เหนือกว่าที่คาดไว้

[series ว่าด้วยการงาน และสิ่งที่ได้เรียนรู้ #1]

“เหนือกว่าที่คาดไว้”

ขออนุญาตเล่าเรื่องส่วนตัวหน่อยนะคะ

เราเพิ่งสั่งพิมพ์โปรเจ็กต์อะไรบางอย่างกับทางโรงพิมพ์ชื่อ “ภาพพิมพ์” ไปค่ะ
จริงๆ แล้ว นับจากเริ่มทำโปรเจ็กต์กับภาพพิมพ์ ตั้งแต่หนังสือ on demand พิมพ์ครั้งที่ 1 ไปจนหนังสือพิมพ์ครั้งที่ 2 และมาถึงโปรเจ็กต์พิเศษนี้

โรงพิมพ์ภาพพิมพ์ได้ให้บทเรียนที่สำคัญหนึ่งของการทำงานแก่เราอย่างมาก
ทุกครั้งของการส่งงาน ถ้าเราสั่งผลิตสินค้าจำนวนเท่านี้ไป ภาพพิมพ์จะมีสินค้ามาแถมให้มากกว่าที่สั่งผลิตไปเสมอ

ครั้งแรกตอน on demand เราก็คิดว่า “โอ้ว ดีจัง”
ครั้งที่สอง ตอนพิมพ์ครั้งที่ 2 เราก็คิดว่า “อ๋อ พิมพ์เยอะขึ้น คงแถมเพราะพิมพ์เยอะขึ้นแหละ”
ครั้งที่สาม โปรเจ็กต์พิเศษ สั่งผลิตน้อยมาก โดยไม่ได้คาดหวังอะไร แต่เมื่อเจอซองที่ภาพพิมพ์ผลิตแถมมาให้ ก็แอบรู้สึกถึงคำว่า “เหนือกว่าที่คาดไว้” ขึ้นมาทันที

คำแนะนำจากกูรูฝั่งตะวันตกสักคน เคยพูดไว้ “deliver beyond expectation” ตอนอ่านเจอ เราไม่ได้คิดอะไรกับประโยคนี้ต่อ

จนมาเจอกับการทำงานของภาพพิมพ์ ที่ “เหนือกว่าที่คาดไว้” ก็เลยรู้สึกว่า มันคือสิ่งนี้สินะ ที่กูรูคนนั้นพูดไว้

ความรู้สึกที่ได้รับ ความเหนือคาด มันจะเป็นอะไรที่จะฝังแน่นในใจคนรับอย่างยาวนาน

ในประเด็นเรื่องความสัมพันธ์, เราไม่แน่ใจนักว่า แท้จริงแล้ว คนเราควรให้อะไรที่ “เหนือกว่าที่คาดไว้” ดีไหม

ในแต่การทำงาน,​ เราค่อนข้างมั่นใจ

คนที่ “deliver beyond expectation” มักเป็นคนที่พวกเราจะจดจำเขาในแง่ดีเสมอ

และเราย่อมอยากทำงานกับเขาอีก
ซ้ำๆ เรื่อยไป อย่างแน่นอน

#Work#Life#Lesson

sakura-cover-1-draft cv

Advertisements

[daily discover] ดุ่ย และเรื่องอินทรีย์ของเขา

human of หนองบัว

เมื่อวานไปเจอกับดุ่ย ที่งานรวมพลคนเกษตรอินทรีย์ของหนองบัวลำภู ดุ่ย เป็นคนรุ่นใหม่ที่กลับมาอยู่บ้าน ฟังอย่างนี้เราอาจเริ่มคิดภาพดุ่ยเป็น young smart farmer ที่ต้องการกลับมาพลิกฟื้นถิ่นบ้านเกิดของตัวเองแล้วใช่ไหม

แต่ไม่ใช่หรอก…

ดุ่ยไม่ได้เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงอยากพลิกฟื้นอะไรขนาดนั้น ดุ่ยแค่เบื่อกรุงเทพฯ แล้วกลับมาอยู่บ้านที่ อ.นาวัง (ใกล้กับเลย) แล้ววันหนึ่ง ดุ่ยเห็นแม่เอาเงินสิบห้าบาทไปซื้อหอมกับผักชี ดุ่ยเลยสงสัยว่าทำไมแม่ไม่ปลูกเอง ดุ่ยเสียดายเงินสิบห้าบาท ดุ่ยเลยลงทุนปลูกหอมและผักสวนครัวในรั้วบ้าน และดุ่ยก็พบว่า

แมลงมาเต็มครับ…

แถมผักดุ่ยก็ไม่ได้งามขนาดนั้น

เอาเป็นว่าผักดุ่ยนั้นขายใครก็ไม่ได้ ขนาดแม่ดุ่ยมองแล้วยังไม่อยากกินเลยเอ๊า

แต่ดุ่ยก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับคำว่า “อินทรีย์” … ใช่แล้ว คำว่า “อินทรีย์” มันเป็นเทรนด์นะ ดุ่ยเคยได้ยินมา แล้วดุ่ยก็รู้สึกสนใจ ดุ่ยได้ทดลองแล้วพบว่ามันไม่ค่อยเวิร์กเลย แต่ดุ่ยก็ได้ยินมาว่า คนอื่นทำสำเร็จมากมาย ดุ่ยเลยคิดว่า เขาอาจมีเคล็ดลับที่เราไม่มี

ดุ่ยคิดว่า ถ้าดุ่ยรวมกลุ่มกับคนที่ทำเกษตรอินทรีย์ด้วยกัน ดุ่ยคงได้เรียนรู้เคล็ดลับการเอาตัวรอดใหม่ๆ … ในสายอินทรีย์

ดุ่ยเลยมางานนี้
และเราเลยได้เจอกัน

ฉันชอบเรื่องดุ่ยมาก มันดูไม่ชวนฝันดี ไม่มีการพูดถึงอินทรีย์ควบกับการพูดถึงจิตวิญญาณ ไม่มีการบอกว่า การทำอินทรีย์คือการมีจิตใจดี แต่ดุ่ยพูดถูก อินทรีย์คือความปลอดภัย ผักปลอดภัยที่ดุ่ยกล้าชวนคนอื่นมากิน ดุ่ยเห็นว่าอำเภอบ้านเกิดที่ดุ่ยอยู่ ดินดีและน้ำดี ปลูกพืชและทำนาได้ตลอดทั้งปี แต่เกษตรกรแถวนั้นยังนิยมฉีดสารเคมีให้ผักสวยงามอยู่ … จริงๆ มันก็เริ่มจากการที่ผู้บริโภคอย่างเราก็อยากได้ผักใบสวยกันนั่นแหละ

ดุ่ยบอกว่า แถวบ้านดุ่ยมีคนรุ่นๆ เดียวกันที่ทำเกษตร ดุ่ยก็ชวนเขามาทำแบบอินทรีย์ หรือเกษตรปลอดภัย แต่เอาจริงๆ ไม่มีใครสนใจกันเลย แล้วดุ่ยก็พบว่า สิ่งที่ยากที่สุด คือการหว่านล้อมให้ “ผู้ผลิต” เข้าใจนี่แหละ

ในกลุ่มพูดคุยสามคนของเรา มีอาจารย์นักวิจัยท่านหนึ่ง อาจารย์ท่านนี้กำลังทำแอพและเว็บที่เป็นช่องทางการขายผลผลิตอินทรีย์ของหนองบัวลำภู โดยจะเชื่อมโยงออนไลน์เข้ากับตลาดออฟไลน์ด้วย ดุ่ยฟังแล้วก็รู้สึกมีความหวัง แต่ดุ่ยบอกว่า การจะไปทำความเข้าใจกับชุมชนให้เขาเห็นความหวังเดียวกันกับดุ่ยนั้น ยากที่สุด

ฉันชอบที่กลุ่มเราคุยกันมาก เราคุยกันเรื่องการตลาดของผักอินทรีย์ เราคุยกันเรื่องปัญหาและอุปสรรคของเกษตรอินทรีย์หนองบัวลำภู มันเป็นงานที่ไม่ได้ง่าย แต่มันก็เป็นงานที่เป็นไปได้ เราคุยกันเรื่องการขาย ขณะที่ฉันเห็นคนอื่นเขาพูดเรื่องจิตวิญญาณกัน

คนปลูกอินทรีย์ไม่ใช่นางฟ้า แต่คนปลูกอินทรีย์คือคนธรรมดาที่แค่เลือกเส้นทางที่ปลอดภัย
ปลอดภัยต่อสุขภาพตัวเอง และปลอดภัยต่อสุขภาพผู้อื่น
เท่านั้นเอง