[read] รีวิว “ผู้ได้รับบาดเจ็บ” ฟิกแชทจอยลดา ที่พูดถึงเรื่องการเมืองไทย

 

62228441_1625909740887181_1287339511226826752_n

 

#ปรัชญาชีวิตในฟิกจอย

“ผู้ได้รับบาดเจ็บ” โดย Seeme

ในช่วงสัปดาห์ที่ผานมา ได้อ่านนิยายวายจบ 2 เรื่อง (จริงๆ คือ นิยาย 1 เรื่อง และฟิกจอยอีก 1 เรื่อง) ซึ่งเรื่องแรกนั้นแม้จะมีฉากหน้าเป็นเรื่องปาฏิหาริย์กุ๊กกิ๊กชวนจิ้นชวนฟิน แต่ทางเดินที่นิยายพาไป ก็คือทิศทางที่พยายามจะขุดคุ้ยถึงผลกระทบของคำว่า “อำนาจนิยม” ในสังคมไทย พร้อมกับพยายามตั้งคำถามถึงบาดแผลที่กระทบต่อตัวละครซึ่งเป็นตัวเล็กๆ ในเรื่อง …​ในระดับครอบครัว

แต่จริงๆ แล้ว ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้ถึงเราจะเอ็นจอยกับนิยายเล่มนั้น แต่คิดว่าการวิพากษ์ที่นิยายพยายามก้าวไป มันดู “ตรง​” ไปหน่อย (ซึ่งเข้าใจได้ว่าผู้เขียนตั้งใจเช่นนั้น) พออ่านเล่มนั้นจบลง เราเลยคิดถึงฟิกจอยลดาอีกเรื่อง ที่จะถือว่าเป็น “วาย” ก็ได้ หรือจะ “ไม่วาย” ก็ยังได้ (เพราะจริงๆ ตัวละครหลักในเรื่อง เป็น ชาย/หญิง/ชาย ) ซึ่งเรื่องนี้ตั้งแต่บทแรกก็ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ว่าผู้เขียน (หรือไรท์เตอร์) ตั้งใจเล่าถึงการเมืองไทย

เพราะกรุ๊ปแชทในบทแรกที่ปรากฏในฟิกจอยลดาเรื่องนี้ (ซึ่งดำเนินไปในลักษณะฟิกแชท (ไลน์)) คือ กรุ๊ปที่ตั้งชื่อว่า “ไม่คุยเรื่องการเมือง”

>น็อต คือตัวละครหลักในเรื่อง เธอเป็นสาวออฟฟิศที่มีแววจะได้รับโปรโมทให้ขึ้นเป็นผู้จัดการฝ่ายในเร็ววัน ด้วยภูมิหลังครอบครัวที่มีพ่อไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองช่วง 6 ตุลา 19 ทำให้ครอบครัวน็อตเหลือแค่ตัวเธอกับแม่ และในมุมมองของน็อตก็คือ การยุ่งกับการบ้านการเมืองทำให้ครอบครัวเธอลำบาก เธอไม่มีปัญญาผ่อนรถเหมือนคนอื่น ก็เพราะเธอต้องหาเงินมาจ่ายหนี้บ้าน (ที่น่าจะเป็นผลพวงมาจากเหตุการณ์ที่เกิดกับพ่อเธอ) ในความทรงจำวัยเด็กของน็อตส่งผลมาถึงมุมมองในการเลือกใช้ชีวิตของเธอในปัจจุบัน

และปัจจุบันในบทแรกสุดของฟิกเรื่องนี้…ก็เริ่มต้นในช่วงสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง ใน พ.ศ. 2562

ใช่แล้ว เส้นเรื่องของเรื่องนี้เริ่มต้นในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังดุเดือด และกรุ๊ปแชทที่มีชื่อว่า “ไม่คุยเรื่องการเมือง” ก็เต็มไปด้วยการแซะกันถึง “ควายแดง” “ติ่งส้ม” “สลิ่ม” “ลิเบอร่าน” “พันธมิตร” เต็มไปหมด

โดยมีน็อตคอยเบรก (และกรี๊ดร้องหาความสงบเป็นครั้งคราว)

>นัท
นัทเป็นตัวละครที่ไม่ได้โผล่มาในปี 2562 แต่นัทโผล่มาให้เราเห็นในช่วงปี 2557 (จริงๆ ก็มาก่อนหน้านั้น) สิ่งที่เรารู้คร่าวๆ เกี่ยวกับตัวนัท คือเขาเป็นชายหนุ่มที่หน้าเหมือนน็อต มีแม่ชื่อ “ดวงใจ” อันเป็นชื่อเดียวกับแม่น็อต แต่เหมือนสองคนนี้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย

แถมนัทยังเป็นคนที่น่าจะอยู่ด้านตรงข้ามกับน็อต

เพราะนัทเป็นคนที่รณรงค์กิจกรรมการเมืองจนเกือบถูกจับติดคุก

ในปี 2557 ละครเวทีที่นัทเคยมีส่วนร่วมเขียนบท ถูกหมายหัวจากภาครัฐว่าเป็นละครเวทีที่มีเนื้อหาหมิ่นเหม่ต่อความมั่นคง ภายใต้รัฐบาลทหารในขณะนั้น นัทในฐานะนักศึกษาธรรมศาสตร์ มีสิทธิ์สูงมากที่จะถูกจับ คุมขัง และอาจจะต้องโดนอะไรก็ไม่รู้อีกมากมายตามมา…เป็นเวลาหลายปี … นัทยอมเลือกจะหนีออกจากประเทศไทย ไปสมทบกับพรรคพวกที่หนีออกนอกประเทศไปก่อน เส้นทางที่นัทหลบหนีคือเส้นทางที่ต้องผ่านป่าในประเทศกัมพูชา อันมีตำนานเล่าว่ามีผู้คนพลัดหลงและสูญหายไปอย่างไม่รู้สาเหตุ

นัทพลัดหลงและสูญหายไปในตอนนี้

ก่อนนัทจะหายไป นัทได้แชทคุยกับแต๊ง…ชายคนรักของนัท
ผู้ซึ่งเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ในเมืองไทย

-แต๊ง
ในปี 2562 แต๊งในฐานะบัณฑิตปริญญาโทจากเมืองนอก กลับมาทำงานที่เมืองไทย พร้อมกับกลายเป็นคู่แข่งในการชิงตำแหน่ง “ผู้จัดการ” กับน็อต – สาวรุ่นพี่ที่ทำงานมาก่อนหลายปี

แต๊งถูกจับตาจากคนในออฟฟิศในฐานะ “ลูกเจ้าของ” “เส้นใหญ่” และอื่นๆ อีกมากมาย แต่สิ่งที่แต๊งทำเมื่อเข้ามาบริษัทวันแรก คือขอให้เกิดการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมในการชิงตำแหน่ง “ผู้จัดการ” โดยแต๊งจะขอเป็นผู้ช่วยน็อตในระหว่างนี้ และหากเวลาผ่านไปในตามเงื่อนไข ให้มาพิจารณาผลงานกันอีกที ว่าใครจะเหมาะสมกว่าใคร

ก่อนที่แต๊ง-ซึ่งเพิ่งได้คุยแชทกับน็อตครั้งแรก-จะทิ้งท้ายบทสนทนาว่า “พี่น็อตเคยแปลงเพศมาก่อนหรือเปล่าครับ”

เพราะน็อตกับนัทหน้าตาเหมือนกันมาก

สิ่งเดียวที่ต่างออกไป คือน็อตไม่ยุ่งกับการเมือง
ขณะที่นัทยุ่งกับการเมืองจนต้องสาบสูญไปในป่าเมื่อปี 2557

– “ผู้ได้รับบาดเจ็บ” เป็นฟิกที่พาคนอ่านย้อนอดีตโยนเราเข้าสู่สถานการณ์ปัจจุบัน (อย่างการเลือกตั้ง 62) และพาเราเข้าสู่อนาคตในอีกหลายสิบปีข้างหน้า เมื่อแต๊งเติบโตขึ้นกว่าเดิม …​และเลือกเดินตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ปี 2557 นั่นคือ การตั้งพรรคการเมืิองที่แต๊งกลายเป็นหัวหน้าพรรค

ในอนาคตที่จะเกิดขึ้น น็อตก็ยังเป็นน็อต ที่ยังไม่ยุ่งกับการเมือง น็อตเป็นน็อตที่เก็บเงินและพาตัวเองไปตั้งบ้านอยู่ที่ภาคเหนือของประเทศไทย แต่ขณะเดียวกันน็อตก็ยังเป็นน็อตที่คอยตามข่าวของแต๊ง และให้กำลังใจแต๊งอยู่เงียบๆ เสมอ

“ผู้ได้รับบาดเจ็บ”​ ไม่ได้จบลงตรงนี้ และไม่ได้มีแค่ตัวละคร 3 ตัวนี้เท่านั้น แต่ยังมีตัวละครที่รายล้อมอีกมาก

ในแชทแรกๆ ที่เราเห็นน็อตคุย มีแชทหนึ่งที่น็อตคุยกับรุ่นน้องในบริษัท โดยน็อตไปเตือนรุ่นน้องว่า เธอรู้ว่ารุ่นน้องมีแอคเคาน์ทวิตเตอร์ และโพสอะไรหัวรุนแรงเกี่ยวกับการเมืองเยอะ เธอเป็นห่วง และอยากให้เขาเลิกเสีย แต่รุ่นน้องบอกว่า นั่นคือสิทธิในการแสดงออกของเขา และอีกอย่าง แอคเคาน์นั้นก็เป็นแอคหลุม…ที่คนโยงมาหาเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่น็อตรู้เพราะเธอดันขอยืมคอมเขาใช้

น็อตบอกรุ่นน้องไปในวันนั้นว่า ในอนาคต อาจมีคนขุุดคุ้ยเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา และเขาไม่รู้หรอกว่ามันจะส่งผลกับเขาอย่างไร

ในอนาคต รุ่นน้องของน็อตในวันนั้น ร่วมอุดมการณ์เดียวกับแต๊งในการก่อตั้งพรรคการเมือง

และในอนาคตอีกเช่นกัน ที่มีคนไปขุดแอคเคาน์นั้นในทวิตเตอร์ขึ้นมา และทำให้รุ่นน้องคนนั้น ไม่สามารถอยู่หน้าฉากในพรรคการเมืองกับแต๊งได้อีกต่อไป และเขาทำได้แค่เพียงให้ความช่วยเหลือหลังฉากเท่านั้น

ในตอนท้ายๆ ของเรื่อง…ในฉากอนาคต…รุ่นน้องคนนั้นบอกว่า สิ่งที่น็อตเคยพูดกับเขาในวันนั้น มันเกิดขึ้นจริงทุกอย่าง

-“ผู้ได้รับบาดเจ็บ” เป็นเรื่องราวที่หน้าฉากเหมือนจะเล่าเรื่องของน็อต ความรัก และการผิดหวังในความรักของเธอ … เธอคือคนที่ได้รับบาดเจ็บจากความรักที่ผิดหวัง

แต่จริงๆ แล้ว “ผู้ได้รับบาดเจ็บ” อาจไม่ได้หมายถึงแค่น็อต แต่หมายถึงทุกคนที่อยู่ตรงนี้…ในวังวนที่วนลูปและไม่มีทางออก…

-และแม้ Seeme จะบอกว่ามันคือเรื่องแต่ง
และแม้มันจะเป็นฟิกแชทในจอยลดา

แต่ถ้าในปีนี้ จะมีเรื่องเล่าที่วิพากษ์สังคมการเมืองได้ดีเรื่องหนึ่ง

มันอาจเป็นฟิกวายจากจอยลดาเรื่องนี้แหละ

“ผู้ได้รับบาดเจ็บ”

Link: https://www.joylada.com/story/5caf5b7d7cda0b000172b7e8

 

[book] ทรงจำของทรงจำ เรื่องราวของตระกูลที่ไม่เคยถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ไทย

img_20190407_080940.jpg

 

 

แล้วถึงสำเหนียกเป็นครั้งแรกในนาทีนั้นเอง ว่าเป็นนักพนันมาตั้งแต่ยังไม่รู้จักเล่นเสียด้วยซ้ำ ชีวิตทั้งชีวิตของเขาคือการพนัน คือการเลือก ครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่าซ้ำซาก เลือกข้าง เลือกชาติ เชื้อชาติ กองทัพที่จะรบ เลือกเพื่อนฝูงที่จะคบหา ผืนแผ่นดินที่จะอยู่ ผู้หญิงที่จะรัก ไพ่ ม้า เขาเลือกมาตลอด ก็แล้วอะไรบ้างเล่าที่ไม่ใช่การพนัน เงินตรา สงคราม อำนาจ ความรัก อุดมการณ์ ใช่แม้กระทั่งอุดมการณ์ โลกทั้งโลกต่างอย่างไรหรือกับบ่อนเบี้ย หอบหวังฝันบรรเจิด เกิดมามีชีวิตอยู่ แต่ไม่ว่าจะเดิมพันได้เสียเอาไว้สูงต่ำเพียงไหน ทุ่มเทลงไปเท่าไหร่ ท้ายที่สุดก็ล้วนแต่ตายจากไปในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัวด้วยกันทั้งนั้น

หน้า 343, พุทธศักราชอัสดง กับทรงจำของทรงจำ ของแมวกุหลาบดำ

เขียนโดย วีรพร นิติประภา

ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้จบลงใน 7 โมงเช้าวันนี้เอง ฉันเพิ่งขับรถกลับถึงบ้านที่เขาวงเมื่อเย็นวาน การได้กลับมานอนกลิ้งอ่านหนังสือในห้องนอนของตัวเอง เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ฉันโปรดปรานที่สุด ห้องนอนของฉันของทางทิศตะวันออก มันเปิดรับแสงแดดของฤดูร้อนเต็มที่ตั้งแต่ก่อน 6 โมงเช้าด้วยซ้ำ ทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้น ฉันก็หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน จริงๆ ฉันอ่านมันค้างไว้นานแล้ว และก่อนหน้านี้ก็ไม่ยอมอ่านให้จบเสียที เหตุเพราะตอนที่อ่านค้างไว้ดันเป็นตอนเศร้าสร้อย ฉันไม่อยากรู้สึกเศร้าสร้อยมากไปกว่านี้ แค่เรื่องเลือกตั้ง เรื่องเล่ห์กล กกต. เรื่องฝุ่น PM2.5 เรื่องการจับประชาชนธรรมดาขึ้นศาลทหาร เรื่องพวกนี้ก็ชวนเศร้ามากพออยู่แล้ว ฉันไม่อยากพาตัวเองเข้าไปสู่วังวนความเศร้ามากกว่านี้

แต่หนังสือเล่มนี้มีกำหนดส่งคืนฉันยืมมันมาจากห้องสมุด TK Park … ฉันควรต้องอ่านให้จบก่อนกำหนดส่งจะมาถึง

ช่วงท้ายๆ ของหนังสือ เป็นช่วงที่ทำให้ฉันหวนคิดถึงครอบครัวของตัวเอง

ตระกูลเราคำที่แม่เคยพูดอยู่บ่อยๆ อยู่ช่วงหนึ่ง

แม่ต้องรักษาบ้านของตระกูลเอาไว้

ฉันคิดว่าหนังสือพุทธศักราชอัสดง กับทรงจำของทรงจำ ของแมวกุหลาบดำไม่ใช่แค่เรื่องเล่าของครอบครัวตาทวดตงตระกูลคนจีนที่ก่อร่างสร้างตัวในช่วงรอยต่อของประวัติศาสตร์ความเปลี่ยนแปลงของรัฐไทย

ไม่, ไม่ใช่แค่เรื่องครอบครัวของตาทวดตง

แต่มันคือเรื่องของคนตัวเล็กตัวน้อยในเมืองไทย

คือเรื่องของครอบครัวพวกเราด้วย

คือเรื่องของตระกูลเราด้วย

คือเรื่องของครอบครัว ที่ก่อร่างสร้างตัว เปลี่ยนแปลง ปวดร้าว และมีบ่ายวันอาทิตย์ที่แสนสุขในบางที ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์ไทย

:::

บ้านหลังที่ฉันอยู่ไม่ใช่บ้านหลังที่ฉันเกิด แต่เป็นบ้านที่ฉันย้ายเข้ามาอยู่ตอนที่พ่อกับแม่เลิกกันแล้ว ช่วงเวลา 8 ขวบที่ชีวิตพลิกผัน บ้านที่เราย้ายมาอยู่เป็นบ้านของตาและยาย ฉันจำได้ว่าแม่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้านขนานใหญ่ครั้งแรกตอนฉันอยู่ .ต้น แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ อีกเลย เป็นแค่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ

วันนี้ที่ฉันกลับมาบ้าน, มีหลายจุดของบ้านที่ทรุดโทรมผ่านกาลเวลา

ฉันคิดถึงเรื่องเล่าของครอบครัวตาทวดตง …​ในบทท้ายๆ ที่ทุกอย่างมีความเปลี่ยนแปลง

โจทย์ใหญ่ที่สุดเวลากลับบ้านคือ ฉันจะนั่งทำงานตรงไหนดี

ฉันชอบห้องนอนของตัวเอง แต่เพราะมันอยู่ชั้นสองของบ้าน อยู่ในทิศรับแดดตอนเช้า ในฤดูหนาว ห้องอาจอยู่ได้ตลอดทั้งวัน แต่ในฤดูร้อนเป็นเรื่องที่ต่างออกไป

ฉันเพิ่งสังเกตว่าแม่เพิ่งซื้อแคร่ไม้ไผ่มาใหม่ มันวางอยู่หน้าบ้านตรงมุมใกล้ต้นไม้เล็กๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่จากการเวนคืนที่ดินขนานใหญ่เพื่อสร้างถนน 4 เลนหน้าบ้าน ความเจริญเข้ามาในอิสานนานแล้วและฉันไม่เคยรังเกียจความเจริญ แต่ถนนใหญ่ก็พรากต้นไม้สองข้างทางในหมู่บ้านเราไป มันจึงเป็นเรื่องท้าทายเสมอในฤดูร้อนที่ต้องกลับบ้าน ว่าฉันจะนั่งทำงานตรงไหนดี

ตรงแคร่หน้าบ้านที่หลบซ่อนตัวอยู่ใกล้ต้นไม้ล็กๆ นี่แหละฉันคิดในใจ

ฉันคิดถึงงานในมือที่ต้องสะสาง ก่อนจะไพล่ไปคิดถึงกาแฟรสขมหวานจากร้านกาแฟของน้องญาติ แล้วฉันก็คิดถึงคลิป YouTube ที่อยากจะทำ เมื่อวานฉันเพิ่งเล่าให้เพื่อนฟังว่า mission ของแชนแนล Isan Saranghey ที่ฉันเพิ่งคิดออกคือ การ connect อิสานและประเทศไทยเข้ากับโลกใบนี้ ฉันคิดถึงการปลูกผักทำไร่ของพ่อ ฉันคิดถึงวันที่พ่อพาไปหัดขับรถเกียร์กระปุกที่สนามบินเสรีไทลานดินแดงที่ไม่มีตรงไหนเหมือนสนามบินเลย แต่ถูกเรียกขานอย่างนี้ตามประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับขบวนการเสรีไทในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ฉันคิดถึงทางขึ้นเขาไปอำเภอดงหลวงที่ตอนเด็กต้องขึ้นไปทำไร่มันสำปะหลังกับครอบครัวบ่อยๆ ฉันเพิ่งรู้ตอนโตแล้ว ว่าเส้นทางภูเขาโซนไร่ของเรา เกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ในช่วงที่ไทยมีขบวนการคอมมิวนิสต์ หมู่บ้านที่จิตร ภูมิศักดิ์ มาเสียชีวิตก็ไม่ไกลจากโซนไร่ที่ฉันเคยวนเวียนขึ้นไปตอนเด็ก

ตอนเป็นเด็ก สิ่งที่ฉันชอบสุดเวลาต้องไปไร่ คือเวลาที่นั่งรถกลับ บนท้ายรถกระบะจะมีผู้ชายใจดีร้องเพลงเก่งคนหนึ่งนั่งมาด้วย เขาเป็นคนงานที่มาช่วยงานที่ไร่ เขาเคยร้องเพลงคนร้องตะโกนว่า .. เขามา..เป็นชื่อของเขา ตอนนั้นเขาบอกฉันว่า เขาแต่งเพลงนี้เอง ฉันร้องโหคิดว่าเขาเก่งมากๆ ที่แต่งเพลงได้เพราะขนาดนี้ เสียงร้องของเขาก็เพราะ มันเป็นเสียงเพลงที่ทำให้ช่วงเวลาเดินทางกลับเป็นช่วงเวลาแสนสนุกเสมอ

ตอนที่ฉันโตแล้ว ฉันถึงรู้ว่า เพลงที่เขาร้องคือเพลงของ สุรพล สมบัติเจริญ เนื้อเพลงจริงๆ ร้องว่าคนร้องตะโกนว่าสุรพลเขามา

เขาไม่ได้แต่งเพลงนี้เอง

และเรื่องเล่าที่เขาเล่าถึงตัวเอง ก็คือเรื่องโกหก

ทุกวันนี้ พวกเราขายไร่บนเขาไปแล้ว

และไร่มันสำปะหลังบนเขาส่วนมาก ก็เปลี่ยนเป็นสวนยางพารา ตามกระแสยุคหนึ่งที่อดีตนักการเมืองคนหนึ่งที่ชื่อ เนวิน ชิดชอบ เคยร่วมมือกับเครือข่ายของเขานำมา

และไม่ใช่การนำมาให้แบบไม่มีเงื่อนไข

เมื่อต้องขับรถผ่านเขาเส้นนั้น ฉันมักจะนึกถึงเรื่องราวของไร่มันสำปะหลังที่เปลี่ยนเป็นสวนยางพาราเสมอ คิดถึงการซุกซ่อนตัวของขบวนการคอมมิวนิสต์ไทยในยุคหนึ่ง คิดถึงวันที่ชาวบ้านในละแวกใกล้กับสนามบินเสรีไทตัดสินใจช่วยเหลือขบวนการเสรีไท คิดถึงสงครามโลกครั้งที่สองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ฉันยังไม่เกิด คิดถึงการประกาศให้ไทยอยู่ข้างกลุ่มประเทศที่ชนะสงครามโลกครั้งที่สอง คิดถึงการอพยพของคนจีนที่เข้ามาในไทยหลายระลอก คิดถึงการอภิวัฒน์ 2475 คิดถึงหลายสิ่งที่ฉันเกิดไม่ทัน

คิดถึงสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์ที่อยู่ละแวกแถวบ้าน

แล้วฉันก็มั่นใจว่า

หนังสือพุทธศักราชอัสดง กับทรงจำของทรงจำ ของแมวกุหลาบดำไม่ใช่แค่เรื่องราวของครอบครัวทวดตงแน่ๆ

มันคือเรื่องราวของพวกเราด้วย

มันคือเรื่องราวของตระกูลเราด้วย

แม้มันจะไม่เคยถูกจดบันทึกลงในประวัติศาสตร์รัฐไทยก็ตามที

 

 

 


หนังสือ : พุทธศักราชอัสดง กับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ

โดย วีรพร นิติประภา

สำนักพิมพ์มติชน

ราคา 340 บาท

พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2559

[book review] จากดวงจันทร์

 

 

44148901_10156088158518235_1157436546027094016_o

 

จากดวงจันทร์

 

1.

ปกติแล้วเราเป็นคนที่ไม่เก่งเรื่องรีวิวหนังสือเลย จึงมักทึ่งเสมอเวลาเห็นมีใครเขียนรีวิวดีๆ ออกมา ยิ่งเป็นคนที่รีวิวและสะท้อนข้อค้นพบเกี่ยวกับชีวิตที่พวกเขาได้จากหนังสืออย่างครบถ้วนแล้วล่ะก็ จะรู้สึกทึ่งมาก เพราะเราเป็นคนที่ความคิดกระจัดกระจาย และลืมง่ายมาก ตอนที่อ่านหนังสือมักจะมีหลายตอนที่อินกับประโยคนั้นนี้ แต่พอจบลง ก็ยังจำได้ถึงความรู้สึกอินนั้น แต่ถ้าให้โคว้ทประโยคมาเล่าต่อ หรือเขียนสรุปอย่างครบถ้วน ไม่ขาดตกสักประเด็น ก็จะทำไม่ได้เลย

 

นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่พยายามเลี่ยงการเขียนรีวิวหนังสือมาตลอด ไม่ใช่เพราะไม่ชอบหนังสือที่อ่าน แต่รู้สึกว่า ตัวเองไม่สามารถเขียนได้อย่างที่ใจคิด ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกอินจริงๆ อย่างที่รู้สึกขนาดเปิดพลิกหนังสือเล่มนั้นได้

 

แต่ขณะเดียวกัน เราก็รู้อีกว่า คนเขียน หรือทุกคนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตหนังสือสักเล่ม ล้วนรอคอยรีวิวจากคนอ่าน ไม่ว่ารีวิวนั้นจะสั้นยาวแค่ไหน จะมองเห็นไปในมุมเดียวกับผู้เขียนหรือไม่ก็ตาม …​นั่นเพราะตอนที่เราเขียนหนังสือ เราก็รอรีวิวจากคนที่ได้อ่านเช่นกัน ทุกคนในวงการหนังสือน่าจะพอรู้ดีว่า สิ่งหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นยอดขายได้ดี ก็คือการมีรีวิวจากคนอ่าน เพราะหนังสือเป็นสินค้าที่ไม่เหมือนสินค้าอื่นเสียทีเดียว การตลาดที่ออกมามากมาย อาจมีพลังไม่สู้รีวิวจากคนอ่านด้วยซ้ำ และคนอ่านหลายๆ คนก็ซื้อเพราะอ่านรีวิวมาจากคนอื่นอีกทีด้วยซ้ำ

 

เพราะคิดอย่างนี้ ก็เลยคิดว่า งั้นเขียนรีวิวถึงหนังสือที่ได้อ่านหน่อยแล้วกัน แต่เราคงเขียนมันไม่ได้ดี และเรามักจะชอบจับเฉพาะก้อนความคิด หรือบางประโยคที่กระทบใจเราเท่านั้น เรามักไม่สนใจประวัติศาสตร์ของคนเขียน ประวัติศาสตร์ขณะที่คนเขียนอยากเล่า เรื่องอื่นๆ ที่คนเขียนพยายามซ่อนเอาไว้ อะไรพวกนั้น…สารภาพว่าเราไม่เคยสนใจ เราสนใจแต่ว่า มันมีบางประโยคที่ช่วยตอบคำถามให้กับชีวิตของ “เรา” ไหม เราที่หมายถึง ตัวชั้นเอง ไม่ใช่คนอื่นเลยด้วยซ้ำ

 

ถ้าจะให้พูดถึง “จากดวงจันทร์” เป็นหนังสือที่กระทบใจเรา เพราะมันเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับครอบครัว,​ ขณะเดียวกันมันก็มีข้อสงสัยพื้นฐานที่เราสงสัยเต็มไปหมด…ในการมีชีวิตอยู่ ข้อสงสัยที่ดูเหมือนเรียบง่าย และไม่เห็นต้องดั้นด้นไปเรียนต่อหรืออ่านอะไรมากเลย ก็น่าจะค้นพบได้แล้ว … แต่มันก็เป็นข้อสงสัยของเรา และขณะเดียวกัน เราก็ชอบหลายประโยคในหนังสือเล่มนี้

 

หลังจากบรรทัดนี้ เราจะเริ่มเขียนอะไรที่มันสะเปะสะปะมากๆ และเราจะไม่พยายามปรับเพื่อให้มันอ่านง่ายขึ้นแต่อย่างใดหรอกนะ

 

2.

เราชอบประโยคในปกหลัง ประโยคที่เขียนไว้ว่า

“หากพระเจ้าไม่ต้องการให้เธอรู้จักความรัก ก็ขอให้ฆ่าเธอเสีย”

เราไม่แน่ใจว่าเรารู้สึกอย่างไรกับประโยคนี้ รู้แค่ชอบมากๆ นั่นแหละ …​ และเราเชื่อว่า ณ ขณะหนึ่งของชีวิต หลายคนมักจะมีคำถามประมาณนี้ถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเรา

 

เรามักถามพระเจ้าว่าทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้นกับเรา

อาจไม่ใช่แค่คำถามถึงเรื่องความรัก แต่บางคำถามอาจเป็นคำถามถึงชะตากรรม ความทุกข์ที่บังเอิญเกิดขึ้นกับเรา กับครอบครัวเรา อะไรทำนองนี้ ชะตากรรมที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งบางขณะ เราก็สงสัย และอยากจะถามออกไป

 

“ย่า”​ คือตัวละครหลักของเรื่อง ที่มักไต่ถามพระเจ้าอยู่เสมอว่าทำไมถึงไม่ทำให้ชีวิตเธอพานพบกับสิ่งที่เรียกว่า “รัก”

 

แต่ “ย่า” ก็เป็นตัวละครที่ถูกรักเช่นเดียวกัน มันอาจจะเป็นความรักที่ย่าไม่ทันได้สังเกตก็ได้ แต่ขณะเดียวกัน ถ้าเราใช้แว่นสายตาของโลกแห่งความเป็นผู้ใหญ่มอง…โลกที่พวกผู้ใหญ่ชอบเรียกมันว่า “โลกความจริง” เราอาจจะสงสัยอยู่ในที ว่า “ปู่” อาจจะไม่ได้รักย่าก็ได้ ที่ปู่แต่งงานกับย่า และอยู่ดูแลย่าตลอดชีวิต นั่นก็เพราะมันคือครรลองของชีวิตที่ต้องเป็นไป ปู่แค่ต้องการตอบแทนบุญคุณของครอบครัวย่าอย่างที่ชุมชนซุบซิบนินทานั่นแหละ

 

แต่กระนั้น…ถึงปู่จะไม่เคยมีรักแท้ต่อย่าเลย …​แต่กระนั้น ชีวิตของย่าจะกลายเป็นไร้ความหมายแค่เพราะย่าไม่เคยได้สัมผัสสิ่งที่คนในโลกโรแมนติกเรียกมันว่า “รักแท้”​ หรือเปล่า อะไรคือชีวิต อะไรคือความหมายของชีวิต อะไรคือปลายทางของชีวิตที่มีความหมาย อะไรคือสิ่งที่เรียกได้ว่าเราได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าแล้ว

 

ชีวิตของย่า…ชีวิตที่ถูกเล่าในเรื่องเล่านี้ สะท้อนหลายคำถามออกมาให้แก่ผู้อ่าน …​หรืออย่างน้อยๆ ก็เป็นฉันเอง ที่อ่านไป ก็ตั้งคำถามไป

 

3.

ประโยคที่สองที่เราชอบจากในเรื่อง ก็คือประโยคที่เขียนไว้ในหน้า 101

“ย่ามอบสมุดให้ทหารผ่านศึก เพราะไม่มีเวลาเขียนหนังสืออีกแล้ว ย่าจะต้องเริ่มต้นใช้ชีวิต เพราะทหารผ่านศึกคือเวลาชั่วขณะหนึ่ง ส่วนชีวิตของย่ายังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่าง”

 

ตอนที่เราอ่านประโยคนี้จบลง เราร้องไห้  เราชอบคำว่า “เวลาชั่วขณะหนึ่ง” พอๆ กับที่ชอบคำว่า “อีกหลายสิ่งหลายอย่าง”

 

ประโยคนี้ทำให้เราคิดถึงย่อหน้าหนึ่งในหนังสือ “โอลีฟ คิตเตอริดจ์” ที่พูดไว้ว่า ชีวิตประกอบสร้างด้วยโมงยามเล็กๆ และโมงยามใหญ่ๆ แน่นอนว่าโมงยามใหญ่ๆ เป็นเรื่องสำคัญ ขณะเดียวกัน โมงยามเล็กๆ บางอย่างก็เป็นพื้นที่แห่งความสบายใจ อาจไม่ใช่สิ่งยิ่งใหญ่ แต่ทำให้ชีวิตไปต่อได้

 

โมงยามเล็กๆ ในหนังสือ “โอลีฟ คิตเตอริดจ์” ก็คือ เวลาชั่วขณะหนึ่ง ที่ย่าพูดถึงนั่นแหละ

 

4.

อีกประโยคที่เราชอบก็คือ “ในแต่ละครอบครัวจะมีคนหนึ่งที่จ่ายส่วนของตน เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างความเป็นระเบียบและความสับสนวุ่นวาย เพื่อไม่ให้โลกหยุดนิ่ง”

 

ในหนังสือ “จากดวงจันทร์” คนที่รับเอาความสับสนวุ่นวายทั้งหมดไว้ คนที่จ่ายแทนทุกคนก็คือ ย่า

 

ประโยคนี้ทำให้เราคิดถึงครอบครัวเรา เรามักคิดมาตลอดว่าแม่คือคนที่จ่ายแทนทุกคน คนที่รับเอาความสับสนวุ่นวายทั้งหมดของโลกใบนี้ไว้ เพื่อจะรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับตา ก็คือ แม่

 

5.

สำหรับเรา “จากดวงจันทร์” เป็นวรรณกรรม ที่เข้ามาตอบคำถามข้อหนึ่งที่เราสงสัยตลอดระหว่างเรียนปริญญาโท ช่วงเรียนปริญญาโท (ด้านนโยบายสาธารณะ) เราพบว่าเรามีปัญหากับการเขียนงานเชิงวิชาการมาก แน่นอน, เราสนุกกับการอ่านงานวิชาการเพื่อค้นพบคำตอบของโลก สังคม ของชีวิตเล็กๆ ของคนกลุ่มหนึ่ง แต่ขณะเดียวกัน เราก็รู้สึกว่า บางครั้งเราก็เบื่อหน่ายสิ่งเหล่านั้นจังเลย บางครั้งเรารู้สึกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียนช่างไร้สาระ ทุกคำถามและคำตอบที่เกิดขึ้นในห้องเรียนช่างน่าสนใจ แต่มันก็ไร้สาระด้วยเช่นกัน … เราพยายามหาจุดที่จะเชื่อมโยงตรงกลาง ระหว่างงานวิจัยเรื่องลูกคนจีนในไทยที่เรากำลังทำอยู่ (ในตอนนั้น) ให้เจอ ขณะเดียวกัน เราก็สงสัยว่างานของเรามันจะมีคุณค่า มีความหมายและมอบแสงสว่างให้กับชีวิตใครไหม …​รวมถึงงานอื่นๆ ที่อยู่ในห้องสมุดอันเก่าทึบ ในหอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ล่ะ

 

เราคิดว่า งานวิจัย งานวิชาการ มีความสำคัญ​ มันคือการพยายามค้นหาความจริง (ถ้ามันจะมีสิ่งนั้นอยู่บบโลก)

ขณะเดียวกัน เหตุผลที่เรายังอ่านงานวรรณกรรมอยู่ เพราะในเรื่องแต่งเหล่านั้น …​ แม้มันจะเป็นความลวง แต่มันคือโลกความลวงที่สะท้อนความจริงของชีวิต

 

ในชั่วขณะหนึ่งของหนังสือที่ยาวประมาณ 140  หน้า …​มันอาจมีแค่ ประโยคนั้นประโยคเดียว ประโยคที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงที่มาด้วยซำ้นั่นแหละ

 

ประโยคเดียว แต่มันเพียงพอแล้วที่จะมอบแสงสว่างและคำตอบให้แก่ชีวิตเรา

 

และเราคิดว่า นั่นคือสิ่งที่มนุษย์มองหาในงานวรรณกรรม และทำไมพวกเราจึงยังอ่านเรื่องแต่งอยู่

 

#จากดวงจันทร์
เขียน: มิเลนา อากุส
แปล: นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ
ราคา: 180 บาท

Like: fb.me/deartiktok
Follow: twitter.com/tiktokthailand
Blog: deartiktok.wordpress.com

ปล.ถ้าชอบอ่านเรื่องคน เรื่องอปป้า ฝากติดตามคอลัมน์ #OhOppa ที่ waymagazine.org ด้วยนะคะ

[Read] TV People by Haruki Murakami

TV People

written: Haruki Murakami 

สำนักพิมพ์กำมะหยี่

หลายคนแปล

6 เรื่องสั้นหลากรสชาติ เปิดมาเรื่องแรกนี่ไม่ชอบเลย เริ่มเข้าใจอารมณ์คนไม่ชอบงานมูราคามิแล้วล่ะ แต่พอเจอเรื่องสาม A folklore for my generation: a prehistory of late-stage capitalism นั้นถึงกับต้องอุทานว่า “เหี้ย” (คำชม) เราเคยเขียนไว้ใน GM ว่างานของมูราคามิที่มันสัมผัสใจเราเพราะมันมักเปิดเผยร่องรอยเจ็บปวดเบาบางของชนชั้นกลาง มันไม่ใช่วิกฤตซับซ้อนอะไร มันคือ กลัวเพื่อนไม่รัก กลัวโดนปฏิเสธ มีความไม่ลงรอยบางแง่กับครอบครัว (แต่ก็ไม่ร้ายแรง) 
เจอเรื่องสุดท้ายยิ่งเหี้ยกว่า (คำชม) Sleep นี่มันสุดตีนมาก แล้วมันเล่าเรื่องแม่บ้านญี่ปุ่น คือแบบ ทำไมผู้ชายถึงได้เข้าใจความนึกคิดของผู้หญิงแบบนี้วะ การไม่ได้ตั้งคำถามของตัวละคร แต่แสดงความรู้สึกต่อชีวิตอันเป็นแบบแผน แต่ไม่ได้จะท้าทายใหญ่โต อ่านแล้วเหมือนโดนทุบหัว
อนึ่ง เพิ่งคิดได้ว่ามูราคามิชอบเขียนถึงตัวละครที่ประสบความสำเร็จด้านการงาน (และการเงิน) ใส่เสื้อผ้าแบรนด์ดีๆ พอเราอ่านหนังสือ Japanization ก็ถึงบางอ้อ มูราคามิเติบโตมาในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู อันที่จริง ตัวของเขาก็ถือว่าหยิบจับอะไรก็ประสบความสำเร็จเร็ว (แน่นอนว่าเขาทำงานหนัก) มันเหมือนสะท้อนผู้คนในวงโคจรเขาเลย
4/5

ได้คะแนนเยอะจากเรื่องสุดท้าย คือ Sleep