[book review] จากดวงจันทร์

 

 

44148901_10156088158518235_1157436546027094016_o

 

จากดวงจันทร์

 

1.

ปกติแล้วเราเป็นคนที่ไม่เก่งเรื่องรีวิวหนังสือเลย จึงมักทึ่งเสมอเวลาเห็นมีใครเขียนรีวิวดีๆ ออกมา ยิ่งเป็นคนที่รีวิวและสะท้อนข้อค้นพบเกี่ยวกับชีวิตที่พวกเขาได้จากหนังสืออย่างครบถ้วนแล้วล่ะก็ จะรู้สึกทึ่งมาก เพราะเราเป็นคนที่ความคิดกระจัดกระจาย และลืมง่ายมาก ตอนที่อ่านหนังสือมักจะมีหลายตอนที่อินกับประโยคนั้นนี้ แต่พอจบลง ก็ยังจำได้ถึงความรู้สึกอินนั้น แต่ถ้าให้โคว้ทประโยคมาเล่าต่อ หรือเขียนสรุปอย่างครบถ้วน ไม่ขาดตกสักประเด็น ก็จะทำไม่ได้เลย

 

นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่พยายามเลี่ยงการเขียนรีวิวหนังสือมาตลอด ไม่ใช่เพราะไม่ชอบหนังสือที่อ่าน แต่รู้สึกว่า ตัวเองไม่สามารถเขียนได้อย่างที่ใจคิด ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกอินจริงๆ อย่างที่รู้สึกขนาดเปิดพลิกหนังสือเล่มนั้นได้

 

แต่ขณะเดียวกัน เราก็รู้อีกว่า คนเขียน หรือทุกคนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตหนังสือสักเล่ม ล้วนรอคอยรีวิวจากคนอ่าน ไม่ว่ารีวิวนั้นจะสั้นยาวแค่ไหน จะมองเห็นไปในมุมเดียวกับผู้เขียนหรือไม่ก็ตาม …​นั่นเพราะตอนที่เราเขียนหนังสือ เราก็รอรีวิวจากคนที่ได้อ่านเช่นกัน ทุกคนในวงการหนังสือน่าจะพอรู้ดีว่า สิ่งหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นยอดขายได้ดี ก็คือการมีรีวิวจากคนอ่าน เพราะหนังสือเป็นสินค้าที่ไม่เหมือนสินค้าอื่นเสียทีเดียว การตลาดที่ออกมามากมาย อาจมีพลังไม่สู้รีวิวจากคนอ่านด้วยซ้ำ และคนอ่านหลายๆ คนก็ซื้อเพราะอ่านรีวิวมาจากคนอื่นอีกทีด้วยซ้ำ

 

เพราะคิดอย่างนี้ ก็เลยคิดว่า งั้นเขียนรีวิวถึงหนังสือที่ได้อ่านหน่อยแล้วกัน แต่เราคงเขียนมันไม่ได้ดี และเรามักจะชอบจับเฉพาะก้อนความคิด หรือบางประโยคที่กระทบใจเราเท่านั้น เรามักไม่สนใจประวัติศาสตร์ของคนเขียน ประวัติศาสตร์ขณะที่คนเขียนอยากเล่า เรื่องอื่นๆ ที่คนเขียนพยายามซ่อนเอาไว้ อะไรพวกนั้น…สารภาพว่าเราไม่เคยสนใจ เราสนใจแต่ว่า มันมีบางประโยคที่ช่วยตอบคำถามให้กับชีวิตของ “เรา” ไหม เราที่หมายถึง ตัวชั้นเอง ไม่ใช่คนอื่นเลยด้วยซ้ำ

 

ถ้าจะให้พูดถึง “จากดวงจันทร์” เป็นหนังสือที่กระทบใจเรา เพราะมันเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับครอบครัว,​ ขณะเดียวกันมันก็มีข้อสงสัยพื้นฐานที่เราสงสัยเต็มไปหมด…ในการมีชีวิตอยู่ ข้อสงสัยที่ดูเหมือนเรียบง่าย และไม่เห็นต้องดั้นด้นไปเรียนต่อหรืออ่านอะไรมากเลย ก็น่าจะค้นพบได้แล้ว … แต่มันก็เป็นข้อสงสัยของเรา และขณะเดียวกัน เราก็ชอบหลายประโยคในหนังสือเล่มนี้

 

หลังจากบรรทัดนี้ เราจะเริ่มเขียนอะไรที่มันสะเปะสะปะมากๆ และเราจะไม่พยายามปรับเพื่อให้มันอ่านง่ายขึ้นแต่อย่างใดหรอกนะ

 

2.

เราชอบประโยคในปกหลัง ประโยคที่เขียนไว้ว่า

“หากพระเจ้าไม่ต้องการให้เธอรู้จักความรัก ก็ขอให้ฆ่าเธอเสีย”

เราไม่แน่ใจว่าเรารู้สึกอย่างไรกับประโยคนี้ รู้แค่ชอบมากๆ นั่นแหละ …​ และเราเชื่อว่า ณ ขณะหนึ่งของชีวิต หลายคนมักจะมีคำถามประมาณนี้ถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเรา

 

เรามักถามพระเจ้าว่าทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้นกับเรา

อาจไม่ใช่แค่คำถามถึงเรื่องความรัก แต่บางคำถามอาจเป็นคำถามถึงชะตากรรม ความทุกข์ที่บังเอิญเกิดขึ้นกับเรา กับครอบครัวเรา อะไรทำนองนี้ ชะตากรรมที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งบางขณะ เราก็สงสัย และอยากจะถามออกไป

 

“ย่า”​ คือตัวละครหลักของเรื่อง ที่มักไต่ถามพระเจ้าอยู่เสมอว่าทำไมถึงไม่ทำให้ชีวิตเธอพานพบกับสิ่งที่เรียกว่า “รัก”

 

แต่ “ย่า” ก็เป็นตัวละครที่ถูกรักเช่นเดียวกัน มันอาจจะเป็นความรักที่ย่าไม่ทันได้สังเกตก็ได้ แต่ขณะเดียวกัน ถ้าเราใช้แว่นสายตาของโลกแห่งความเป็นผู้ใหญ่มอง…โลกที่พวกผู้ใหญ่ชอบเรียกมันว่า “โลกความจริง” เราอาจจะสงสัยอยู่ในที ว่า “ปู่” อาจจะไม่ได้รักย่าก็ได้ ที่ปู่แต่งงานกับย่า และอยู่ดูแลย่าตลอดชีวิต นั่นก็เพราะมันคือครรลองของชีวิตที่ต้องเป็นไป ปู่แค่ต้องการตอบแทนบุญคุณของครอบครัวย่าอย่างที่ชุมชนซุบซิบนินทานั่นแหละ

 

แต่กระนั้น…ถึงปู่จะไม่เคยมีรักแท้ต่อย่าเลย …​แต่กระนั้น ชีวิตของย่าจะกลายเป็นไร้ความหมายแค่เพราะย่าไม่เคยได้สัมผัสสิ่งที่คนในโลกโรแมนติกเรียกมันว่า “รักแท้”​ หรือเปล่า อะไรคือชีวิต อะไรคือความหมายของชีวิต อะไรคือปลายทางของชีวิตที่มีความหมาย อะไรคือสิ่งที่เรียกได้ว่าเราได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าแล้ว

 

ชีวิตของย่า…ชีวิตที่ถูกเล่าในเรื่องเล่านี้ สะท้อนหลายคำถามออกมาให้แก่ผู้อ่าน …​หรืออย่างน้อยๆ ก็เป็นฉันเอง ที่อ่านไป ก็ตั้งคำถามไป

 

3.

ประโยคที่สองที่เราชอบจากในเรื่อง ก็คือประโยคที่เขียนไว้ในหน้า 101

“ย่ามอบสมุดให้ทหารผ่านศึก เพราะไม่มีเวลาเขียนหนังสืออีกแล้ว ย่าจะต้องเริ่มต้นใช้ชีวิต เพราะทหารผ่านศึกคือเวลาชั่วขณะหนึ่ง ส่วนชีวิตของย่ายังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่าง”

 

ตอนที่เราอ่านประโยคนี้จบลง เราร้องไห้  เราชอบคำว่า “เวลาชั่วขณะหนึ่ง” พอๆ กับที่ชอบคำว่า “อีกหลายสิ่งหลายอย่าง”

 

ประโยคนี้ทำให้เราคิดถึงย่อหน้าหนึ่งในหนังสือ “โอลีฟ คิตเตอริดจ์” ที่พูดไว้ว่า ชีวิตประกอบสร้างด้วยโมงยามเล็กๆ และโมงยามใหญ่ๆ แน่นอนว่าโมงยามใหญ่ๆ เป็นเรื่องสำคัญ ขณะเดียวกัน โมงยามเล็กๆ บางอย่างก็เป็นพื้นที่แห่งความสบายใจ อาจไม่ใช่สิ่งยิ่งใหญ่ แต่ทำให้ชีวิตไปต่อได้

 

โมงยามเล็กๆ ในหนังสือ “โอลีฟ คิตเตอริดจ์” ก็คือ เวลาชั่วขณะหนึ่ง ที่ย่าพูดถึงนั่นแหละ

 

4.

อีกประโยคที่เราชอบก็คือ “ในแต่ละครอบครัวจะมีคนหนึ่งที่จ่ายส่วนของตน เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างความเป็นระเบียบและความสับสนวุ่นวาย เพื่อไม่ให้โลกหยุดนิ่ง”

 

ในหนังสือ “จากดวงจันทร์” คนที่รับเอาความสับสนวุ่นวายทั้งหมดไว้ คนที่จ่ายแทนทุกคนก็คือ ย่า

 

ประโยคนี้ทำให้เราคิดถึงครอบครัวเรา เรามักคิดมาตลอดว่าแม่คือคนที่จ่ายแทนทุกคน คนที่รับเอาความสับสนวุ่นวายทั้งหมดของโลกใบนี้ไว้ เพื่อจะรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับตา ก็คือ แม่

 

5.

สำหรับเรา “จากดวงจันทร์” เป็นวรรณกรรม ที่เข้ามาตอบคำถามข้อหนึ่งที่เราสงสัยตลอดระหว่างเรียนปริญญาโท ช่วงเรียนปริญญาโท (ด้านนโยบายสาธารณะ) เราพบว่าเรามีปัญหากับการเขียนงานเชิงวิชาการมาก แน่นอน, เราสนุกกับการอ่านงานวิชาการเพื่อค้นพบคำตอบของโลก สังคม ของชีวิตเล็กๆ ของคนกลุ่มหนึ่ง แต่ขณะเดียวกัน เราก็รู้สึกว่า บางครั้งเราก็เบื่อหน่ายสิ่งเหล่านั้นจังเลย บางครั้งเรารู้สึกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียนช่างไร้สาระ ทุกคำถามและคำตอบที่เกิดขึ้นในห้องเรียนช่างน่าสนใจ แต่มันก็ไร้สาระด้วยเช่นกัน … เราพยายามหาจุดที่จะเชื่อมโยงตรงกลาง ระหว่างงานวิจัยเรื่องลูกคนจีนในไทยที่เรากำลังทำอยู่ (ในตอนนั้น) ให้เจอ ขณะเดียวกัน เราก็สงสัยว่างานของเรามันจะมีคุณค่า มีความหมายและมอบแสงสว่างให้กับชีวิตใครไหม …​รวมถึงงานอื่นๆ ที่อยู่ในห้องสมุดอันเก่าทึบ ในหอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ล่ะ

 

เราคิดว่า งานวิจัย งานวิชาการ มีความสำคัญ​ มันคือการพยายามค้นหาความจริง (ถ้ามันจะมีสิ่งนั้นอยู่บบโลก)

ขณะเดียวกัน เหตุผลที่เรายังอ่านงานวรรณกรรมอยู่ เพราะในเรื่องแต่งเหล่านั้น …​ แม้มันจะเป็นความลวง แต่มันคือโลกความลวงที่สะท้อนความจริงของชีวิต

 

ในชั่วขณะหนึ่งของหนังสือที่ยาวประมาณ 140  หน้า …​มันอาจมีแค่ ประโยคนั้นประโยคเดียว ประโยคที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงที่มาด้วยซำ้นั่นแหละ

 

ประโยคเดียว แต่มันเพียงพอแล้วที่จะมอบแสงสว่างและคำตอบให้แก่ชีวิตเรา

 

และเราคิดว่า นั่นคือสิ่งที่มนุษย์มองหาในงานวรรณกรรม และทำไมพวกเราจึงยังอ่านเรื่องแต่งอยู่

 

#จากดวงจันทร์
เขียน: มิเลนา อากุส
แปล: นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ
ราคา: 180 บาท

Like: fb.me/deartiktok
Follow: twitter.com/tiktokthailand
Blog: deartiktok.wordpress.com

ปล.ถ้าชอบอ่านเรื่องคน เรื่องอปป้า ฝากติดตามคอลัมน์ #OhOppa ที่ waymagazine.org ด้วยนะคะ

Advertisements

[Read] TV People by Haruki Murakami

TV People

written: Haruki Murakami 

สำนักพิมพ์กำมะหยี่

หลายคนแปล

6 เรื่องสั้นหลากรสชาติ เปิดมาเรื่องแรกนี่ไม่ชอบเลย เริ่มเข้าใจอารมณ์คนไม่ชอบงานมูราคามิแล้วล่ะ แต่พอเจอเรื่องสาม A folklore for my generation: a prehistory of late-stage capitalism นั้นถึงกับต้องอุทานว่า “เหี้ย” (คำชม) เราเคยเขียนไว้ใน GM ว่างานของมูราคามิที่มันสัมผัสใจเราเพราะมันมักเปิดเผยร่องรอยเจ็บปวดเบาบางของชนชั้นกลาง มันไม่ใช่วิกฤตซับซ้อนอะไร มันคือ กลัวเพื่อนไม่รัก กลัวโดนปฏิเสธ มีความไม่ลงรอยบางแง่กับครอบครัว (แต่ก็ไม่ร้ายแรง) 
เจอเรื่องสุดท้ายยิ่งเหี้ยกว่า (คำชม) Sleep นี่มันสุดตีนมาก แล้วมันเล่าเรื่องแม่บ้านญี่ปุ่น คือแบบ ทำไมผู้ชายถึงได้เข้าใจความนึกคิดของผู้หญิงแบบนี้วะ การไม่ได้ตั้งคำถามของตัวละคร แต่แสดงความรู้สึกต่อชีวิตอันเป็นแบบแผน แต่ไม่ได้จะท้าทายใหญ่โต อ่านแล้วเหมือนโดนทุบหัว
อนึ่ง เพิ่งคิดได้ว่ามูราคามิชอบเขียนถึงตัวละครที่ประสบความสำเร็จด้านการงาน (และการเงิน) ใส่เสื้อผ้าแบรนด์ดีๆ พอเราอ่านหนังสือ Japanization ก็ถึงบางอ้อ มูราคามิเติบโตมาในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู อันที่จริง ตัวของเขาก็ถือว่าหยิบจับอะไรก็ประสบความสำเร็จเร็ว (แน่นอนว่าเขาทำงานหนัก) มันเหมือนสะท้อนผู้คนในวงโคจรเขาเลย
4/5

ได้คะแนนเยอะจากเรื่องสุดท้าย คือ Sleep