[TOKYO 2013] #11.2

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหาถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” (เช่นตอนนี้) แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

10377243_10152518659678235_3558018677789825901_n

This is not a story about Tokyo.
It is the story about people I met in Tokyo

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#11.2 : แดน พอตเตอร์ กับความจริงของเขา (จบ)

 

 

ฝนซาราวๆ ห้าโมงครึ่ง สายฝนทำให้แผนการของแดนเปลี่ยนไป ขณะที่แผนมื้อเย็นของฉันยังคงเดิม

“ไปกินราเม็งร้านนั้นกัน” ฉันพิมพ์อีโมติค่อนหน้ายิ้มทะเล้นเป็นการลงท้าย

 

เท็ตสึ คือร้านราเม็งร้านดังที่อยู่ในย่านเซนดากิ จริงๆ นี่เป็นเรื่องที่ฉันกับแดนมาล่วงรู้ทีหลัง ตอนนั้นเราเพียงแต่เลือกไปร้านนี้ เพราะเห็นคิวที่ต่อกันสี่ห้าคิว แล้วชวนให้คิดว่า ร้านคงมีรสชาติอร่อยมั้ง ถึงได้มีคนยอมต่อคิว

เช่นเดียวกับหลากหลายร้านในญี่ปุ่นที่เราต้องหยอดเงินและเลือกเมนูจากตู้อัตโนมัติ ความที่ฉันกับแดนอ่านภาษาซามูไรไม่ออกเลยสักนิด เราจึงเลือกจิ้มมั่ว ขั้นแรกสุดคือเลือกน้ำซุป เรายืนดูโปสเตอร์น้ำซุปแบบที่เขาติดไว้ข้างร้าน ตรงนั้นจะมีรูปภาพอยู่แต่ไม่มีตัวหนังสือกำกับ ขณะที่ในตู้จะมีเพียงตัวอักษรเขียนไว้ ฉันอยากได้น้ำซุปที่มีภาพอยู่ทางขวาของโปสเตอร์ แดนถามว่า แล้วฉันจะรู้ได้ยังไงว่าจะจิ้มตัวอักษรไหนในตู้อัตโนมัติ จะรู้ได้ยังไงว่าเลือกถูกอันแล้ว ฉันยิ้ม “ก็เสี่ยงดวงเอาไง”

“เอางั้นเหรอ” เขาหัวเราะ

“อืม” ฉันพยักหน้าให้

 

คราวนี้มาถึงกระบวนการเลือกเส้น เส้นของร้านนี้มีชนิดเดียว แต่มีสามขนาดให้เลือก เล็ก, กลาง, ใหญ่ ทั้งสามแบบนี้เสิร์ฟมาในราคาเดียวกัน เราต้องเลือกซุปและขนาดของเส้นตั้งแต่แรกเลย แดนถามว่าฉันจะเลือกขนาดไหน ความที่ฉันรู้สึกอยากเลือกให้คุ้มค่ากับเงินหนึ่งพันเยนที่ลงทุนจ่ายไป ฉันเลยเลือกขนาดเยอะสุด

ก่อนจะพบว่า ฉันได้น้ำซุปแบบที่อยากได้ (สมราคาการเสี่ยง) แต่ได้เส้นในปริมาณที่เยอะเกินไป ฉันพลาดแล้ว ฉันต้องกินไม่หมดแน่ๆ เลย และการกินราเม็งร้านชื่อดังไม่หมดนั้น เปรียบประหนึ่งการเหยียดหยามรสชาติของเขาก็ไม่ปาน

โชคยังดีที่ร้านเท็ตสึเสิร์ฟน้ำซุปและเส้นมาในถ้วยแบบแยกกัน เราสามารถเลือกเอาปริมาณของเส้นใส่ลงไปในน้ำซุปได้ ฉันเลือกใส่เส้นในปริมาณนิดเดียวก่อน ตั้งใจไว้ว่าถ้ากินเหลือ อย่างน้อยก็ขอให้เหลือแต่เส้นที่อยู่ในถ้วยแยกไว้อย่างสวยงาม

และเป็นไปตามคาด ฉันเหลือเส้นที่ไม่ได้แตะต้องอยู่จำนวนมาก ขณะที่หันไปมองเก้าอี้สี่ห้าตัวรอบร้านขนาดเล็กแห่งนี้ ฉันต้องตกตะลึงที่พบว่า ชายหนุ่มทุกคนในร้านกินทั้งซุปทั้งเส้นกันเกลี้ยงชาม แถมยังสูดเส้นกันเสีย “ซู้ดซ้าด” การส่งเสียงขณะสวาปามเส้นแบบนี้นั้น นับว่าเป็นการให้เกียรติทางร้านอย่างสูง ว่าอาหารตรงหน้านี้น่ะ อร่อยสุดๆ ไปเลยล่ะ

พนักงานหนุ่มประจำร้านชะโงกหน้ามาจากหลังเคาน์เตอร์ เขาถามฉันเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วยประโยคที่ฉันฟังไม่เข้าใจสักนิด ฉันไม่รู้จะทำยังไงต่อ อยากบอกเขาว่า น้ำซุปของที่ร้านอร่อยมากนะ แต่ฉันกินเส้นไม่หมดเพราะดันเลือกปริมาณเกินตัว ฉันละโมบโลภมากเอง และมันไม่ใช่ความผิดของที่ร้านแต่อย่างใด

แต่ฉันจะบอกเขายังไงดี ก็ฉันไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นนี่นา (ฮือ)

 

แล้วแดนก็ชะโงกหน้ามาถาม ด้วยสีหน้าและแววตาซื่อๆ

“ติ๊กต่อก ฉันรู้สึกกินไม่อิ่มน่ะ เธอจะว่าอะไรไหม ถ้าฉันจะขอเส้นที่เหลือของเธอหน่อย”

 

ตั้งแต่รู้จักกับแดนมา นี่เป็นประโยคที่ทำให้ฉันอึ้งที่สุด ไม่ได้อึ้งที่เขากล้าขอเส้นที่เหลืออยู่ ทว่าเท่าที่รู้จักกัน ฉันรู้ว่าเขา (น่าจะ) อิ่มแล้ว เขาไม่ใช่คนกินเยอะ แต่ท่าทีการขอกินแบบซื่อๆ ของเขา นัยหนึ่งคือเพื่อปัดเป่าความไม่สบายใจของฉันที่ต้องเหลือเส้นไว้ต่างหาก

ฉันจ้องตาเขา ไม่พบความผิดปกติใดๆ ในแววตาซื่อใสนั้น

“อืม เอาไปสิ”

แดนหยิบเส้นราเม็งใส่ถ้วยซุปอย่างร่าเริง ก่อนกินมันด้วยท่าทีเอร็ดอร่อย พอฉันหันไปมองถ้วยราเม็งของเขาอีกที ก็พบว่าเส้นราเม็งสีเหลืองนวลเหล่านั้นได้อัตรธานไปแล้ว

ขณะที่ความไว้วางใจของฉันที่มีต่อเขากลับเพิ่มพูนขึ้นในเย็นนั้น

 

แดนจากไปในยามสายของวันจันทร์ สัปดาห์นั้นฉันวุ่นวายทุกวันเพราะต้องปรับตัวให้ทันกับการเรียนการสอนของคลาสปรับพื้นฐาน นอกจากต้องช็อกกับวิชาจำพวกบัญชี ภาษาญี่ปุ่น และเลขพื้นฐานแล้ว การเรียนการสอนภาษาอังกฤษเชิงวิชาการแทบทำฉันร้องไห้ หลังจากร้างลาการเรียนไปถึงสิบกว่าปี ฉันพบว่าตัวเองคือปลาที่กำลังแหวกว่ายท่ามกลางหมู่ดาวในชั้นบรรยากาศโลก และเป็นไปไม่ได้เลยที่ปลาจะหายใจออกในสภาพบรรยากาศที่ไม่เหมาะกับธรรมชาติของปลาแบบนั้น

คลาสเรียนเริ่มต้นเก้าโมงเช้า และสิ้นสุดลงในเวลาห้าโมงเย็นกับอีกสิบนาทีของทุกวัน ฉันเดินจากบ้านพักรวมไปยังชั้นเรียนโดยใช้เวลาสี่สิบนาที ฉันเดินอย่างนั้นอยู่ทุกวัน รู้สึกเหนื่อยล้าต้นขา แต่เหนื่อยและท้อใจนั้นมีมากกว่า

ฉันคิดถึงแดนคนที่บอกว่าจะเริ่มต้นเรียนปริญญาเอกที่สิงคโปร์ในเดือนตุลาคมนี้ ลำพังแค่เรียนปริญญาโทให้รอด ฉันยังไม่กล้าคิดเลยว่าจะทำได้ แล้วผู้คนที่พกพาความกล้าหาญ เพื่อบากบั่นเรียนปริญญาเอกให้สำเร็จ กล้ามเนื้อหัวใจและเซลล์สมองของเขาทำด้วยอะไรกันนะ ฉันสงสัย

เป็นเย็นวันอาทิตย์ ที่ฉันส่งข้อความหาเขา “พรุ่งนี้เธอจะกลับมากี่โมง เราไปกินข้าวก่อนเธอกลับกันเถอะ ฉันเลี้ยงเอง”

“จะถึงโตเกียวตอนเที่ยง แต่ถ้าเธอเรียนอยู่เดี๋ยวฉันแวะเข้าไปเอากระเป๋าตอนค่ำก็ได้ ส่วนเรื่องกินข้าว ดีเลย เดี๋ยวฉันจะชวนเพื่อนเก่าที่ออฟฟิศมาด้วย” เขาตอบกลับมา

“ส่วนสถานที่ ไว้พรุ่งนี้ค่อยบอกนะ ขอคิดก่อน”

แล้วเขาก็เงียบหายไป

 

เรานัดเจอกันอีกทีในเย็นวันจันทร์ สถานที่คือสถานีเจอาร์ชินจูกุ ตรงหน้าร้านหลุยส์วิตตอง ห้างโอดาคิว ฉันถามย้ำไปว่า “ตรงหน้าร้านใช่ไหม” เขาตอบกลับมาว่า “ใช่” แบตมือถือของแดนจะหมดแล้ว เขาต้องสำรองแบตไว้สำหรับการเดินทางไปสนามบินช่วงเที่ยงคืนด้วย  

จากหกโมงครึ่งที่นัดกันไว้ เวลาล่วงเลยไปใกล้หนึ่งทุ่มแล้ว ฉันว่ามันต้องมีอะไรผิดปกติแล้วล่ะ

ในที่สุดแดนก็ปรากฏตัว เขาดูเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย แน่ล่ะ เวลาแค่หนึ่งสัปดาห์จะทำให้คนเราเปลี่ยนได้แค่ไหนกันเชียว

ฉันนึกว่าเขามาสาย แต่เรื่องกลับกลายเป็นว่า เขามาตรงเวลานั่นแหละ แต่เขารออยู่หน้าร้านหลุยส์วิตตอง ที่หมายถึง หน้าร้านส่วนที่อยู่นอกห้าง ขณะที่ฉันยืนอยู่หน้าร้านส่วนที่อยู่ในห้างโดยไม่กล้ากระดิกตัวไปไหน

“แล้วเพื่อนล่ะ” ฉันถาม

“ไม่มาแล้ว ไม่มีใครว่างเลยวันนี้” คนจะบินหนีไปทำหน้าเศร้าสร้อย

“ฉันต้องซื้อของฝากน้องสาว เธอช่วยเลือกหน่อยนะ”

งานหมูๆ ฉันคิดในใจ

“ได้สิ” ไม่ยากหรอก, ไม่ยากหรอก

 

แต่เรื่องกลับกลายเป็นว่า มันยากมาก แดนเหลือเงินติดตัวอยู่แค่ห้าพันเยน และพยายามย้ำว่าน้องสาวเขาอายุยี่สิบปีเต็มแล้ว ชอบศิลปะ ฉันพยายามเสนอให้เขาซื้อผลงานชิ้นเล็กๆ ของยาโยอิ คุซามะ ศิลปินชื่อดังเจ้าของต้นตำรับผลฟักทองลายจุดดำ แต่เขากลับไม่มั่นใจว่าน้องสาวจะชอบ ฉันเลยเสนอให้เขาซื้อขนมโตเกียวบานาน่าอันลือชื่อไปฝากน้องสาว “น้องสาวฉันอายุยี่สิบปีแล้วนะติ๊กต่อก” แล้วไงล่ะ “ผู้หญิงทุกคนล้วนชื่นชอบของหวานกันทั้งนั้นแหละ” ฉันยืนยันเสียงแข็ง เขาส่ายหน้า ก่อนจะเดินวนรอบห้างจนเวลาใกล้สามทุ่มแล้ว

“เธอเริ่มเบื่อฉันรึยัง” แดนถามหลังจากที่เราเดินวนมาสองห้างแล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะได้อะไรติดมือกลับไปเป็นของฝากให้น้องสาวเขา

ฉันกลอกตานิดหนึ่ง “จริงๆ ฉันหิวมากกว่าจะเบื่อ” เขาหัวเราะ

“ยังไงก็แล้วแต่ ฉันยังยืนยันว่าการซื้อโตเกียวบานาน่าเป็นเรื่องที่ควรทำที่สุดนะ”

แต่ลงท้ายก่อนห้างปิด แดนก็ได้ปากกา โปสการ์ด และสมุดที่มีปกหน้าเป็นริ้วลายคลื่นพริ้วไหวแบบญี่ปุ่น (เซนสุดๆ) พร้อมแก้วเซรามิกสำหรับชงชาหนึ่งใบ

 

เราตัดสินใจกินชาบูหรือจิ้มจุ่มแบบญี่ปุ่นเป็นการเลี้ยงอำลา แต่ปัญหาคือ เราไม่รู้ว่าร้านชาบูดีๆ ในชินจูกุนั้นตั้งอยู่ที่ไหน

และตอนที่เราเดินวนเวียนหลังสามทุ่มในชินจูกุนั้นเอง ที่เราได้พลัดหลงเข้าไปยังย่านหม่นมืดของชินจูกุ อีกหนึ่งโฉมหน้าที่เป็นที่ร่ำลือมานาน บาร์โฮสต์ สาววัยกระเตาะข้างฟุตบาท เหล่าชายหนุ่มที่ยื่นใบปลิวแจกเราเป็นภาษาญี่ปุ่นพร้อมชักชวนให้เข้าร้านนั้นร้านนี้

“ฉันไม่เข้าใจ เธอยังดูเด็กอยู่เลย” แดนหมายถึงหญิงสาวริมฟุตบาทที่แจกใบปลิววาบหวิวให้เรา “ทำไมเธอต้องมาทำงานอย่างนี้ ทำไมโลกใบนี้ต้องมีคนทำงานแบบนี้อยู่ในขณะที่คนอื่นนอนหัวถึงหมอนกันแล้ว” เขาเริ่มร่ายยาวและตั้งคำถามนู่นนั่นนี่ ด้านมืดของญี่ปุ่นคือสิ่งที่ทำให้คนอย่างแดนฉงนฉงาย

แม้จะรู้อายุของเขาอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังถามออกไป “อายุเท่าไหร่กันนี่ หัดมาตั้งคำถามอย่างนี้กับโลก” ฉันหัวเราะ รู้ตัวว่าไม่ควรหัวเราะ แต่ก็อดไม่ได้

“ยี่สิบสาม ฉันอายุยี่สิบสาม” เขายิ้มนัยน์ตาเศร้า

“เมื่อต้นปีก่อน ฉันอายุยี่สิบเอ็ด ย่างยี่สิบสอง”

มันเป็นประโยคคำตอบที่ฟังดูแสนธรรมดา แต่แล้วฉันมารู้ทีหลังว่า ประโยคง่ายๆ ประโยคนั้น ประกอบสร้างด้วยอนุภาคความเศร้ามากกว่าที่คิด

 

เราเจอร้านชาบูด้วยความบังเอิญ เป็นร้านที่ดีที่เดียว แต่ถ้าให้พาไปอีกรอบ เราคงพาไปไม่ถูก วันนั้นเกิดจากความหลง (ทาง) ล้วนๆ พอถึงร้าน เราก็กินชาบูกันด้วยความฉับไว เพราะแดนยังต้องเดินทางไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่บ้านพักรวม ทั้งยังต้องแวะเอาของในล็อกเกอร์ที่สถานีโตเกียว ก่อนจะต่อรถไฟไปสนามบินฮาเนดะ

ฉันสั่งชาบูแบบน้ำซุปต้มยำมากิน ขณะที่แดนสั่งน้ำซุปแบบญี่ปุ่น แต่กระนั้นเขายังแอบชะโงกหน้ามามองหม้อต้มซุปของฉันอยู่เรื่อย “ทำไมเหรอ” ฉันถาม “ขอชิมหน่อยได้ไหม” เขาตอบ “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” ฉันหัวเราะ “เห็นเธอทำท่าทางหวงแหนปกป้องซุปต้มยำซะขนาดนั้น ฉันเลยเกรงใจ” ว่าแล้วเขาก็หัวเราะตาม

“ในฐานะที่เธอผ่านโลกมามากกว่า มีคำแนะนำอะไรเกี่ยวกับการใช้ชีวิตจะบอกฉันไหม” แหม จะบอกว่าฉันแก่ก็พูดมาตรงๆ เหอะ

“อืม” ฉันคิดขณะเอาผักใส่ลงในหม้อซุปต้มยำ “รีบทำงาน หาเงินให้ได้เยอะๆ แล้วพอเธออายุสามสิบสอง เธอจะได้เกษียณตัวเอง ไม่ต้องมานั่งเรียนปริญญาโทเหมือนฉันตอนนี้ไง”

“หรือฉันอาจจะกลับมาเรียนปริญญาโทอีกใบตอนอายุสามสิบสอง” เขายิ้ม

“นั่นคงเป็นเรื่องบ้าบอที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินมา”

แล้วเราก็หัวเราะพร้อมกัน

 

เพราะมันเป็นการเลี้ยงส่ง ฉันเลยควักกระเป๋าสตางค์ออกมา ค่าเสียหายวันนั้นตกราวๆ สี่พันเยน

“แล้วทำไมเธอต้องจ่าย” แดนถามด้วยน้ำเสียงงุนงง

“อ้าว ฉันบอกเธอไปในไลน์แล้วไง ว่าฉันเลี้ยงเอง”

เขายังทำหน้างุนงงต่อ “ไลน์ไหน ฉันไม่เห็นได้อ่านเลย”

“ได้อ่านสิ เธอยังตอบกลับมาเลย นี่ไงล่ะ” แล้วฉันก็ยื่นไลน์วันนั้นให้เขาอ่าน

“เธอใช้คำว่า ‘Bill is on me’ มันแปลว่า ‘ฉันจะจ่ายเอง’ เหรอ”

“อ้าว มันแปลว่าอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ” เป็นฉันเองที่เริ่มงงแล้ว

“ไม่รู้สิ” เขาส่งมือถือกลับคืน “อย่างน้อย ภาษาอังกฤษแบบคนอังกฤษที่ฉันใช้อยู่ เราก็ไม่ได้ใช้อย่างนี้”

หนอยแน่ะ…ฉันถลึงตาใส่เขา แดนหัวเราะ

“ยังไงก็ขอบคุณมากนะ…สำหรับทุกอย่าง”

“อืม…ขอบคุณเช่นกันนะ กับทุกเรื่องเลย”

ฉันเลิกถลึงตาใส่เขาแล้ว วันเวลาของเราเหลือแสนสั้น มันคงดีกว่าที่เราจะยิ้มแย้มให้กัน

อย่างน้อยฉันก็เชื่ออย่างนั้น

 

“เธอรู้สึกยังไงกับหนัง Lost In Translation ของโซเฟีย คอปโปลา” ระหว่างอยู่บนรถไฟสายที่จะมุ่งหน้าไปสถานีนิชินิปโปริเพื่อแวะเอากระเป๋าที่บ้านพักรวมซากุระ ย่านเซนดากิ แดนก็ถามขึ้น

“ฉันว่าหนังเล่าเว่อร์ไป หมายถึงหลังจากที่ได้มาเห็นชิบูยะกับมหานครโตเกียว ฉันว่าเมืองมันไม่ได้เหงาขนาดนั้นเสียหน่อย แล้วขนาดพูดญี่ปุ่นไม่ได้ ฉันยังไม่เห็นจะรู้สึกหลงทางขนาดนั้นเลย”

“อืม ในฐานะคนตะวันตก ฉันคิดว่าชิบูยะไม่ได้ดูเหงาขนาดนั้น และสำหรับคนที่มาจากต่างบ้านต่างเมือง โตเกียวก็ยังมีกิจกรรมให้ทำอีกเยอะ นอกเหนือจากร้องคาราโอเกะ”

“โตเกียวยังมีโตเกียวทาวเวอร์” ฉันพูดยิ้มๆ

“และโตเกียวสกายทรี” แดนต่อประโยคให้ครบใจความ

“และรถไฟสายยามาโนเตะ”

“และสถานีนิชินิปโปริ

ดูเหมือนว่าเรามีเวลาก่อนเที่ยวบินไม่นาน แต่มีเรื่องให้หัวเราะร่วมกันราวกับวันเวลาไม่มีวันจบสิ้น

 

แต่ทุกสิ่งย่อมมีวันจบสิ้น

กระเป๋าเดินทางยี่ห้อแซมโซไนท์สีแดงใบยักษ์ของแดนถูกลากมาวางไว้ตรงทางเข้าสถานีนิชินิปโปริ

“เดินทางปลอดภัยนะ แล้วขอให้โชคดีกับชีวิตที่สิงคโปร์”

“เธอก็เหมือนกัน ขอให้โชคดีกับชีวิตที่โตเกียว”

เราบอกลากันตรงนั้น แดนยกสัมภาระใบโตของเขาขึ้นบันไดเลื่อนไป ขณะที่ฉันหิ้วกระเป๋าสีดำยี่ห้อเคตสเปดที่เป็นเหมือนของคู่กาย เดินฝ่าลมเย็นของต้นเดือนกันยายนกลับไปยังบ้านพักรวมซากุระ เซนดากิ

มีเรื่องราวมากมายที่คนเราแบกไว้…ในชีวิต

บางเรื่องมองเห็นได้ชัด แต่กับบางเรื่อง…เราอาจไม่มีวันรู้

 

สองสัปดาห์ที่เหลืออยู่ของคลาสปรับพื้นฐานผ่านไป สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายนมาเยือน มันเป็นช่วงเบรกสั้นๆ ก่อนมหาวิทยาลัยจะเปิดเทอมจริง ฉันใช้เวลาเอื่อยเฉื่อยเดินเล่นตามที่นั่นนู่นนี่ในโตเกียว ชะโงกหน้าทำความรู้จักเมืองเป็นระยะ แล้วพอสิ้นเดือนกันยายน ฉันก็ลากกระเป๋าออกจากบ้านพักรวมซากุระ เซนดากิ เพื่อเข้าสู่บ้านพักหลังใหม่อันเป็นที่พักซึ่งถาวรกว่า

เดือนตุลาคมเดินทางมาถึงเสียที มหาวิทยาลัยเปิดเทอม ชั้นเรียนอันแสนหฤโหดเริ่มต้นขึ้น ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินทางสวนมาในชีวิต ฉันเริ่มผูกมิตรกับบางผู้คน พร้อมกับที่เริ่มต้นออกซื้อเสื้อผ้าเตรียมตัวรับฤดูหนาวที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา วิชาเรียนแสนยากและการบ้านที่มีมากมายทำให้ฉันไม่ค่อยมีเวลาทำกับข้าวกินเองอย่างที่เคยทำสมัยอยู่บ้านพักรวมอีกแล้ว

ในช่วงเวลาเหล่านี้ แดนส่งอีเมลแสนยาวเหยียดแจ้งข่าวมาเป็นระยะ หลังจากใช้เวลาไม่ถึงสองสัปดาห์เพื่อเยี่ยมครอบครัวในอังกฤษ เขาก็บินไปเหยียบสิงคโปร์อย่างปลอดภัยแล้ว เข้าอพาร์ตเมนต์ ปรับตัวกับอากาศร้อนเหลือแสนของสิงคโปร์ ก่อนพบว่าไม่ชอบบรรยากาศที่ขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วในเกาะเล็กๆ แห่งนั้น เขารู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจผิดพลาดที่เลือกทำปริญญาเอกที่นั่น ฉันส่งอีเมลไปบอกแดนสั้นๆ ว่าอย่างน้อยเขาก็โชคดีที่ได้รับทุนเต็มอัตรา ในวิกฤตการเงินที่กำลังกัดกร่อนยุโรปและโลกอยู่ตอนนี้ ถือว่าเขายังได้รับโอกาสดีมากกว่าคนอื่น ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าแดนช่างเป็นคนหนุ่มวัยยี่สิบสามที่ขี้บ่นจัง อุตส่าห์ได้ไปอยู่ตั้งสิงคโปร์แล้วยังบ่นนู่นนี่อีกแน่ะ

จนกระทั่งการมาถึงของอีเมลฉบับหนึ่ง

 

อุทิศ เหมะมูล บอกไว้ในหนังสือความเรียง Japan and I ว่า “ความจริงมาสู่เราได้หลากหลายรูปแบบ”

ความจริงจากแดน เดินทางมาสู่ฉันในรูปแบบอีเมล

 

สิ้นเดือนตุลาคม ขณะนั่งหาวหวอดในชั้นเรียนยามสาย ฉันแก้ง่วงด้วยการหยิบไอโฟนขึ้นมาเปิดดูนั่นนี่ ก่อนจะพบว่ามีอีเมลเข้ามาใหม่ตอนเช้ามืด เป็นอีเมลจากแดน ข้อความยังคงยาวเหยียดเหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนกับอีเมลฉบับก่อนๆ คือ มันเปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตวัยยี่สิบเอ็ดปี-ย่างเข้ายี่สิบสอง ของเขาไว้

“ถ้าไม่มีเหตุการณ์นั้น ชีวิตฉันคงดำเนินไปอีกแบบ และคงไม่ได้มาโตเกียว”​ เขาเขียนมาในอีเมล

เรื่องราวเกิดขึ้นในวันสุดท้ายของเดือนมีนาคม ปี 2012

 

เทอมสุดท้ายของการเรียนปริญญาตรี ในช่วงพักเบรกก่อนสอบปลายภาค แดนชวนแฟนสาวที่คบหากันได้สองปีออกเดินทางท่องเที่ยว ในค่ำคืนหนึ่ง บนรถเช่าสี่ล้อที่แล่นไปในความมืด ขณะที่แฟนสาวหลับใหลไปนานแล้วบนไหล่ข้างขวาของเขา แดนกลับยังลืมตาตื่นและมองเห็นทุกจังหวะบังคับรถของคนขับ เขารู้สึกถึงความเร็วของรถที่เร่งแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วในช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาที รถยนต์ก็พุ่งเข้าชนกับท้ายรถบรรทุกอย่างจัง แรงสั่นสะเทือนในครั้งนั้นทำให้แดนรู้สึกถึงความตาย

เขาตื่นมาเพื่อพบว่าตัวเองบาดเจ็บหนักอยู่ในโรงพยาบาล อุบัติเหตุหนนั้นพรากความแข็งแรงไปจากชีวิตเขา ร่างกายที่เคยวิ่งมาราธอนได้คล่องแคล่ว ต้องเปลี่ยนมาทำกายภาพบำบัดและออกกำลังด้วยการว่ายน้ำแทน แต่เหนือสิ่งอื่นใด อุบัติเหตุยังทิ้งความทรงจำแสนเศร้าไว้ อะแมนด้า, แฟนสาวของเขาจากไปในอุบัติเหตุ แรงสั่นสะเทือนคร่าชีวิตทุกคนในรถคันนั้น ยกเว้นแดน

เขาใช้เวลาหลายเดือนในการเยียวยาร่างกายตัวเอง แต่ขณะที่ร่างกายกลับมาเดินได้ จิตใจกลับไม่ได้ก้าวเดินตาม ภาพอุบัติเหตุยังตามหลอกหลอน ความจริงที่ว่าเขาเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตกลับยิ่งทำให้เขารู้สึกหดหู่ แดนหมกมุ่นครุ่นคิดแต่เพียงว่า จะดีกว่านี้ไหมถ้าตัวเขาจากไปพร้อมคนอื่นในวันนั้น เขาพาตัวเองเข้าสอบปลายภาคด้วยอาการซังกะตาย เขียนคำตอบมั่วๆ ลงในกระดาษแต่ยังจบมาจนได้ ในตอนนั้นเขาไม่ได้สนใจอนาคตอีกแล้ว ทุกอย่างดูไร้ความหมาย แผนการชีวิตที่เคยวางไว้ร่วมกับอะแมนด้าจบสิ้นลง ชีวิตไม่ได้เป็นเหมือนที่หวังอีกต่อไป เพื่อจะหนีไปจากความทรงจำที่เมืองเกิด หลังเรียนจบเขาเลยสมัครเรียนปริญญาโทที่ลอนดอน และเป็นที่นั่นเองที่เขาได้พบกับเรน เพื่อนรุ่นน้องชาวญี่ปุ่น

ชีวิตหนึ่งปีในชั้นเรียนปริญญาโทสิ้นสุดลง ทุกอย่างยังดูไร้ความหมาย เขาไม่มีแผนชีวิต ไม่รู้ว่าจะมุ่งหน้าต่อไปทางไหน แล้วทุนปริญญาเอกที่สิงคโปร์ก็ผ่านเข้ามาในการรับรู้ แดนเขียนใบสมัครโดยไม่คาดหวัง เพื่อพบผลว่าตัวเองถูกเลือก แต่กว่าชีวิตปริญญาเอกจะเริ่มต้นก็ตั้งเดือนตุลาคม อาการอยากหนีจากความทรงจำเศร้าซึมทำให้เขาสมัครขอฝึกงานที่ญี่ปุ่น แล้วหนึ่งสัปดาห์ต่อมาเขาก็มุ่งหน้าสู่มหานครโตเกียว โดยปราศจากที่อยู่และแผนการดำเนินชีวิต

“ฉันพบว่านั่นเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิต” นั่นคือข้อความจากเขา

 

“ตอนที่เราเจอกัน เธอใจดีมากที่รับฉันเป็นเพื่อนทั้งที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวฉันมาก่อน เธอชวนฉันไปดูดอกไม้ไฟ เธอจัดเลี้ยงส่งอำลา เธอเขียนโปสการ์ดหาฉันจากนากาโนะ เหมือนเป็นสิ่งเล็กน้อย เธออาจจะทำมันโดยไม่ได้คิดอะไร แต่สิ่งเหล่านั้นทำให้ฉันรู้สึกว่าโลกนี้ยังมีสิ่งดีๆ หลงเหลืออยู่ ฉันอยากขอบคุณสำหรับทั้งหมดนี้”

“ที่สิงคโปร์ ฉันไม่มีความสุขนัก จริงๆ แล้วฉันไม่มีความสุขเลย แต่ฉันหวังว่าสักวันหนึ่ง…สักวันในเวลาอันใกล้นี้ ฉันจะรู้สึกได้ถึงความสุขของการมีชีวิตอยู่อีกครั้ง แต่ในระหว่างนี้ ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า อย่างน้อยโลกก็ไม่ได้มืดมิดเสียทีเดียวนัก”

 

ฉันอ่านอีเมลฉบับนี้จบลงในเวลาเที่ยงครึ่ง วันนั้นเป็นวันที่อากาศสดใส ฉันนั่งอยู่ตรงนั้น…ตรงม้านั่งกลางสวนหย่อมแสนน่ารักในรั้วมหาวิทยาลัย ในสวนแห่งนั้นมีคลาสเมทชาวเยอรมันนั่งอยู่อีกฟาก ฉันรู้ว่าเขามองมา และเห็นฉันกำลังร้องไห้อยู่

 

ฉันคิดถึงวันแรกที่เจอแดน คิดถึงการไปสระว่ายน้ำที่เขาทำเป็นกิจวัตรทุกวันหยุด ฉันคิดถึงหน้าร้อนแรกในโตเกียวที่เราเพิ่งเผชิญร่วมกัน แล้วบทสนทนาหน้าสถานีโคมาโกเมะก็ย้อนกลับมาจู่โจมความทรงจำ ตอนนี้ฉันตระหนักได้ถึงคำตอบอันแสนงี่เง่าของตัวเอง และความเงียบงันในวันนั้นของเขา

มีเรื่องราวมากมายที่คนเราแบกไว้ในชีวิต บางเรื่องมองเห็นได้ชัด แต่กับบางเรื่อง เราอาจไม่มีวันรู้

 

ถ้าจะมีอะไรสักอย่างให้ฉันได้เรียนรู้จากเรื่องราว “ความจริง” ของแดน อะไรบางอย่างนั้นคงเป็น…ความรู้สึกที่ว่า ในเวลาอีกสองปีที่เหลือนับจากนี้ ในชั้นเรียนปริญญาโทที่ฉันยังต้องเจอและปะทะสังสรรค์กับผู้คนอีกมากมายจากหลากหลายมุมโลก ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงมากเกินไป ฉันแค่อยากยิ้ม หัวเราะ และสร้างความทรงจำดีๆ เล็กๆ น้อยๆ กับผู้คนเหล่านั้น  และถ้าเป็นไปได้ ฉันแค่หวังอยากให้ตัวเองใจร้ายกับผู้คนให้น้อยที่สุด

 

ในเวลาอันน้อยนิดที่เราจะได้ใช้ร่วมกัน ฉันคงผูกมิตรไม่ได้ทุกคน และรักไม่ได้ทั้งหมด

แต่ในความไม่ยั่งยืนของโชคชะตา ฉันหวังแค่ว่า “เรา” จะได้ร่วมหัวเราะ มากกว่าร่วมขุ่นเคือง

Advertisements

[TOKYO 2013] #11.1

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหาถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” (เช่นตอนนี้) แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

1907846_10152456626803235_3871830618429327567_n

 

This is not a story about Tokyo.
It is the story about people I met in Tokyo

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#11.1 : แดน พอตเตอร์ กับความจริงของเขา (1)

 

อุทิศ เหมะมูล บอกไว้ในหนังสือความเรียง Japan and I ว่า “ความจริงมาสู่เราได้หลากหลายรูปแบบ”

ความจริงจากแดน เดินทางมาสู่ฉันในรูปแบบอีเมล

 

บ่ายโมงของเสาร์สิ้นเดือนสิงหาคม ปี 2013 ฉันตื่นมาด้วยอาการเวียนหัวและอยากอ้วก ชัดเจนว่านี่คือผลของการเทแอลกอฮอล์เข้าร่างกายอย่างไม่ยั้งในคืนก่อน มันเป็นคืนที่แดนเป็นตัวตั้งตัวตีนัด “เพื่อนๆ” (ของเขา) มากินเลี้ยงกัน เสมือนงานเลี้ยงส่งก่อนเขาบินกลับอังกฤษ

แดนจะย้ายออกจากบ้านพักรวมซากุระ เซนดากิในวันจันทร์นี้แล้ว

เป็นวันจันทร์เดียวกับที่คลาสเรียนปรับพื้นฐานเด็กทุน (Preparation Class) ของฉันจะเริ่มต้นวันแรก

การจบสิ้นของคนบางคน แต่กลับเป็นการเริ่มต้นของใครอีกคน

เรื่องประหลาดของโลก เรื่องสามัญของชีวิต

 

ฉันเดินเข้าไปในครัว เจอแดนนั่งอยู่ เขาบอกว่าเพิ่งตื่นเหมือนกัน หลังกลับถึงบ้านเขาก็หลับเป็นตายโดยยังไม่ได้อาบน้ำด้วยซ้ำ “เป็นคืนที่บ้าบอดีนะ” แดนหัวเราะ คงจะจริง เมื่อคืนเขาสูบบุหรี่ไปประมาณห้ามวนได้ ปกติฉันไม่เคยเห็นเขาสูบบุหรี่เลยด้วยซ้ำ “จะสูบเวลาที่มีปาร์ตี้เท่านั้นแหละ” เขาบอกอย่างอารมณ์ดี

“รู้ไหมว่าถ้าจากไปแล้ว ฉันจะคิดถึงอะไรในโตเกียวที่สุด” เขาถามเสียงสดชื่น

“อะไรเหรอ”

“รถไฟเจอาร์สายสีเขียวอ่อน สายยามาโนเตะ ฉันชอบรถไฟเส้นนั้น” ตาของเขาสดใส “โดยเฉพาะสายยามาโนเตะที่แล่นออกจากสถานีนิชินิปโปริ” เขาหมายถึงสถานีรถไฟใกล้บ้านพักหลังนี้ “แต่ต้องเป็นขบวนโล่งๆ ที่คนไม่เยอะนะ”

แน่นอนอยู่แล้ว ไม่มีใครชอบรถไฟขบวนที่คนล้นแน่นและอัดกันเป็นปลากระป๋องหรอก

 

“นี่ เธอเห็นเฉินหรือเปล่าติ๊กต่อก หมู่นี้ฉันไม่เจอเขาเลย” แดนหมายถึงหนุ่มตัวสูงจากเซี่ยงไฮ้, คนที่จากไปแล้ว

“เฉินไปแล้ว เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ฉันไปส่งเขาขึ้นแท็กซี่เองแหละ” ฉันชงกาแฟแก้เมาค้าง พลางตอบคำถามไปด้วย

“เฮ้ย! จริงเหรอ แย่จัง สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์สุดท้ายที่ฝึกงาน ฉันมัวแต่ยุ่งจนไม่ได้คุยกับเฉินเลย” ถึงตอนนี้เสียงเขาไม่สดชื่นแล้ว

“รู้ไหมก่อนหน้าที่เธอจะย้ายมาอยู่ เฉิน เบน – คนที่เธอมาอยู่ห้องแทนเขาน่ะ แล้วก็ฉัน เราสามคนไปเที่ยวด้วยกันเป็นประจำ”

ฉันพยักหน้ารับ ฉันจำเบนได้ ฉันเจอเบนตอนค่ำวันที่ย้ายเข้ามานั่นแหละ อารมณ์ประมาณว่าเขาลืมของเลยแวะกลับมาเอา แล้วเขายังพูดแซวด้วยนะว่าฉันมาแย่งห้องเขาไป, นั่นไม่ตลกเลยสักนิด

“สุดท้าย ฉันก็เป็นคนสุดท้ายที่ย้ายออก” แดนถอนหายใจ

“ใครบอก” ฉันแย้งยิ้มๆ

“ฉันต่างหากที่เป็นคนสุดท้าย”

ฤดูร้อนกำลังจะจากไป แดนก็กำลังจะจากลา และเรายังไม่มีโอกาสไปตามรอยมูราคามิด้วยกันเลย

 

แดนเคยเล่าว่าเขามาฝึกงานด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์กับองค์กรธุรกิจแห่งหนึ่งใจกลางโตเกียว มันคงเป็นการฝึกงานหน้าร้อนที่โหดร้ายมาก เพราะฉันเห็นเขาวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา แต่ตอนนี้ความวุ่นวายนั้นจบลงแล้ว โปรเจ็กต์ที่เขาร่วมทำกับบริษัทในโตเกียวสำเร็จด้วยดี และด้วยการนี้ เท่ากับเขาสำเร็จปริญญาโทเรียบร้อยแล้ว

“แล้วเธอก็ต้องกลับไปทำงานที่อังกฤษสินะ”

“เปล่า” เขาปฏิเสธ “เดี๋ยวฉันต้องบินกลับมาต่อปริญญาเอกที่สิงคโปร์เดือนตุลาคมนี้”

“โห…นี่จะไม่พักหายใจหายคอกันเลยทีเดียว” นี่เป็นข้อมูลใหม่ที่ทำให้ฉันรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย

“เป็นจังหวะชีวิตน่ะ” เขายิ้มๆ แล้วยกชาจากเกาะอังกฤษขึ้นจิบ

 

จังหวะชีวิตนั้นเป็นเรื่องประหลาดดี ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองในวัยสามสิบสองจะต้องมาปักหลักเล่าเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่น ไม่เคยคิดฝันและวางแผนอยากเรียนปริญญาโทมาก่อน ทั้งยังไม่เคยหลงใหลในประเทศนี้ ตอนเริ่มทำงานนิตยสารใหม่ๆ ในวัยที่ฉันอายุเท่ากับแดนในตอนนี้ พี่บรรณาธิการแสนเก๋คนหนึ่งเคยพูดกับฉันว่า “ติ๊กน่าจะเหมาะกับยุโรปมากกว่า ถ้าได้ไปยุโรป ติ๊กจะต้องตกหลุมรัก” เธอวาดภาพไว้ว่า ถ้ามีโอกาส ฉันควรเลือกเรียนต่อที่ยุโรป

ผ่านมาเกือบสิบปีนับจากเธอวาดภาพฝันนั้นไว้ ฉันก็ยังไม่เคยไปยุโรปเสียที เอาเข้าจริง ฉันเดินทางไปเห็นโลกแค่ไม่กี่มุมเมือง

แตกต่างจากแดน เท่าที่ฟังเขาเล่า แม้ยังไม่เคยปักหลักทำงานรับเงินเดือนจริงจัง แต่เขาเคยเดินทางไปนั่นมานี่หลายแห่ง ภาคพื้นทวีปยุโรปนั้นต้องเคยไปมาแล้ว ส่วนดินแดนเอเชียเขาก็เหยียบย่างและสัมผัสมาไม่น้อย แอฟริกาตอนบนอีกล่ะ ฉันจำไม่ได้ว่าเขาเคยไปอเมริกาไหม แต่ฟังจากเรื่องเล่าในวัยยี่สิบสาม ฉันรู้สึกเหมือนเขาเป็นคนรุ่นใหม่จากประเทศโลกที่หนึ่งที่มาจากครอบครัวที่ฐานะเศรษฐกิจดีพอ ดีพอจนเอื้ออำนวยให้เขาได้เดินทางไปเห็นโลกในมุมที่เขาอยากเห็น สัมผัสวัฒนธรรมที่เขาสนใจ ได้ทุ่มเทเวลาศึกษาในเรื่องที่อยากศึกษา ได้แสดงความอยากรู้อยากเห็น และมีเวลาพอจะแสวงหาคำตอบ

โดยไม่เคยเอ่ยปากถาม ฉันคิดมาตลอดว่าแดนมาฝึกงานที่ญี่ปุ่นเพราะสนใจในตัวประเทศญี่ปุ่น (และอาจรวมถึงสนใจในตัวสาวญี่ปุ่นด้วย)

โดยไม่เคยเอ่ยปากถาม, ฉันคิดและรู้สึกไปเองว่าแดนก็คงเหมือนคนรุ่นใหม่จากประเทศโลกที่หนึ่งฐานะเศรษฐกิจดีจำนวนมาก

คือคงมีเรื่องเล่าน่าสนใจมากมายจากการเดินทางเสพโลก

แต่ชีวิตส่วนตัว เขาคงไม่มีเรื่องเล่าเจ็บปวดใดๆ

ในวัยยี่สิบสาม ชายหนุ่มชนชั้นกลางจากประเทศที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นแห่งแรกของโลก จะมีเรื่องเจ็บปวดอะไรแบกไว้มากมายหนักหนา

โดยไม่เคยเอ่ยปากถาม, ฉันคิด รู้สึก และตัดสิน

 

เพราะเห็นว่าแดนจะไปแล้ว และในบ่ายวันเสาร์ที่อากาศแสนจะดีเช่นนี้ ฉันคิดว่าเราน่าจะไปเดินเล่นกัน

“มีสวนชื่อริคุไกเอ็น ตรงใกล้ๆ นี้” อันที่จริงมันก็ไม่ได้ใกล้มากหรอกนะ “ใกล้กับสถานีโคมาโกเมะ เดินไปได้ ไปกันไหม”

“เย็นๆ นะ ตอนนี้ฉันขอตัวไปว่ายน้ำที่ยิมก่อน” แดนเป็นคนชอบว่ายน้ำ ทุกเสาร์และอาทิตย์เขามักจะหายตัวไปช่วงบ่ายเพื่อว่ายน้ำอยู่เสมอ

“งั้นเจอกันสี่โมงครึ่งหน้าบ้านนะ”

แล้วเราก็ทำสัญญาตกลงกันในยามบ่ายของวันสิ้นเดือนสิงหาคม

 

จากบ้านพักรวมสองชั้นย่านเซนดากิ เราหันหน้าเข้าหาถนนชิโนะบะสุ เลี้ยวขวา มุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ เดินผ่านแยกไฟแดงประมาณสามสี่แยก เราจะเจอกับสวนริคุไกเอ็น อันเป็นสวนกว้างใหญ่ที่ประกอบด้วยสระน้ำหลายสระกระจายตัวทั่วสวน ต้นไม้เขียวขจี และเนินเขาเป็นหย่อมๆ สวนแห่งนี้สร้างขึ้นในยุคเอโดะ ตำนานปากต่อปากจากนักท่องเที่ยวที่รักสวนเล่ากันว่า สวนแห่งนี้อาจเป็นสวนแห่งเดียวในโตเกียว ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหน คุณก็จะไม่เห็นหอคอยโตเกียว หรือแม้แต่โตเกียวสกายทรีเลย (แล้วมันจะดีไหมล่ะนั่น)

ฉันกับแดนไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าสวนแห่งนี้มองเห็นสองหอคอยอันโด่งดังของโตเกียวหรือไม่ เพราะข้อมูลที่เราประสบด้วยตัวเองคือ สวนริคุไกเอ็นนั้นเปิดทำการเวลาเก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น แต่เวลาที่พวกเราเดินมาถึงประตูสวนนั้นเป็นเวลาห้าโมงเย็นพอดี อันเป็นเวลาที่เจ้าหน้าที่กำลังปิดประตูสวน

เรามองหน้ากัน รู้สึกผิดหวังและจ๋อยหน่อยๆ ย่านใกล้ๆ สถานีโคมาโกเมะถือเป็นย่านเงียบเชียบ ไม่ได้มีร้านรวงน่าตื่นตามาคอยยุให้อยากช้อปปิ้ง แต่ไหนๆ เดินยี่สิบนาทีมาจนถึงย่านนี้แล้ว เราเลยคิดกันว่า งั้นเดินเล่นรอบๆ สำรวจเมืองดีกว่า เย็นย่ำที่อากาศดีและฝนไม่ตกอย่างนี้ การได้เดินล่องไปตามถนน มองดูผู้คน น่าจะเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดและรู้จักมุมสงบของมหานครโตเกียวมากขึ้น

 

เป็นการล่องไปบนถนนในเย็นวันนี้เอง ที่คำถามของแดนเริ่มต้นขึ้น

รวมถึงคำตอบของฉัน,​ ที่ฉันมาค้นพบภายหลังว่า เป็นคำตอบที่ไม่เข้าท่าที่สุดเท่าที่ฉันเคยตอบมา

และแดนควรเป็นคนท้ายๆ ของโลกใบนี้ ที่ฉันควรจะตอบแบบนั้นให้เขาได้ยิน

 

“นี่ เธอตั้งใจจะทำอะไรหลังเรียนจบแล้ว” เขาถามขึ้น ตอนที่เรามุ่งหน้าเดินไปยังสถานีโคมาโกเมะ จริงๆ มันเป็นการเดินเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดหมายทีเดียวล่ะ

“ใช้วุฒิปริญญาโทไปสมัครงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยใกล้บ้าน สอนอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับการเมืองและนโยบายสาธารณะ เขียนหนังสือ ทำกับข้าว และดูแลบ้านให้แม่” ได้ใจความและตรงประเด็น นี่แหละคำตอบของฉัน

“ทำงานใกล้บ้านก็ดีนะ ได้อยู่กับครอบครัว” เขาพูดด้วยสำเนียงอังกฤษเนิบช้าแบบที่เขามักใช้เป็นประจำ

“ว่าแต่บ้านของเธออยู่ไหนล่ะ”

“ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณเก้าชั่วโมงทางรถบัส” ขณะตอบออกไปฉันเห็นภาพตัวเองกำลังนั่งอยู่บนรถบัส มุ่งหน้ากลับบ้าน

“แล้วจะไม่คิดถึงกรุงเทพฯ เหรอ”

“กรุงเทพฯ วุ่นวายเกินไป” ฉันดึงสติตัวเองกลับมาบนท้องถนนของเมืองโตเกียว “รู้อะไรไหม ฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญจริงๆ สำหรับมนุษย์คือครอบครัว ผู้คนในชีวิตเราน่ะสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดอีก”

“ในหนังสือมูราคามิเล่มที่ฉันอ่านอยู่” ฉันหมายถึงเรื่อง บันทึกนกไขลาน หรือ The Wind-Up Bird Chronicle “มีตัวละครตัวหนึ่ง เป็นทหารที่รอดตายจากสงครามในจีนและถูกปล่อยตัวออกจากคุกในไซบีเรีย ผู้คนมักคิดว่าเขาโชคดีที่รอดมาได้ แต่เขากลับบอกว่านั่นคือคำสาป”

“ตอนที่เขากลับถึงบ้าน ผู้คนที่เขารู้จักล้วนตายจากไปแล้ว หญิงสาวที่เขาตั้งใจแต่งงานด้วยเข้าพิธีวิวาห์ไปกับคนอื่น สงครามอาจไม่ได้พรากชีวิตเขา แต่สงครามพรากผู้คนสำคัญไปจากเขา เขามีชีวิตอยู่อีกยืนยาว แต่กลับรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น”

“ถ้าเลือกได้ เขาพร้อมจะตายไปในวันนั้น ในสงครามที่แมนจูเรีย ฉันจำประโยคนี้ของเขาได้” ฉันเห็นแดนจ้องมองมาในตอนที่ฉันพูดอย่างนั้นออกไป

“ฉันคิดว่าสิ่งที่ตัวละครนี้พูด มันจริงมาก คนเราจะมีชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่มีครอบครัวรอคอย และไม่มีคนที่เรารักหลงเหลืออยู่อีกแล้วทำไม เราจะทำงานหนักไปเพื่ออะไร เราจะเดินทางไปเห็นโลกกว้างเพื่ออะไร ถ้าไม่มีใครที่คอยรับฟังเรื่องราวของเราแล้ว”

แดนนิ่งเงียบ มันเป็นความเงียบที่ในวันนั้นฉันละเลยที่จะสังเกตเห็น

ฉันมัวแต่พูด และตอบคำถามประหนึ่งตัวเองเป็นศูนย์กลางโลก…โดยไม่ทันเฉลียวใจอะไรรอบตัวด้วยซ้ำ

 

เราจบวันกันด้วยไอศกรีมคนละถ้วย มันเป็นร้านที่อยู่ระหว่างทางเดินกลับบ้าน ฉันไม่รู้ว่าไอศกรีมนั้นมีฤทธิ์ช่วยเยียวยาพิษเหล้าได้ไหม แต่สำหรับฉัน ไอศกรีมคือความเย็นสดชื่น ใช่ มันไม่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเติบโตของชีวิต แต่มันช่วยให้ผ่อนคลาย และทำให้ฉันนิ่งได้มากพอที่จะสังเกตสังกาและเฉลียวใจกับอะไรรอบตัวได้บ้าง

เราเพิ่งเดินผ่านร้านราเม็งที่มีคนยืนต่อแถวกันสี่ห้าคิว ร้านอยู่ใกล้บ้านมากจนฉันคิดว่าพรุ่งนี้น่าจะหาโอกาสแวะมา “ฉลองก่อนเธอกลับไง” ฉันบอกแดน

“ไม่แน่ใจนะ” น้ำเสียงเขามีความไม่แน่ใจอยู่จริงๆ “พรุ่งนี้ฉันต้องแวะไปซื้อของฝากแถวอากิฮาบาระ กินซ่า อุเอโนะ แล้วต้องเก็บกระเป๋าอีก นี่ยังไม่เริ่มแพ็กเลย”

“งั้นตามสบายแล้วกัน” จริงๆ แล้วฉันรู้สึกใจหายเหมือนกันนะที่เขาจะไปแล้ว

“นี่ติ๊กต่อก” เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง “ฉันขอรบกวนอะไรบางอย่างได้ไหม”

“อะไรล่ะ”

“ฉันยังไม่ได้ตรงกลับลอนดอนเลย จะไปเที่ยวตามเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่นก่อน อาจจะนั่งรถไฟไปเกียวโต หรือซัปโปโร ว่าจะแบกเป้ไป ส่วนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ฉันฝากไว้ที่ห้องเธอได้ไหม ไม่อยากขนไปด้วยน่ะ”

ฉันตักไอศกรีมรสวานิลลาเข้าปาก คิดว่าพอรู้คำตอบของตัวเองอยู่แล้ว

“ได้สิ ไม่มีปัญหา”

“แน่นะ”

“แน่สิ”

“ขอบคุณมาก”

“เธอจะไปเมื่อไหร่”

“วันจันทร์นี้”

เมื่อมหาวิทยาลัยเปิดเทอม จำนวนเพื่อนที่ฉันมีในโตเกียวคงเพิ่มขึ้น แต่ในตอนนี้ อย่างน้อยที่สุด เพื่อนหนึ่งคนกำลังจะหายไป

“งั้นฉันจะเอากุญแจห้องไปฝากไว้ให้เธอวันจันทร์เช้าก่อนไปเรียนนะ เธอสะดวกเอากระเป๋ามาเก็บไว้กี่โมงก็ตามใจ แต่ช่วยเอากุญแจใส่กลับในซองจดหมาย และวางไว้ตรงช่องประตูให้พอหยิบได้หน่อยนะ” ความเป็นเผด็จการในตัวทำให้ฉันคิดและวางแผนจัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ

“ว่าแต่เธอจะกลับมาเอากระเป๋าวันไหนเหรอ”

“วันจันทร์ที่ 9 กันยายน” อีกราวหนึ่งสัปดาห์นับจากนี้

“ขอบคุณนะ” เขายิ้ม มันเป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับที่เขาเคยยิ้มตอนขอไปตามรอยมูราคามิกับฉัน, ยิ้มกว้างและใจดี

“แล้วพรุ่งนี้เราจะได้เจอกันไหม” นี่คือคำถามของแดน พรุ่งนี้คือวันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2013 เขาคงวุ่นวายกับการเก็บกระเป๋าเตรียมออกเดินทาง ส่วนฉันควรเริ่มต้นอ่านหนังสือเพื่อเตรียมรับมือกับคลาสปรับพื้นฐานเด็กทุนที่กำลังจะเริ่มขึ้นวันจันทร์

ฉันยิ้ม ไม่รู้และไม่มีคำตอบมอบให้กับคำถามนี้

 

ฉันใช้เวลาวันอาทิตย์หมดไปกับการนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดชุมชน ห้องสมุดโคมาโกเมะวางตัวอยู่ไม่ไกลย่านที่ฉันพัก จริงๆ มันตั้งอยู่ริมถนนชิโนะบะสุ ระหว่างทางที่จะเดินไปสถานีโคมาโกเมะนั่นแหละ ฉันตื่นมานั่งทำเบนโตะในตอนสาย เติมน้ำใส่ขวดใส ยัดหนังสือเรียนใส่กระเป๋าเป้ พกแมคบุ๊คไปด้วย ก่อนเดินกอดคอแสงแดดอันปรานีไปจนถึงห้องสมุด ฉันหมกตัวอยู่ในนั้นทั้งวัน มีพักเบรกออกมานั่งเล่นที่สนามเด็กเล่นข้างห้องสมุดอยู่สองหน จนกระทั่งเมฆเริ่มตั้งเค้าดำมืดนั่นแหละ ฉันถึงเริ่มต้นเก็บกระเป๋าและตั้งใจเดินกลับบ้าน

เป็นตอนนี้เองที่ฉันสังเกตเห็นข้อความในไลน์ที่แดนส่งมา

“เฮ้ เราไปกินข้าวที่ชินจูกุกันไหม เธอว่าไง เจอกันที่บ้านสี่โมงเย็น”

มันเป็นข้อความที่ส่งมาเมื่อสองชั่วโมงก่อนหน้า ตอนนี้บ่ายสี่โมงแล้ว และฉันคิดว่าฝนกำลังจะตกลงมา

“ฉันอยู่ห้องสมุด และเขาว่าฝนจะตกนะ อย่าไปไหนไกลเลย” ฉันพิมพ์ข้อความตอบกลับไป

“ ‘Some people feel the rain. Others just get wet.’ บ็อบ มาร์เลย์ กล่าวไว้” เขาพิมพ์ข้อความกลับมาพร้อมตัวอีโมติค่อนหน้ายิ้ม

แล้วฝนก็หล่นลงมาทันที

[TOKYO 2013] #10

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหาถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” (เช่นตอนนี้) แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

10645193_10152425570148235_1106673572115601610_n

 

This is not a story about Tokyo.
It is the story about people I met in Tokyo

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#10 : แซมวล หนุ่มฝรั่งเศสกลางชิบูยะ

 

เนตรนภา แก้วแสงธรรม เคยเขียนไว้ในหนังสือ “ลมหนาวในปารีส” ไว้ว่า “ชาร์ลิซ เธรอน บอกว่า ‘ผู้หญิงทุกคนควรจะมีแฟนเป็นหนุ่มฝรั่งเศสอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะผู้ชายฝรั่งเศสรู้วิธีเอาใจผู้หญิง’”

ฉันไม่แน่ใจว่าเธอพูดถูก ที่นี่คือเมืองโตเกียว ปลายเดือนสิงหาคมที่ลมฤดูร้อนยังโบกโบย และแม้หนุ่มฝรั่งเศสตาหวานเยิ้มที่ยืนอยู่ข้างๆ จะเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอ “ไลน์” ฉันก่อน พร้อมบอกทิ้งท้ายไว้ว่า “ไว้ว่างๆ เราไปกินกาแฟกันนะ” ฉันก็ยังไม่แน่ใจว่าชาร์ลิซ เธรอน พูดถูกอยู่ดี

แม้ฉันจะคิดว่า “แซมวล” มีเสน่ห์ แต่บางครั้งฉันก็แอบสังหรณ์ใจว่าชาร์ลิซ เธรอน อาจจะผิด

ฉันไม่ควรคิดอะไรมาก เราเจอกันแค่หนึ่งคืน…แม้จะเป็นคืนอันยาวนานที่ลืมไม่ลงก็เหอะ

ฉันพลาดรถไฟขบวนสุดท้ายครั้งแรกตั้งแต่มาถึงโตเกียว…ก็คืนนี้แหละ
มันเป็นวันศุกร์สิ้นเดือนที่แสนพลุกพล่าน ในย่านชิบูยะ
และฉันเพิ่งมาอยู่โตเกียวได้เพียงสองสัปดาห์เท่านั้น

แดน พอตเตอร์ ฝึกงานเสร็จแล้ว หน้าร้อนกำลังจะจบ เขากำลังจะแพ็กของจากไปโดยที่ยังไม่มีโอกาสไปตามรอยฮารูกิ มูราคามิ กับฉันสักครั้ง แต่แล้วในเย็นวันพฤหัสบดี แดนก็เอ่ยปากว่า “พรุ่งนี้ไปปาร์ตี้ที่ชิบูยะกันไหม มีเพื่อนๆ ฉันมาด้วย” ฉันยังไม่เคยไปชิบูยะสักที ถึงพรุ่งนี้ฉันจะต้องวุ่นวายกับงานปฐมนิเทศนักเรียนทุนธนาคารโลกครั้งแรกที่คณะ แต่ฉันคิดว่า ตัวเองไม่ควรปฏิเสธนัดหมายนี้
“ที่คณะจะมีงานเลี้ยงต้อนรับนิดหน่อยตอนเย็น เราเจอกันสักสองทุ่มที่รูปปั้นฮาจิโกะได้ไหม?” ฉันเสนอแผนการณ์อันแสนรอบคอบออกไป เพราะแดนน่ะ เขาไม่ได้เปิดบริการเครือข่ายมือถือไว้ จะติดต่ออะไรแต่ละที ก็ต้องรอให้เขาหาสัญญาณไวไฟให้เจอเสียก่อน
“ได้สิ รูปปั้นฮาจิโกะ ตอนสองทุ่มนะ” แดนคอนเฟิร์มอีกรอบ

แต่แล้วกว่าฉันจะหารูปปั้นฮาจิโกะเจอก็สองทุ่มครึ่งแล้ว อนุสาวรีย์สุนัขผู้โด่งดังนี้มีขนาดเล็กจ้อยแถมยังหลบอยู่ในมุมมืด ฉันโคตรเซอร์ไพรส์ที่ใครต่อใครมักยกให้ “รูปปั้นฮาจิโกะ” เป็นหมุดหมายของการนัดพบกันบ่อยครั้ง ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะหาแดนเจอท่ามกลางคลื่นคนมหาศาลที่ล้อมรอบเจ้าสุนัขตัวจ้อยนี้ไว้หรอกนะ

แต่แล้วฉันก็เจอจนได้ หนุ่มอังกฤษตัวสูงยาวที่ยืนโบกมือไหวๆ อยู่กลางย่านโปรดปรานของเขา แดนยืนอยู่กับผู้ชายตาตี่คนหนึ่ง หนุ่มฝรั่งเคราเฟิ้มอีกคน และสาวตาน้ำข้าวใส่แว่นที่แต่งตัวแบบฮิปสเตอร์

ฉันมารู้ทีหลังว่าพวกเขาชื่อ เรน (ญี่ปุ่น) อัลฟรองซัว (ฝรั่งเศส) และมาเรีย (สเปน)

“เรายังต้องรอเพื่อนที่ออฟฟิศฉันอีกหนึ่งคน” แดนเอ่ยปาก
แล้วเพื่อนที่ออฟฟิศอีกคนของแดน ก็คือแซมวล

แซมวลเป็นผู้ชายตัวสูงจากปารีส ผมหยักศก ทำงานด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ หลงใหลการดื่มไวน์ เขาปรากฏกายด้วยเชิ้ตสีดำพอดีตัว กางเกงยีนส์ และรองเท้าผ้าใบ พูดง่ายๆ, เขาก็เหมือนกับหนุ่มปารีสหลายๆ รายบนโลกใบนี้ คือมียีนแต่งตัวดีอยู่ในตัว
ความคิดที่ว่าผู้ชายฝรั่งเศสมีเสน่ห์ และหนุ่มปารีสมักแต่งตัวดี อาจเป็นมายาคติอย่างหนึ่ง อาจมายาพอๆ กับความคิดที่ว่าคนไทยต้องยิ้มเก่ง ใจดี และเป็นมนุษย์ “ไม่เป็นไร” ตลอดเวลาก็เป็นได้
แต่ถ้าให้ใคร่ครวญอีกรอบ ฉันก็ยังคิดว่าแซมวลนั้นช่างแต่งตัวดีอยู่เช่นเดิม

“บงชูร์” ฉันยื่นมือไปทักทาย “นี่เป็นภาษาฝรั่งเศสคำเดียวที่ฉันพูดได้นะ ดังนั้นอย่าทักยาวกว่านี้ล่ะ”
แซมวลหัวเราะ และทุกคนในนั้นก็หัวเราะ

แดนพาเราไปยังร้านอิซะกะยะหรือร้านกินดื่มแบบญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ชั้นล่างของอาคารแห่งหนึ่งใจกลางชิบูยะ เขาบอกว่าอ่านเจอรีวิวในอินเตอร์เน็ตว่าร้านนี้รสชาติเลิศในราคาพอรับไหว มีของปิ้งย่างและมีลิสต์เครื่องดื่มที่น่าสนใจเต็มไปหมด แต่ฉันว่า บทสนทนาบนโต๊ะอาหารที่พวกเขาถกเถียงกันนั้นน่าสนใจกว่าอีก พวกเขาถกกันเรื่องฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ไล่มายังอัตราการว่างงานในหมู่หนุ่มสาวยุโรปที่กำลังเพิ่มมากขึ้นเพราะวิกฤตการเงินยุโรปที่ยังไม่ฟื้นตัว ไปจนถึงปาร์ตี้สุดมันส์ในกรุงมาดริดที่จัดขึ้นในคืนวันศุกร์และทำเอา “เรน” ตื่นมาอีกทีในค่ำวันอาทิตย์
ย้ำว่าปาร์ตี้จัดคืนวันศุกร์ และไอ้หนุ่มน้อยชาวญี่ปุ่นตื่นตอนค่ำวันอาทิตย์
เรียกได้ว่าเรนพลาดสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดวันเสาร์ไปอย่างสิ้นเชิง
“ไม่มีปาร์ตี้ที่ไหนมันส์เท่าปาร์ตี้ที่มาดริดอีกแล้ว” เรนในวัยยี่สิบปีเต็มกล่าว
เรนเป็นเด็กบ้านรวย เขาไม่ได้อวดอ้างอย่างนี้ แต่ดูจากที่พำนักพักพิงและประวัติการศึกษาก็พอรู้แล้ว เขามีบ้านอยู่กินซ่า ถูกส่งไปเรียนที่แคนาดาในวัยมัธยม พอวัยมหาวิทยาลัยเขาก็สอบเข้าวิศวกรรมเครื่องกลที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ที่นี่เองที่เขาเจอกับรุ่นพี่ปริญญาโทอย่างแดน และต่อมาแดนก็กลายเป็นเหมือนที่ปรึกษาด้านอนาคตการงานให้แก่เขา
“ฉันเคยไปเมืองไทย ปี 2000 แต่จำอะไรไม่ค่อยได้หรอก ตอนนั้นอายุเจ็ดขวบเอง” เรนที่เป็นหนุ่มญี่ปุ่นรูปร่างไม่สูงกล่าวรำลึกความหลัง
ฉันไม่อยากบอกเขาเลยว่า ในปี 2000 นั้น ฉันอายุสิบเก้า ตกหลุมรักมานับครั้งไม่ถ้วน และก็…อกหักมานับครั้งไม่ถ้วนเช่นกัน…นะ

“ทำไมคนยุโรปอย่างพวกเธอถึงเลือกมาอยู่โตเกียว” ฉันเอ่ยปากถามกลางวงด้วยความสงสัย
นี่คือกลุ่มหนุ่มสาวรุ่นใหม่หลากหลายสัญชาติจากยุโรปที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี (มาก) มีอิสระในการเดินทาง แต่ทำไมจะต้องเป็น “โตเกียว”
“โตเกียวเป็นเมืองใหญ่ วัฒนธรรมน่าสนใจ เต็มไปด้วยความหลากหลาย เทคโนโลยี ประเพณีเก่าแก่ ซูชิ โอตาคุ อืม…สาวญี่ปุ่นก็สวยด้วย” แซมวลเป็นคนตอบ เรียกเสียงหัวเราะกลางวงได้อย่างดี
“แล้วทำไมเธอมาอยู่โตเกียวล่ะ” เขาถามกลับ
“ได้ทุนมา” ฉันยิ้ม “ตอนแรกขอทุนไปสวีเดนแล้วไม่ได้ เลยมาลงเอยที่นี่แทน”
“เรียนอะไร”
“นโยบายสาธารณะ”
“มันเกี่ยวกับอะไรเหรอไอ้นโยบายสาธารณะนี่”
“ก็…เกี่ยวกับเรื่องทำนองว่า เราควรเปิดบาร์ได้ถึงกี่โมง แอลกอฮอล์แบบไหนที่ควรอนุญาตให้ขายตามร้านอิซะกะยะบ้าง แล้วเราควรห้ามสาวอายุน้อยอย่างฉันดื่มกินวิสกี้แก้วนี้ดีรึเปล่านะ เป็นต้น” วิสกี้แก้วนั้นถูกฉันเทลงกระเพาะ ขณะที่ทั้งโต๊ะดูจะพึงพอใจในคำตอบที่ได้รับ
“ถ้างั้นก็เป็นสาขาที่สำคัญมากสิ”อัลฟรองซัวส่งเสียงมาจากอีกฟากฝั่งของโต๊ะ “งั้นถ้าเรียนจบแล้ว อย่าลืมกำหนดนโยบายให้บาร์ทั้งโลกเปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยนะ”
แล้วเสียงหัวเราะของทุกคนก็ดังขึ้นอีกครั้ง

มาเรียกับอัลฟรองซัวเจอกันที่มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในปารีส เรียนเกี่ยวกับสาขาอะไรสักอย่างที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ แต่พวกเขาไม่ได้เนิร์ด เป็นพวกดื่มกินเก่ง และชอบเดินทาง เป็นเหมือนคู่หูแต่ไม่ใช่คู่รัก
มาเรียอายุยี่สิบสามเท่ากับแดน อัลฟรองซัวอายุยี่สิบสี่ ขณะที่แซมวลอายุยี่สิบห้า
ถึงจังหวะนี้สายตาทุกคู่เบนมาที่ฉัน แล้วโต๊ะทั้งโต๊ะก็พลันถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบ
“สุภาพบุรุษย่อมไม่ถามอายุสุภาพสตรี” มาเรียเอ่ยขึ้น “งั้นฉันขอถามแทนแล้วกัน”
“ยี่สิบสี่” เรนเอ่ยขึ้นกึ่งๆ เดา
“ยี่สิบห้า” แซมวลทายบ้าง
ฉันหยิบเบียร์แก้วที่หกขึ้นมาจิบ สัญญากับตัวเองว่านี่จะเป็นเบียร์แก้วสุดท้ายของค่ำคืนนี้
“ไม่ใกล้เคียงแม้แต่น้อย” คือคำตอบของฉัน
“ยี่สิบเจ็ด” อัลฟรองซัวทายบ้าง
“เธอบอกว่าไม่ใกล้เคียงแม้แต่น้อยไงเล่า” มาเรียพูดกับอัลฟรองซัว
“ขอจิบเบียร์แก้วนี้ให้หมดก่อน แล้วฉันจะบอก” ฉันเห็นภาพตัวเองกำลังยิ้มกว้าง ขณะยกเบียร์ซดจนหมดแก้ว
“สามสิบสอง เกิด 1981 ปีเดียวกับที่เจ้าหญิงไดอาน่าแต่งงานกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์”
ตอนนี้ทั้งโต๊ะเงียบกริบ
“อย่าบอกว่าพวกเธอไม่รู้จักเจ้าหญิงไดอาน่านะ” ฉันทำหน้าเลิ่กลั่กหันไปถามแดน
“รู้จักสิ” เขาบอก เฮ้อ…ค่อยโล่งใจหน่อย นึกว่าคนหนุ่มสาวพวกนี้จะไม่รู้จักตำนานเจ้าหญิงสามัญชนคนสำคัญซะแล้ว
“ว่าแต่เธออายุสามสิบสองแน่นะ” เขาถามย้ำ ทำไมยะ สามสิบสองนี่มันผิดอะไรตรงไหนเหรอ ฉันเกิดปีเดียวกับจอนจีฮุน นางเอกตำนาน “ยัยตัวร้าย” แห่งเกาหลีใต้เชียวนะ
“จริงแท้แน่นอน ฉันผ่านสงครามเศรษฐกิจโลกมา 3 ครั้งแล้วนะ วิกฤตเอเชีย 1997, วิกฤตอเมริกา 2008, และก็วิกฤตยุโรป 2011” พูดไปก็เหมือนอวด … เอ๊ะ! อวดความแก่นี่มันควรอวดตรงไหนเหรอ ช่างมันเหอะ คนสวยพูดแล้วย่อมไม่คืนคำ (เหรอ) ว่าแล้วก็ยกสาเกตรงหน้าขึ้นซดดีกว่า
“มาดื่มฉลองให้กับวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังจะผ่านไปดีกว่า เดี๋ยวทุกอย่างก็จะดีขึ้นน่า คัมไป!” เสียงจอกสาเกดวลกับแก้วเบียร์แก้วเหล้าดังกรุ๊งกริ๊ง ฉันดื่มอึกเดียวจนหมด
สาเกไม่นับว่าเป็นเบียร์ ดังนั้นถือว่าฉันไม่ได้ทำผิดสัญญาข้างต้นที่ให้ไว้แก่ตนเองในค่ำคืนนี้แต่อย่างใดนะ

ห้าทุ่ม แดนยังไม่อยากกลับบ้าน เขารบเร้าและพร่ำบ่นว่านี่เป็นคืนเลี้ยงส่งก่อนเขาบินกลับอังกฤษนะ เขากำลังจะบินกลับอังกฤษแล้ว จะไม่ได้อยู่โตเกียวอีกแล้ว ดังนั้นพวกเราทั้งหมดไม่ควรกลับบ้านในตอนห้าทุ่ม
เรนบอกว่ายังไงก็ได้ แม้จะเกรงใจโอก้าซัง หรือคุณแม่ที่ส่งไลน์มาตามทุกหนึ่งชั่วโมงก็ตามที ยังไงซะแดนก็เป็นรุ่นพี่ เคยช่วยเหลือและดูแลเรนช่วงที่อยู่อังกฤษ ที่โตเกียวนี่เรนก็เปรียบเสมือนเจ้าบ้าน เขาก็เลยปล่อยเลยตามเลย แซมวลก็พักอยู่แถวชิบูยะ ตกรถไฟก็ยังเดินกลับได้ ขณะที่มาเรียกับอัลฟรองซัวแอบเนียนโบกมือบ๊ายบายหายไปตอนไหนก็ไม่รู้ ส่วนฉันอยู่บ้านพักรวมที่เดียวกับแดน เลยเหมือนตกกระไดพลอยโจนแบบไม่มีทางเลือก
สุดท้ายงานเลี้ยงส่งก็จัดขึ้นที่คาราโอเกะจอยซาวดน์ ยี่ห้อที่จ้าง AKB48 เป็นสปอนเซอร์นั่นเอง

เรนเลือกเพลงเก่าจากยุค 70s 80s 90s เพลงพวกนี้เรนตะโกนร้องได้ถูกต้องหมดจดจนฉันตกใจ ฉันถามว่าเขาอายุแค่ยี่สิบปีแล้วไปหัดเพลงเหล่านี้มาจากไหน “ฉันชอบเพลงเก่า” เขาตะโกนใส่ไมโครโฟน ส่วนแดนเลือกร้องเพลงของเดอะบีทเทิลส์ ดูรันดูรัน และโอเอซิส ขณะที่แซมวลร้องเพลงฝรั่งเศสในตำนานหลายเพลง ส่วนคนร้องเพลงห่วยแตกอย่างฉันก็ลงท้ายด้วยการร้องเพลง (ภาคบังคับ) “วันนาบี” ของสไปซ์เกิร์ลส์
ใจจริงน่ะอยากร้อง AKB48 แต่ติดตรงที่ท่องเนื้อภาษาญี่ปุ่นไม่ได้นี่แหละ

เราเดินออกจากคาราโอเกะกันตอนตีสาม จริงๆ ถ้ายืนรออีกชั่วโมงกว่าๆ รถไฟคันแรกก็มาแล้ว แต่ตอนนั้นเราคิดอะไรกันไม่รู้ เรน-แดน-ฉัน ตกลงใจจะโบกแท็กซี่กลับบ้าน
ตอนที่เรายืนรอรถแท็กซี่กลางย่านชิบูยะนั่นเองที่แซมวลหันมาถาม
“เธอใช้ไลน์ไหมติ๊กต่อก”
“อืม”
“งั้นขอไลน์ไอดีเธอหน่อยสิ”
แล้วเราก็แอดไลน์กันตอนนั้นแหละ
“ไว้ว่างๆ ไปกินกาแฟกันนะ”
ฉันพยักหน้าไปขณะมึนๆ ในตอนตีสามนั่นเอง ก่อนจะโบกมือลาแซมวล และค่ำคืนอันยาวนานในชิบูยะ

บ้านของเรนอยู่ที่กินซ่า ส่วนบ้านพักรวมที่เราพักอยู่แถวละแวกอุเอโนะ คุณลุงแท็กซี่จึงแนะนำว่า จะขับไปกินซ่าก่อน แล้วให้เรนจ่ายเงิน จากนั้นก็ตั้งค่ามิเตอร์ใหม่ เริ่มต้นจากกินซ่าไปอุเอโนะ การทำอย่างนี้จะทำให้ค่าแท็กซี่ถูกลง ถ้าคิดมิเตอร์รวดเดียวจากชิบูยะ-กินซ่า-อุเอโนะ จะแพงหฤโหดเกินหนึ่งหมื่นเยนแน่ๆ
จังหวะนั้น สมองแต่ละคนคงมึนตึ๊บไปด้วยแอลกอฮอล์ เพราะไม่มีใครคัดค้านคุณลุง แถมยังไม่มีใครคิดจะรอขึ้นรถไฟขบวนแรกตอนเช้ามืดอีกด้วย

ฉันจำค่าแท็กซี่จากชิบูยะถึงกินซ่าไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่าระหว่างทางเรนบอกว่า เดรสสีแดงที่ฉันใส่มาคืนนี้สวยดี ฉันบอกไปว่ามันคือยี่ห้อซาร่า แบรนด์ฟาสต์แฟชั่นจากแดนกระทิงดุ ฉันชอบดีไซน์ของซาร่า แต่เอ๊ะ “ปกติซาร่าไม่ได้ดีไซน์นี่นา ก๊อบแบรนด์ไฮเอ็นด์มาอีกที” “ใช่ๆ ซาร่าไม่นับว่าดีไซน์ ดัดแปลงเขามาอีกที” เรนเห็นพ้องต้องกันกับฉัน เขารู้เรื่องแฟชั่นด้วย ฉันรู้สึกเอ็นดูเขาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
เรนลงรถไปตอนตีสามครึ่ง เราโบกมือบ๊ายบาย เรนบอกแดนว่า “เจอกันที่ลอนดอน” ส่วนฉันก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอเรนอีกเมื่อไหร่ “ขอให้สนุกกับชีวิตในโตเกียวนะ” หนุ่มโตเกียวที่กำลังจะบินกลับไปเรียนวิศวะที่ลอนดอนกล่าวทิ้งท้าย
ค่าแท็กซี่จากกินซ่าถึงบ้านพักรวมย่านเซนดากิ ราคาประมาณสี่พันเยน ฉันหารกับแดนคนล่ะครึ่ง เรามาถึงที่พักกันตอนใกล้ตีสี่ แดนมาบอกทีหลังว่า ตอนนั้นเขากลับถึงห้องก็หลับไปเลยโดยไม่ทันได้อาบน้ำ ขณะที่ฉันอาบน้ำแล้วก็ยังมีหน้าออกมาเดินเล่นดูพระอาทิตย์ขึ้น ฟากฟ้ายามตีห้าของเมืองโตเกียวดูสงบงาม มีผู้คนออกมาปั่นจักรยานตามฟุตบาททางเดินแล้ว
นี่คือเช้าวันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม ปี 2013
ฉันกลับเข้าห้องตอนเจ็ดโมงเช้า ตื่นมาอีกทีก็บ่ายโมงตรง รู้สึกมึนตึ๊บที่หัวและอยากจะอ้วก คงเป็นอาการแฮงค์ที่เกิดจากเบียร์หกแก้ว วิสกี้หนึ่ง และสาเกอีกจอกเป็นแน่
แซมวลส่งไลน์มาถามว่า “เย็นนี้ไปกินข้าวด้วยกันไหม”
ฉันพิมพ์กลับอัตโนมัติว่า “รู้สึกไม่ค่อยสบาย ไว้วันหลังนะ”
เขาตอบกลับมาทันทีว่า “ไม่ค่อยสบายเหมือนกัน ไว้วันหลังก็ได้”
นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้ข่าวจากเขา

ผู้คนในชีวิต นอกจากจะเป็นเรื่องของโชคชะตา เคมีที่ใช่แล้ว มันยังเป็นเรื่องของจังหวะเวลาอีกต่างหาก
โตเกียวเป็นเมืองใหญ่ และฉันต้องเจอผู้คนอีกมากมายนับจากนี้ ในบรรดาผู้คนทั้งหมดที่เราต้องพานพบ เราผูกมิตรไม่ได้ทุกคน รักไม่ได้ทั้งหมด และสำหรับคนบางคน…เดี๋ยวเราก็ (ต้อง) ลืม

ชีวิตคือส่วนผสมของสิ่งเหล่านั้น…ลืมและจำ
จังหวะเวลาที่ใช่ และจังหวะเวลาที่ผิด
ค่ำคืนหนึ่งในชิบูยะ สอนฉันอย่างนั้น

[TOKYO 2013] #9

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหาถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป (เช่นตอนนี้) ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

10702150_10152417274733235_7331273802936016948_n

This is not a story about Tokyo.
It is the story about people I met in Tokyo

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#9: สน คนเวียดนามในญี่ปุ่น

สนไม่ใช่มนุษย์คนแรกในแชร์เฮ้าส์ที่ฉันพบ แต่ฉันก็ได้เจอสนตั้งแต่วันแรกที่ย้ายเข้าซากุระเฮ้าส์ ฉันเจอสนที่ห้องครัว
สนมาจากโฮจิมินห์ เวียดนาม พักอยู่ห้อง 103 อันเป็นห้องข้างๆ ฉัน ห้องของสนมีสองเตียงนอน สนแชร์ห้องพักนี้ร่วมกับหนุ่มอเมริกันพูดน้อยอีกคน
สนทำงานในบริษัทญี่ปุ่น คงสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ในระดับดีแหละมั้ง แต่ภาษาอังกฤษของสนไม่ดีเท่าไหร่ เวลาฉันคุยกับสน เราเลยคุยกันเป็นคำๆ ไม่สนใจแกรมม่าร์อันสวยหรูแม้เพียงนิด เพราะถึงพูดยาวไป ก็ใช่ว่าจะเข้าใจกันได้หมดอยู่ดี
“ไอไลค์ไทยมูฟวี่” สนพูดในวันหนึ่งตอนที่เรานั่งกินข้าว (จานใครจานมัน) อยู่ในครัว

สนไม่ได้พูดเอาใจไปงั้นๆ เพราะเห็นว่าฉันเป็นคนไทย สนชอบดูหนังและละครไทยจริงๆ เรื่องที่สนชอบดูมากๆ ดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ “พี่มากพระโขนง” ที่มาริโอ้ เล่นกับใหม่ ดาวิกา นั่นแหละ ฉันเคยขอให้สนส่งลิงก์ออนไลน์หนังเรื่องนี้มาให้ฉัน สนส่งมาให้ทางอีเมล มันเป็นลิงก์ออนไลน์ของเวียดนาม นักแสดงพูดไทยอยู่บนจอ (ฉันฟังออก) และมีซับภาษาเวียดอยู่ข้างล่าง (อันนี้ฉันอ่านไม่เข้าใจ)
เวลาสนเปิดดู “พี่มากฯ” สนจะหัวเราะเสียงดังลั่นแชร์เฮ้าส์เลย สนคงชอบหนังเรื่องนี้มากจริงๆ

ฉันไม่เคยถามว่าทำไมสนถึงมาทำงานที่โตเกียว ไม่ใช่ว่าฉันไม่สนใจไยดีพ่อหนุ่มจากดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนนี้หรอก แต่พอฉันอ้าปากพูดภาษาอังกฤษกับสนทีไร เราจะลงท้ายด้วยอาการงงเต๊กกันทั้งคู่ทุกที คำถามอะไรที่ยากกว่าการถามว่า “เนื้อไก่นี่ซื้อที่ซุปเปอร์ไหนถูกกว่ากัน” “ไข่แพ็กขาวหรือแพ็กสีเนื้อนวลแบบไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน” หรือ “ผักนี่ถ้าซื้อเยอะๆ ควรไปซื้อที่ไหน” มักเป็นคำถามต้องห้ามสำหรับพวกเรา
เราเจอกันครั้งแรกที่ห้องครัว และเราก็มักจะคุยกันแต่เรื่อง “ทำครัว” นี่แหละ

สนเป็นคนแนะนำให้ฉันไปซื้อผักปลาที่ตลาดยานากะ ตอนนั้นฉันยังไม่รู้จักตลาดแห่งนี้ สนบอกว่า ซุปเปอร์ที่นั่น ราคาถูกกว่าซุปเปอร์ใกล้บ้านเรา
สนมักหอบซี่โครงหมู ปลาตัวโตๆ ผักต้มซุปชิ้นใหญ่ๆ มาจากที่นั่นเสมอ

นอกจากชอบทำกับข้าว ชอบดูหนังไทย (ออนไลน์) สนยังชอบคุยโทรศัพท์เป็นภาษาเวียดนามกับทางบ้านบ่อยๆ
สนโทรกลับบ้านทุกวัน อย่างน้อยทุกค่ำเวลาสนกลับจากที่ทำงาน ฉันต้องได้ยินเสียงสนคุยโทรศัพท์ดังลั่นในห้องครัว
เท่าที่สังเกต (จากการที่ฉันมีเวลาว่างมากในช่วงสัปดาห์แรกๆ) สนไม่ค่อยไปเที่ยวไหน เสาร์อาทิตย์ สนก็มักจะขลุกตัวอยู่ในครัว เปิดทีวีรายการญี่ปุ่นดูเพื่อฝึกฝนภาษา ดูหนังออนไลน์จากแลปท็อป หรือไม่ก็ไปซื้อของที่ตลาดยานากะ
ฉันคิดว่าสนมาอยู่ที่โตเกียวก็เพื่อทำงานจริงๆ คงเป็นการทำงานเพื่อครอบครัวนั่นแหละ

สนเคยไปเที่ยวเทศกาลอะไรสักอย่างของหน้าร้อนกับเพื่อนร่วมงานเหมือนกัน เขาพูดอะไรสักอย่างว่าเสาร์นี้เขาจะไปเที่ยว ท่าทางของเขาดูตื่นเต้นในตอนที่พูด
ตอนที่ฉันบอกกับสนว่าฉันจะย้ายออกตอนสิ้นเดือนกันยายน สนทำหน้าเศร้า จริงๆ เราไม่ได้รู้จักสนิทสนมอะไรกันมาก แต่มันเป็นเหมือนความคุ้นเคย ที่มักจะได้เจอกันในห้องครัวทุกวันหยุดสุดสัปดาห์
หลังฉันย้ายออกจากบ้านไปได้หนึ่งสัปดาห์ ฉันส่งอีเมลหาสน ขอบคุณสำหรับคำแนะนำในการทำครัว เคล็ดลับหลายข้อในการซื้อข้าวปลาราคาถูก ที่เขาเคยบอกไว้ เขาส่งอีเมลตอบกลับมาว่า ห้องครัวเงียบไปเลยตั้งแต่ฉันย้ายออก แต่เขาก็กำลังจะย้ายออกเช่นกัน
เขากำลังจะกลับไปทำงานที่โฮจิมินห์ เวียดนาม

ขณะที่เขียนเรื่องนี้อยู่ (ปลายฤดูร้อนปี 2014) ฉันเพิ่งได้รับอีเมลจากสนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
เขายังอยู่ที่โฮจิมินห์ แต่ก็อาจย้ายกลับมาที่โตเกียวอีกรอบ…มันเป็นเหตุผลเรื่องงานล้วนๆ เหตุผลเรื่องเศรษฐกิจการกิน
คนเราทำงานก็เพื่อจะได้กินข้าวให้อิ่มท้อง นอนให้หลับ และดูแลครอบครัวให้ได้ดี

สนทำให้ฉันคิดถึงความฝันที่แตกต่างของผู้คนบนโลก ในมหานครใหญ่ๆ เช่นโตเกียว ลอนดอน นิวยอร์ก ผู้คนเดินทางมาเพื่อถักทอความฝันบางอย่าง บ้างยิ่งใหญ่ บ้างมีขนาดกลาง บ้างก็เป็นความฝันเรียบง่ายไม่ซับซ้อน
ปาร์คยูชอน หนึ่งในสมาชิกรุ่นก่อตั้งของโทโฮชินกิ เคยพูดไว้ครั้งหนึ่งว่า ความฝันอันนึงของเขาคือการทำให้ครอบครัวได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากัน – ครอบครัวของเขาแตกแยกหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997
ยูชอนทำงานอย่างหนัก เขาสร้างบ้านหลังแรกในวัย 24, บ้านสวยงามกลางกรุงโซล บ้านที่เขาฝันไว้ว่า พ่อ แม่ น้องชาย และเขา จะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากัน
สำหรับคนบางคน ความอยู่ดีกินดีของคนในครอบครัว คือความฝันของเขา
“นั่นแหละที่ทำให้การศึกษาเรื่องนโยบายสาธารณะเป็นสิ่งสำคัญ มันเกี่ยวข้องกับความฝันของคน” ฉันตอบแดนไปในเย็นวันหนึ่ง ตอนที่เขาถามว่า นโยบายสาธารณะเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง

ฉันไม่เคยถามสนว่าความฝันของเขาคืออะไร
ฉันแค่ตอบกลับอีเมลเขาไปว่า “ดีใจที่ได้ยินว่าเธอสบายดี”
ก่อนลงท้ายว่า
“และหวังว่าจะได้เจอกันอีกที ที่โตเกียว

[TOKYO 2013] #8

 

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหาถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป (เช่นตอนนี้) ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

10660365_10152410114098235_2938704973476227636_n

 

This is not a story about Tokyo.
It is the story about people I met in Tokyo

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#8: ฮารูกิ มูราคามิ ผู้มีวินัยแสนน่าทึ่ง

เพียงสัปดาห์แรกที่มาอยู่โตเกียว ฉันก็เก็บกวาดมิชชั่นทูดูลิสต์ที่ต้องทำได้อย่างครบถ้วน – ย้ายเข้าแชร์เฮ้าส์ ไปแจ้งลงทะเบียนย้ายเข้าเขต (ตามกฎหมายญี่ปุ่น) เปิดบัญชีธนาคารไว้รองรับเงินทุนค่าเล่าเรียน เปิดเบอร์มือถือเพื่อใช้ติดต่อ ไปดูคอนเสิร์ต ศึกษามารยาทว่าด้วยการแยกขยะ รวมถึงตามหาบ้านใหม่ที่จะอยู่ยาวนานไปอีกสองปี
พอสัปดาห์ที่สอง ฉันจึงขอทำตามความฝันเพ้อเจ้อไร้สาระที่วางแผนเอาไว้, ฉันขอไปสะกดรอยตาม ฮารูกิ มูราคามิ

ความสัมพันธ์ของฉันกับนักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่นคนนี้ ไม่ได้เริ่มต้นอย่างหวานแหวว แต่เริ่มต้นอย่างน้ำเน่า
เรา (ฉันคนเดียวมากกว่า) เริ่มต้นด้วยความหมั่นไส้

หลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งได้ไม่นาน ฉันย้ายเข้าไปเรียนต่อในเมืองกรุงฯ ช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจไทยยังไม่สดใสนัก แต่หลากหลายสื่อสิ่งพิมพ์กลับสร้างสรรค์งานน่าสนใจออกมาหลายชิ้น นั่นรวมถึง ผลงานแปลจากนวนิยายต่างประเทศ
ชื่อของฮารูกิ มูราคามิ ถูกพูดถึงในวงนักอ่านและนักวิชาการ, อย่างให้ความสำคัญ จนชวนหมั่นไส้
มันน่าอายที่จะยอมรับ แต่ฉันก็หมั่นไส้เขาก่อนจะได้อ่านงานเขาเสียอีก

แล้วพล็อตน้ำเน่าระหว่างเราสองก็ดำเนินต่อไป
ในวัย 22 ฉันตัดสินใจซื้อนวนิยายเรื่องแรกในชีวิตของเขามาอ่าน ฉันแค่ไม่อยากเป็นคนที่เอ่ยปากพล่อยๆ ว่าไม่ชอบใคร ก่อนที่จะได้รู้จักเขาจริงๆ
งานเขียนของใครคนหนึ่ง บอกความเป็น “เขา” ไม่ได้ทั้งหมด, เอาเข้าจริงๆ เราก็ไม่มีวันรู้จักใครได้อย่างถ่องแท้หรอก แต่การไม่ด่วนตัดสิน น่าจะดีกว่า
แล้ว “สดับลมขับขาน” หรือ Hear The Wind Sing ผลงานเขียนเรื่องแรกที่เขาเริ่มต้นเขียนตอนอายุ 29 ก็เล่นงานฉันเสียอยู่หมัด
ฉันตกหลุมรัก (งานเขียนของเขา) ในวัย 22 และสิบปีต่อมา ผู้หญิงวัย 32 อย่างฉันก็ตัดสินใจหันเหมาเป็นนักสะกดรอย
กลางกรุงโตเกียว

ฤดูใบไม้ผลิ ปี 1978 ที่สนามเบสบอลจิงงุ – บ้านของทีมโตเกียว ยาคูลต์ สวอลโลวส์ – บนที่นั่งในเขตเอาต์ฟิลด์ ท่ามกลางท้องฟ้าแจ่มใสและเบียร์เย็นเฉียบ หลังเห็นเดฟ ฮิลตัน ตีลูกดับเบิล ระหว่างเกมที่สวอลโลวส์แข่งกับฮิโรชิมา คาร์ป ฮารูกิ มูราคามิ ก็เกิดความรู้สึกอยากเขียนนวนิยายด่วนกะทันหัน หลังเกมนัดนั้น เขาเดินทางไปยังร้านหนังสือคิโนะคุนิยะในชินจูกุ ซื้อกระดาษต้นฉบับมาปึกหนึ่งกับปากกาหมึกซึมเซลเลอร์ ราคาประมาณพันเยน จากนั้นก็เริ่มเขียนด้วยลายมือ หน้าละสี่ร้อยอักษร สองร้อยหน้า ออกมาเป็นนวนิยายชิ้นแรกในที่สุด
ฟังดูเป็นความสำเร็จที่ได้มาง่ายดายชะมัด แต่ในระหว่างเขียน ชีวิตเขายังต้องบริหารจัดการบาร์แจ๊ซแถวสถานีเซนดะกะยะ เขาบอกไว้ในหนังสือบันทึกการวิ่ง What I Talk About When I Talk About Running ว่าเขาใช้เวลาหลังบาร์แจ๊ซปิดทำการ นั่งเขียนในครัวจนถึงเช้า รักษาวัตรปฏิบัติเช่นนั้น จนกระทั่งเขียนเสร็จ
เขาก่อร่างงานเขียนด้วยสิ่งที่เรียกว่า “วินัย”

นอกจากเป็นนักเขียน มูราคามิยังเป็นนักวิ่ง เขาเริ่มต้นวิ่งในวัย 33 เอาจริงเอาจังจนได้ร่วมแข่งมาราธอนและไตรกีฬาในเวลาต่อมา ในวันที่ 23 มิถุนายน ปี 1996 เขาเสร็จสิ้นอัลตร้ามาราธอนแรก วิ่ง 100 กิโลเมตรรอบทะเลสาบซะโรมะในฮอกไกโด ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาด้วยปาฏิหาริย์ แต่ได้มาด้วยสิ่งเดียวกับที่เขาใช้เขียนหนังสือ, “วินัย”

ฉันไม่มั่นใจในการรักษาวินัยตัวเอง แต่ถ้าเป็นไปได้ ฉันไม่อยากเป็นคนไม่รักษาสัญญา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง
เมื่อไปถึงโตเกียว ฉันจะต้องไปเยือนสนามเบสบอลจิงงุให้ได้
ฉันอยากอยู่ในเกมที่ผู้ชมโห่ร้อง ถือเบียร์เย็นเฉียบ ท่ามกลางท้องฟ้าแจ่มใส แบบเดียวกับที่มูราคามิเคยทำ

สนามเบสบอลจิงงุ อยู่ไม่ไกลจากย่านฮาราจูกุ และโอโมเตะซานโด เพียงนั่งรถไฟโตเกียวเมโทรจากสถานีโอโมเตะซานโด 1 ป้ายไปลงที่สถานีไกเอ็นมาเอะ แล้วเดินต่ออีกไม่เกิน 5 นาทีก็ถึงแล้ว วันนี้ทีมยาคูลต์ สวอลโลวส์ มีแข่งกับทีมร่วมเมืองโตเกียวอย่าง โยมิอุริ ไจแอนท์ส ในเวลา 18 นาฬิกา แต่ความที่กลัวตั๋วจะโซลด์เอาท์ ฉันจึงตื่นมาทำเบนโตะหนึ่งกล่อง ออกจากบ้านตอน 11 โมง วันนี้เป็นวันทำงานของแดน ฉันเลยมาที่สนามโดยไม่ได้เอ่ยปากชวนเขา
อาจเพราะเป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อน แม้จะยังไม่เที่ยงวัน แต่รอบสนามก็มีเด็กวัยรุ่น รวมถึงชายหนุ่มและหญิงสาวหน้าแฉล้มนั่งรอยืนรออยู่รอบสนามเป็นจำนวนมาก
ว่ากันว่าเบสบอลเป็นกีฬายอดฮิตของชาวญี่ปุ่น ถึงตอนนี้ฉันยังไม่กล้ายืนยัน แต่ความคึกคักรายรอบสนามตั้งแต่ก่อนเที่ยง ก็ทำให้ฉันรู้สึกถึงความคลั่งไคล้ใหลหลง
ฉันชอบคำว่า “คลั่งไคล้” , หลายคนมักตีความหมายคำนี้ไปในเชิงลบ แต่ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีสีสัน คนเราเกิดมาควรได้คลั่งไคล้อะไรสักอย่าง ลุ่มหลงในบางสิ่ง ให้หัวใจได้สูบฉีดเลือดได้เต็มที่ ร้องไห้ให้เต็มเสียง หัวเราะให้เต็มปอด ให้ได้รู้สึกถึงคำว่า “ชีวิตชีวา”
, เพียงแต่ว่า ก็อย่าล้ำเส้นจนเกินไป

ฉันเดินไปที่เคาน์เตอร์ขายตั๋ว เอ่ยปากเป็นภาษาอังกฤษว่าขอตั๋วฝั่งทีมสวอลโลวส์ โซนเอาต์ฟิลด์ เจ้าหน้าที่บอกว่าก็เหลือแค่โซนนี้นั่นแหละ ตั๋วที่นั่งชัดแจ่ม โซนดีๆ (และราคาแพง) ขายหมดนานแล้ว
สรุปฉันได้ตั๋วมาในราคา 1,500 เยน (ราวๆ 500 บาท) ประตูจะเริ่มเปิดในเวลา 16.30 น.

เหลือเวลาอีกมากกว่า 5 ชั่วโมง ฉันตัดสินใจเดินสำรวจรอบๆ สนาม – ดินแดนถิ่นเกิดของทีมสวอลโลวส์ ทีมในดวงใจของมูราคามิ
“สวอลโลวส์” แปลว่านกนางแอ่น มาสคอตของทีมคือนกชนิดนี้ ตัวสีดำ ใบหน้าสีแดง สวมหมวกสีน้ำเงิน สีแดงกับน้ำเงินยังถือเป็นสีประจำทีมด้วย แต่เสื้อเชียร์ของทีมคือสีเขียว
สนามเบสบอลจิงงุ ตั้งอยู่ในสวนเมจิ เป็นเขตสวนใจกลางเมืองที่รวบรวมสนามกีฬาไว้นานาประเภท ตั้งแต่สนามกอล์ฟ ไอซ์สเก็ต คอร์ตเทนนิส สนามรักบี้ ไปจนถึงสนามกีฬาแห่งชาติขนาดใหญ่ บริเวณรอบสวนจะมีทางวิ่งที่จัดไว้ให้นักวิ่งโดยเฉพาะ ความพิเศษคือทางวิ่งที่นี่เป็นทางราบที่มีมาร์กเกอร์เขียนบอกระยะทางทุก 100 ทำให้สะดวกต่อการกำหนดจังหวะวิ่ง ระยะวิ่งหนึ่งรอบโดยสมบูรณ์ของโซนวิ่งคือ 1,325 เมตร หากอยู่โตเกียว มูราคามิจะชอบมาวิ่งที่นี่
ดูเหมือนชีวิตของเขา มักเกี่ยวพันกับพื้นที่รายรอบสนามจิงงุเสมอ

ความที่สนามแห่งนี้อยู่ใกล้กับย่านโอโมเตะซานโดและฮาราจูกุ ฉันจึงใช้เวลายามบ่าย ถือกล่องเบนโตะไปนั่งกินแถวย่านนั้น โอโมเตะซานโดกับฮาราจูกุถูกเชื่อมกันด้วยถนนเลนกว้างที่เต็มไปด้วยต้นไม้สองข้างทาง ตรงโซนโอโมเตะซานโดจะมีร้านแบรนด์เนมระดับโลกตกแต่งสวยงามอวดโฉมอยู่ ขณะที่เมื่อเข้าสู่เขตฮาราจูกุ ร้านค้าจะค่อยๆ เยาวัยและราคาย่อมเยาลง แต่ทั้งสองย่านที่ต่อเนื่องกันนี้ล้วนเต็มไปด้วยพลังงานอันพลุกพล่าน และแน่นอน…พลังเงินตรา
หลังจากตระเวนชมโฉมร้านเอชแอนด์เอม ซาร่า แก๊บ ฟอร์เอฟเวอร์ทเวนตี้วัน บลาๆๆ แวะร้านขายยาขนาดใหญ่ที่มีเคาน์เตอร์เอสเคทูลดราคาวางขายอยู่ เมียงมอง เกิดกิเลส และดับกิเลสตนเองเสร็จ ฉันก็มาหยุดยืนจ้องคนที่เดินผ่านไปมาหน้าโอโมเตะซานโดฮิลล์ ตึกดีไซน์สวยบาดตาที่เต็มไปด้วยร้านค้ามีรสนิยม (และราคาแพง) ผู้คนในย่านแห่งนี้ทำให้ฉันสงสัยเสมอว่า พวกเขาทำมาหากินด้วยอาชีพอะไร ทำไมจึงมีพลังจับจ่ายสูงขนาดนี้ มีความลับอะไรในชีวิตที่พวกเขารู้ แล้วเราไม่รู้บ้างนะ ทำไม และทำไม
นาฬิกาบอกเวลา 16.00 น. ฉันควรกลับไปยังสนามเบสบอลจิงงุได้แล้ว

ทันทีที่โผล่พ้นสถานีไกเอ็นมาเอะ ฟุตบาทในตอนกลางวันที่ปราศจากร้านค้า ตอนนี้เต็มไปด้วยแผงขายเบียร์เย็นๆ ชุดข้าวเบนโตะ รวมถึงของปิ้งย่าง ขณะที่คลื่นผู้คนก็หลั่งไหลมาจากไหนไม่รู้ บ้างเดินมาเป็นครอบครัว พ่อแม่ลูก บ้างมากันเป็นหมู่คณะหนุ่มสาว เหล่าซาลารีแมนมีให้เห็นบ้างแล้ว ถ้าค่ำกว่านี้คงมีจำนวนมากมายกว่าเดิม
ตั้งแต่เด็กเล็กยันคุณตาคุณยายสูงวัย ตั้งแต่คนที่ดูมีฐานะการเงินมั่งคั่งไปจนถึงผู้คนหาเช้ากินค่ำ ผู้คนหลากหลายเหล่านี้ล้วนกำลังปรากฏกายและรวมตัวโห่ร้องกันในสนามเบสบอล
ฉันแวะซื้อของทอดราคาสามร้อยเยน และเบียร์เย็นเฉียบราคาสองร้อยห้าสิบเยนจากด้านหน้าสนาม ก่อนค่อยๆ เดินตามคลื่นคนเข้าไป
สนามจิงงุเป็นสนามแบบเปิดโล่ง โซนเอาต์ฟิลด์ไม่มีหมายเลขที่นั่งระบุไว้ ใครใคร่นั่งไหนก็นั่งกันไป ฉันเลือกที่นั่งโซนสูงสักหน่อย ถึงยังไงฉันก็ดูเบสบอลไม่เข้าใจอยู่แล้ว ที่ถ่อมาที่นี่ก็เพราะอยากเสพบรรยากาศ อยากเห็นภาพว่าท้องฟ้าแบบไหน สายลมแบบใด และเบียร์เย็นๆ แบบไหน ที่สร้างแรงบันดาลใจให้มูราคามิอยากเขียนหนังสือ
โซนที่ฉันนั่งอยู่ เป็นโซนที่อยู่ติดกับกองเชียร์ทีมคู่แข่งอย่างไจแอนท์ส สีประจำทีมของพวกเขาคือสีส้ม ขณะที่โซนกองเชียร์ (อย่างจริงจัง) ของทีมสวอลโลวส์อยู่อีกฝั่งหนึ่งของสนาม ห่างไกลจากฉันอยู่มากโข แต่ถ้าเพ่งดีๆ จะมองเห็นท้องทะเลของร่มพลาสติกสีเขียวและสีฟ้าอยู่ตรงนั้น
เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของกองเชียร์สวอลโลวส์ที่มักจะชูร่มและร้องเพลงเชียร์ในเวลาที่ทีมตัวเองทำแต้มได้
จริงๆ แล้วทีมไจแอนท์สเป็นทีมที่ถือว่าดังกว่า ระดับใหญ่กว่า (ตามชื่อ) และเม็ดเงินสนับสนุนก็เยอะกว่า (มาก)
แต่เวลาเราเลือกจะหลงรักทีมทีมหนึ่ง มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า ทีมนั้นจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน มันน่าจะเป็นเรื่องของเคมีที่ใช่ จังหวะที่เหมาะ และเรื่องทำนองว่า “ก็ถูกใจน่ะ”
ผู้คนในสนามเกือบๆ สี่หมื่นคน ในจำนวนนี้ สามหมื่นคนน่าจะเป็นกองเชียร์ทีมสวอลโลวส์เจ้าถิ่น (แน่นอนอยู่แล้ว)
เบสบอลในญี่ปุ่น จะเริ่มแข่งช่วงปลายเดือนมีนาคมของทุกปี และสิ้นสุดในช่วงกลางเดือนตุลาคม
ส่วนความถี่ก็คือ แข่งกันทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละมากกว่าหนึ่งครั้ง
ฉันไม่รู้ธรรมเนียมกติกานัก รู้แต่ว่า แต่ละครั้งจะมีฝั่งขว้างบอล กับฝั่งตีลูก ฝั่งตีจะได้คะแนนถ้าตีโดนลูกและวิ่งไปจนครบสี่ฐาน (เบส) หรือถ้าตีโฮมรันได้ กองเชียร์ก็เตรียมร้อง “เฮ” กระโดดตีใจได้เลยล่ะ
แต่โฮมรันก็ไม่ใช่การตัดสิน เพราะคะแนนที่ได้จากการตีโฮมรัน ก็ไม่แตกต่างจากคะแนนที่ได้มาเมื่อตีโดนแบบปกติ
วันนั้นทีมไจแอนท์ส ทำโฮมรันได้หลายครั้ง,แต่พวกเขาก็ยังแพ้

เกมจบลงเมื่อใกล้ๆ สามทุ่มเชียวแน่ะ แฟนๆ ทยอยเดินออก บ้างรีบดิ่งตรงไปยังสถานีรถไฟ บ้างยืนอ้อยอิ่งอยู่ข้างสนาม
ตรงมุมที่ฉันเดินออกมา มีแฟนวัยรุ่นสาวและหนุ่มจำนวนมาก ยืนจับกลุ่มรอดูขวัญใจพวกเขา
นักเบสบอลผู้มีชื่อเสียงของทีมไจแอนท์ส จะต้องมารอรับรถตรงนี้
ซีเคียวริตี้การ์ดมายืนขวางกางกั้นเป็นจำนวนมาก พร้อมๆ กับเริ่มนำแผงกั้นมากั้นถนนรอบสนามไว้ แถมประกาศเตือนไม่ให้แฟนคลับพุ่งออกมาที่ถนน
รถสปอร์ตของใครสักคนจอดลงตรงหน้าฉัน แค่ห้าเมตรเท่านั้น แต่ระหว่างเรามีแผงกั้นคอยกั้นกางอยู่
คนขับรถเดินออกมาเปิดประตูตรงคนขับค้างไว้ แล้วทันใดนั้น ใครสักคนก็เดินออกมาจากห้องพักข้างสนาม แฟนเบสบอลตรงนั้นเริ่มตะโกนเรียกชื่อเขา แต่มันไม่ใช่เสียงกรีดร้องแบบที่คุณจะดูถูกมันได้ พวกเขาแค่ร้องออกไปว่า “ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร, กัมบัตเต, สู้ต่อไปนะ สู้ต่อไป”
ไอ้หนุ่มนักเบสบอลนั่นไม่ได้หันมามองแฟนคลับ ทั้งยังไม่แม้แต่พยักหน้ารับรู้ข้อความนั้นสักนิด
เขาก้าวขึ้นรถสปอร์ตด้วยใบหน้าเรียบเฉย และก็ขับรถจากไป

เหตุการณ์แบบเดียวกัน เกิดเวียนซ้ำไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง
รถราคาแพงแบบเดิม วนมาจอดตรงหน้าฉัน (และเหล่าผู้คนที่ยืนอ้อยอิ่งอยู่ตรงนั้น) เสียงตะโกนให้กำลังใจดังขึ้น “ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร” นักเบสบอลหนุ่มไม่แยแสหรือไม่แม้แต่สนใจคำตะโกนนั้น เขาก้าวขึ้นรถและขับออกไป

ฉันคิดถึงฮารูกิ มูราคามิ – ในฐานะนักเขียน
ทุกวันนี้ มูราคามิอายุ 69 ปี (ปี 2018) เลยวัยเกษียณแต่ยังคงทำงานเขียนไปพร้อมๆ กับออกวิ่งทุกวันอย่างเอาจริงเอาจัง และแม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก แต่เขากลับไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณะนัก การปรากฏกายอย่างเป็นทางการต่อหน้าแฟนหนังสือครั้งล่าสุดคือ 7 พฤษภาคม 2013* ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ถือเป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณชนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในรอบ 18 ปีทีเดียว เขากล่าวติดตลกในวันนั้นว่า ไม่ใช่เพราะเขาป่วยทางจิตหรือมีจ้ำช้ำเต็มตัวหรอก แต่เขาคิดว่างานอันแท้จริงของนักเขียนก็คือเขียน และเขาอยากมุ่งมั่นกับงานอันแท้จริงก็เท่านั้น

(*หมายเตุ : เวลาที่เริ่มต้นเขียนบทความนี้คือเดือน กันยายน 2014)

สำหรับนักเบสบอลมืออาชีพ งานอันแท้จริงของพวกเขาก็คงอยู่ที่สนามซ้อม – ซ้อมให้หนัก,และอยู่ที่สนามแข่งขัน – เล่นให้จริงจัง
และรักษาวินัยให้ได้
หาใช่การต้องทำตัวเฟรนด์ลี่นอกสนามแข่งกับแฟนคลับ (แต่ถ้าทำได้ มันก็ดีแหละนะ)

“ไม่เป็นไรนะ สู้ต่อไปนะ” แม้จะเดินห่างจากจุดจอดรถนั้นมา 100 เมตรแล้ว แต่ฉันก็ยังได้ยินประโยคเหล่านั้น แว่วลอยเข้าหูอยู่

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากการเป็นแฟนเกิร์ลของมูราคามิก็คือ “วินัยคือสิ่งจำเป็น”
สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากการผ่านโลกมา 32 ปี…และยังไม่เฉียดใกล้ความสำเร็จแม้เพียงนิดเลยก็คือ
“ฉันยังมีวินัยไม่มากพอ”

ท้องฟ้ายามสามทุ่มในหน้าร้อนของเมืองโตเกียวสว่างสดใส พระจันทร์ส่องสว่าง ลมเย็นเฉียบพัดผ่านมา
“กัมบัตเต สู้ต่อไป”
นี่คือประโยคเรียบง่ายที่คนญี่ปุ่นมักเลือกใช้ และโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว, นี่คือประโยคที่อีกสองปีถัดมา ฉันพกพาติดตัวเสมอ เพื่อใช้ปลุกปลอบขวัญตัวเอง ในวันที่ต้องผจญภัยหนักๆ
ในชั้นเรียนปริญญาโท กลางกรุงโตเกียว

[TOKYO 2013] #7

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหา  (เช่นตอนนี้) ถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป  ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

14273_10152397404543235_8195556232930727425_n

This is not a story about Tokyo,
It is the story about people I met in Tokyo.

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#7: ฮิโรโกะ ดอกไม้ไฟ และกลุ่มเพื่อนใหม่ในฤดูร้อน

 

ช่วงสองสามปีแรกของการเริ่มต้นทำงาน (หนัก) ใน กทม. มีอยู่ปีหนึ่งที่ฉันไม่ได้กลับบ้านช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่เมืองไทยชุ่มฉ่ำไปด้วยการสาดน้ำ ปีเดียวกันนั้นมีผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่งมาพักค้างคืนด้วย…เพียงหนึ่งคืน

เธอเป็นเพื่อนของเพื่อนอีกที และบินมา กทม. ในช่วงเวลาเดียวกับที่ผู้คนหลีกลี้หนีหน้ากลับไปเยี่ยมบ้านต่างจังหวัด

เมืองหลวง​เปลี่ยวร้าง แยกปทุมวันมีรถยนต์แล่นผ่านแทบนับคันได้ ฉันอยู่ กทม. มีห้องพักใกล้รถไฟฟ้า และเพื่อนโทรมาบอกว่าขอให้ “ฮิโรโกะ” ค้างคืนด้วยหน่อย

ฮิโรโกะโค้งคำนับ ฝากเนื้อฝากตัวพลางยื่นของฝากให้ ดึกแล้ว เราคุยกันไม่มากนัก ก่อนจะหลับใหล ตื่นมาอีกที เธอก็ร่ำลาเตรียมตัวเดินทางกลับญี่ปุ่น

“ฉันอยู่โตเกียว” เธอพูดอย่างนั้น

 

ปีถัดมาเพื่อนของฉันไปญี่ปุ่น แล้วเขาบอกว่า “ฮิโรโกะฝากของมาให้”

อีกปี ฉันย้ายที่พัก แต่ของฝากจากโตเกียวยังเดินทางมาถึงอยู่ดี “จากฮิโรโกะ”

“มาพักด้วยแค่คืนเดียว คุยกันแทบนับคำได้ แต่ฝากของมาให้ตลอด นี่มัน คนญี่ปุ๊นญี่ปุ่น’ มากเลยเหอะ” พูดไปอย่างนั้นเองแหละ แต่มือนี่ยื่นไปรับของฝากอย่างไวว่อง (มาก)

ปีนี้, ฉันย้ายที่พักอีกที…ไม่มีของฝากจากฮิโรโกะ แต่เธอส่งเมสเสจมาทางเฟซบุ๊ก “ติ๊กต่อกซัง มาถึงโตเกียวแล้วนัดกินข้าวกันนะ”

ใช่แล้ว ฉันย้ายมาอยู่โตเกียว, เมืองเดียวกับที่ฮิโรโกะทำงานอยู่, และปีนี้เป็นฉันเองที่ต้องหิ้วของฝากจากเมืองไทยมายื่นให้

พร้อมโค้งคำนับ

และฝากเนื้อฝากตัว

 

สัปดาห์แรกที่ฉันมาถึง ตรงกับเทศกาลโอบ้ง นี่คือช่วงวันหยุดยาวสำหรับกลับบ้านเกิดไปไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับ ฮิโรโกะต้องกลับบ้านเช่นกัน บ้านเกิดเธออยู่จังหวัดโตเกียว แต่เป็นชานเมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ ไม่ใช่ใจกลางมหานครโตเกียว

เราเลยไม่ได้เจอกันในสัปดาห์เริ่มต้นของฉัน

 

ฮิโรโกะรู้สึกไม่ค่อยดีนักที่ปล่อยให้ฉันผจญภัยสัปดาห์แรกในญี่ปุ่นตัวคนเดียว, ทั้งๆ ที่เธออยู่จังหวัดเดียวกัน

หลังจากวันหยุดยาวผ่านไป เธอเลยส่งข้อความชวนไปดูดอกไม้ไฟที่บ้านเกิดของเธอ

 

“ฮานาบิ” คือเทศกาลดอกไม้ไฟที่มักจัดขึ้นทั่วญี่ปุ่นในฤดูร้อน มันเหมือนการเฉลิมฉลองฤดูกาลอย่างหนึ่ง คนญี่ปุ่นจะจับแขนจูงมือ นัดรวมกลุ่มเพื่อนไปชมดอกไม้ไฟ สาวๆ ญี่ปุ่นมักได้ฤกษ์สวมใส่ยูกาตะในช่วงเวลานี้ สิ่งจำเป็น (มาก) สำหรับการชมดอกไม้ไฟคือของปิ้งย่างกับเบียร์เย็นฉ่ำ (ก็มันทั้งหิวทั้งร้อน) แต่สิ่งจำเป็นยิ่งกว่าอาจจะเป็นบทสนทนาเคล้าเสียงหัวเราะกับเพื่อนฝูง

มนุษย์เกิดมาเดียวดายน่ะเรื่องจริงแท้, แต่ถ้าเป็นไปได้ เราไม่ควรไป “ฮานาบิ” คนเดียว

ฉันตอบตกลงจะไปดูดอกไม้ไฟกับฮิโรโกะ

 

“ชวนเพื่อนมาด้วยได้นะ” เธอพิมพ์ข้อความมาทางไลน์ “ฉันก็จะชวนเพื่อนที่บ้านเกิดมาด้วยเหมือนกัน”

ท่ามกลางหมู่เพื่อนคนญี่ปุ่นของเธอ ฮิโรโกะคงกลัวฉันรู้สึกเคอะเขิน ทำตัวลำบาก อีกอย่าง,​ จริงๆ แล้ว ฉันกับเธอก็ใช่ว่าจะสนิทสนมกันเสียหน่อย

เราเคยเจอกันแค่ตอนนั้นเอง ตอนที่เธอมานอนค้างที่ห้องฉันช่วงหยุดยาวหน้าร้อนของเมืองไทย

 

“ชวนใครดีล่ะ” ฉันวนเวียนคิดมันทั้งคืน ฉันเพิ่งผ่านพ้นสัปดาห์แรกในโตเกียวไปเอง นอกจากติวเตอร์ (คนช่วยดูแล) ที่ทางมหาวิทยาลัยจัดให้แล้วฉันรู้จักใครอีกบ้างนะ

 

มูราคามิ ฮื้อ … ใช่เพื่อนเล่นเรอะ

โทโฮชินกิ แก๊ … นั่นมันไม่ใช่แระ!

พี่คนไทยจากมหาวิทยาลัยโตเกียวที่เพิ่งเจอกัน … ใช่แล้ว

แดนไง แดน พอตเตอร์ … เออๆ ใช่

แต่เดี๋ยวนะ … ฉันไม่มีเบอร์ติดต่อเขา

 

ฉันออกไปดูกระดานบอร์ดที่ประกาศแจ้งเวรทิ้งขยะประจำบ้าน แดนอยู่ห้องชั้นสอง ฉันหยิบปากกากับกระดาษมาเขียนโน้ตสั้นๆ “แดน นี่ติ๊กต่อกนะ ฉันกับเพื่อนจะไปดูดอกไม้ไฟที่ชานเมืองโตเกียววันเสาร์นี้ ถ้าเธอว่าง ไปดูด้วยกันไหม อ้อ … นี่เบอร์โทรฉันนะ แล้วเธอใช้ไลน์หรือเปล่า” เขียนข้อความเสร็จสรรพ ฉันก็เอาไปสอดไว้ใต้ประตูห้องเขา

ตื่นมายามสายของอีกวัน ฉันเจอโน้ตที่แดนเขียนตอบกลับที่หน้าห้องว่า “ตกลง”

สรุปว่า ฉัน แดน และพี่คนไทยที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยโตเกียว จะไปดูดอกไม้ไฟกับฮิโรโกะ (และผองเพื่อนของเธอ)

 

เรานัดเจอกับฮิโรโกะที่สถานีรถไฟซูกาโม นี่เป็นการเจอฮิโรโกะครั้งที่สอง นับจากหนแรกที่ กทม. เมื่อหลายปีก่อน สารภาพว่าฉันแอบตื่นเต้น

 วันนี้ฮิโรโกะไม่ได้ใส่ชุดยูกาตะ เธอยืนอยู่ใกล้ๆ ทางออกสถานี ตัวเล็ก หน้าตาสดใส ถ้าไม่บอก เราไม่มีวันเดาอายุเธอได้ว่าใกล้สามสิบกลางๆ แล้ว

ข้อมูลสำคัญอีกอย่าง เธอเป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นขณะนั้นอย่าง ชินโซ อาเบะ น่าจะภูมิใจ เพราะเธอขยันขันแข็งในการทำงาน อืม … เธอยังไม่ลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวด้วยนะ

“แม่ฉันเป็นห่วงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน” เธอว่าพลางหัวเราะ

“นี่เป็นเหตุผลที่ฉันไม่ค่อยอยากกลับบ้านเกิด กลับไปทีไรแม่ถามแต่เรื่องนี้ตลอด” ปัญหาคลาสสิกของผู้หญิงวัยสามสิบอัพที่สาว โสด และสวย สินะ (อันหลังนี่แอบเติมเอาเอง)

 

ฮิโรโกะรักเมืองไทย เธอเคยลงเรียนด้านการพัฒนาที่จุฬาฯ อยู่ช่วงหนึ่ง ตอนนี้เธอทำงานที่ไจก้า (JICA) หน่วยงานรัฐบาลที่มีบทบาทในการส่งเสริมการพัฒนาในประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่ว่างทีไร เธอชอบแวะไปเมืองไทยบ่อยๆ

ขนาดอีเมล เธอยังใช้คำว่า “หิมะ” ในภาษาไทยเป็นชื่ออีเมลเลย

 

ฉันแนะนำให้ทุกคนรู้จักกัน, แบบเคอะเขินนิดนึง แหม … จริงๆ แล้วฉันก็เพิ่งรู้จักทุกคนเหมือนกันนี่นา

เพื่อนของฮิโรโกะรออยู่ที่บ้านเกิดเรียบร้อยแล้ว

เราเลยมุ่งหน้าตรงไปทางตะวันตก จุดหมายคือเมืองโชฟุ จังหวัดโตเกียว

 

ฉันเพิ่งรู้ในวันนั้น ว่าแดนเป็นคนช่างสงสัย (มาก)

เขาถามนั่นถามนี่ไม่หยุดหย่อน “เธอชอบญี่ปุ่นไหมติ๊กต่อก” “อะไรในญี่ปุ่นที่เธอชอบมากที่สุด” “คนไทยกับคนญี่ปุ่นแตกต่างกันมากไหมฮิโรโกะ” และอื่นๆ อีกมากมาย

ฉันหันไปมองหน้าฮิโรโกะยิ้มๆ ก่อนตอบคำถาม “ฉันว่าคนญี่ปุ่นกับคนไทยมีนิสัยขั้นต้นคล้ายกันหลายอย่าง อย่างแรกสุด เรามักทำตัวสุภาพและอ้อมค้อม เพียงแต่ว่า คนญี่ปุ่นดูจะอ้อมกว่าเรามาก”

ฮิโรโกะหัวเราะ “จริงที่สุด”

 

รถไฟแล่นมาถึงสถานีปลายทางของพวกเรา จากสถานีนี้ เราจะแวะซื้อของกิน (และเบียร์) จากนั้นจะหอบหิ้วไปยังริมแม่น้ำทามะ…แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านโตเกียว แม่น้ำที่ฉันเคยได้ยินชื่อแต่ในซีรีส์มาตลอด

ตื่นเต้นจัง … นี่คือความรู้สึกของฉัน

 

เราปล่อยให้ฮิโรโกะกับแดนล่วงหน้าไปจับจองที่นั่งก่อน เนื่องจากมีพี่คนไทยอีกคนนั่งรถไฟตามมาทีหลัง ส่วนฉันกับพี่ออม ผู้เป็นรุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยโตเกียว, ยืนรอแถวทางแยก

 

ผู้คนเริ่มทยอยมาริมแม่น้ำทามะเรื่อยๆ แดดบ่ายค่อยๆ คลายความร้อนลง ระหว่างรอ ฉันเดินไปซื้อน้ำแข็งไสมากิน … น้ำแข็งไส ฤดูร้อน ดอกไม้ไฟ ถึงไม่ได้คลั่งไคล้วัฒนธรรมญี่ปุ่นมาก่อน แต่นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ฉันฝันอยากทำมาตลอด

พอน้ำแข็งไสหมดเกลี้ยง พี่โจ,​ อีกหนึ่งสมาชิกก็ปรากฏตัว

แล้วเราก็ได้ฤกษ์เดินทางไปทุ่งหญ้าริมแม่น้ำทามะเสียที (เย่)

 

ฮิโรโกะโบกมือให้ เราได้ที่นั่งไม่เลวเลย ที่สำคัญเพื่อนฮิโรโกะเตรียมเบาะนั่งส่วนตัวมาให้พวกเราแต่ละคนด้วย

“ที่บ้านทำธุรกิจขายเบาะน่ะ” เขาบอก ที่จริงแล้วเพื่อนฮิโรโกะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่องกัน ส่วนฉันกับแดนก็พูดญี่ปุ่นไม่ค่อยได้ เราเลยได้แต่ส่งยิ้ม ยกกระป๋องเบียร์ใส่กัน แล้วร้อง “คัมไป” (ภาษาของมิตรภาพ)

เสบียงถูกแจกจ่าย บทสนทนาถูกหว่านโปรย ความที่สมาชิกคนหนึ่งของกลุ่ม คือ พี่โจ เคยไปเรียนโทที่อังกฤษ ประเทศบ้านเกิดของแดน บทสนทนาเกี่ยวกับอังกฤษเลยถูกหยิบยกขึ้นมา

ส่วนฉันกับฮิโรโกะคุยกันเรื่องเพื่อนที่เมืองไทย,​ เพื่อนที่แนะนำให้เราได้รู้จักกัน

 

ลมเย็นเฉียบของหน้าร้อนพัดผ่าน ดอกไม้ไฟนัดแรกถูกจุดขึ้น

“ฮานาบิ” แรกของฉันเริ่มต้นแล้ว กับเพื่อนใหม่กลุ่มหนึ่ง

 

ในวิชาว่าด้วยการถ่ายภาพ จะมีคำหนึ่งที่ผู้หัดเริ่มต้นถ่ายภาพมักรู้กัน “magic hour” คือคำนั้น หมายถึงช่วงเวลาบ่ายคล้อยอันเป็นช่วงเวลาที่เชื่อกันว่าแสงสวยที่สุด และน่าบันทึกภาพเก็บไว้มากที่สุด

 

ริมแม่น้ำทามะวันนั้นมีฝนตกสลับกับช่วงฟ้าใส ดอกไม้ไฟที่ถูกจุดขึ้นตลอดหนึ่งร้อยนาทีนั้นงดงาม แต่ยังห่างไกลจากคำว่า สมบูรณ์แบบฉันเชื่อว่าคงมีงานดอกไม้ไฟอื่นๆ ที่เปล่งประกาย น่าตื่นตาตื่นใจ และน่าตราตรึงมากกว่านี้อีกเป็นร้อยงานทั่วทั้งญี่ปุ่น

แต่หากถามว่า ถ้าฉันต้องเก็บความทรงจำเพียงไม่กี่อย่างเกี่ยวกับชีวิตในญี่ปุ่นไว้ ฉันจะเลือกบันทึกความทรงจำไหนไว้บ้างนะ

 

โดยไม่ลังเลที่จะตอบ

ฮานาบิแรกกับฮิโรโกะ และกลุ่มเพื่อนใหม่ในหน้าร้อน คือช่วงเวลาหนึ่งที่ฉันอยากกดบันทึกและเก็บติดตัวไว้มากที่สุด

นั่นแหละ คือ The most magic hour เกี่ยวกับโตเกียวของฉัน

 

[TOKYO 2013] #6

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหา ถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป  (เช่นตอนนี้) ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

10620592_10152393028543235_6012894072298092546_n

This is not a story about Tokyo,
It is the story about people I met in Tokyo.

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#6: เฉิน และน้ำมันพืชครึ่งขวดขวดนั้น

 

เฉินเป็นหนุ่มจีนตัวสูงโย่ง หลงรักการเล่นบาสฯ จริงๆ แล้ววันเวลาของฉันกับเฉินทาบทับกัน (แสน) สั้นมาก ถ้านับเป็นชั่วโมงจริงๆ ก็ไม่น่าเกิน 24 ชั่วโมงด้วยซ้ำ และบทสนทนาแรกเริ่มของเราเริ่มต้นด้วยเรื่อง “น้ำมันพืช”

เริ่มต้นสัปดาห์ที่สองของการอยู่โตเกียว, ในแชร์เฮ้าส์ที่ฉันเซ็นสัญญาว่าจะอยู่ไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน, ฉันหันมาจริงจังกับการทำอาหาร
ค่ากินอยู่ที่โตเกียวแพงมาก ในปี 2013 มหานครแห่งนี้ถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดในโลก สถิตินี้เปลี่ยนแปลงไปทุกปี บางปีก็ย้ายฟากข้ามทวีปไปตกอยู่ในเงื้อมมือของเมืองซานฟรานซิสโก บางปีก็ย้ายกลับมาทางฝั่งสิงคโปร์ แต่ปีนี้ โตเกียวครองอันดับหนึ่ง
อันที่จริง อาหารการกินของโตเกียวไม่ได้แพงมากกว่าเมืองใหญ่โตเมืองอื่นของโลกมากนัก แซนด์วิชเรียบง่ายที่นิวยอร์กอาจราคา 150 บาท แตกต่างกับราคาฟิชแอนด์ชิปที่ลอนดอนไม่มากไม่มาย ขณะที่ราเมนแบบเนื้อน้อยชิ้นที่โตเกียว ราคาคือ 170 บาท ราคานี้ประชากรจากกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกอย่างแดนเคยหลุดปากบอกว่า “ไม่แพง” ประชากรจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ฟังแล้วคันปากอยากจะแย้ง ก็แหม…เรามาจากดินแดนที่ก๊วยเตี๋ยวชามละ 30 บาทนี่นา

ส่วนหนึ่งที่ทำให้อาหารในญี่ปุ่นราคา “ไม่ถูก” ก็เพราะนโยบายของรัฐบาลที่เน้นให้ความสำคัญกับผู้ผลิตมากกว่าผู้บริโภค ส่วนหนึ่งลือกันว่าเพราะเกษตรกรเป็นฐานเสียงสำคัญ รัฐบาลเลยต้องมีมาตรการทางเศรษฐกิจมาช่วยค้ำจุน

ฟังแล้วรู้สึกเป็นปัญหาโลกแตก ถ้าเราเป็นเกษตรกรผู้ผลิต เราก็คงอยากขายของได้ราคาดี ส่วนถ้าเราเป็นผู้บริโภครายได้เดือนชนเดือน เราก็คงอยากซื้อหาข้าวปลาได้ในราคาแสนถูก

มาตการเศรษฐกิจที่ดีคืออะไร, คำตอบคงขึ้นอยู่กับว่า “เรายืนอยู่ฝั่งไหน” มากกว่า
แน่นอนว่าตอนนี้ฉันยืนอยู่ฝั่งผู้บริโภค
และตอนนี้ ฉันตัดสินใจจะบริโภค ‘แซลมอนทอด’

ฉันเดินเข้าครัวของแชร์เฮ้าส์ สำรวจตรวจสอบจนพบว่าที่นี่มีหม้อหุงข้าวให้แล้ว เตาไฟฟ้าก็มีถึงสองเตา ตะหลิว กระทะเทฟล่อน หม้อต้ม ทัพพี ทุกอย่างที่ล้วนจำเป็นกับการทำอาหาร (โซนเอเชีย) ล้วนมีครบครัน, ได้การล่ะ ฉันจะหุงข้าวกินกับแซลมอนทอด ตอนนี้ขาดแค่ออกไปซื้อข้าวสารที่ซุปเปอร์ ซื้อแซลมอน พริกไทยดำ (ไว้เหยาะโรย) และก็น้ำมันพืช
ซุปเปอร์ญี่ปุ่นไม่แตกต่างจากซุปเปอร์เมืองไทย โดยเฉพาะตรงแผนกของสดและเครื่องปรุงรส ถ้าจะมีสิ่งที่ต่างอย่างเห็นได้ชัด ก็คงเป็นเรื่อง “ภาษา”, ฉลากบรรจุภัณฑ์ที่นี่ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น ”
นั่นหมายถึง การจะซื้อหาสินค้าอะไรสักอย่าง เราต้องสังเกตสังกาจากลักษณะภายนอก “เอ…อันนี้น่าจะเป็นพริกไทยดำเนอะ” “อันนี้น่าจะเป็นน้ำมันพืชแหละมั้ง ขวดและสีเหมือนกันเปี๊ยบ” นี่คือหลักเกณฑ์ง่ายๆ เลย … ใช้สายตากะประมาณ ใช้สมองประมวล และใช้เงินเยนจับจ่าย (ฮา)

ได้ของครบล่ะ ว่าแล้วฉันก็หอบหิ้วทุกอย่างเข้าครัว เอาข้าวใส่หม้อ ซาวน้ำสองหน ยกใส่เครื่อง กดปุ่มสักปุ่มที่ “เดา” เอาเองว่าน่าจะหมายถึง ปุ่ม “cook” จากนั้นก็หันไปตั้งกระทะเทฟล่อน เปิดเตาไฟฟ้า พอกระทะเริ่มร้อนก็ใส่แซลมอนลงไป จริงๆ สำหรับกระทะเทฟล่อนนั้น เราสามารถปรุงอาหารโดยไม่ต้องใส่น้ำมันลงไปก็ได้ แต่วันนั้นอะไรดลใจให้ฉันอยากใส่น้ำมันพืชก็ไม่รู้ ฉันว่ามันน่าจะทำให้แซลม่อนมีความกรุบกรอบน่ากินกว่าเดิม
เปิดขวดพลาสติกที่บรรจุน้ำสีอำพันอย่างแคล่วคล่อง (ขอยกยอปอปั้นทักษะครัวเรือนตัวเองสักเล็กน้อย) จากนั้นฉันก็เทสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าเป็น “น้ำมัน” ราดลงบนตัวแซลมอนอย่างเชื่อมั่น
หืม…ทำไมน้ำมันมันไม่หนืดเลยล่ะ มันเทง่ายประหนึ่งกำลังเทน้ำหรือเทเหล้าเลย
ฉิบหายล่ะ! นี่มันไม่ใช่น้ำมัน!!!
โธ่ถัง! แซลมอนสีส้มสวยของฉัน ชิ้นนั้นราคาตั้งสองร้อยเยนเชียวแน่ะ!!!

ฉันปิดเตาไฟฟ้า รู้สึกอยากเขกกะโหลกตัวเองครามครัน แผนการที่ตั้งเป้าว่าอยากประหยัดตังค์ ดันพลิกโผกลายเป็นการสูญเสียแซลมอนไปชิ้นหนึ่ง พร้อมได้ขวดน้ำสีอำพันอะไรมาก็ไม่รู้
แล้วเฉินก็เดินผ่านมาในจังหวะนี้
“เฮ้ย! เธอ, เธอนั่นแหละ เธออ่านภาษาญี่ปุ่นออกไหม” อารามตกใจ นอกจากทำสติหล่นหาย ฉันยังเผลอทำมารยาทตกหล่นไปอีกแน่ะ
เฉินไม่ได้มีอาการระคายเคืองกับการทักทายอย่างเป็นกันเอง (มาก) ของฉัน แม้เราจะเพิ่งเจอกันหนนี้หนแรกก็เถอะ
“อ่านไม่ออก แต่น่าจะพอเดาได้ ฉันเป็นคนจีน” เฉินเดินเข้ามาใกล้ ส่วนฉันรีบยื่นขวดน้ำสีอำพันให้เขาดู
“นี่คืออะไรอ่ะ พอจะเดาได้ไหม”
เฉินรับขวดพลาสติกไปเมียงมองฉลากตัวอักษรคันจิอยู่แป๊บนึง ก่อนจะส่งมันกลับคืนมา “ไม่แน่ใจ”
“ฉันคิดว่ามันเป็นน้ำมันพืช กะว่าจะซื้อมาทอดปลาแซลมอน แต่พอเปิดดูถึงรู้ว่าไม่ใช่” ถึงตอนนี้ฉันทำหน้าตาห่อเหี่ยวผิดหวัง โลกทั้งใบคล้ายใกล้วายวอด
“ใช้น้ำมันพืชของฉันก่อนก็ได้” เฉินเอื้อมมือยาวๆ ไปเปิดชั้นวางที่อยู่สูงขึ้นไป ในนั้นมีเครื่องปรุงและอุปกรณ์ทำอาหารจำนวนมากบรรจุอยู่ เขาหยิบขวดพลาสติกที่เขาเรียกว่า “น้ำมันพืชของฉัน”ออกมา มันเหลืออยู่ตั้งครึ่งหนึ่งแน่ะ
“จริงๆ เอาไปเลยก็ได้นะ เดี๋ยวฉันก็ไม่อยู่แล้ว เสียดายของ” เขาว่าก่อนจะวางน้ำมันพืชขวดนั้นลงกลางโต๊ะใหญ่ในครัว
“ขอบใจนะ”
นั่นคือบทสนทนาครั้งแรกของเรา
(ส่วนแซลมอนชิ้นนั้น โดนฉันเขี่ยทิ้งลงถังขยะแบบเผาได้ในที่สุด ><”)

แล้วฉันก็ได้เดินสวนกับเฉินอีกทีหลายครั้งในแชร์เฮ้าส์ เรื่องของเรื่องก็คือเฉินมาเรียนอะไรสักอย่างในช่วงหน้าร้อนที่โตเกียว ความที่ไม่ได้เรียนเต็มวัน เขาเลยมีเวลาว่างเตร็ดเตร่อยู่บ้านในช่วงจันทร์ถึงศุกร์เป็นบางหน ส่วนฉันก็แสนว่าง ชั้นเรียนปริญญาโทก็ยังไม่เปิด เราเลยมักเดินสวนกันตรงตู้เย็นตู้ใหญ่กลางบ้านเสมอ
บางวันฉันแวะไปเปิดเอานมเมจิในตู้เย็นมาดื่ม เฉินก็แวะมาเอาเกนไมฉะ (ชาผสมข้าว) พอดี
บางวันฉันมาเปิดเอาบร็อกโคลีจะทำผัดผัก เฉินก็มาเปิดเอาไอติมแฮกเกนดาสที่วางไว้ในช่องฟรีซ
บางวันฉันแวะเอาน้ำส้มคั้น เฉินก็แวะมาหยิบเป๊ปซี่
“เฮ้”
“ไฮ้”
“แล้วเจอกันนะ”
“อืม”
บทสนทนาเป็นไปอย่างแสนสั้น เราผูกมิตร แต่ไม่ได้ผูกสัมพันธ์

นอกจากเขาชื่อเฉิน เป็นคนจีน บ้านเกิดอยู่เซี่ยงไฮ้ และชอบเล่นบาสฯ แล้ว สารภาพว่านอกเหนือจากนี้ ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลยสักอย่าง
ไม่รู้แม้กระทั่งส่วนสูงที่แท้จริงเลยด้วยซ้ำ
แล้ววันหนึ่งฉันก็เจอเขาที่หน้าบ้าน กำลังลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ (มาก)
“เฮ้”
“ไฮ้”
“จะไปไหน”
“กลับเซี่ยงไฮ้”
“เฮ้ย! กลับแล้วเหรอ?”
“กลับไฟล์ทเช้า เลยว่าจะไปนอนรอที่สนามบินก่อน”
“ไปสนามบินยังไง”
“ว่าจะนั่งรถไฟไป”
“สถานีนิชินิปโปริ?”
“เปล่า สถานีเซนดากิ”
“งั้นลากันตรงนี้นะ ฉันต้องไปสถานีนิชินิโปริ”
ฉันโบกมือลาเฉินตรงหน้าแชร์เฮ้าส์หลังย่อม

วันนั้นฉันมีนัดกับพี่คนไทยคนหนึ่งที่โรงแรมในย่านชินจูกุ ก่อนหน้าจะย้ายเข้าแชร์เฮ้าส์หลังนี้ ฉันเผลอลืมหนังสือเล่มหนึ่งไว้บนรถไฟเจอาร์ มันเป็นหนังสือว่าด้วยชีวิตตัวคนเดียวในกรุงโตเกียวโดยนักเขียนไทยคนหนึ่ง ฉันเข้าไปบ่นในเฟซบุ๊ก พี่สาวผู้น่ารักคนหนึ่งเห็นเข้า เธอเลยฝากหนังสือเล่มนี้ให้เดินทางไกลมากับสามีนักธุรกิจของเธอ
ปกติแล้วเวลาเดินทางไปชินจูกุ ฉันมักจะนั่งรถไฟเจอาร์จากสถานีนิชินิปโปริไปลงยังเจอาร์ชินจูกุ -สถานีที่ว่ากันว่ามีผู้โดยสารหลักล้านต่อวัน
นิชินิปโปริเป็นสถานีไม่ใหญ่ไม่โต ระหว่างทางเดินจากแชร์เฮ้าส์ไปสถานีนี้ ฉันต้องเดินผ่านโรงเรียนชายล้วนแห่งหนึ่งอยู่เสมอ
จากโรงเรียนชายล้วน ก็ต้องข้ามถนนตรงทางม้าลาย ก่อนจะเดินเข้าตัวสถานีได้
แล้วฉันก็เห็นเฉินยืนอยู่ตรงนั้น อีกฟากฝั่งของถนน, กำลังรอข้ามทางม้าลาย
“เฮ้”
“ไฮ้”
“ทำไมมาโผล่ที่นี่”
“เปลี่ยนใจมาเรียกแท็กซี่ไปสนามบินแทน”
“งั้นยืนรอเป็นเพื่อนนะ”
ประโยคล่าสุด ฉันเป็นคนพูดมันออกมาเอง
ยืนรอไม่ถึงห้านาที แท็กซี่สีเหลืองคันหนึ่งก็แล่นผ่านมา
กระเป๋าเดินทางใบเขื่องถูกยกขึ้นไว้ด้านหลัง เฉินหันมาโบกมือลา มือของเขายาวเชียว ส่วนตัวของเขาก็สูงจนต้องชะโงกหน้ามอง
“นี่…สรุปน้ำมันพืชนั่น เธอยกให้ฉันใช่ไหม” แทนที่จะเลือกพูดคำว่า “กู๊ดบาย” ฉันกลับเลือกถามประโยคนี้กับเขาแทน
เฉินหัวเราะ
“ดูแลตัวเองนะ”
“เธอก็เหมือนกัน”
นั่นคือบทสนทนาครั้งสุดท้ายของเรา

นับจากวันที่โบกมือลาเฉิน ฉันอยู่ซากุระเฮ้าส์หลังนั้นไปอีกราวหนึ่งเดือนกว่าๆ ช่วงนั้นฉันยังทำกับข้าวกินเองเสมอ ซุปเปอร์มาร์เก็ต-ตู้เย็น-ห้องครัว พื้นที่เหล่านี้คือหนึ่งในพื้นที่สิงสถิตของฉันจนกระทั่งวันย้ายออก
เมนูที่ฉันมักทำบ่อยครั้งมากที่สุด ก็คือ แซลมอนทอด

ในหนังปี 2003 เรื่อง Lost In Translation ของโซเฟีย คอปโปลา คนแปลกหน้าสองคนเจอกันในมหานครโตเกียว พวกเขาผูกมิตรกันในช่วงเวลา 2 อาทิตย์ ไปร้องคาราโอเกะด้วยกัน นั่งสนทนาเรื่องรถปอร์เช่ ดื่มกินอย่างเหงาหงอยด้วยในย่านชิบูยะ ทะเลาะและคืนดี ก่อนจะลาจาก เพื่อจะจดจำกันและกันไปตลอดกาล

ฉันกับเฉินไม่เคยมีความสัมพันธ์ในรูปแบบนั้น
วันเวลาของเราทาบทับกันแสนสั้น (มาก)
แต่ทุกครั้งที่เดินผ่านเคาน์เตอร์น้ำมันพืชในซุปเปอร์มาร์เก็ต
ฉันมักจะหวนคิดถึงเรื่องราววันนั้นอยู่เสมอ
เรื่องราวของน้ำมันพืชครึ่งขวด
เรื่องเล็ก น้อยนิด ไม่สมบูรณ์แบบ และไม่สลักสำคัญเรื่องหนึ่ง
เรื่องเรียบง่ายที่ฉันบังเอิญจดจำ…และเผลอมีรอยยิ้มตามบ้าง ในบางที 🙂

ปล.หนึ่งปีผ่านไป ฉันพบว่าขวดน้ำสีอำพันที่ซื้อมาผิดขวดนั้น คือสิ่งที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า “มิริน”