บาห์เรน – When life gives you lemon, then makes lemonade

 

 

bahrain

 

 

ฉันเคยเขียนไว้ในอีกเพจหนึ่งชื่อ ทองหล่อเดินได้ – walkable Thonglor ว่า “ขณะที่โลกบอกให้เราออกเดินทาง แต่สารภาพว่าฉันเป็นคนที่หลงรักคอมฟอร์ตโซนอย่างสุดใจ”

ฉันหมายความอย่างนี้จริงๆ
และยิ่งโต ฉันก็ยิ่งตระหนักว่า ฉันไม่ได้รักการเดินทาง และฉันรักความสบายมากกว่าความลำบาก

ฉันไม่เคยอยากออกไปจากคอมฟอร์ตโซน … และการนั่งไถมือถืออ่านจอยลดา และรอเอ็มวีใหม่ WayV ก็ไม่เห็นจะแย่อะไรนี่นา

แต่โลกก็มีทั้งสิ่งที่เราเลือกได้ และเลือกไม่ได้

หลังอายุเต็ม 38 ปีได้ไม่กี่วัน ฉันได้ไปที่บาห์เรน-โดยไม่คาดคิด

นี่คือสิ่งที่ฉันในวัย 38 เจอ เมื่อเดินออกจากคอมฟอร์ตโซน
.
.

1. การตกเครื่องบินตอนเที่ยงคืน
ในชีวิตนี้ฉันเคยตกเครื่องบินมา 1 ครั้งถ้วน – ช่วงปีใหม่ที่จะไปพม่า – ในยุคที่อองซานซูจียังถูกคุมขัง และคนไทยยังต้องขอวีซ่าเข้าประเทศฝั่งตะวันตกของเรา คราวนั้นฉันตกเครื่องที่สุวรรณภูมิ ทางแก้คือควักเงินซื้อตั๋วเครื่องบิน (ช่วงปีใหม่) ใบใหม่สิ … เงินอาจไม่ใช่สิ่งสวยงามที่สุดในโลก แต่หลายๆ ครั้ง เงินแก้ปัญหาให้เราได้

แต่คราวนี้ ฉันตกเครื่องและติดแหงกที่บาห์เรนอยู่เกือบ 24 ชั่วโมง

ถ้าเราอยู่ในโลกที่เวลาเป็นเงินเป็นทอง และการเป็นคนเก่งคนเก๋ของโลกยุคใหม่คือการบริหารเวลาและพลังชีวิตได้ “efficient สูงสุด” … การตกเครื่องและนั่งแหงกอยู่เกือบ 24 ชั่วโมง คงหมายถึง “แกมันเป็นคนแย่ แกมันจัดการชีวิตไม่ดี” แน่ๆ

ฉันเอามือปิดหน้า ตอนที่เจ้าหน้าที่บอกว่า ฉันตกเครื่องแน่ๆ แล้ว … เครื่องบินลำที่จะต่อไปปารีสอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ แต่ฉันทำอะไรไม่ได้มากกว่ามองมันค่อยๆ เคลื่อนที่จากไป

“เครื่องดีเลย์ตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่ความผิดฉันซะหน่อย”
“ใช่ ไม่ใช่ความผิดคุณ”

อย่างน้อยที่สุด คนไทยอย่างฉันก็ไม่ต้องขอวีซ่าเพื่อเข้าบาห์เรน – พวกเขาจัดหาโรงแรมและอาหาร 3 มื้อให้ – ฟรี – แลกกับการตกเครื่องและต้องใช้ชีวิตล่าช้าไปอีกหนึ่งวัน

เป็นหนึ่งวัน ที่โลกจะเปลี่ยนจากยุคเฮย์เซย์ เป็นยุคสมัยเรวะ

ฉันอยู่ที่นั่น ที่เมืองหลวงของบาห์เรนที่ชื่อ มานามา
.
.
.
.

2.ในตอนเที่ยงคืนที่ฉันรู้สึกเหมือนอยากร้องไห้ ฉันหันไปเห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนไทยกลุ่มหนึ่งที่เป็นเพื่อนร่วมไฟล์ท พวกเขาตั้งใจมาต่อเครื่องไปซาอุดิอาระเบีย เครื่องเต็ม และพวกเขาก็ต้องติดแหงกอยู่ที่บาห์เรนกับฉันเช่นเดียวกัน

ดูไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่มีเสียงร้องฟูมฟาย ไม่มีเสียงด่าทอ ไม่มีอาการหงุดหงิดอะไรทั้งนั้น

ฉันค้นพบ ณ ตอนนั้น ว่าไม่ว่าฉันจะหงุดหงิดไปอีกกี่มากน้อย มันก็เปลี่ยนความจริงที่ว่า ฉันตกเครื่องไม่ได้ – ฉันต้องอยู่ที่นี่ ต้องนอนที่บาห์เรนคืนนี้ – ในวันสุดท้ายของยุคสมัยเฮย์เซย์

“When life gives you lemon, make lemonade.”
คือสุภาษิตฝรั่งที่บอกเราว่า เมื่อเวลาที่ชีวิตยื่นอะไรที่เราไม่ได้เลือกมาให้ เราก็แค่ต้องหาแง่งามของมันให้เจอ

ถ้าชีวิตเขวี้ยงมะนาวใส่ เราก็แค่ต้องเอามะนาวมาคั้นทำชามะนาวสิโว้ย!

ยิ้ม-นอน-กินข้าว-ฟังเรื่องเล่าแสวงบุญของเหล่าน้าๆ ที่ยอมจ่ายเงินคนละ 6หมืนมาแสวงบุญถึงซาอุดิอาระเบีย

“น้าเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ยะลา ถ้าไปยะลาก็ไปถามหาน้านะ นี่เบอร์โทร และทุเรียนยะลาอร่อยมาก อย่าลืมไปหาทาน”

น้าผู้ใหญ่ชื่อ ยูซุก และแฟนน้าชื่อ สะเมาะ

“รู้จักร้านสินธรสเต๊กเฮ้าส์ไหม น้าเป็นเจ้าของ ถ้ามากินก็ขอส่วนลดได้” น้าอีกคนบอก

“นี่บ้านอยู่เอกมัย มาเยี่ยมได้” – อ้อ บ้านใกล้เรือนเคียงกับทองหล่อเลย

ทุกคนดูไม่ทุกข์ไม่ร้อน
ทุกคนดูรับได้กับการต้องตกเครื่อง
ทุกคนดูจะเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้
ทุกคนดูจะเข้าใจว่าการจากบ้านมาแสวงบุญมันต้องเจอกับความลำบากและสิ่งที่ควบคุมไม่ได้อยู่แล้ว

นั่นน่าจะเป็นครั้งแรกสุด ที่ฉันเลิกตั้งคำถาม ว่าทำไมหลายคนต้องยอมลำบากเพื่อความศรัทธาบางอย่างด้วย

ทำไมเราต้องออกจากคอมฟอร์ตโซนเพื่อมาลำบากด้วย
.
.
.

3.คนปากีสถานคนนั้นอยู่ฝรั่งเศส

น้าคนไทยกลุ่มนั้นจากไปซาอุฯ ตั้งแต่ตอนเที่ยง คนที่ยังอยู่กับฉันที่โรงแรมคือคนปากีสถานคนหนึ่ง ฉันถามเขาว่าเขาตกไฟล์ทบินไหน เขาบอกว่า “แฟรงเฟิร์ต”
“อ้อ เยอรมนี” ฉันพยักหน้า
“แต่ผมอยู่ฝรั่งเศส” เขาบอก
ฉันคงเผลอทำหน้างงใส่
“เมืองที่ผมอยู่ อยู่ติดเยอรมัน ผมเลยบินลงแฟรงเฟิร์ตและนั่งรถไฟเข้าไป”
“อ้อ” ฉันพยักหน้าอีกรอบ

ก่อนหน้านี้ ฉันคงเก็บไปสงสัยบนเครื่องว่า
…ทำไมคนปากีฯ ไม่อยู่ปากีฯ
…ทำไมคนเราต้องออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น
…ทำไมคนเราต้องเดินออกจากคอมฟอร์ตโซน

ฉันโบกมือลาหนุ่มปากีฯ
ไม่มีคำถาม
ไม่มีข้อสงสัย
บางทีฉันอาจเหนื่อยเกินไป
เพราะทันทีที่ขึ้นเครื่องก็นอนหลับยาวเลย

การออกจากคอมฟอร์ตโซนมันเหนื่อย
แต่ถ้าเจอมะนาวหล่นข้างทาง
อย่าลืมหยิบมาคั้น
ชงชามะนาวสักแก้ว…ก็ดีอยู่นะ
.
.

ฉันคิดในใจก่อนเปลือกตาจะปิดลง

 


ไม่ค่อยได้อัพบ่อย แต่ถ้าอ่านแล้วชอบ ฝากแชร์ด้วยนะคะ
หรือติดตามได้ช่องทางอื่น

blog: deartiktok.wordpress.com
fb.me/deartiktok
twitter.com/tiktokthailand
instagram.com/tiktokthailand

Advertisements

15.01.19: ได้รับพร

blog 15 of 365

luck.001

เมื่อห้าปีก่อน มีพี่บรรณาธิการคนหนึ่งเขียนประโยคที่ว่า “รู้สึกเหมือนได้รับพร” เอาไว้

ฉันชอบคำนี้มาก,​ แม้ว่าตอนนั้นเธอจะเปรียบเปรยความรู้สึกนี้ กับขวบวัยที่มากขึ้นของเธอ – ในย่างก้าวของเลข 4

และแม้ว่า ฉันจะไม่เคยรู้สึก “ได้รับพร” กับอายุที่เพิ่มมากขึ้นเลย

แต่ฉันก็ยังชอบคำนี้อยู่ดี

วันนี้ จู่ๆ ฉันก็พยายามนึกเค้นว่า คำว่า “พร” นั้น ถ้าแปลเป็นไทย เราควรใช้คำว่าอะไร

“wish” เหรอ?,​ ก็ไม่น่าใช่

porn? เฮ้ย,​ นั่นยิ่งไม่ใช่ใหญ่เลย

“luck”,​ คำนี้หรือเปล่านะ…

 

อืม… ฉันชอบคำนี้ล่ะ ฉันว่า “พร”​ ก็คือ luck ที่แปลว่า โชคดีนี่แหละ

 

ตลอดชีวิตฉัน ถ้าจะพูดถึง “พร” ที่ได้รับ ฉันคิดว่าสิ่งนั้น (นอกเหนือจากครอบครัวแล้ว) คงเป็นการมีเพื่อนที่ดีอยู่รายรอบ

เวลาพูดถึง “เพื่อนที่ดี” ฉันหมายถึงอย่างนั้นจริงๆ

ถ้าไม่นับเพื่อนที่เมืองไทย (ที่ดีมากๆ แล้ว) ฉันขอพูดถึงเพื่อนที่เจอสมัยเรียนอยู่ญี่ปุ่นบ้าง

เรื่องที่ไม่เคยเล่า (และจริงๆ กำลังพยายามจะเล่าในหนังสือ “โตได ไม่โรแมนติก”) ก็คือ ก่อนหน้าจะไปเรียนที่ญี่ปุ่นนั้น เป็นช่วงจังหวะชีวิตที่ฉันรู้สึกว่า “พังทลาย”

ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีกับตัวเอง,​ รู้สึกแย่ไปหมด, ถึงขั้นติดลบกับชีวิต

ตอนที่ฉันเขียนประโยคในหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” ว่า “ฉันบินไปโตเกียวด้วยความหวาดหวั่น” ฉันหมายความตามนั้นทุกตัวอักษรจริงๆ

 

ย้อนกลับมาที่พร

 

ก่อนหน้าจะบินไปญี่ปุ่น พ่อพาฉันไปกราบพระอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านรดน้ำมนต์ให้ และให้ฉันอธิษฐานขอพร

ตอนกลับถึงบ้าน ฉันบอกพ่อว่า ฉันอธิษฐานอยู่สองเรื่อง คือ ให้เรียนจบกลับมา และระหว่างที่อยู่ก็ให้เจอเพื่อนที่ดี

 

ฉันอธิษฐานเท่านี้, สองเรื่อง, ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้

ข้อแรก ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองจบมาด้วยคะแนนที่ดีตามมาตรฐานแวดวงวิชาการไหม

แต่ข้อที่สอง ฉันคิดว่าตัวเองได้รับพร

แท้จริงแล้ว พรข้อที่สอง เริ่มต้นตั้งแต่วันแรกที่ฉันบินไปถึงโตเกียวด้วยซ้ำ

 

อืม, ฉันคิดว่า “พร”​ ก็คือ “luck”

คือโชค

และฉันโชคดีที่ได้เจอเพื่อนดีๆ ในชีวิต

 

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand

14.01.19: PM2.5 เมื่อเราตกอยู่ในวงล้อมของพวกสีแดง และญี่ปุ่นตกอยู่ในวงล้อมของพวกสีเขียว

วันนี้ ฉันเห็นภาพนี้จาก facebook ของพี่สาวคนหนึ่ง เลยขออนุญาตเซฟมา

เป็นภาพที่สื่อถึงสภาพอากาศในเมืองต่างๆ ของเอเชียค่ะ

จะเห็นว่า ที่เกาหลีใต้ซึ่งตอนนี้มีปัญหาเรื่อง PM2.5 เหมือนไทยนั้น ขึ้นเป็นสีม่วง

ซึ่งจริงๆ ไม่รู้ว่าสีม่วงคือขั้นไหน ร้ายแรงกว่าสีแดงหรือเปล่า

แต่ของกรุงเทพฯ​ วันนี้นั้น ขึ้นสีแดงและสีส้มเยอะมากค่ะ (หมายถึง อยู่ในระดับอันตราย)

ทว่า สิ่งที่ทำให้ฉันแปลกใจคือ ที่ญี่ปุ่นนั้น สีเขียวเยอะมาก (หมายถึง ระดับปลอดภัย)

ทั้งที่ญี่ปุ่นนั้น มีปริมาณการก่อสร้างนู่นนี่นั่นไม่น้อยเลย และมีจำนวน “เมือง” (city) เยอะกว่าเมืองไทยเลยด้วยซ้ำ

แต่ city ของเขา ก็ยังอยู่ในระดับสีเขียวได้

ในฐานะอดีตนักศึกษาด้าน Public Policy ฉันแอบคิดในใจ (ดังๆ ) ว่า

ปัญหา PM2.5 มันอาจไม่ใช่เรื่องของจิตสำนึกทั้งหมด

แต่มันอาจเป็นเรื่องของการจัดการนโยบายอย่างไร เพื่อให้เกิด action ที่นำมาสู่ “สีเขียว”​ ต่างหาก

 

49898906_10156087689445817_1821442106351157248_o

 

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand

13.01.19: สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการฝึกตัดต่อคลิปยูทูป

บล็อก 13 of 365

สวัสดีค่ะ บล็อกวันนี้ก็มาดึกเช่นเคย

วันนี้ ลองตัดต่อคลิปเพื่อลงแชนแนลใน YouTube ดู จริงๆ เริ่มตัดต่อมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว (วันเสาร์)

ผลก็คือ … ยังไม่เสร็จซะที

 

การเปิดแชนแนล YouTube ใหม่ ถือว่าได้หัดเรียนรู้อะไรหลายอย่างเลย

อย่างแรกสุด นอกจากการถ่ายคลิป (และต้องเข้าใจเรื่องมุมกล้องและเสียงแล้ว)

พอมาตัดต่อ ก็ต้องเข้าใจเทคนิคและวิธีการเล่าอีก

แถมที่สำคัญ ยังต้องหัดใช้เครื่องมือจำพวกโปรแกรม Final Cut Pro และ Photoshop

ที่สำคัญกว่านั้น , ถ้าอยากให้คลิปออกมาดี, ก็ควรมี Intro ของแชนแนลด้วย

ซึ่ง Intro ตัวนี้ จะถูกนำมาใช้ก่อนตัดต่อเข้าคลิปทุกคลิป (ที่จะทำในอนาคต)

 

วันนี้ ดอกผลที่ได้ก็คือ ตัด Intro เพื่อเป็นตัวนำเข้าคลิปแต่ละคลิปเสร็จแล้วค่ะ

ถ้าใครใช้ gmail (ซึ่งถือว่ามี account YouTube อยู่แล้วโดยอัตโนมัติ) ฝากรบกวนกด subscribe ช่องให้ด้วยนะคะ

และสามารถดูคลิป Intro ก่อนที่จะได้ดูคลิปแรกจริงๆ ได้ที่ลิงก์ด้านล่างเลยค่ะ

 

watch & subscribe : https://youtu.be/W1GUcscCZlI

 

 

See you soon!

isan saranghey

 

 

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand

12.01.19: วันนี้คิดถึงน้องคนหนึ่ง

blog ที่ 12 of 365

 

วันนี้อยู่ข้างนอกจนดึก (แม้กระทั่งตอนเขียนบล็อกนี้) ขอโพสสั้นๆ แล้วกันนะคะ

พอดีเจอป้ายโรงเรียน Shrewsbury เลยคิดถึงน้องคนหนึ่งที่จบจากโรงเรียนนี้ค่ะ

เราเจอน้องช่วงต้นปีก่อน ตอนลงเรียนคอร์สเขียนบทละครด้วยกัน น้องจบมัธยมที่ Shrewsbury และจบตรีและโทด้าน Theater จากอังกฤษ

ที่คิดถึงน้อง เพราะน้องเป็นคนที่มี passion เกี่ยวกับละคร (เวที) และเรื่องเล่าเยอะมาก น้องอ่านวรรณกรรมเยอะ เสพละครและศิลปะเยอะ และแน่นอน น้องเป็นคนหนึ่งที่อยากให้อาชีพด้านการละคร ปักหลักมั่นคงในไทย

วันนี้พอเจอป้ายโรงเรียนเก่าน้อง เลยคิดถึงพลังและความฝันของน้องขึ้นมา

และเริ่มคิดถึงบทละครที่เขียนค้างไว้มา 1 ปีแล้ว

และอาจถึงวันที่ต้องกลับมาปัดฝุ่นแล้วมั้ง

 

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand

11.01.19: ข้อค้นพบหลัง “กินไม่ไถมือถือ” มา 11 วัน

บล็อกวันที่ 11 of 365 นี้ จะว่าด้วย “การกินไม่ไถมือถือ” ค่ะ

eat.001

 

ความตั้งใจปีใหม่นี้ของฉันคือ อยากเป็นสายเท คือเทพฤติกรรมบางอย่างทิ้งไปเลย หรือ zero mission นั่นเอง

ฉันเคยเห็นเพื่อนในเฟซบุ๊ก อย่างพี่กล้า สมุทวณิช เขียนความตั้งใจว่า ปี 2019 นี้ จะไม่รับถุงพลาสติกจากร้านค้าเลย หรือ Zero Plastic Bag ประมาณนั้น (กดติดตามเพจพี่กล้า ได้ ที่นี่ ค่ะ )

สำหรับฉันเลย การงดรับถุงพลาสติกจากร้านค้าค่อนข้างทำยากนิดนึงค่ะ ไม่น่าจะผ่านโปรเจ็กต์ zero mission ไปได้แน่ๆ เลยคิดว่า ขอบายแล้วกัน

ส่วนการงดนอนไถมือถือบนเตียงนอน, อืม อันนี้น่าจะดีต่อชีวิตจริงๆ … แต่พอพิจารณาแล้ว คิดว่าคงผ่านได้ยาก, ขอเท zero mission นี้แล้วกันค่ะ

หวยเลยออกมาที่ “การงดไถมือถือตอนกินข้าว” แทน ค่ะ เพราะฉันอยากมีสติกับการกินมากขึ้นด้วย You are what you eat! ใช่เลย ถ้ามีสติขณะกิน ก็เท่ากับเรากินสติ! – ไม่ใช่สิ ถ้าเรามีสติกับการกินมากขึ้น ฉันคิดว่า มันน่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแน่ๆ เลย

แต่ว่า…ตอนนี้ยังไม่พบความเปลี่ยนแปลงดีๆ เลยค่ะ แหะๆ

ข้อค้นพบหลัง 11 วันผ่านไป (ฉันไม่หยิบมือถือมาเล่นตอนกินข้าวเลยค่ะ) กฎที่ฉันยึดไว้ยังอยู่ดี แต่สิ่งที่ฉันสังเกตคือ ตัวเองกินเร็วมากขึ้นค่ะ

และก็…ไม่ค่อยเคี้ยวด้วย

.

.

คือปกติแล้ว ฉันเป็นคนที่กินไม่ค่อยเคี้ยวนานๆ อยู่แล้วค่ะ ประมาณว่า 3-5 ครั้งก็กลืนลงท้องแล้ว แต่พอเริ่ม zero mission “กินไม่ไถ” ก็ยิ่งทำให้กินเร็วและไม่ค่อยเคี้ยวมากขึ้น ประมาณว่า บางชิ้นคือเคี้ยวไป 1-2 ครั้งแล้วกลืนก็ยังมีเลย

เป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีเลยค่ะ

 

วันนี้ หลังจากเริ่มสังเกตการกินเร็วของตัวเองได้แล้ว ฉันพบว่า ตัวเองยังไม่มีสติเท่าไหร่ เหมือนตั้งใจทำ zero mission ให้จบๆ ไปมากกว่า แต่ไม่ได้มี “สติ” จดจ่อกับอาหารตรงหน้า ไม่ได้ตั้งใจรับรส ไม่ได้อภิรมย์กับการกิน กับอาหาร กับชีวิต สักเท่าไหร่

ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นต่อไป-อย่างยิ่ง

 

ดังนั้น นอกจากภารกิจ zero mission “กินไม่ไถ” แล้ว ฉันคิดว่า ตัวเองควรเพิ่ม mindfulness mission เข้าไปในทุกจังหวะของการกินด้วยค่ะ

ส่วน mindfulness mission ในพฤติกรรมอื่นๆ ของชีวิต จริงๆ เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพียงแต่ตอนนี้ อาจจะยังทำไม่ได้

ขอยกยอดไปไว้คราวหน้า (หรือปีหน้า) ไปเลยแล้วกันนะคะ

 

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand

10.01.19: ทำงานอย่างไว ด้วยเทคนิค FV

 

fv.001
วันนี้ฉันทดลองทำงานด้วยเทคนิค FV ตามหนังสือ ​Thank God It’s Monday ของคุณรุตม์ อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์ ดูค่ะ

 

เทคนิค FV สร้างโดยมาร์ค ฟอร์สเตอร์ (Mark Foster) คำว่า FV ย่อมาจาก Final Version

สิ่งที่ทำให้เทคนิคนี้แตกต่างจากการทำ To Do List ทั่วไปคือ เทคนิค FV ให้ความสำคัญกับความพร้อมของจิตใจของคนทำงานด้วย

คือให้เราเลือกลิสต์งานที่ต้องทำมา และจัดความเร่งด่วน (Urgency) ความสำคัญ (Importance) แต่ขณะเดียวกัน ก็ให้น้ำหนักกับ ความพร้อมของจิตใจ (Psychological Readiness) ด้วย

เทคนิค FV จะให้เราลิสต์งานมา สมมติว่าฉันลิสต์งานมาได้ 7 อย่างที่ควรทำวันนี้ จากนั้นเขียนลงไป ได้ดังนี้

1,เขียนบทความ xxx

2,ลิสต์ประเด็นเพื่อขอข้อมูล และส่งอีเมลหาคุณ xxx

3,ศึกษาดูเพจที่มีแนวทางใกล้เคียงกัน

4,ถอดเทปอัด xxx

5,สรุปงานค้างเมื่อวานทางอีเมล

6,ซื้อกระดาษทำหรับทำ xxx

7,ลงตารางวันสำคัญของลูกค้าตลอดทั้งปี ในไฟล์ xxx ให้เห็นง่าย

 

จากนั้นให้เลือกงานชิ้นแรกที่อยู่ลำดับแรกในลิสต์ขึ้นมา ในที่นี้คือ 1 (ไม่แน่ใจว่าทำไมให้เลือกลิสต์ลำดับแรก แต่คิดว่าโดยจิตวิทยา เวลาเราเขียน เราน่าจะเขียนจากสิ่งที่สำคัญ หรือไม่งั้นก็คือ เร่งด่วน มากแหละมั้ง)

พอได้ 1 แล้ว ก็ให้ถามตัวเองว่า ก่อนจะทำ 1 อยากทำข้อไหนก่อนไหม สมมติว่าตอบ 5, ก็เขียนลงไปต่อจาก 1 แล้วก็ถามตัวเองอีกรอบว่า ก่อนจะเริ่มทำข้อ 5 มีข้อไหนที่อยากทำก่อนไหม สมมติตอบข้อ 3 และไม่มีอะไรที่อยากทำก่อนข้อ 3 อีกแล้ว

เราจะได้ลิสต์งานดังนี้

1,เขียนบทความ xxx

5,สรุปงานค้างเมื่อวานและส่งต่อทางอีเมล

3,ศึกษาดูเพจที่มีแนวทางใกล้เคียงกัน

 

จากนั้นให้เริ่มทำงาน โดยเรียงจากล่าสุด (ที่เลือก) ไปบนสุด

ดังนั้นเราจึงเริ่มทำ 3 ค่อยไปทำ 5 ค่อยไปทำ 1

 

หัวใจสำคัญของเทคนิค FV คือ เราแค่เริ่มทำลิสต์ข้อนั้นๆ  แต่ไม่จำเป็นต้องทำให้เสร็จก็ได้ แค่ทำนิดหน่อยก็พอ ก็จะขยับไปทำข้อต่อไป เช่น เราเริ่มทำ 3 นิดหน่อย จากนั้นก็วางไว้ แล้วไปทำ 5 สมมติว่าทำ 5 จนเสร็จเลย แล้วค่อยไปทำ 1 ซึ่ง 1 นั้นอาจจะไม่เสร็จ ก็ให้นำมาไว้ในลิสต์ที่ค้างไว้ และเรียงลำดับงานด้วยเทคนิค FV ใหม่ต่อไปอีก

 

ความดีงามของเทคนิค FV คือ มันเปิดโอกาสให้เราเลือกงานที่เราสบายใจที่จะทำก่อน เหมือนอุ่นเครื่องให้เราพร้อมลุยงาน แม้ชิ้นแรกที่เราจะเลือกเพราะสบายใจ มันอาจไม่ใช่งานสำคัญ แต่อย่างน้อยคือได้เริ่มอุ่นเครื่อง

จากนั้นเราก็ไม่มีทางเลือก คือต้องขยับไปทำข้อต่อไป จนเราได้ทำงานสำคัญที่สุดในวันนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยเช่นกัน (ในที่นี้คือข้อ 1 เขียนบทความ xxx)

ซึ่งถึงเราจะทำข้อ 1 และข้อ 3 ไม่เสร็จก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยก็ได้เริ่มแตะ และเมื่อเริ่มแตะแล้ว มันมักจะเกิดไฟฮึกเหิม จนพาไปถึงจุดที่เสร็จจนได้

ปล.พอทำข้อ 1 แม้ว่าจะไม่เสร็จ ก็ให้นำมาต่อท้ายงานอื่นอีก จะได้ดังนี้

เหลืองานที่ต้องทำ (ทำ 5 เสร็จแล้ว)

2,

4,

6,

7,

3,

1,

 

ทีนี้ก็เริ่มทำใหม่ โดยเริ่มจาก 2 แล้วให้คิดว่า อยากทำอะไรก่อนข้อ 2  ถ้าตอบ 3 ก็ใส่ลงไป แล้วถามว่า อยากทำอะไรก่อน 3 ถ้าไม่มี ก็จะได้ลิสต์ที่ต้องทำในล็อตนี้ดังนี้

2,ลิสต์ประเด็นเพื่อขอข้อมูล และส่งอีเมลหาคุณ xxx

3,ศึกษาดูเพจที่มีแนวทางใกล้เคียงกัน

 

แล้วทำเหมือนเดิม คือเริ่มจากท้ายสุดก่อน คือ 3 พอเริ่มทำ 3 ไปได้ไม่นาน (อาจไม่ต้องเสร็จดี) ก็ย้ายไปทำ 2

มันจะวนไปอย่างนี้จนเราได้ทำครบทุกงาน (หมายถึง อย่างน้อยก็ได้เริ่มแตะ)

 

หวังว่าจะไม่งงกับเทคนิค FV นะคะ

(เขียนตอนดึก อาจอธิบายงงๆ เล็กน้อยค่ะ)

 

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand