉันได้เข้าใกล้ความเป็นไทย (อีสาน) มากอีกนิด ฉันได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าคำว่า “ระบบอุปถัมภ์” ที่อยู่ใน text book ของเด็กรัฐศาสตร์หน้าตาเป็นอย่างนี้เอง ฉันได้เข้าใจว่า “วัด” สำคัญกับชุมชนอย่างไร และมากเพียงไหน, ฉันเข้าใจคำว่า “บารมี” ที่แฝงฝังอยู่ในสังคมไทย – ฉันเห็นงบประมาณประเทศที่หล่นโปรยลงมาในพื้นที่ และพบคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจดีอีกมาก แต่ก็ค้นพบเช่นเดียวกันว่า – ระบบราชการในประเทศนี้ “เฮงซวย” ขนาดไหน (ขอเน้นคำว่า “ระบบ” ไม่ได้เน้นที่คำว่า “คน” )

1 ปี กับอีก 2 เดือน ฉันก็จากลาที่นั่น, ลาจากพื้นที่ซึ่งสอนฉันมากมายเหลือเกิน เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากอย่างยาวนานในประเทศนี้

(3)
1 มิถุนายน 2017 – เรียกได้ว่าเป็นวันแรกที่ฉันได้เริ่มต้นใหม่กับกรุงเทพฯ อีกครั้งอย่างแท้จริง

ไม่ว่าจะรักหรือชัง แต่ต้องยอมรับว่า กรุงเทพฯ คือ Comfort Zone ด้านอาชีพการงานของฉัน

ฉันกลับมาสู่อาชีพเดิม – อาชีพที่ฉันเคยวิ่งหนีจากเมื่อปี 2012
การหวนกลับมาครั้งนี้ ฉันมาพร้อมความตั้งใจว่าจะอยู่กับมันอย่างยาวนาน

ในยุคสมัยที่ธุรกิจสื่อถูกท้าทายและต้องปรับตัว ฉันค่อยๆ ค้นพบที่ทางของตัวเอง ว่าตัวเองเหมาะกับอะไร (หรืออย่างน้อยที่สุด ฉันสบายใจกับจุดไหน)

ฉันรับงานเป็นมือปืนรับจ้าง – ผลิตสื่อให้องค์กรต่างๆ หรือที่เรามักเรียกว่า “ลูกค้า” ฉันค้นพบว่าลูกค้าแต่ละคนมีวิธีการทำงานที่แตกต่างกันไป และหลายครั้ง “การปรับตัว” และ “เปิดใจ” ต่อกัน นั้นสำคัญมาก

และการเคารพกัน – อาจสำคัญที่สุด

นอกจากการหันมาทำสื่อให้องค์กร ฉันค้นพบความสนใจใหม่ในเรื่องเล่า ฉันอยากเขียนเรื่องเล่าในรูปแบบบทละคร บทหนัง หรือแม้กระทั่งแฟนฟิคชั่น ขณะเดียวกันความสนใจก็ขยายขอบเขตไปที่สื่ออย่างวิดีโอสารคดี และคลิปยูทูป

ฉันไม่ใช่คนเก่ง, หัวช้าและเดินช้า, แต่เมื่อค้นพบว่าอะไรคือสิ่งที่อยากทำ ฉันก็อยากมุ่งหน้าไปให้เต็มที่

แต่ไปเต็มที่ของฉัน อาจหมายถึงการเดินต้วมเตี้ยมในสายตาของคนอื่น

แต่นั่นก็ไม่เป็นไรเลย

หลังจากกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ได้ 1 ปีกับอีก 7 เดือน ฉันค้นพบว่า มีอะไรที่ฉันอยากทำอีกมากมาย แต่ฉันก็คงทำไม่ได้ทุกอย่าง ฉันควรโฟกัสแรงและพลังกับสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนหนึ่งนั่นคืออาชีพประจำ ส่วนสองนั่นคือเรื่องเล่าส่วนตัวที่อยากเล่า (ในทุกรูปแบบที่เอื้อให้เล่า)

นับจากวันที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยโตเกียว ฉันไม่ได้ทำงานด้านนโยบายอย่างที่เรียนจบมา ไม่ได้สอนหนังสืออย่างที่เคยตั้งใจไว้ เส้นทางที่ฉันเลือก ไม่ได้มอบเงินทองมากมาย แต่นี่อาจเป็น เส้นทางที่ฉันเลือกแล้ว

คงเหมือนกับ เสื่อบนลานหญ้า ที่เราเลือกจับจอง ก่อนที่พลุไฟฮานาบิจะเริ่มต้นขึ้น

ฉันเลือกปูเสื่อตรงนี้ จุดที่สบายใจที่จะอยู่ และสบายใจที่จะนั่ง

ปี 2018 หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า ปีเฮย์เซย์ 30 กำลังจะผ่านไป

พลุไฟส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่จะถูกจุดขึ้น

จุดที่เราแต่ละคนเลือกให้ชีวิต อาจไม่เหมือนกัน (และไม่จำเป็นต้องเหมือน)

แต่หวังว่าเราจะพอใจกับมัน

และ Enjoy กับความงามของดอกไม้ไฟ

ไม่ว่าเราจะอยู่ในฐานะผู้เฝ้ามองหรือผู้จุดมันขึ้นก็ตาม

[blog]ทำไมคนอายุ 37 ปีอย่างเราต้องมาเรียนแต่งหน้า …​และนี่คือบทเรียนที่ได้เรียนรู้

 

12

 

1.แม้เราจะเป็นคนที่ดูคลิปแต่งหน้าใน YouTube มากว่า 10 ปี และเราเชื่อมั่นว่า เราแต่งหน้าพอเป็นบ้าง แต่เอาจริงๆ แล้ว เราไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการแต่งหน้าเลย

2.ปีหน้า เรากับเพื่อนจะเปิดแชนแนล YouTube และการจะโผล่หน้าสดเข้ากล้องบ่อยๆ มันก็คงไม่โอเค เราเลยคิดว่าเรียนแต่งหน้าไปเลยดีกว่า

3.เราลงเรียนคอร์ส อ.ปิงปอง ซึ่งเป็นน้องของเพื่อนเรา คอร์สราคา 1,500 บาท เป็นอะไรที่คนทั่วไปเอื้อมถึง อีกอย่าง เราชอบทัศนคติของ อ.ปิงปอง ที่ไปเปิดคอร์สยังตลาดต่างจังหวัดก่อน โดยปกติแล้ว อ.ปิงปอง ไม่ได้สอนที่ กรุงเทพฯ นะคะ แต่จะวนไปทั่วประเทศ ลูกศิษย์ของ อ.ปิงปอง คือผู้หญิงต่างจังหวัดทั่วไป

โฉมหน้าของลูกศิษย์ อ.ปิงปอง ทำให้เราคิดถึง แม่ๆ ยายๆ แถวบ้านเรา

เราชอบที่ อ.ปิงปอง ทำให้ความสวยเป็นเรื่องของการเข้าถึงง่าย และความสวยไม่มีชนชั้น (มันคงมีแหละ เพราะจะแต่งหน้าก็ต้องใช้เงิน แต่ อ.ปิงปอง ไม่เน้นของแพง)

4.เราลงเรียนคอร์สวันที่ 7 ธันวาคม เป็นคอร์สที่จัดขึ้นที่โรงแรมทาวน์ อิน ทาวน์ ลาดพร้าว เราลางานไป บอกเจ้านายเสร็จสรรพว่า ลาไปเรียนแต่งหน้า #ช่างกล้า

5.เขานัดกัน 11.30 น. เราไปถึงสัก 11 โมง พอเดินเข้าล็อบบี้โรงแรม …​เราชอบบรรยากาศมาก เพราะเราเจอ แม่ๆ น้าๆ ยายๆ เพียบเลย เราเจอคุณยายคนหนึ่งอายุ 83 ปี มาเรียนแต่งหน้า!

คุณยายเป็นแรงบันดาลใจที่ดีในการมีหัวใจที่ Fearless + Adventurous มาก

6.จริงๆ แล้ว สารภาพว่า เทคนิคหลายอย่างที่ อ.ปิงปอง สอนในคลาส เป็นเทคนิคที่มีสอนกันอยู่แล้วในโลกออนไลน์ เสิร์ช YouTube สิ คุณจะเจอเพียบเลย

แต่นั่นไม่ใช่หัวใจหลักของการเข้าคอร์สไง!

หลายคนที่เขาลงเรียนคอร์สแต่งหน้าเมื่อวาน เราเชื่อว่าเขาแต่งหน้ากันพอได้อยู่แล้ว เขาแยกแยะเบส ไพรมเมอร์ คอนซีลเลอร์ รองพื้น ชนิดแป้ง เป็น แต่เขามาเรียนเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น เข้าใจว่าจะอำพรางจุดด้อยบนใบหน้าตัวเองอย่างไร และจะเสริมจุดเด่นที่มีอยู่อย่างไร

ทุกคนมาเพื่อเปล่งประกายในแบบของตัวเอง

7.คุณพี่สองคนที่นั่งข้างๆ เรา เขาบอกว่า เขามาเรียนเพื่อเอาไปแต่งหน้าให้ลูกสาว!!! ลูกสาวเขาได้ขึ้นแสดงงานโรงเรียน และคุณแม่อยากแต่งหน้าให้ลูก!!!
เนี่ย! ทุกคนมีความฝัน และทุกคนมีเป้าหมายของตัวเอง รัก!

8.เราชอบขั้นตอนแรกสุดของคลาส ที่ อ.ปิงปอง จะเดินไปคุยกับลูกศิษย์แต่ละคน สำรวจจุดด้อย และจุดเด่นของใบหน้า อ.พูดตรง จริง แต่ใส่ใจ จุดไหนที่เป็นข้อด้อยของเรา อ.ก็จะบอก (อาทิ หน้าเรามีกระเยอะมาก ผิวแห้ง เป็นสิว ทำให้หน้าดูโทรมกว่าคนวัยเดียวกัน) แต่จุดไหนเด่น อ.ก็จะบอกเช่นกัน (อาทิ เราเป็นคนหน้าเรียวอยู่แล้ว เราไม่ต้อง shading/contour เพื่อลบกรามออกเลย) เป็นต้น

เราชอบทัศนคติที่บอกว่า ใบหน้าของแต่ละคนแบกประสบการณ์และเรื่องราวในชีวิตมาไม่เหมือนกัน เวลาที่แต่งหน้าออกมา มันก็จะแตกต่างกัน

9.สำหรับเรา คอร์สเรียนแต่งหน้า คือคอร์สที่เรามาสำรวจตัวเอง สำรวจอดีตที่ก่อให้เราเป็นเรา และสำรวจทัศนคติที่เรามีต่อตัวเอง ต่อความงาม และเป้าหมายในอนาคต

10.
สืบเนื่องจากข้อ 9 สิ่งที่เราได้ค้นพบในคลาสคือ
10.1/ ถ้าไม่จำเป็น เราจะไม่ติดขนตาปลอม!!! การติดขนตาปลอมเป็นเรื่องยากมาก ยากยิ่งกว่าให้ลงเรียนภาษาเกาหลีอีก

10.2/ที่เราไม่เคยมีปัญหากับหน้าสด ที่เต็มไปด้วยกระของเราเลย ก็เพราะ ตอนเราอายุ 23 ปี เราเคยไปสัมภาษณ์ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีกระบนใบหน้า แต่เธอสวยมาก! และสำหรับเธอแล้ว กระคือส่วนหนึ่งที่เป็นตัวตนของเธอ เป็นสิ่งที่ทำให้เธอมีเอกลักษณ์ หลังจากนั้น เราก็เหมือนฝังความคิดนี้ลงหัวเราหน่อยๆ (ประกอบกับความขี้เกียจส่วนตัวด้วย)

10.3/ข้อ 10.2 สะท้อนออกมาชัดเจนมาก ตอนลงรองพื้น เพราะเราลงบางๆ รอบเดียวก็พอแล้ว ซึ่งกระและรอยสิวก็ยังอยู่นั่นแหละ แต่เราโอเคแล้ว จนกระทั่ง อ.ผู้ช่วย เดินมาถามว่า ทำไมเราไม่ลงรองพื้นล่ะ เราบอกว่า เราลงแล้วนะ แล้วเขาทำหน้าประหลาดใจ เขาขอให้ลงเพิ่ม จะได้ปิดหน้าให้เนียน เรารู้ว่าเขาหวังดี เราเลยถามว่า ถ้าอยากหน้าเนียน เราต้องลงอย่างน้อย 2 รอบแบบ full coverage ใช่ไหม เขาบอกว่า ใช่ เราบอกว่า ในคลาสนี้เราจะลงแบบ full แล้วกัน แต่ปกติแล้ว เราโอเคจริงๆ นะ ที่ถึงลงรองพื้นแล้วยังเห็นรอยกระอยู่ เรารู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา

ที่พูดไม่ได้หมายถึง อยากมีกระ แต่สำหรับเรา เราไม่ได้มีปัญหากับการมีกระ (ปริมาณเท่านี้) ในระดับที่จะยอมไม่ให้ใครเห็นหน้าชั้นที่มีกระไม่ได้เลย

เราเพิ่งค้นพบตอนเข้าเรียนคอร์สนี้แหละว่า เออ…เรามีทัศนคติแบบนี้เนอะ และไอ้ที่ผ่านมาทั้งชีวิต เราปฏิบัติกับใบหน้าเราแบบนั้น เพราะเรามีทัศนคติประมาณนี้อยู่เบื้องหลังนั่นเอง

ไม่ได้หมายความว่า ทัศนคติไหนดีหรือไม่ดี แต่เราแค่เป็นอย่างนี้ และมันมีเหตุให้เป็น แต่คอร์สนี้ ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น (ต้องรอตั้งอายุ 37 แน่ะ กว่าจะเข้าใจ)

11.สรุป

เราประทับใจคอร์สของ อ.ปิงปอง มาก
แต่เราต้องบอกก่อนว่า คนที่ชอบบิวตี้บล็อกเกอร์สายฮิป สาย IG สีฟุ้งๆ หน่อย คุณจะไม่เหมาะกับคอร์ส อ.ปิงปอง นะ (ไม่ได้หมายถึงไปด้วยกันไม่ได้ แต่หมายถึง มันจับคนละกลุ่มตลาด และคนที่ชอบการนำเสนอแบบนั้น น่าจะไม่ชอบการนำเสนอแบบ อ.ปิงปอง)

เราว่า เด็กวัยรุ่น มาเรียนคอร์ส อ.ปิงปอง อาจจะไม่สนุกหรอก (แล้วจริงๆ เด็กวัยรุ่นก็ยังไม่ค่อยมีปัญหาผิวด้วย)

ใครอยากลงเรียน ลองตาม hastag #pinkymakeup ใน Facebook ดูได้เลยค่ะ

 

ปล.ลงภาพที่ถ่ายคู่กับคุณยายวัย 83 ปี ที่เป็นเพื่อนร่วมคลาสกัน

11

 

[blog] ฟิก DoTen และการเทรนนิ่งที่ facebook – เกี่ยวอะไรกัน แต่ก็เกี่ยวนะ

วันนี้มีโอกาสไปเทรนที่ออฟฟิศ facebook มา เลยทดไว้นิดหน่อย เผื่อเป็นประโยชน์กับใคร (ซึ่งคิดว่าคงไม่มี XD)

1/ไปกับแบรนด์ ซึ่งแบรนด์ก็อยากอัพเดทวิธีการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด รวมถึงขยายกลุ่มที่น่าจะหันมาเป็นลูกค้าแบรนด์ในอนาคตได้ด้วย เออ ประเด็นวันนี้ มันจะเน้นทำความเข้าใจกับฝ่าย creative หน่อยๆ เหมือนให้ฝั่ง creative เข้าใจว่าควรจะเล่นสนุกกับ fb page ได้อย่างไรบ้าง

2/เมื่อเป้าหมายเป็นแบบนี้ ส่วนใหญ่ประเด็นที่เทรนนิ่งกันก็ประมาณนี้แหละ

3/เหมาะกับเอเจนซี่ที่ดูแลลูกค้าใหญ่ พวกแบรนด์นั่นนู่นนี่

4/คนใน fb ที่ดูแลลูกค้าที่เป็นกลุ่มแบรนด์ หลักๆ จะมาอัพเดท tools หรือ features ใหม่ๆ ของ fb ให้ฟัง

5/เขามีการวิเคราะห์อะไรให้ฟังเยอะอยู่นะ แต่เราว่าหลายอันก็ไม่ว้าวแล้วอ่ะ แนวประมาณว่า
-mobile first (เวลาทำคอนเทนต์ต้องคิดถึงการทำเพื่อตอบสนอง mobile เป็นหลัก)
-ตอนนี้ fb users ของไทย 51 ล้าน accounts และแอ็คทีฟราวๆ 31 ล้านแอคเคาน์
– คนส่วนใหญ่กว่า 70% ของไทยเข้าถึง mobile และมี fb account แล้ว (ประมาณว่า ไปถึงทุกชนชั้นแล้วจ้า)
-ดังนั้นกลุ่มใน fb จึงมีหลากหลายมาก ถ้าสินค้าแบรนด์หรู อยากทำแคมเปญเพื่อสื่อสาร ถ้าเลือก target ไม่แม่น อาจจะส่งสารไปผิดกลุ่มก็ได้

6/และตอนนี้เขาเชียร์ IG, IG Story มาก (เชียร์ให้แบรนด์ทำสื่อสาร)
ซึ่งจริงๆ เราใช้ IG บ่อยนะ แต่เราแอบคิดว่า ทีม fb พยายามขาย IG อ่ะ หมายถึง กำลังดัน กำลังปั้นให้คนหันมาใช้อันนี้เยอะๆ

แต่ IG เป็นช่องทางการสื่อสารของแบรนด์ที่เน้น visual ได้จริงๆ (และสถิติบอกว่า คนใช้ IG ส่วนใหญ่มีการศึกษา — แก๊ แต่รู้ไหมว่าแก๊งเพลงลูกทุ่งอ่ะ เขาสื่อสารผ่าน IG กับ IG Live ตลอดเวลานะจ๊ะ อาทิ พี่ต่าย อรทัย ของชั้น)

7)เทรนด์วิดีโอสั้นๆ มากๆ เพื่อโปรโมทแบรนด์กำลังมา ประมาณแบบ ไฟล์ .gif อ่ะ แต่ก็ไม่ .gif ทีเดียว อาจจะยาวกว่าหน่อย

8)แต่ที่ประทับใจ คือออฟิศ fb ในห้องน้ำหญิงอ่ะ มีกล่องใสอันหนึ่ง มีผ้าอนามัยจัดวางไว้อย่างสวยงาม
อื้อหือ ไม่แน่ใจว่าผู้ชายเข้าใจไหม แต่มันสื่อสารว่า เขาให้ความสำคัญอ่ะ คือปกติบางทีผู้หญิงจะเจอสถานการณ์แบบนี้ แล้วต้องไปร้านสะดวกซื้อ หรือบลาๆๆ … แต่นี่ไม่ต้องตามหา คือมีไว้ให้เหมือนมีทิชชู่ในห้องน้ำอ่ะ แต่จัดวางไว้น่าประทับใจ เห็นถึงความใส่ใจ

คือประทับใจกว่าที่เขาว่ามีอาหารบริการดีบลาๆ อีก

9.)ทีม fb บอกว่า เดี๋ยวนี้เด็กใช้ IG กับ IG Story แอ๊วกัน … คนอื่นไม่เข้าใจ แต่ชั้นบอกชั้นเข้าใจ
ทำไมเข้าใจน่ะเหรอ… อ๋อ เห็นในฟิกจอยลดาอ่ะ ตัวละครในฟิกชอบแอ๊วกันใน IG/ IG Story โดยเฉพาะฟิก DoTen

จบ

ขึ้นต้นอะไรก็ได้ แต่ต้องลงท้ายด้วยการชิป #DoTen
#พลังของติ่ง #เรื่องติ่งเราจริงจัง #อย่าลืมวนดูเอ็มวีSimonSays #เพราะยูตะหล่อมาก

—-


ไม่ได้อัพเดท blog บ่อยนะคะ
แต่ถ้าอยากติดตาม สามารถติดตามได้ที่

Like: fb.me/deartiktok
Follow: twitter.com/tiktokthailand
Blog: deartiktok.wordpress.com

ปล.ถ้าชอบอ่านเรื่องคน เรื่องอปป้า ฝากติดตามคอลัมน์ #OhOppa ที่ way magazine ด้วยนะคะ