ในโลกที่สิ่งซึ่งเรารู้จักกำลังล่มสลาย เราก็แค่ต้องสร้างสิ่งใหม่ขึ้น

ช่วงหนึ่งที่ย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัด ฉันเคยเกิดภาวะแอนตี้ความเป็นเมืองหน่อยๆ อาการแอนตี้นี้ลามไปถึงทุกสิ่งทุกแขนงที่ดูล้ำสมัย ฉันคิดไปเอง ว่ามันดูโม้ จับต้องไม่ได้ และไม่เชื่อมต่อกับชีวิตของผู้คนจริงๆ อย่างถึงที่สุด

ตอนที่ Drone เปิดตัว และต่อมาก็เริ่มเป็นกระแส ฉันเห็นเพื่อนในแวดวงเอเจนซี่และอีเวนท์ (หรือแม้กระทั่งสื่อและพีอาร์) เริ่มพูดถึงมัน ฉันกลอกตา ตอนนั้นสารภาพว่าฉันทำตัวเป็นคนแก่หลงยุค คล้ายๆ ตาลุงคนหนึ่ง*ที่โพสโวยวายเรื่องโฆษณาชุดชั้นในที่ปรากฎอยู่บนเว็บข่าวออนไลน์แห่งหนึ่งนั่นแหละ ฉันแอนตี้กลุ่มคำศัพท์ใหม่ๆ จำพวก AI, Big data ประเทศไทยยังมีคนสนับสนุนรัฐประหารอยู่เลย และเราก็ยอมให้กองทัพเอาเงินไปซื้อเรือดำน้ำได้มากกว่าเอาเงินมาทำ Universal Healthcare Policy แล้วจะหวังอะไรกับคำล้ำสมัย สิ่งประดิษฐ์สร้างที่น่าทึ่งพวกนั้น มันแค่ความหวือหวาจากโลกตะวันตก ที่คงไม่ได้เปลี่ยนแปลงประเทศไทย หรือเสกการเลือกตั้งครั้งใหม่ให้เกิดขึ้นได้เร็ววันหรอก

แต่แล้วฉันก็รู้จัก Elon Musk ผู้ชายน่าทึ่งคนหนึ่งที่เพื่อนร่วมงานหลายคนเคยบอกว่าเขาเป็นคนร้ายกาจ ฉันนั่งดู Elon พูดใน Ted Talk แล้วมีอะไรบางอย่างทำให้ฉันรู้สึกทึ่ง ในโลกนี้มีมนุษย์คนหนึ่งที่ฝันใฝ่และเชื่อมั่นได้ขนาดนี้เชียวเหรอ อะไรนะ? มนุษย์ธรรมดาก็สามารถเดินทางไปดาวอังคารได้? อะไรนะ? รถยนต์ไฟฟ้าที่แล่นได้และมีสถานีให้เติมไฟกระจายอยู่ทั่วอเมริกา ที่สำคัญ ชาร์จไฟฟรีตลอดชีพ? อะไรนะ? Hyperloop ความเร็วสูงจาก LA ไป Vegas แค่ 30 นาที? โห…ไม่บ้ามาก ก็คงต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์มากนะเนี่ย ฉันคิด จากจุดนั้น ฉันเลยค่อยๆ ปรับทัศนคติที่มีต่อความล้ำสมัย แล้วค่อยๆ มองออกไปให้กว้าง ว่าเทคโนโลยีสามารถทำให้บางสิ่งเก่าล่มสลาย และบางสิ่งใหม่พร้อมจะงอกเงยเพื่อสิ่งที่ดีกว่าหรือไม่ … ฉันกำลังค่อยๆ ปรับสายตา

คำว่า Drone โผล่มาในวงจรชีวิตอีกระลอก, แน่ล่ะ มาจากชายหนุ่มรุ่นใหม่คนหนึ่งในชั้นเรียนปริญญาโทที่โตได จริงๆ เขาศึกษาด้านวิศวกรรรมพลังงานนิวเคลียร์ แต่ชอบเดินทาง และลองของใหม่ หลายปีก่อนเขาเริ่มนำ Drone มาใช้ถ่ายรูปป่าเขาลำนำไพรที่เขาดั้นด้นไปไม่ถึง มันทำให้เราได้เห็นภาพในจุดที่เราไม่เห็น อย่างเช่น จุดที่เป็นจุดอันตราย เสี่ยงตาย หรือเสี่ยงรังสีร้ายแรง ขณะเดียวกัน พอฉันกลับมาทำงานที่จังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน ทำงานร่วมกับ อบต. อบจ. วัดวา ชุมชน และผู้ว่า ฉันพบว่า กลุ่มถ่ายภาพแถวนี้ ก็ใช้ Drone ในการถ่ายภาพมุมสูงขณะเกี่ยวข้าว ถ่ายภาพตอนน้ำท่วมเมืองหนองบัวลำภูเพื่อใช้ในการระบุเส้นทาง อย่างน้อยเทคโนโลยีก็ยังมีประโยชน์ต่อผู้คน เราแค่ต้องเรียนรู้การใช้งานที่เหมาะสมสินะ

ในวงการเอเจนซี่หรืออีเวนท์ ก็มีคนนำ Drone ไปใช้จำนวนมาก แน่นอนว่าหลักๆ เพื่อสร้างความรู้สึก WOW, ก็มนุษย์น่ะเนอะ เราทุกคนล้วนอยู่เพื่อช่วงเวลาเหล่านั้นแหละ … ช่วงเวลาที่ทำให้หัวใจเต้นแรง ช่วงเวลาที่รู้สึกว่า มีความหมายและน่าจดจำ

ในวงการ E-commere หรือร้านค้าออนไลน์ที่คนไทยคุ้นเคย เหมือนจะเริ่มมีการพูดถึง Drone ในแง่การส่งสินค้าให้ลูกค้าแล้ว ฉันไม่แน่ใจว่ามีเจ้าไหนทำไปหรือยัง จริงๆ จะส่งโดย Drone หรือส่งโดย LineMan หรือเจ้าเดลิเวอรี่ไหน ก็คล้ายคลึงกันในแง่ฟังก์ชั่นนั่นแหละ คือคนรับได้รับของ แต่ถ้าส่งโดย Drone ในภาวะน้ำท่วมแล้วประหยัดเงินค่าส่งกว่า คนคงเริ่มอยากหันมาส่งสินค้าทางนี้ … และแน่นอนว่า รัฐอาจออกนโยบายมาควบคุมอีกที (ซึ่งควรต้องกำหนดให้เหมาะกับยุคสมัย)

สองปีที่แล้ว Swiss Post หน่วยงานกลางไปรษณีย์ของสวิสเริ่มทำการทดสอบการใช้ Droneในการจัดส่งไปรษณีย์และพัสดุ ความที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้ผู้คนเริ่มส่งจดหมายและพัสดุไปรษณีย์หากันน้อยลง รายได้ของ Swiss Post ในช่วง 2-3 ปีหลังตกต่ำลง ผู้บริหารจึงเริ่มมองหาช่องทางใหม่ๆ และคิดว่า ในโลกที่สิ่งเก่าอาจกำลังล่มสลาย องค์กรก็ควรปรับตัว และอ้าแขนรับสิ่งใหม่ แนวคิดเรื่องทดลอง Drone มาใช้ส่งของจึงเกิดขึ้น และในปี 2017 นี้ Swiss Post เพิ่งประสบความสำเร็จ กับการนำร่องส่งตัวอย่างอุปกรณ์ห้องแล็บระหว่างสองโรงพยาบาลในประเทศสวิส และคาดว่าจะเปิดให้บริการจัดส่งแบบนี้ได้ในปี 2018**  เรื่องนี้อาจสอนให้รู้ว่า การมีผู้นำองค์กรที่มีวิสัยทัศน์นั้น พวกเขาจะไม่ต่อต้านความเปลี่ยนแปลง พวกเขาเข้าใจว่าเมื่อบางสิ่งถึงเวลาต้องล่มสลาย เราแค่ต้องปรับตัว และใช้พลังไปกับการสร้างสิ่งใหม่ขึ้นดีกว่า

สารภาพว่าฉันยังคงเป็นมนุษย์ที่ชอบเขียนจดหมายลงกระดาษ ทั้งยังไม่คิดว่าตัวเองจะมีปัญญาเดินทางไปดาวอังคาร ทุกวันนี้ก็ยังใช้รถยนต์ที่ต้องเติมน้ำมันอยู่ … เทคโนโลยีหลายอย่างผ่านเข้ามาในการรับรู้ มันอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือทางเลือกในการดำเนินชีวิตของฉันในขณะนี้ แต่ฉันก็กำลังเฝ้ารออย่างตื่นเต้นว่า สิ่งใหม่ที่ศักยภาพของมนุษย์จะสร้างขึ้นในอนาคตนั้น จะมีบทบาทอย่างไรในการเปลี่ยนแปลงชนบทไทยอย่างไรได้บ้าง

จากระเบียงบ้านพัก ฉันมองออกไปเห็นทุ่งนารกร้างที่กำลังรอฝนมาเยือน

ฉันปรับสายตา และคิดถึงประโยคหนึ่ง

“ในโลกที่สิ่งซึ่งเรารู้จักกำลังล่มสลาย เราก็แค่ต้องสร้างสิ่งใหม่ขึ้น”

เท่านั้นเอง

Note:

* ที่มา https://thematter.co/thinkers/clash/digitalliteracy-notporn/20887

** ที่มา http://aircargoworld.com/swiss-post-matternet-pioneer-medical-drone-delivery/

Advertisements

[thought] จากความล้มเหลวของ Marissa Mayer สู่สิ่งที่เรียกว่า Burnout และความหมายของชีวิต

เร็วๆ นี้ มีบทความจาก brandinside ที่พูดถึงความล้มเหลวของ Marissa Mayer ในฐานะ CEO หญิงของ Yahoo ที่เพิ่งขายกิจการส่วนออนไลน์ให้ Verizon ไปเมื่อกลางปี 2016

พร้อมกันนั้น มีข้อเขียนหลายชิ้น ให้ความเห็นกับการว่าจ้าง CEO หญิงของหลายบริษัทใหญ่ ว่าส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่อยู่ในช่วงขาลง และต้องการลองเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง (ประมาณว่า ไม่ได้เชื่อมั่นใน Girl Power อะไรหรอก แต่เพราะตอนนั้นมันถึงทางตันแล้วเลยต้องลองอะไรที่แตกต่างไป)

ฉันอ่านข่าวเกี่ยวกับ Marissa Mayer ในจังหวะเดียวกับที่ฉันอ่านหนังสือ How Google Works ที่เขียนโดย Eric Schmidt* กับ Jonathan Rosenberg** จบลง หนังสือเล่มนี้เผยแพร่ครั้งแรกในปลายปี 2014 และปัจจุบันมีแปลไทยแล้ว โดยสำนักพิมพ์เนชั่น***

ในสถานการณ์ปัจจุบัน เราอาจประเมินว่า Marissa Mayer ล้มเหลวในฐานะ CEO แต่เมื่ออ่านในหนังสือเล่มข้างบน ฉันพบว่า หลายครั้งที่ Eric และ Jonathan พูดถึง Marissa พวกเขาพูดถึงด้วยน้ำเสียงยกย่องและให้เครดิต (ในตอนที่เธอทำงานที่ Google) และเอาจริงๆ Marissa ร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆ หลายอย่างไว้ให้ Google

หนึ่งในสิ่งที่หนังสือ How Google Works พูดถึงก็คือ วัฒนธรรมการทำงานหนักในทางที่ดี โดยอ้างอิงสิ่งที่ Marissa พูดถึงการ Burnout (ทำงานหนัก เหนื่อยล้า จนหมดไฟ) ว่า ไม่มีอยู่จริง ความรู้สึกอ่อนล้า (ไปจนถึงหมดไฟ) ไม่ได้เกิดจากการทำงานหนัก แต่เกิดจากความทุกข์ใจที่ต้องเลิกทำในสิ่งที่มีความสำคัญกับตัวเราอย่างแท้จริง Marissa เขียนลงใน Bloomberg**** ปี 2012 ว่า

เราต้องรู้ว่า Rhythm หรือจังหวะชีวิตของเราเป็นยังไง กิจกรรมใดบ้างที่มีความหมายและหากเราไม่ได้ทำเราจะรู้สึกโกรธเคืองงานประจำที่มาขโมยเวลาสำหรับกิจกรรมเหล่านั้นไป

เธอยกตัวอย่าง เคธี่ คุณแม่ชาวอินเดียซึ่งดูแลทีม Google Finance

เคธี่มีประชุมกับเพื่อนร่วมทีมในต่างประเทศตอนตี 1 เป็นประจำ เมเยอร์เป็นห่วงเคธี่ว่าจะไหวมั้ย แต่เคธี่บอกว่าสบายมากเพราะเธอชอบงานนี้และอยากจะช่วยทีมเท่าที่ทำได้อยู่แล้ว สิ่งที่เธอไม่ค่อยโอเคคือการประชุมตอนเย็นที่มักจะลากยาวจนทำให้เธอไปดูลูกซ้อมฟุตบอลไม่ทันต่างหาก

เมื่อรู้อย่างนี้ เมเยอร์จึงขีดเส้นชัดเจนว่า ถ้าวันไหนลูกของเคธี่มีซ้อมฟุตบอล เธอจะไม่ยอมให้ใครมารั้งเคธี่ไว้ในที่ประชุม ถ้าถึงเวลาต้องไปแล้ว แม้ว่าเซอร์เก้ บริน (หนึ่งในผู้ก่อตั้งกูเกิ้ล) จะยังคุยไม่เสร็จและคาดหวังให้เคธี่ตอบคำถาม เมเยอร์จะตัดบทและบอกว่าเคธี่ต้องออกแล้วเพื่อให้เคธี่ไปทันดูลูกซ้อมฟุตบอล แล้วคืนนั้นค่อยกลับมาตอบคำถามของเซอร์เก้ทางอีเมลแทน

กล่าวโดยสรุปก็คือ burnout ไม่ได้เกิดจากการทำงานหนักจนพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่เกิดจากความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำจนขุ่นเคืองงานที่ตัวเองทำอยู่

(ข้อความที่อยู่ในโคว้ตด้านบน นำมาจากบล็อก “Burnout เป็นเรื่องหลอกเด็ก”***** )

อ่านมาถึงตอนนี้ ฉันคิดว่า Marissa ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่สำคัญไว้อย่างยิ่ง

ช่วงหนึ่งที่ตัดสินใจทำงานพัฒนาชนบท ส่วนหนึ่งนอกจากเนื้อหาของงานที่อยากทำแล้ว สิ่งหนึ่งที่ฉันตั้งใจอยากได้จากงานนี้ คือการมีเวลาในช่วงเย็นไว้ออกกำลังกายและฝึกทักษะใหม่ๆ ของตัวเอง (ในที่นี้ คือ สเก็ตบอร์ด)

แต่มีช่วงหนึ่งของงาน ที่มักมีภารกิจมาให้แก้ไขในช่วงเย็นของทุกวัน ภารกิจที่สำคัญคอขาดบาดตายจริงๆ นั้นฉันพอเข้าใจ แต่ภารกิจบางอย่าง ฉันก็มองว่า มันสามารถจัดการในวันรุ่งขึ้น (ตอนกลางวัน) ได้ ไม่จำเป็นต้องจัดการในช่วงเย็นหลังเลิกงาน (ถ้านับตามเวลาทำการขององค์กรทั่วไป) ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ฉันวางแผนไว้ในการพัฒนาตนเอง (พัฒนาความแข็งแรงของร่างกาย และพัฒนาทักษะ)

พอเป็นอย่างนี้ไปสักระยะหนึ่ง ฉันก็รู้สึกหงุดหงิดมาก และรู้สึกเหมือนทุกอย่างดูไม่ได้ดั่งใจ ฉันมองย้อนกลับไปในหลายๆ อย่าง และเริ่มคิดว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปก็ไม่ไหวแล้วนะ … ไม่ใช่หมายถึงฉันไม่อยากทุ่มเทเวลาให้กับการทำงาน ฉันเป็นคนรักงาน ฉันสามารถนั่งเขียนรายงานตอนสามทุ่มถึงห้าทุ่มก็ได้ ที่จริงแล้วตลอดชีวิตในวงการนิตยสาร ฉันก็ทำงานตลอดไม่ว่าเช้า ค่ำ ดึก แต่ในช่วงเวลาตอนเย็นที่ฉันถือเป็นเวลาเพื่อตัวเองนั้น ฉันคิดว่ามันคือช่วงเวลาที่บ่มเพาะขุมพลังให้ชีวิต

ถ้าฉันไม่ได้ทำอะไรที่อยากทำในช่วงเย็น … มันเหมือนเท่ากับว่า ฉันก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแล้วสินะ

ฉันเลยลองคุยกับเพื่อนร่วมงานในวันหนึ่ง และพูดถึงความสำคัญของการมีชีวิต

 

ฉันบอกว่า ฉันอายุ 35  ปี ปีนี้จะ 36 แล้ว มีน้องๆ หลายคนที่อาจจบใหม่และเริ่มงานเป็นครั้งแรก พวกเขาอาจได้ยินคติสอนใจเมื่อเจองานหนักว่า “จงอดทน จงอดทน จงอดทน”

ขณะที่น้องบางคน อาจดูคลิปปู ไปรยา ขึ้นพูดในฐานะทูตสันถวไมตรี UNHCR คนแรกของไทย แล้วพูดได้ว่า “อยากเป็นอย่างนั้นในอนาคต” แต่ฉันบอกพวกเขาว่า … ฉันพูดอย่างนั้นไม่ได้แล้วนะ ฉันพูดว่าฉันอยากเป็นนู่นนั่นนี่ในอีกสิบปีข้างหน้าไม่ได้แล้ว เพราะ ขณะนี้ … นี่คือชีวิตแล้ว ถ้าฉันในวัย 35 ยังหาเวลาออกกำลังกายไม่ได้ ยังไปฝึกสเก็ตบอร์ดกับก๊วนสเก็ตฯ ในช่วงเย็นไม่ได้ (เบี้ยวนัดตลอด) ยังหาเวลาเรียนพัฒนาการเขียน Code ไม่ได้ มันคงมีอะไรผิดปกติสักอย่างแล้วกับชีวิตของฉัน

“เพราะชีวิต มันคือตอนนี้แล้วนะ” ฉันพูดออกไป

 

เมื่ออ่านเจอบทความใน Bloomberg ของ Marissa ฉันจึงรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ใช่มาก เรื่องราวของเคธี่ คุณแม่ที่อยากไปดูลูกซ้อมฟุตบอล แต่ติดประชุมตอนเย็นยาว (แต่เคธี่ไม่มีปัญหากับการประชุมงานทางไกลดึกดื่นเที่ยงคืน) คือสิ่งที่ฉันเผชิญอยู่นี่แหละ

ฉันไม่ได้ขี้เกียจทำงาน และไม่ได้จะปัดความรับผิดชอบของภารกิจที่เข้ามาตอนเย็น แต่ฉันแค่คิดว่า ภารกิจหลายอย่าง เราสามารถเลื่อนไปทำในเวลาอื่นได้ และเอาเข้าจริง ทุกคนมีจังหวะชีวิตของตัวเอง มีชั่วโมงบ่มเพาะขุมพลังของตัวเองที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น เราต้องพยายามรักษาจังหวะชีวิตที่ใช่และอย่าปล่อยให้กิจกรรมที่เป็นความหมายของชีวิตเราต้องถูกพรากไป จนพาลหมดไฟ

 

หลังจากวันนั้นที่สื่อสารออกไป ฉันพบว่า ฉันรักทีมขึ้นอีกมากมาย เพราะทุกคนเริ่มเข้าใจมากขึ้น ว่าจังหวะชีวิตเราอาจต่างกัน แต่เราสนับสนุนและส่งเสริมกันให้ทำในสิ่งที่เรารักต่อไปได้

เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้อง Burnout หรือหมดไฟ…กับสิ่งที่เรียกว่า ชีวิต

 

ถึงตอนนี้ ฉันอยากบอกว่า แม้ Marissa จะล้มเหลวในฐานะ CEO หนแรกของเธอ แต่ในฐานะนักเขียน (ใน Bloomberg ตอนนั้น) ฉันคิดว่าบทความของเธอเยี่ยมยอด และมีความหมายกับชีวิตของอีกหลายคนมาก

 

อย่างน้อย ก็มีความหมายกับชีวิตฉันคนหนึ่งล่ะ

 

 

Note:

*Eric Schmidt อดีต CEO ของ Google ที่ทุกวันนี้เป็นประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท

**Jonathan Rosenberg อดีต  Senior Vice President of Products ของ Google ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาให้กับ Alphabet Inc. ของ Google

*** ชื่อภาษาไทยคือ “คิดอย่างผู้นำ ทำอย่าง Google” – https://www.se-ed.com/product/คิดอย่างผู้นำ-ทำอย่าง-Google.aspx?no=9786165156196

**** ดูบทความได้ใน https://www.bloomberg.com/news/articles/2012-04-12/how-to-avoid-burnout-marissa-mayer

***** ลิงก์ทางตรง : https://anontawong.com/2017/02/21/burnout-myth/

 

[thought] Idea for Connectivity: Grab สามล้อ in rural?

ปัญหาของการเดินทางในต่างจังหวัดของไทยคือ การเคลื่อนย้ายไปไหน มักจะรอนาน หรือไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องจ้างรถรับจ้างเดี่ยวๆ ซึ่งราคาก็มักจะสูง เพราะรถรับจ้างมักจะไม่คิดแค่ระยะทางแค่ที่ไปส่ง แต่จะคิดระยะทางไป-กลับบวกไปในค่าโดยสารเลย บางครั้งในระยะทางไม่ไกลมาก เช่น 7 กม. เราอาจต้องจ่ายค่าโดยสารสามล้อเป็นจำนวน 120 บาทเลยทีเดียว

วันก่อนนู้น ความที่ต้องเดินทางไปสนามบินอุดรธานี ก่อนหน้านั้นก็แวะหาเพื่อนแถวใกล้ๆ จวนผู้ว่าจังหวัดอุดรธานี จึงหอบกระเป๋าและไปเริ่มต้นโบกรถสามล้อแถวนั้น เมื่อเจรจาต่อรองแล้วก็พบว่า ราคาที่เสนอคือ 100 บาท ส่วนราคาที่สามล้อยื่นมาคือ 120 บาท และพวกเราต่อรองกันได้ที่จุดกึ่งกลาง 110 บาท (ก็ยังดีวะ)

พอไปถึงสนามบิน เลยคุยกับคุณลุงคนขับว่า คุณลุงคนขับได้ใช้สมาร์ทโฟนบ้างไหม ลุงบอกว่า ใช้แค่มือถือปุ่มกดธรรมดา เลยถามต่อว่า ถ้ามีบริษัทเอาสมาร์ทโฟนมาให้ใช้ เพื่อให้ใช้แอพที่หาลูกค้าได้ง่ายขึ้น ลุงจะใช้ไหม ลุงตอบว่า ลุงใช้ไม่เป็นอ่ะ คงไม่ใช้หรอก ทุกวันนี้มือถือปุ่มกดยังใช้ไม่เป็นเลย

จริงๆ ตอนแรก อยากพัฒนาแอพพลิเคชั่น ที่เชื่อมต่อกับรถสามล้อ หรือรถ car pool (แนวคล้ายๆ Uber แต่เน้นการเดินทางแบบเยอะคน) คือจริงๆ แล้วชีวิตในต่างจังหวัดนี่ไม่ได้รีบกันมากหรอก บางทีรอรถ 20 นาทีก็รอกันได้ (1  ชม. ก็รอได้ค่ะ ถ้ารู้ว่าจะมีรถมาจริงๆ) ซึ่งบางครั้ง เวลาเราลงรถโดยสารที่ บขส. แล้วเราอยากต่อไปยังอีกจุดหนึ่ง (เช่น อบต. ที่อยู่ห่างไปอีก 15 กม.) แต่เราไม่อยากจ่ายค่าสามล้อแพงขนาดนั้น ขณะเดียวกัน เราก็ไม่อยากกดราคาคุณลุงคนขับด้วยไง ซึ่งทางแก้คือ อาจหาคนมาหารค่าโดยสาร โดยหากมีแอพพลิเคชั่นเชื่อมต่อ หรือให้คนเช็คกันได้ว่า ตอนนี้ เวลาประมาณนี้ มีคนจากจุดนี้ อยากเดินทางไปยังจุดนี้ หากในเวลาใกล้เคียงกัน มีคนอยากเดินทางจากจุดเดียวกัน ไปยังบริเวณเดียวกัน (เช่น ตำบลเดียวกัน) ก็ทำให้สามารถรอกันได้ เพื่อที่ว่าจะได้ขึ้นรถสามล้อไปด้วยกัน และช่วยกันหารค่าเดินทาง โดยที่คุณลุงคนขับสามล้อก็ไม่ต้องถูกต่อราคาลงแบบมหาโหดจนแกไม่ได้ค่าน้ำมันรถเลยด้วยซ้ำ

เคยคุยกับน้องวิศวกรคอมพิวเตอร์คนหนึ่ง เขาก็บอกว่า แนวทางนี้คงไม่ได้เป็นแนวธุรกิจ (คือแอพอาจจะไม่ได้เงินอะไรมากมาย) แต่เป็นแนวเพื่อสังคมใช่ไหมครับพี่ ก็เลยตอบไปว่า ใช่ (แม้ใจจริงจะอยากทำแบบธุรกิจที่ได้กำไรก็ตาม งิ้งงงง) คิดว่า แนวคิดนี้ทำได้ แม้จะไม่ง่ายเลย แต่ตอนนี้ด้วยศักยภาพตัวเอง ที่ยังเขียนแอพไม่เก่งเลย อาจยังเริ่มต้นได้แค่งูๆ ปลาๆ

ใจจริงอยากให้คนที่ต่อยอดได้เก่งๆ ลองหันมาทำโปรเจ็กต์นี้ดู หรืออาจจะเป็นหน่วยงานของรัฐ ในจุดหนึ่ง คิดว่ามันเป็นการเชื่อมโยงชนบทให้เดินทางได้ง่ายขึ้น ในราคาที่เบาลง

แต่โจทย์ใหญ่ตอนนี้คือ ทำอย่างไร คุณลุงสามล้อถึงจะยอมใช้สมาร์ทโฟน ><

ผมขาว และเรื่องราวของการเติบโต

จากงานวิจัยปี คศ.2005 ในวารสารการแพทย์พบว่าคนเอเซียจะเริ่มมีผมหงอกหรือผมขาวตั้งแต่อายุปลาย 30  –  จากบทความออนไลน์ “ผมหงอก … หัวหงอก … ผมขาว” โดยคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิด

(1) ปี 2559 ที่ผ่านมา ผู้คนรอบตัวฉันพูดเรื่อง “ผมหงอก” กันบ่อยมาก

ตอนเป็นเด็ก ฉันมักคิดว่า ผมหงอก เป็นเรื่องของคนแก่ เป็นเรื่องของคนสูงวัย เป็นเรื่องที่จะไม่มีวันมาถึงฉันก่อนที่จะอายุแตะเลข 50 แน่ๆ

แต่ผมหงอกปรากฏบนศีรษะฉันครั้งแรกในวัย 30

มันปรากฏกายอย่างเงียบเชียบ ไม่เหมือนผีตรงที่เรามองเห็นได้ว่ามันมีอยู่จริง และเหมือนผีตรงที่มันแอบน่ากลัว

“แค่ไม่กี่เส้น” ฉันคิดอย่างนั้น

แต่ผมหงอกก็เหมือนประสบการณ์ มันเพิ่มพูนตามอายุที่มากขึ้น ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์บอกว่า เมื่อคนเราอายุ 30 เส้นผมจะหงอกขาวเพิ่มขึ้นประมาณ 10-20% ทุกๆ 10 ปี จริงๆ ข้อมูลนี้อาจไม่ตรงกับประสบการณ์ฉันนิดหน่อย เพราะจำนวนผมหงอกบนหัวของฉันกลับเพิ่มทบทวีขึ้นเป็นรายปี หาใช่รายทศวรรษไม่

เพื่อนในวงการสื่อคนหนึ่งเคยพูดติดตลกไว้ ตอนมีผมหงอกเส้นแรกๆ ก็ขยันนับจำนวนอยู่นะ แต่พอหลายปีผ่านไป มันเยอะจนต้องเลิกนับไปเลย

แล้วก็มีชีวิตอยู่กับมันแบบเข้าใจสัจธรรม (เอามือตบบ่าปุๆ)

 

(2) ตั้งแต่สิ้นปี จนถึงวันเริ่มต้นปีใหม่นี้ ฉันใช้เวลาในชีวิตกำจัดผมหงอกไปไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง

การถอนผมหงอกออกจากศีรษะ เป็นเหมือนอาการเสพย์ติดอย่างหนึ่ง คืออย่าลองเริ่ม เพราะถ้าได้เริ่มแล้วจะยาว

หลายเว็บไซต์ในอินเตอร์เน็ตแนะนำเราว่า ไม่ควรถอนผมหงอก เพราะรากผมจะสั่นสะเทือน

ว่าแต่ว่า ผมหงอกคืออะไรน่ะเหรอ ผมหงอกหาใช่การที่เส้นผมผลิตเม็ดสีขาวแทนเม็ดสีดำไม่ แต่มันเกิดจากการที่เม็ดผมไม่สร้างเม็ดสี ทำให้เส้นผมไม่มีสี ผมขาวที่คนไทยเรียกกันว่าผมหงอกนั้น ภาษาอังกฤษเขาจะเรียกกันว่า  grey hair

และยังไม่พบหลักฐานทางการแพทย์ว่าโปรตีนเสริมหรือวิตามินใดๆ สามารถชะลอหรือยับยั้งการเกิดผมหงอกได้จริง

แต่ใช่ว่าผมหงอกจะรักษาไม่ได้ เพราะปี 2559 นักวิจัยที่ University College London ค้นพบยีนที่เกี่ยวข้องกับการทำให้ผมหงอก (ผมไม่มีสี) ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่นักวิทยาศาสตร์สามารถระบุยีนตัวนี้ได้ ยีนตัวนี้คือ IRF4

การค้นพบยีน IRF4 ทำให้ผมขาวอาจจะรักษาได้ ด้วยการไปกระทำบางอย่างกับยีนต้นตอ

ถ้าทำได้ คุณจะเปลี่ยนผมขาวเป็นสีอื่นไหม?

 

(3) แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ผมหงอกขาวมักถูกเชื่อมโยงเข้ากับความแก่

แต่เอาเข้าจริง หลายคนบนโลกมีผมขาวตั้งแต่วัยรุ่น อย่างที่บอก ผมขาวก็คือผมที่รากผมไม่ผลิตเม็ดสี ซึ่งอาการนี้เกิดขึ้นได้ไม่จำกัดวัย

Ted Fu หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Wongfu Production บอกว่า เขามีผมขาวตั้งแต่อายุ 14 แล้วก็ย้อมดำมาเรื่อยๆ พอเขาเริ่มเบื่อการย้อม และปล่อยผมให้เป็นตามธรรมชาติ (สีขาว) ของมันในช่วงวัย 30 ผู้คนก็ทักระนาว เพราะเขากลายเป็นคนผมขาวเกือบทั้งหัว

แต่ Ted โอเคกับสิ่งนั้น

ฉันเคยสัมภาษณ์พี่เป้ ทวีเวท ศรีณรงค์ นักไวโอลินในช่วงก่อนที่เขาจะรวมตัวเป็น Vietrio ตอนนั้นเขาเพิ่งกลับมาจากอเมริกาหมาดๆ และมีผมขาวแซมหัว ฉันทักเขาไปว่า เป็นแฟชั่นที่นู่นเหรอ เขาตอบว่า เปล่า แต่ผมเขามีสีขาวแซมอยู่แล้ว

ฉันคิดว่าวันนั้นพี่เป้ดูเท่ดี และไม่เห็นว่าผมขาวเป็นสัญลักษณ์ของความแก่แต่อย่างใด

แต่วันนี้ฉันก็เพิ่งถอนผมขาวไป … หลายเส้นทีเดียว

 

(4) ฉันไม่ได้คิดว่าผมขาวคือความแก่ แต่ผมขาวทำให้ฉันตระหนักถึงอายุที่เติบโตขึ้น

เมื่อเติบโต ร่างกายเราเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จากเด็กเป็นวัยรุ่น เราพบเจอความเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพ และในวัยผู้ใหญ่อันยาวนาน (ตั้งแต่เรียนจบแล้วเริ่มทำงานถึงเกษียณ) ความเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพจะเดินทางมาเรื่อยๆ

ปี 2560 คงนำพาความเปลี่ยนแปลงมาอีกหลากหลาย

 

“มาเติบโตไปด้วยกันเถอนะ”

ฉันพูด ก่อนจะเริ่มถอนผมขาวจำนวนหนึ่งออกมา

ขณะที่รู้ว่า อีกหนึ่งเดือนต่อมา เดี๋ยวมันก็งอกเงย

 

 

IMG_2775.jpg