การมาถึงของปากกา Muji ที่รอคอย…

 

ตอนที่อยู่โตเกียวนั้น ฉันชอบใช้ปากการุ่นหนึ่งของ Muji ซึ่งพอพูดอย่างนี้ออกไป หลายคนอาจร้องว่า ก็ปกติประสาฮิปสเตอร์นิแต่เปล่าเลย ฉันไม่ได้เป็นฮิปสเตอร์ และไม่ได้ซื้อ Muji pen อันนี้เพราะมันติดแบรนด์ Muji (แต่ถึงมันติดแบรนด์ ก็ไม่มีอะไรผิดนิ) ฉันชอบเจ้าปากกานี้ เพราะมันเขียนง่าย ซื้อได้ตาม Family Mart หน้ามหาวิทยลัย ที่สำคัญมันถูกมากกกกกก ราคาแค่ 105 yen หรือ 30 บาทไทย ซึ่งราคานี้ ถูกกว่าซื้อปากกาจากร้านร้อยเยน ที่เมื่อบวก Vat แล้ว ราคาไปจบที่ 108 เยนด้วยซ้ำ

ก่อนกลับไทย ฉันสอยปากการุ่นนี้กลับมาหลายด้าม ทุกสีสำคัญ ทั้งน้ำเงิน แดง และดำ แต่พอใช้ๆ ไป ทุกอย่างย่อมมีวันหมดอายุน่ะนะ ในที่สุด ก็ถึงเวลาที่ปากกา Muji ทุกด้ามที่มีอยู่หมดอายุขัย ฉันต้องซื้อปากกาใหม่ พอพาตัวเองไปร้าน Muji สาขาสีลมคอมเพล็กซ์ ก็พบว่าไม่มีรุ่นนี้ขาย! พระเจ้า! เกิดอะไรขึ้นกับ Muji Thailand ท่ามกลางสินค้ามากมายที่แบรนด์เลือกมา ทำไมพวกเขาไม่เลือกสิ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของฉันมาด้วยยยยย

กรีดร้องโหยหวนอยู่หลายเดือน ระหว่างนั้น ความที่เห็นคนไทยระดมพลขึ้นบกไปบุกญี่ปุ่นกันเยอะมาก เลยคิดว่า จะฝากฝังเพื่อนให้ซื้อมาฝากก็ได้วะ แต่พอลองวิธีนี้ ซึ่งฉันคิดเองเออเองว่ามันง่ายมาก กับการบอกข้อมูลเพียงว่า ฝากซื้อปากกา Muji ราคา 105 เยน ที่ Family Mart หาง่ายแก เพราะมันมีเซ็กชั่น Muji แยกออกมาเลยฉันก็นึกว่า ทุกคนจะรู้สึกง่ายดายตามไปด้วย แต่ปรากฏว่า ในช่วงห้าหกเดือนที่ผ่านมา ฝากซื้อไปห้าคน ก็ไม่ได้กลับมาเลยสักคน บ้างก็หา Family Mart ไม่เจอ, บ้างก็วุ่นๆ กับการขนของย้ายกลับไทย, บ้างก็ไม่มีเวลาจริงๆ ซึ่งฉันเข้าใจเงื่อนไขในชีวิตของแต่ละคนนั่นแหละ แต่ฉันก็ยังเฝ้าฝันและรอคอยการมาถึงของปากการุ่นนี้รอใครสักคนจะนำมันมาให้อย่างปาฏิหาริย์

และแล้วมันก็เดินทางมาแม้จะไม่ใช่โดยปาฏิหาริย์ก็ตาม

ในวันหนึ่ง พี่ชายคนหนึ่งโพสรูปดอกซากุระใน Instagram ฉันเลยถามไปว่า อยู่ญี่ปุุ่นเหรอซึ่งปรากฏว่า พี่เขาไปเยี่ยมประเทศแม่เขา (เป็นมุกแซวกัน เพราะเขาชอบญี่ปุ่นมาก) และจะกลับมากรุงเทพฯ ในช่วงที่ฉันไปทำธุระที่พระนครเมืองฟ้าอมรที่ชื่อกรุงเทพฯ พอดี

สุดท้ายแล้ว ปากกาด้ามนี้ก็เดินทางมาถึง และมันช่วยให้ฉันจดความคิดได้อย่างสนุกมากขึ้นอีกหลายเลเวลเลย


Advertisements

[thought] จากความล้มเหลวของ Marissa Mayer สู่สิ่งที่เรียกว่า Burnout และความหมายของชีวิต

เร็วๆ นี้ มีบทความจาก brandinside ที่พูดถึงความล้มเหลวของ Marissa Mayer ในฐานะ CEO หญิงของ Yahoo ที่เพิ่งขายกิจการส่วนออนไลน์ให้ Verizon ไปเมื่อกลางปี 2016

พร้อมกันนั้น มีข้อเขียนหลายชิ้น ให้ความเห็นกับการว่าจ้าง CEO หญิงของหลายบริษัทใหญ่ ว่าส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่อยู่ในช่วงขาลง และต้องการลองเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง (ประมาณว่า ไม่ได้เชื่อมั่นใน Girl Power อะไรหรอก แต่เพราะตอนนั้นมันถึงทางตันแล้วเลยต้องลองอะไรที่แตกต่างไป)

ฉันอ่านข่าวเกี่ยวกับ Marissa Mayer ในจังหวะเดียวกับที่ฉันอ่านหนังสือ How Google Works ที่เขียนโดย Eric Schmidt* กับ Jonathan Rosenberg** จบลง หนังสือเล่มนี้เผยแพร่ครั้งแรกในปลายปี 2014 และปัจจุบันมีแปลไทยแล้ว โดยสำนักพิมพ์เนชั่น***

ในสถานการณ์ปัจจุบัน เราอาจประเมินว่า Marissa Mayer ล้มเหลวในฐานะ CEO แต่เมื่ออ่านในหนังสือเล่มข้างบน ฉันพบว่า หลายครั้งที่ Eric และ Jonathan พูดถึง Marissa พวกเขาพูดถึงด้วยน้ำเสียงยกย่องและให้เครดิต (ในตอนที่เธอทำงานที่ Google) และเอาจริงๆ Marissa ร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆ หลายอย่างไว้ให้ Google

หนึ่งในสิ่งที่หนังสือ How Google Works พูดถึงก็คือ วัฒนธรรมการทำงานหนักในทางที่ดี โดยอ้างอิงสิ่งที่ Marissa พูดถึงการ Burnout (ทำงานหนัก เหนื่อยล้า จนหมดไฟ) ว่า ไม่มีอยู่จริง ความรู้สึกอ่อนล้า (ไปจนถึงหมดไฟ) ไม่ได้เกิดจากการทำงานหนัก แต่เกิดจากความทุกข์ใจที่ต้องเลิกทำในสิ่งที่มีความสำคัญกับตัวเราอย่างแท้จริง Marissa เขียนลงใน Bloomberg**** ปี 2012 ว่า

เราต้องรู้ว่า Rhythm หรือจังหวะชีวิตของเราเป็นยังไง กิจกรรมใดบ้างที่มีความหมายและหากเราไม่ได้ทำเราจะรู้สึกโกรธเคืองงานประจำที่มาขโมยเวลาสำหรับกิจกรรมเหล่านั้นไป

เธอยกตัวอย่าง เคธี่ คุณแม่ชาวอินเดียซึ่งดูแลทีม Google Finance

เคธี่มีประชุมกับเพื่อนร่วมทีมในต่างประเทศตอนตี 1 เป็นประจำ เมเยอร์เป็นห่วงเคธี่ว่าจะไหวมั้ย แต่เคธี่บอกว่าสบายมากเพราะเธอชอบงานนี้และอยากจะช่วยทีมเท่าที่ทำได้อยู่แล้ว สิ่งที่เธอไม่ค่อยโอเคคือการประชุมตอนเย็นที่มักจะลากยาวจนทำให้เธอไปดูลูกซ้อมฟุตบอลไม่ทันต่างหาก

เมื่อรู้อย่างนี้ เมเยอร์จึงขีดเส้นชัดเจนว่า ถ้าวันไหนลูกของเคธี่มีซ้อมฟุตบอล เธอจะไม่ยอมให้ใครมารั้งเคธี่ไว้ในที่ประชุม ถ้าถึงเวลาต้องไปแล้ว แม้ว่าเซอร์เก้ บริน (หนึ่งในผู้ก่อตั้งกูเกิ้ล) จะยังคุยไม่เสร็จและคาดหวังให้เคธี่ตอบคำถาม เมเยอร์จะตัดบทและบอกว่าเคธี่ต้องออกแล้วเพื่อให้เคธี่ไปทันดูลูกซ้อมฟุตบอล แล้วคืนนั้นค่อยกลับมาตอบคำถามของเซอร์เก้ทางอีเมลแทน

กล่าวโดยสรุปก็คือ burnout ไม่ได้เกิดจากการทำงานหนักจนพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่เกิดจากความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำจนขุ่นเคืองงานที่ตัวเองทำอยู่

(ข้อความที่อยู่ในโคว้ตด้านบน นำมาจากบล็อก “Burnout เป็นเรื่องหลอกเด็ก”***** )

อ่านมาถึงตอนนี้ ฉันคิดว่า Marissa ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่สำคัญไว้อย่างยิ่ง

ช่วงหนึ่งที่ตัดสินใจทำงานพัฒนาชนบท ส่วนหนึ่งนอกจากเนื้อหาของงานที่อยากทำแล้ว สิ่งหนึ่งที่ฉันตั้งใจอยากได้จากงานนี้ คือการมีเวลาในช่วงเย็นไว้ออกกำลังกายและฝึกทักษะใหม่ๆ ของตัวเอง (ในที่นี้ คือ สเก็ตบอร์ด)

แต่มีช่วงหนึ่งของงาน ที่มักมีภารกิจมาให้แก้ไขในช่วงเย็นของทุกวัน ภารกิจที่สำคัญคอขาดบาดตายจริงๆ นั้นฉันพอเข้าใจ แต่ภารกิจบางอย่าง ฉันก็มองว่า มันสามารถจัดการในวันรุ่งขึ้น (ตอนกลางวัน) ได้ ไม่จำเป็นต้องจัดการในช่วงเย็นหลังเลิกงาน (ถ้านับตามเวลาทำการขององค์กรทั่วไป) ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ฉันวางแผนไว้ในการพัฒนาตนเอง (พัฒนาความแข็งแรงของร่างกาย และพัฒนาทักษะ)

พอเป็นอย่างนี้ไปสักระยะหนึ่ง ฉันก็รู้สึกหงุดหงิดมาก และรู้สึกเหมือนทุกอย่างดูไม่ได้ดั่งใจ ฉันมองย้อนกลับไปในหลายๆ อย่าง และเริ่มคิดว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปก็ไม่ไหวแล้วนะ … ไม่ใช่หมายถึงฉันไม่อยากทุ่มเทเวลาให้กับการทำงาน ฉันเป็นคนรักงาน ฉันสามารถนั่งเขียนรายงานตอนสามทุ่มถึงห้าทุ่มก็ได้ ที่จริงแล้วตลอดชีวิตในวงการนิตยสาร ฉันก็ทำงานตลอดไม่ว่าเช้า ค่ำ ดึก แต่ในช่วงเวลาตอนเย็นที่ฉันถือเป็นเวลาเพื่อตัวเองนั้น ฉันคิดว่ามันคือช่วงเวลาที่บ่มเพาะขุมพลังให้ชีวิต

ถ้าฉันไม่ได้ทำอะไรที่อยากทำในช่วงเย็น … มันเหมือนเท่ากับว่า ฉันก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแล้วสินะ

ฉันเลยลองคุยกับเพื่อนร่วมงานในวันหนึ่ง และพูดถึงความสำคัญของการมีชีวิต

 

ฉันบอกว่า ฉันอายุ 35  ปี ปีนี้จะ 36 แล้ว มีน้องๆ หลายคนที่อาจจบใหม่และเริ่มงานเป็นครั้งแรก พวกเขาอาจได้ยินคติสอนใจเมื่อเจองานหนักว่า “จงอดทน จงอดทน จงอดทน”

ขณะที่น้องบางคน อาจดูคลิปปู ไปรยา ขึ้นพูดในฐานะทูตสันถวไมตรี UNHCR คนแรกของไทย แล้วพูดได้ว่า “อยากเป็นอย่างนั้นในอนาคต” แต่ฉันบอกพวกเขาว่า … ฉันพูดอย่างนั้นไม่ได้แล้วนะ ฉันพูดว่าฉันอยากเป็นนู่นนั่นนี่ในอีกสิบปีข้างหน้าไม่ได้แล้ว เพราะ ขณะนี้ … นี่คือชีวิตแล้ว ถ้าฉันในวัย 35 ยังหาเวลาออกกำลังกายไม่ได้ ยังไปฝึกสเก็ตบอร์ดกับก๊วนสเก็ตฯ ในช่วงเย็นไม่ได้ (เบี้ยวนัดตลอด) ยังหาเวลาเรียนพัฒนาการเขียน Code ไม่ได้ มันคงมีอะไรผิดปกติสักอย่างแล้วกับชีวิตของฉัน

“เพราะชีวิต มันคือตอนนี้แล้วนะ” ฉันพูดออกไป

 

เมื่ออ่านเจอบทความใน Bloomberg ของ Marissa ฉันจึงรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ใช่มาก เรื่องราวของเคธี่ คุณแม่ที่อยากไปดูลูกซ้อมฟุตบอล แต่ติดประชุมตอนเย็นยาว (แต่เคธี่ไม่มีปัญหากับการประชุมงานทางไกลดึกดื่นเที่ยงคืน) คือสิ่งที่ฉันเผชิญอยู่นี่แหละ

ฉันไม่ได้ขี้เกียจทำงาน และไม่ได้จะปัดความรับผิดชอบของภารกิจที่เข้ามาตอนเย็น แต่ฉันแค่คิดว่า ภารกิจหลายอย่าง เราสามารถเลื่อนไปทำในเวลาอื่นได้ และเอาเข้าจริง ทุกคนมีจังหวะชีวิตของตัวเอง มีชั่วโมงบ่มเพาะขุมพลังของตัวเองที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น เราต้องพยายามรักษาจังหวะชีวิตที่ใช่และอย่าปล่อยให้กิจกรรมที่เป็นความหมายของชีวิตเราต้องถูกพรากไป จนพาลหมดไฟ

 

หลังจากวันนั้นที่สื่อสารออกไป ฉันพบว่า ฉันรักทีมขึ้นอีกมากมาย เพราะทุกคนเริ่มเข้าใจมากขึ้น ว่าจังหวะชีวิตเราอาจต่างกัน แต่เราสนับสนุนและส่งเสริมกันให้ทำในสิ่งที่เรารักต่อไปได้

เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้อง Burnout หรือหมดไฟ…กับสิ่งที่เรียกว่า ชีวิต

 

ถึงตอนนี้ ฉันอยากบอกว่า แม้ Marissa จะล้มเหลวในฐานะ CEO หนแรกของเธอ แต่ในฐานะนักเขียน (ใน Bloomberg ตอนนั้น) ฉันคิดว่าบทความของเธอเยี่ยมยอด และมีความหมายกับชีวิตของอีกหลายคนมาก

 

อย่างน้อย ก็มีความหมายกับชีวิตฉันคนหนึ่งล่ะ

 

 

Note:

*Eric Schmidt อดีต CEO ของ Google ที่ทุกวันนี้เป็นประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท

**Jonathan Rosenberg อดีต  Senior Vice President of Products ของ Google ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาให้กับ Alphabet Inc. ของ Google

*** ชื่อภาษาไทยคือ “คิดอย่างผู้นำ ทำอย่าง Google” – https://www.se-ed.com/product/คิดอย่างผู้นำ-ทำอย่าง-Google.aspx?no=9786165156196

**** ดูบทความได้ใน https://www.bloomberg.com/news/articles/2012-04-12/how-to-avoid-burnout-marissa-mayer

***** ลิงก์ทางตรง : https://anontawong.com/2017/02/21/burnout-myth/

 

[experience] Khan Academy ผู้มาช่วยชีวิต

รู้จัก Khan Academy ครั้งแรกตอนไปเรียนที่ Todai ปี 2013 ซึ่งถือว่าเชยมาก เพราะเขาทำคลิปติวในยูทูปมาได้หลายปีแล้ว

ตอนนั้นมีปัญหากับวิชาเศรษฐศาสตร์ แถมยังฟังเซนเซพูดไม่ค่อยเข้าใจ (โง่เองแหละ) หันไปจะถามคลาสเมท ก็ไม่รู้จะถามเขาว่ายังไง (ภาษาอังกฤษโง่ได้ขนาดนั้น) ตอนนั้นการสื่อสารล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงอ่ะ ทำไงดีล่ะ การบ้านก็ต้องส่ง แต่ไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง สื่อสารก็ไม่ได้ ทางเดียวที่ทำได้คือเสิร์ชในยูทูปดู แล้วพบคลิปของ Khan Academy ก็เลยนั่งไล่ดู คือฟังไม่ได้รู้เรื่องหรอกนะ แต่พอมันเป็นคลิปในยูทูป อย่างน้อยมันก็รีรันดูได้ไง ตรงไหนฟังไม่ออก ไม่เข้าใจ ก็กดหยุด ลองเดาดู บลาๆ ๆ ก็หาทางเอาตัวรอดไป และในตอนนั้นเองก็ได้ยินเพื่อนอเมริกันมันพูดถึง Khan Academy ว่าช่วยให้มันเข้าใจวิชาเกี่ยวกับเลขกับอะไรพวกนี้มากขึ้น ก็เลยมาถึงบางอ้อว่า …อ้อ Salman Khan นี่ มันไม่ได้ช่วยแค่คนต่างด้าวอย่างชั้นสินะ ขนาดพวกพูดอังกฤษเป็นเนทีฟก็ยังต้องพึ่ง Khan, Bravo! ชั้นก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้นสินะ

เป็นตอนนั้นเองที่เริ่มเข้าใจการเรียนรู้ผ่านออนไลน์ อยากรู้อะไรลอง google หาสิ (ซึ่งมันก็ไม่ได้มีทุกอย่างหรอกนะ) แต่สิ่งที่ชอบที่สุดในคลิปติวหรือสอนต่างๆ ในยูทูป คือมันทำให้เราได้เรียนรู้ ในเวลาที่เรา “เปิด” ต่อการเรียนรู้ (หรือหลังชนกำแพงแล้ว ยังไงกรูต้องรอด) ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ Khan ก็เจอตอนที่เขาเริ่มอัพคลิปลงยูทูปเช่นกัน

คือ Khan นี่ จบ MIT ใช่ป่ะ แล้วทำงานในเฮดจ์ฟันด์ คือฉลาดมากอ่ะนะ ตอนนั้นมีลูกพี่ลูกน้องที่มีปัญหาเรื่องเลข แต่เขารู้สึกว่าลูกพี่ลูกน้องเขาอ่ะ ฉลาดแล้วนะ ไม่ได้มีปัญหาหรอก เพียงแต่ยังต้องการคำแนะนำบางอย่าง เขาเลยอาสาติวให้ แต่พบว่า เจอปัญหาเยอะมาก คือเวลาเราจะติวให้คนในครอบครัวอ่ะ บางทีคนติวพร้อม แต่คนเรียนไม่พร้อมไง (แบบ…วันนี้ทะเลาะกับเพื่อนมา เหนื่อยแล้วนะ) มันก็เลยเป็นปัญหา เขาเลยแก้ปัญหาด้วยการทำซอฟท์แวร์ขึ้นมา เพื่อให้ลูกพี่ลูกน้องได้เรียนนี่แหละ ซึ่งมันก็เวิร์กนะ แต่มันสอนได้แบบครั้งละคนอ่ะ แล้วบางทีลูกพี่ลูกน้องก็มีปัญหาอยู่ แต่อธิบายกันไม่ได้ ว่าปัญหามันควรแก้ยังไง ทีนี้เขาไปงานปาร์ตี้ เลยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็บอกว่า ทำไมเขาไม่ทำคลิปติวอัพลงยูทูปล่ะ จะได้ฟีดแบ๊กจากคนอื่นด้วย (ว่าสิ่งที่เขาติวมันโอเคไหม) ตอนแรก Khan ก็แบบ จะดีเหรอ ยูทูปมันมีไว้อัพคลิปแมวเล่นเปียโนไม่ใช่เหรอ (กวนตรีนนนนนนน) แต่เขาก็อัพลงล่ะนะ ซึ่งคลิปนี่ Khan ใช้คำว่า “ดิบมาก” คือ primitive สุดๆ ไม่ได้มีอะไรเลย แต่วิธีที่เขาอธิบายมันก็ดีมากน่ะนะ

ทีนี้ลูกพี่ลูกน้องเขาชอบมาก บอกว่า ชอบเขาในยูทูปมากกว่าตัวจริงอีก ตึ้งงงงงงงงง

สิ่งหนึ่งที่อธิบายได้ว่า ทำไมลูกพี่ลูกน้องเขาถึงชอบการติวในยูทูปมากกว่า เพราะมันเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้ในเวลาที่พวกเขาพร้อม และถ้าพวกเขาลืมทำโจทย์ที่ Khan แนะให้ทำ อย่างน้อย พวกเขาก็ไม่ต้องรู้สึกอายที่ลืมทำ รวมทั้งไม่รู้สึกว่า พวกเขาทำให้ Khan เสียเวลา คืออย่างน้อยมันสบายใจกว่า เพราะบางครั้ง คนเรียนพร้อมเรียน แต่ Khan เหนื่อยจากงาน พลังงานในการสอนไม่เหลือแล้ว การสอนก็เป็นไปได้ไม่ดี การเรียนรู้ก็ทำได้ไม่ดี ซึ่งนี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ตอบโจทย์ว่า ทำไมคลิปติวของ Khan ในยูทูปถึงช่วยในการเรียนรู้ได้

Khan ชอบการสอนมาก จนลาออกจากงานเฮดจ์ฟันด์ ซึ่งตอนนั้นเขาไม่ได้มีโมเดลในการทำเงินเลย แต่คิดว่ามีเงินเก็บพออยู่ได้แล้ว ปรึกษากับเมีย เมียก็ไม่ว่าไรไง เลยออกมาทำคลิปอัพลงยูทูป ทีนี้สิ่งที่ Khan ทำ มันไปช่วยคนได้เยอะ เลยมีคนเสนอเงินให้ (เหมือนสนับสนุนอ่ะ) จากนั้นก็มีการติดต่อมาจากบิล เกตส์ ว่าอยากเจอ เพราะว่าคลิปติวของ Khan ทำให้ผลการเรียนของลูกเกตส์ดีขึ้นมาก เกตส์สนใจ และส่งเช็คให้หนึ่งหมื่นเหรียญดอลล่าร์ ตอนที่เลขาเกตส์โทรหา Khan นั้นตลกดี เพราะเลขาถามว่า Khan พอจะมีเวลาไปเจอเกตส์ไหม Khan มองไปที่ปฏิทินแล้วพบว่ามันว่างยาว (คือไม่มีนัดใดๆ ทั้งนั้น) แต่ก็ทำทีพูดไปว่า อืม สักวันพุธช่วงบ่ายก็ไ้ด้นะครับ กวนตรีนนนนนนน 5555

ทุกวันนี้เราเรียนจบจาก Todai และรอดมาได้แล้ว แต่เรายังชอบเข้าไปดู Khan Academy เรื่อยๆ บางครั้งก็สนุกดีที่ได้เรียนรู้โจทย์คำนวณ ที่เราก็ลืมไปแล้วเพราะเรียนตั้งแต่มัธยม

มีคนเคยบอกว่า ยูทูปไม่ใช่เทรนด์แล้ว ซึ่งเราว่าใช่ (เพราะ Live กำลังมา) แต่ยูทูปมันก็เป็นคลังความรู้ชนิดหนึ่ง เวลาอยากรู้อะไร ก็ลองเสิร์ชเข้าไปดู อย่างน้อยมันก็ช่วยได้บ้างแหละน่า

หมายเหตุ: Khan Academy มีเว็บและมีโปรแกรมสอนมากขึ้นกว่าในยูทูปแล้ว ตอนนี้มันเติบโตมาก และ Khan พยายามที่จะให้เด็กหรือผู้คนเรียนรู้ได้อย่างดีที่สุด

Salman Khan, ขอบคุณมากที่ทำให้ชั้นเรียนจบโทมาได้ … งิ้ง

[thought] Idea for Connectivity: Grab สามล้อ in rural?

ปัญหาของการเดินทางในต่างจังหวัดของไทยคือ การเคลื่อนย้ายไปไหน มักจะรอนาน หรือไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องจ้างรถรับจ้างเดี่ยวๆ ซึ่งราคาก็มักจะสูง เพราะรถรับจ้างมักจะไม่คิดแค่ระยะทางแค่ที่ไปส่ง แต่จะคิดระยะทางไป-กลับบวกไปในค่าโดยสารเลย บางครั้งในระยะทางไม่ไกลมาก เช่น 7 กม. เราอาจต้องจ่ายค่าโดยสารสามล้อเป็นจำนวน 120 บาทเลยทีเดียว

วันก่อนนู้น ความที่ต้องเดินทางไปสนามบินอุดรธานี ก่อนหน้านั้นก็แวะหาเพื่อนแถวใกล้ๆ จวนผู้ว่าจังหวัดอุดรธานี จึงหอบกระเป๋าและไปเริ่มต้นโบกรถสามล้อแถวนั้น เมื่อเจรจาต่อรองแล้วก็พบว่า ราคาที่เสนอคือ 100 บาท ส่วนราคาที่สามล้อยื่นมาคือ 120 บาท และพวกเราต่อรองกันได้ที่จุดกึ่งกลาง 110 บาท (ก็ยังดีวะ)

พอไปถึงสนามบิน เลยคุยกับคุณลุงคนขับว่า คุณลุงคนขับได้ใช้สมาร์ทโฟนบ้างไหม ลุงบอกว่า ใช้แค่มือถือปุ่มกดธรรมดา เลยถามต่อว่า ถ้ามีบริษัทเอาสมาร์ทโฟนมาให้ใช้ เพื่อให้ใช้แอพที่หาลูกค้าได้ง่ายขึ้น ลุงจะใช้ไหม ลุงตอบว่า ลุงใช้ไม่เป็นอ่ะ คงไม่ใช้หรอก ทุกวันนี้มือถือปุ่มกดยังใช้ไม่เป็นเลย

จริงๆ ตอนแรก อยากพัฒนาแอพพลิเคชั่น ที่เชื่อมต่อกับรถสามล้อ หรือรถ car pool (แนวคล้ายๆ Uber แต่เน้นการเดินทางแบบเยอะคน) คือจริงๆ แล้วชีวิตในต่างจังหวัดนี่ไม่ได้รีบกันมากหรอก บางทีรอรถ 20 นาทีก็รอกันได้ (1  ชม. ก็รอได้ค่ะ ถ้ารู้ว่าจะมีรถมาจริงๆ) ซึ่งบางครั้ง เวลาเราลงรถโดยสารที่ บขส. แล้วเราอยากต่อไปยังอีกจุดหนึ่ง (เช่น อบต. ที่อยู่ห่างไปอีก 15 กม.) แต่เราไม่อยากจ่ายค่าสามล้อแพงขนาดนั้น ขณะเดียวกัน เราก็ไม่อยากกดราคาคุณลุงคนขับด้วยไง ซึ่งทางแก้คือ อาจหาคนมาหารค่าโดยสาร โดยหากมีแอพพลิเคชั่นเชื่อมต่อ หรือให้คนเช็คกันได้ว่า ตอนนี้ เวลาประมาณนี้ มีคนจากจุดนี้ อยากเดินทางไปยังจุดนี้ หากในเวลาใกล้เคียงกัน มีคนอยากเดินทางจากจุดเดียวกัน ไปยังบริเวณเดียวกัน (เช่น ตำบลเดียวกัน) ก็ทำให้สามารถรอกันได้ เพื่อที่ว่าจะได้ขึ้นรถสามล้อไปด้วยกัน และช่วยกันหารค่าเดินทาง โดยที่คุณลุงคนขับสามล้อก็ไม่ต้องถูกต่อราคาลงแบบมหาโหดจนแกไม่ได้ค่าน้ำมันรถเลยด้วยซ้ำ

เคยคุยกับน้องวิศวกรคอมพิวเตอร์คนหนึ่ง เขาก็บอกว่า แนวทางนี้คงไม่ได้เป็นแนวธุรกิจ (คือแอพอาจจะไม่ได้เงินอะไรมากมาย) แต่เป็นแนวเพื่อสังคมใช่ไหมครับพี่ ก็เลยตอบไปว่า ใช่ (แม้ใจจริงจะอยากทำแบบธุรกิจที่ได้กำไรก็ตาม งิ้งงงง) คิดว่า แนวคิดนี้ทำได้ แม้จะไม่ง่ายเลย แต่ตอนนี้ด้วยศักยภาพตัวเอง ที่ยังเขียนแอพไม่เก่งเลย อาจยังเริ่มต้นได้แค่งูๆ ปลาๆ

ใจจริงอยากให้คนที่ต่อยอดได้เก่งๆ ลองหันมาทำโปรเจ็กต์นี้ดู หรืออาจจะเป็นหน่วยงานของรัฐ ในจุดหนึ่ง คิดว่ามันเป็นการเชื่อมโยงชนบทให้เดินทางได้ง่ายขึ้น ในราคาที่เบาลง

แต่โจทย์ใหญ่ตอนนี้คือ ทำอย่างไร คุณลุงสามล้อถึงจะยอมใช้สมาร์ทโฟน ><

[เรื่องชาวบ้าน] หนึ่งปีกับต่างจังหวัดไทย สิ่งที่ได้เรียนรู้ #1

ถ้านับจริงๆ เราเริ่มทำงานในพื้นที่เมื่อ 19 มีนาคม 2559 ดังนั้นวันนี้ (18 มีนาคม 2560) น่าจะถือว่าครบรอบหนึ่งปี

หนึ่งปีที่ผ่านมา เมื่อย้อนทบทวน เราพบว่านี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับชนบท และต่างจังหวัดของไทย

ไม่ใช่สิ, เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับ “ประเทศไทย” ในภาพกว้างเลยมากกว่ามั้ง

 

+++คำเตือน : โพสนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล และมีความจริงใจสูง ไม่ได้หมายความสิ่งที่เห็นเป็นความจริงสมบูรณ์ และไม่ได้หมายความว่า ทุกสิ่งที่เห็นตายตัวและเปลี่ยนแปลงไม่ได้แต่อย่างใด โปรดใช้ความเปิดกว้างในการอ่าน+++

 

#1 ที่บอกว่าชาวบ้านไม่ต้องใช้เงินมากมายก็มีกิน…นั้นเป็นเรื่องจริง

แต่มันจริง ในกรณีที่ทรัพยากรยังสมบูรณ์ และพวกเขามีทักษะ (และสิทธิ) ในการเข้าถึงทรัพยากรนั้น

ยกตัวอย่าง แม่บัวบาน (นามสมมติ) แม่บัวบานบอกเราว่า แทบไม่มีรายจ่ายในการหากิน คราวก่อนแม่ทำข้าวเที่ยงเลี้ยงเรา โดยทำปลาย่าง และส้มตำ โดยแม่นิยามมันว่า “ไม่เสียเงินสักบาท” นั่นเพราะ แม่ลงไปจับปลาในบ่อเลี้ยงปลา แล้วติดเตา ทำปลาย่างจนหน้าตาออกมาดูดี ส่วนส้มตำ แม่ก็เด็ดมะละกอจากในสวน ทำการปอกและสับ จากนั้นนำเส้นมาตำเข้ากับเครื่องปรุงที่มีในบ้าน แน่นอนว่า อาหารมื้อนั้นแม่ไม่ได้ควักตังค์ในการหามา ไม่ผิดที่แม่จะนิยามมันว่า “ไม่มีรายจ่าย”

กลับกัน หากเป็นเราอยากกินปลาย่างกับส้มตำ แม้ว่าเราจะมีบ่อปลาเป็นของตนเอง แต่เราไม่มีทักษะในการหาปลา (เอง) และถึงได้ปลามา เราก็ไร้ทักษะในการเชือดและแล่ปลาอยู่ดีนั่นแหละ (ขอบคุณเทสโก้โลตัสที่แล่ปลาเป็นชิ้นให้แล้ว) ส่วนมะละกอ เราสอย ปลอก และสับ ได้ แต่เราตำส้มตำไม่เป็นอยู่ดี (ถึงทำได้ก็ไม่อร่อยเลย) ดังนั้น ทางออกในชีวิตเราจึงเป็น ใช้ทักษะ (การเขียน) หาเงิน และใช้เงินมาเลี้ยงปากท้องอีกที “เงิน” จึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นมากในการอยู่รอดของเรา เพราะเราไม่มีทักษะที่จะหาอาหารได้เองนั่นเอง

ขณะที่ชาวบ้านในชนบทไทย พวกเขายังมีทักษะตรงนี้อยู่สูง ขณะเดียวกัน ทักษะในการหาอาหารนี้ อาจทำให้พวกเขาเลี้ยงปากท้องไม่ได้ หากทรัพยากรธรรมชาติในแหล่งที่พวกเขาอยู่เสื่อมโทรม หายไป หรือพวกเขาถูกจำกัดสิทธิในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากร (เช่น ให้หาของป่า เห็ด พืชในป่าไม่ได้) พวกเขาก็ไม่สามารถใช้ทักษะได้มาซึ่งทรัพยากรนั้น และทางเดียวที่พวกเขาจะมีอยู่มีกินได้ ก็คือต้องใช้ “เงินตรา” ไปแลกเปลี่ยนมา

ในตอนนี้ ชุมชนที่เราทำงานด้วย ยังมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่พวกเขาเข้าถึงได้ อีกทั้งพวกเขายังมีทักษะในการหาอยู่หากิน ดังนั้น ถึงบางครอบครัว จะเหมือนไม่มีรายได้ (เงินตรา) เข้าครัวเรือนเลย แต่พวกเขาก็มีชีวิตอยู่ได้เพราะอันที่จริง พวกเขายังมีกินอยู่

แต่หากพวกเขาต้องการอะไรบางอย่างที่ไม่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือหาไม่ได้ในป่าละแวกชุมชน เช่น โน้ตบุ๊ค (คอมพิวเตอร์) เตารีด ท่อพีวีซี (ไว้ต่อน้ำประปา) หลอดไฟฟลูออเรสซนต์ ก๊อกน้ำ เป็นต้น พวกเขาก็จำเป็นต้องหาเงินแลกซื้อมา

และถ้าไม่มีเงิน พวกเขาก็อาจจะไม่มีหลอดไฟไว้เปิดไฟตอนกลางคืน อยากได้ท่อต่อประปา ก็อาจต่อไม่ได้ (ต้องขนน้ำเอา)

ด้วยเหตุนี้ การรักษาทรัพยากรธรรมชาติจึงจำเป็น เพราะมันเกี่ยวกับความอยู่รอดของชีวิตพวกเขานั่นเอง

 

 

 

 

 

[เรื่องชาวบ้าน] แม่แดง

บันทึก #เรื่องชาวบ้าน : แม่แดง

แม่แดง เป็นเกษตรกรที่มีบ้านติดวัด แม่แดงเคยทำมาหลายอาชีพ เคยไปตระเวนขายผ้าทอมือทั่วประเทศไทย เคยไปขายของที่ภาคตะวันออก สุดท้าย แม่แดงก็กลับมาทำนาที่หนองบัวลำภู ตอนอ้อยราคาสูง แม่แดงก็ทำไร่อ้อยด้วย ตอนนี้เราได้ดีลพันธุ์มันสำปะหลังจากองค์กรธุรกิจเจ้าหนึ่ง (ไม่ใช่ GMO) เขาให้พันธุ์มากับปุ๋ยและคำแนะนำฟรี แต่ต้องหาเกษตรกรภาคอีสานมาร่วมทดลอง (ถือว่ารับความเสี่ยงร่วมกัน เขาให้ทุกอย่างฟรี แต่เกษตรกรทุ่มแรงกาย) แม่แดงอยากเข้าร่วม แต่แม่แดงไม่มีเงินจ้างรถไถ 3พันบาท เราเลยเสนอว่า เราลงทุนเงิน 3 พันบาทให้ไหม แต่ถ้าแม่ขายมันได้ (ภายใต้สัญญาการแบ่งสรรที่ตกลงกับโครงการ) แม่ต้องแบ่งเราครึ่งๆ นะ อาทิ ถ้าขายได้ 3หมื่น (ปลูก1ไร่) แม่เอาไป 1.5 หมื่น เราเอาไป 1.5 หมื่น แม่แดงบอก “เอา”

เคสนี้ทำให้เราค้นพบว่า คนอย่างกรูที่มีเงินแค่ 3พันบาท ก็เป็นนายทุนได้ด้วยเหรอ … แล้วทำให้ค้นพบว่า ในโลกทุนนิยม “ทุน” มันสำคัญมาก และคนจนที่ไม่มีทุน เขาขาดอำนาจต่อรองจริงๆ จนต้องยอมรับเงื่อนไขนี้ (ซึ่งถ้าเขามีทุน 3 พันบาท เขาก็ไม่ต้องมาแบ่งเราตอนขายมันได้)

ถามว่า สุดท้ายเราจะเอาเงินเขาหรือเปล่า มันก็อีกประเด็น เพราะมันจะมีเรื่องที่ว่า คนจนหรือเกษตรกรก็ต้องเรียนรู้ที่จะรับความเสี่ยงด้วย (ความเสี่ยงในกรณีนี้คือ พันธุ์มันนี้ อาจปลูกไม่ขึ้นเลยสักหัว ก็เท่ากับ ขายไม่ได้สักบาท และเราสูญเงินสามพันบาทไปเลย)

เราไปอบรมที่มูลนิธิชัยพัฒนา เลิงนกทาง จ.ยโสธร กับแม่แดง เราคุยกับแม่แดงตอนกลางคืน ก่อนหน้านี้ แม่แดงมักพูดเสมอว่า “แม่พร้อมทำได้ทุกอย่างนะ แต่แม่ไม่มีทุน แม่เลยไม่รู้จะไปไหนต่อ” เราถามว่า ถ้าปัญหาอยู่ที่ทุน (การสะสมทุน) งั้นหากเราทำโครงการเงินออมขึ้นสักอัน แม่แดงจะออมด้วยไหม แม่แดงตอบว่า “เอา”

เรายกตัวอย่างไอเดียของเราว่า ไม่ต่างจากสัจจะออมทรัพย์หรอก หรือไม่ต่างกับเงินฌาปนกิจหรอก แม่แดงแค่เอาบัญชีที่มีอยู่แล้ว มาให้เราถือไว้ บัญชีนี้จะไม่มีบัตรพ่วง พอแม่แดงไปรับจ้างมาได้ 100 บาท แม่แดงก็ให้เรา 10 บาท (10%ของรายได้) เราก็เก็บใส่บัญชีแม่แดง พอครบปี มาดูกันว่า แม่แดงจะออมได้เท่าไหร่

เราจูงใจเพิ่มว่า ถ้า 1 ปี แม่แดงออมได้ 10,000 บาท เราจะให้ดอกเบี้ย 10% คือ 1,000 บาท แก่แม่แดง จริงๆ เงินหลักนี้ เราไม่ได้จ่ายเอง แต่เราบอกว่า ถ้าแม่แดงออมได้ตามเป้าจริงๆ เราจะขอพระผู้ใหญ่ในจังหวัดมอบเงินก้นถุงให้แม่แดง (ในแง่หนึ่ง มันก็คือดอกเบี้ยนั่นแหละ)

แม่แดงตอบตกลง

เราพบว่า เงื่อนไขนี้ ถ้าทำกับแค่แม่แดงคนเดียว จะทำได้ง่าย เพราะการเริ่มต้นให้คนหนึ่งออม โดยมีดอกเบี้ย 10% ให้ มันทำได้ไม่ยาก (คือเราออกให้ก็ได้) แต่ถ้าเราต้องทำระดับหมู่บ้าน หรือตำบล มันจะยาก เพราะเราคงไม่อยากออกเงินให้เปล่าๆ ถ้าทำเป็นกองทุนออมหมู่บ้าน ก็ต้องเอาเงินไปลงทุนที่ไหนสักแห่ง และในโจทย์ว่า 10% ต่อปี ก็เป็นโจทย์ที่ คนชนชั้นไหนก็แสวงหาอยู่แล้ว คือทุกวันนี้ เราก็อยากลงทุนได้ผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปีกันอยู่แล้วใช่ป่ะ

เราพบว่า เรื่องนี้เป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง (ทำให้คนจนสะสมทุน) ขณะเดียวกัน พอเราคุยกับเพื่อนนักธุรกิจคนหนึ่ง เขาก็ให้แนวคิดที่น่าสนใจอีกอันว่า เขาไม่เชื่อเรื่องการออมของคนจน แต่เขาเชื่อว่า เราควรเพิ่มรายได้ให้คนจนมากกว่า (อ่านดีๆ นะ มันคนละเรื่อง การออม กับการเพิ่มรายได้ เป็นคนละประเด็น)

แต่ในงานที่เราทำอยู่ เราพบว่า การเพิ่มรายได้จำเป็น แต่การออมก็ควรต้องมีด้วย ซึ่งในแง่นี้ มันจะทำให้คนจนสะสมทุนได้ มีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น

เรื่องของแม่แดง ทำให้เราคิดถึงข่าวด้านล่างนี้

และทำให้เราสงสัยว่า จะมีวิธีใด ในการทำให้ชีวิตผู้คนดีขึ้นจริงๆ ได้บ้าง…ในประเทศที่ยังถกเถียงกันเรื่อง “โง่ จน เจ็บ” กันอยู่นี้

 

 เนื้อหาข่าวจาก https://goo.gl/gDy9tu เฟซบุ๊คของ Pipob Udomittipong

 

“โง่ จน เจ็บ” เป็นวลีที่กลายเป็น “stereotype” แสดงความเหยียดหยามคนจน การแก้ปัญหาความยากจนที่ผ่านมาจึงเป็นลักษณะของการ “สงเคราะห์” เป็นครั้ง ๆ ไป แต่ถ้าเปลี่ยนมาเป็นการให้ “เงินก้อนใหญ่” กับคนจนเหล่านี้ล่ะ? มันจะ work มั้ย? เขาจะเอาเงินไปกินเหล้า เสพยากันหมดมั้ย?

เมื่อปี 2009 Broadway หน่วยงานที่ทำงานช่วยเหลือคนไร้บ้าน homeless ในลอนดอน ทำการทดลองครั้งใหญ่โดยการแจกเงินให้กับคนไร้บ้าน 13 คน ๆ ละ 3,000 ปอนด์ แจกฟรี ๆ เลย ไม่มีเงื่อนไข ไม่ต้องมารายงานผล คนไร้บ้าน 13 คนเหล่านี้ “ไร้บ้าน” แบบมืออาชีพ คือหลับนอนในท้องถนนมาตั้งแต่ 4-45 ปี (อายุขัยเฉลี่ยของคนไร้บ้านที่นั่นคือ 42 ปี) มีทั้งขี้เหล้า ขี้ยา ทางหน่วยงานยอมให้แม้แต่ว่าจะเอาเงินเหล่านี้ไปซื้อยาก็ได้ เพียงแต่บอกพวกเขาว่าถ้าต้องการที่ปรึกษา ทางหน่วยงานยินดีให้บริการ ท่านคิดว่าผ่านไปหนึ่งปี คนไร้บ้านเหล่านี้ใช้เงินไปกับอะไรบ้าง?

หนึ่งปีผ่านไป นักวิจัยเขาพบว่าคนไร้บ้านใช้เงินคนละประมาณ 800 ปอนด์เท่านั้นเอง และไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ใช้เงินเหล่านี้ไปกับการกินหล้าหรือซื้อยามาเสพ รวมทั้งพนัน ผ่านไปหนึ่งปี 7 จาก 13 คนมีบ้านเช่าอยู่ อีกสองคนกำลังย้ายเข้าไปในอาพาร์ตเมนต์ของตัวเอง ทั้งหมดสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิต วางแผนด้านการเงินเป็นอย่างดี บางคนเอาเงินไปสมัครเรียนหนังสือ เรียนทำอาหาร บางคนเข้าสู่ rehab เพื่อการบำบัด บางคนกลับไปเยี่ยมครอบครัวของตัวเอง ยกตัวอย่าง Simon ซึ่งฉีดเฮโรอีนมา 20 ปี หลังจากได้รับเงินก้อน เขาเริ่มเลิกยา และเข้าเรียนการทำสวน เริ่มทำความสะอาดตัวเอง ชำระล้างร่างกาย โกนหนวดโกนเครา และคิดจะกลับไปอยู่กับครอบครัวอีกครั้งหนึ่ง อะไรเป็นความแตกต่างจากการสงเคราะห์แบบครั้งคราว กับการให้เงินช่วยเหลือเป็นเงินก้อน?

นักวิจัยเขาคิดว่าการให้เงินก้อน เป็นการให้คนไร้บ้านเหล่านี้มีอำนาจ “ควบคุม” ชีวิตของตัวเอง แทนที่จะปล่อยให้ชีวิตอยู่ในกำมือของสถานบำบัด หรือสถานสงเคราะห์ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่สนับสนุนแนวคิด “universal basic income” “เงินได้พื้นฐาน” คือเงินที่รัฐแจกให้กับพลเมืองทุกคนเป็นเงินก้อน ฉะนั้น มโนทัศน์ที่ว่าการแจกเงินทำให้คนจนเสียคน อาจไม่ถูกต้องเสมอไปก็ได้ วิธีการแก้ปัญหาความยากจนที่ดีสุดอย่างหนึ่ง อาจหมายถึงการแจกเงินก้อน โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่มี strings attached ให้พวกเขามีอำนาจควบคุมการใช้เงินด้วยตนเองก็ได้

หมายเหตุ ข้อมูลนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือของ Rutger Bregman “Utopia for Realists: The Case for a Universal Basic Income” หนังสือขายดีในหลายประเทศ

http://www.economist.com/node/17420321
อันนี้มีเคสอื่น ๆ อีกเพียบที่สนับสนุนไอเดียของ “universal basic income” http://www.dutchnews.nl/features/2016/04/why-we-should-give-free-money-to-everyone/

http://www.standard.co.uk/lifestyle/books/utopia-for-realists-an-idea-whose-time-has-come-by-rutger-bregman-review-a3485306.html