[TOKYO 2013] #9

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหาถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป (เช่นตอนนี้) ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

10702150_10152417274733235_7331273802936016948_n

This is not a story about Tokyo.
It is the story about people I met in Tokyo

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#9: สน คนเวียดนามในญี่ปุ่น

สนไม่ใช่มนุษย์คนแรกในแชร์เฮ้าส์ที่ฉันพบ แต่ฉันก็ได้เจอสนตั้งแต่วันแรกที่ย้ายเข้าซากุระเฮ้าส์ ฉันเจอสนที่ห้องครัว
สนมาจากโฮจิมินห์ เวียดนาม พักอยู่ห้อง 103 อันเป็นห้องข้างๆ ฉัน ห้องของสนมีสองเตียงนอน สนแชร์ห้องพักนี้ร่วมกับหนุ่มอเมริกันพูดน้อยอีกคน
สนทำงานในบริษัทญี่ปุ่น คงสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ในระดับดีแหละมั้ง แต่ภาษาอังกฤษของสนไม่ดีเท่าไหร่ เวลาฉันคุยกับสน เราเลยคุยกันเป็นคำๆ ไม่สนใจแกรมม่าร์อันสวยหรูแม้เพียงนิด เพราะถึงพูดยาวไป ก็ใช่ว่าจะเข้าใจกันได้หมดอยู่ดี
“ไอไลค์ไทยมูฟวี่” สนพูดในวันหนึ่งตอนที่เรานั่งกินข้าว (จานใครจานมัน) อยู่ในครัว

สนไม่ได้พูดเอาใจไปงั้นๆ เพราะเห็นว่าฉันเป็นคนไทย สนชอบดูหนังและละครไทยจริงๆ เรื่องที่สนชอบดูมากๆ ดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ “พี่มากพระโขนง” ที่มาริโอ้ เล่นกับใหม่ ดาวิกา นั่นแหละ ฉันเคยขอให้สนส่งลิงก์ออนไลน์หนังเรื่องนี้มาให้ฉัน สนส่งมาให้ทางอีเมล มันเป็นลิงก์ออนไลน์ของเวียดนาม นักแสดงพูดไทยอยู่บนจอ (ฉันฟังออก) และมีซับภาษาเวียดอยู่ข้างล่าง (อันนี้ฉันอ่านไม่เข้าใจ)
เวลาสนเปิดดู “พี่มากฯ” สนจะหัวเราะเสียงดังลั่นแชร์เฮ้าส์เลย สนคงชอบหนังเรื่องนี้มากจริงๆ

ฉันไม่เคยถามว่าทำไมสนถึงมาทำงานที่โตเกียว ไม่ใช่ว่าฉันไม่สนใจไยดีพ่อหนุ่มจากดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนนี้หรอก แต่พอฉันอ้าปากพูดภาษาอังกฤษกับสนทีไร เราจะลงท้ายด้วยอาการงงเต๊กกันทั้งคู่ทุกที คำถามอะไรที่ยากกว่าการถามว่า “เนื้อไก่นี่ซื้อที่ซุปเปอร์ไหนถูกกว่ากัน” “ไข่แพ็กขาวหรือแพ็กสีเนื้อนวลแบบไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน” หรือ “ผักนี่ถ้าซื้อเยอะๆ ควรไปซื้อที่ไหน” มักเป็นคำถามต้องห้ามสำหรับพวกเรา
เราเจอกันครั้งแรกที่ห้องครัว และเราก็มักจะคุยกันแต่เรื่อง “ทำครัว” นี่แหละ

สนเป็นคนแนะนำให้ฉันไปซื้อผักปลาที่ตลาดยานากะ ตอนนั้นฉันยังไม่รู้จักตลาดแห่งนี้ สนบอกว่า ซุปเปอร์ที่นั่น ราคาถูกกว่าซุปเปอร์ใกล้บ้านเรา
สนมักหอบซี่โครงหมู ปลาตัวโตๆ ผักต้มซุปชิ้นใหญ่ๆ มาจากที่นั่นเสมอ

นอกจากชอบทำกับข้าว ชอบดูหนังไทย (ออนไลน์) สนยังชอบคุยโทรศัพท์เป็นภาษาเวียดนามกับทางบ้านบ่อยๆ
สนโทรกลับบ้านทุกวัน อย่างน้อยทุกค่ำเวลาสนกลับจากที่ทำงาน ฉันต้องได้ยินเสียงสนคุยโทรศัพท์ดังลั่นในห้องครัว
เท่าที่สังเกต (จากการที่ฉันมีเวลาว่างมากในช่วงสัปดาห์แรกๆ) สนไม่ค่อยไปเที่ยวไหน เสาร์อาทิตย์ สนก็มักจะขลุกตัวอยู่ในครัว เปิดทีวีรายการญี่ปุ่นดูเพื่อฝึกฝนภาษา ดูหนังออนไลน์จากแลปท็อป หรือไม่ก็ไปซื้อของที่ตลาดยานากะ
ฉันคิดว่าสนมาอยู่ที่โตเกียวก็เพื่อทำงานจริงๆ คงเป็นการทำงานเพื่อครอบครัวนั่นแหละ

สนเคยไปเที่ยวเทศกาลอะไรสักอย่างของหน้าร้อนกับเพื่อนร่วมงานเหมือนกัน เขาพูดอะไรสักอย่างว่าเสาร์นี้เขาจะไปเที่ยว ท่าทางของเขาดูตื่นเต้นในตอนที่พูด
ตอนที่ฉันบอกกับสนว่าฉันจะย้ายออกตอนสิ้นเดือนกันยายน สนทำหน้าเศร้า จริงๆ เราไม่ได้รู้จักสนิทสนมอะไรกันมาก แต่มันเป็นเหมือนความคุ้นเคย ที่มักจะได้เจอกันในห้องครัวทุกวันหยุดสุดสัปดาห์
หลังฉันย้ายออกจากบ้านไปได้หนึ่งสัปดาห์ ฉันส่งอีเมลหาสน ขอบคุณสำหรับคำแนะนำในการทำครัว เคล็ดลับหลายข้อในการซื้อข้าวปลาราคาถูก ที่เขาเคยบอกไว้ เขาส่งอีเมลตอบกลับมาว่า ห้องครัวเงียบไปเลยตั้งแต่ฉันย้ายออก แต่เขาก็กำลังจะย้ายออกเช่นกัน
เขากำลังจะกลับไปทำงานที่โฮจิมินห์ เวียดนาม

ขณะที่เขียนเรื่องนี้อยู่ (ปลายฤดูร้อนปี 2014) ฉันเพิ่งได้รับอีเมลจากสนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
เขายังอยู่ที่โฮจิมินห์ แต่ก็อาจย้ายกลับมาที่โตเกียวอีกรอบ…มันเป็นเหตุผลเรื่องงานล้วนๆ เหตุผลเรื่องเศรษฐกิจการกิน
คนเราทำงานก็เพื่อจะได้กินข้าวให้อิ่มท้อง นอนให้หลับ และดูแลครอบครัวให้ได้ดี

สนทำให้ฉันคิดถึงความฝันที่แตกต่างของผู้คนบนโลก ในมหานครใหญ่ๆ เช่นโตเกียว ลอนดอน นิวยอร์ก ผู้คนเดินทางมาเพื่อถักทอความฝันบางอย่าง บ้างยิ่งใหญ่ บ้างมีขนาดกลาง บ้างก็เป็นความฝันเรียบง่ายไม่ซับซ้อน
ปาร์คยูชอน หนึ่งในสมาชิกรุ่นก่อตั้งของโทโฮชินกิ เคยพูดไว้ครั้งหนึ่งว่า ความฝันอันนึงของเขาคือการทำให้ครอบครัวได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากัน – ครอบครัวของเขาแตกแยกหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997
ยูชอนทำงานอย่างหนัก เขาสร้างบ้านหลังแรกในวัย 24, บ้านสวยงามกลางกรุงโซล บ้านที่เขาฝันไว้ว่า พ่อ แม่ น้องชาย และเขา จะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากัน
สำหรับคนบางคน ความอยู่ดีกินดีของคนในครอบครัว คือความฝันของเขา
“นั่นแหละที่ทำให้การศึกษาเรื่องนโยบายสาธารณะเป็นสิ่งสำคัญ มันเกี่ยวข้องกับความฝันของคน” ฉันตอบแดนไปในเย็นวันหนึ่ง ตอนที่เขาถามว่า นโยบายสาธารณะเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง

ฉันไม่เคยถามสนว่าความฝันของเขาคืออะไร
ฉันแค่ตอบกลับอีเมลเขาไปว่า “ดีใจที่ได้ยินว่าเธอสบายดี”
ก่อนลงท้ายว่า
“และหวังว่าจะได้เจอกันอีกที ที่โตเกียว

Advertisements

[TOKYO 2013] #8

 

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหาถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป (เช่นตอนนี้) ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

10660365_10152410114098235_2938704973476227636_n

 

This is not a story about Tokyo.
It is the story about people I met in Tokyo

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#8: ฮารูกิ มูราคามิ ผู้มีวินัยแสนน่าทึ่ง

เพียงสัปดาห์แรกที่มาอยู่โตเกียว ฉันก็เก็บกวาดมิชชั่นทูดูลิสต์ที่ต้องทำได้อย่างครบถ้วน – ย้ายเข้าแชร์เฮ้าส์ ไปแจ้งลงทะเบียนย้ายเข้าเขต (ตามกฎหมายญี่ปุ่น) เปิดบัญชีธนาคารไว้รองรับเงินทุนค่าเล่าเรียน เปิดเบอร์มือถือเพื่อใช้ติดต่อ ไปดูคอนเสิร์ต ศึกษามารยาทว่าด้วยการแยกขยะ รวมถึงตามหาบ้านใหม่ที่จะอยู่ยาวนานไปอีกสองปี
พอสัปดาห์ที่สอง ฉันจึงขอทำตามความฝันเพ้อเจ้อไร้สาระที่วางแผนเอาไว้, ฉันขอไปสะกดรอยตาม ฮารูกิ มูราคามิ

ความสัมพันธ์ของฉันกับนักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่นคนนี้ ไม่ได้เริ่มต้นอย่างหวานแหวว แต่เริ่มต้นอย่างน้ำเน่า
เรา (ฉันคนเดียวมากกว่า) เริ่มต้นด้วยความหมั่นไส้

หลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งได้ไม่นาน ฉันย้ายเข้าไปเรียนต่อในเมืองกรุงฯ ช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจไทยยังไม่สดใสนัก แต่หลากหลายสื่อสิ่งพิมพ์กลับสร้างสรรค์งานน่าสนใจออกมาหลายชิ้น นั่นรวมถึง ผลงานแปลจากนวนิยายต่างประเทศ
ชื่อของฮารูกิ มูราคามิ ถูกพูดถึงในวงนักอ่านและนักวิชาการ, อย่างให้ความสำคัญ จนชวนหมั่นไส้
มันน่าอายที่จะยอมรับ แต่ฉันก็หมั่นไส้เขาก่อนจะได้อ่านงานเขาเสียอีก

แล้วพล็อตน้ำเน่าระหว่างเราสองก็ดำเนินต่อไป
ในวัย 22 ฉันตัดสินใจซื้อนวนิยายเรื่องแรกในชีวิตของเขามาอ่าน ฉันแค่ไม่อยากเป็นคนที่เอ่ยปากพล่อยๆ ว่าไม่ชอบใคร ก่อนที่จะได้รู้จักเขาจริงๆ
งานเขียนของใครคนหนึ่ง บอกความเป็น “เขา” ไม่ได้ทั้งหมด, เอาเข้าจริงๆ เราก็ไม่มีวันรู้จักใครได้อย่างถ่องแท้หรอก แต่การไม่ด่วนตัดสิน น่าจะดีกว่า
แล้ว “สดับลมขับขาน” หรือ Hear The Wind Sing ผลงานเขียนเรื่องแรกที่เขาเริ่มต้นเขียนตอนอายุ 29 ก็เล่นงานฉันเสียอยู่หมัด
ฉันตกหลุมรัก (งานเขียนของเขา) ในวัย 22 และสิบปีต่อมา ผู้หญิงวัย 32 อย่างฉันก็ตัดสินใจหันเหมาเป็นนักสะกดรอย
กลางกรุงโตเกียว

ฤดูใบไม้ผลิ ปี 1978 ที่สนามเบสบอลจิงงุ – บ้านของทีมโตเกียว ยาคูลต์ สวอลโลวส์ – บนที่นั่งในเขตเอาต์ฟิลด์ ท่ามกลางท้องฟ้าแจ่มใสและเบียร์เย็นเฉียบ หลังเห็นเดฟ ฮิลตัน ตีลูกดับเบิล ระหว่างเกมที่สวอลโลวส์แข่งกับฮิโรชิมา คาร์ป ฮารูกิ มูราคามิ ก็เกิดความรู้สึกอยากเขียนนวนิยายด่วนกะทันหัน หลังเกมนัดนั้น เขาเดินทางไปยังร้านหนังสือคิโนะคุนิยะในชินจูกุ ซื้อกระดาษต้นฉบับมาปึกหนึ่งกับปากกาหมึกซึมเซลเลอร์ ราคาประมาณพันเยน จากนั้นก็เริ่มเขียนด้วยลายมือ หน้าละสี่ร้อยอักษร สองร้อยหน้า ออกมาเป็นนวนิยายชิ้นแรกในที่สุด
ฟังดูเป็นความสำเร็จที่ได้มาง่ายดายชะมัด แต่ในระหว่างเขียน ชีวิตเขายังต้องบริหารจัดการบาร์แจ๊ซแถวสถานีเซนดะกะยะ เขาบอกไว้ในหนังสือบันทึกการวิ่ง What I Talk About When I Talk About Running ว่าเขาใช้เวลาหลังบาร์แจ๊ซปิดทำการ นั่งเขียนในครัวจนถึงเช้า รักษาวัตรปฏิบัติเช่นนั้น จนกระทั่งเขียนเสร็จ
เขาก่อร่างงานเขียนด้วยสิ่งที่เรียกว่า “วินัย”

นอกจากเป็นนักเขียน มูราคามิยังเป็นนักวิ่ง เขาเริ่มต้นวิ่งในวัย 33 เอาจริงเอาจังจนได้ร่วมแข่งมาราธอนและไตรกีฬาในเวลาต่อมา ในวันที่ 23 มิถุนายน ปี 1996 เขาเสร็จสิ้นอัลตร้ามาราธอนแรก วิ่ง 100 กิโลเมตรรอบทะเลสาบซะโรมะในฮอกไกโด ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาด้วยปาฏิหาริย์ แต่ได้มาด้วยสิ่งเดียวกับที่เขาใช้เขียนหนังสือ, “วินัย”

ฉันไม่มั่นใจในการรักษาวินัยตัวเอง แต่ถ้าเป็นไปได้ ฉันไม่อยากเป็นคนไม่รักษาสัญญา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง
เมื่อไปถึงโตเกียว ฉันจะต้องไปเยือนสนามเบสบอลจิงงุให้ได้
ฉันอยากอยู่ในเกมที่ผู้ชมโห่ร้อง ถือเบียร์เย็นเฉียบ ท่ามกลางท้องฟ้าแจ่มใส แบบเดียวกับที่มูราคามิเคยทำ

สนามเบสบอลจิงงุ อยู่ไม่ไกลจากย่านฮาราจูกุ และโอโมเตะซานโด เพียงนั่งรถไฟโตเกียวเมโทรจากสถานีโอโมเตะซานโด 1 ป้ายไปลงที่สถานีไกเอ็นมาเอะ แล้วเดินต่ออีกไม่เกิน 5 นาทีก็ถึงแล้ว วันนี้ทีมยาคูลต์ สวอลโลวส์ มีแข่งกับทีมร่วมเมืองโตเกียวอย่าง โยมิอุริ ไจแอนท์ส ในเวลา 18 นาฬิกา แต่ความที่กลัวตั๋วจะโซลด์เอาท์ ฉันจึงตื่นมาทำเบนโตะหนึ่งกล่อง ออกจากบ้านตอน 11 โมง วันนี้เป็นวันทำงานของแดน ฉันเลยมาที่สนามโดยไม่ได้เอ่ยปากชวนเขา
อาจเพราะเป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อน แม้จะยังไม่เที่ยงวัน แต่รอบสนามก็มีเด็กวัยรุ่น รวมถึงชายหนุ่มและหญิงสาวหน้าแฉล้มนั่งรอยืนรออยู่รอบสนามเป็นจำนวนมาก
ว่ากันว่าเบสบอลเป็นกีฬายอดฮิตของชาวญี่ปุ่น ถึงตอนนี้ฉันยังไม่กล้ายืนยัน แต่ความคึกคักรายรอบสนามตั้งแต่ก่อนเที่ยง ก็ทำให้ฉันรู้สึกถึงความคลั่งไคล้ใหลหลง
ฉันชอบคำว่า “คลั่งไคล้” , หลายคนมักตีความหมายคำนี้ไปในเชิงลบ แต่ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีสีสัน คนเราเกิดมาควรได้คลั่งไคล้อะไรสักอย่าง ลุ่มหลงในบางสิ่ง ให้หัวใจได้สูบฉีดเลือดได้เต็มที่ ร้องไห้ให้เต็มเสียง หัวเราะให้เต็มปอด ให้ได้รู้สึกถึงคำว่า “ชีวิตชีวา”
, เพียงแต่ว่า ก็อย่าล้ำเส้นจนเกินไป

ฉันเดินไปที่เคาน์เตอร์ขายตั๋ว เอ่ยปากเป็นภาษาอังกฤษว่าขอตั๋วฝั่งทีมสวอลโลวส์ โซนเอาต์ฟิลด์ เจ้าหน้าที่บอกว่าก็เหลือแค่โซนนี้นั่นแหละ ตั๋วที่นั่งชัดแจ่ม โซนดีๆ (และราคาแพง) ขายหมดนานแล้ว
สรุปฉันได้ตั๋วมาในราคา 1,500 เยน (ราวๆ 500 บาท) ประตูจะเริ่มเปิดในเวลา 16.30 น.

เหลือเวลาอีกมากกว่า 5 ชั่วโมง ฉันตัดสินใจเดินสำรวจรอบๆ สนาม – ดินแดนถิ่นเกิดของทีมสวอลโลวส์ ทีมในดวงใจของมูราคามิ
“สวอลโลวส์” แปลว่านกนางแอ่น มาสคอตของทีมคือนกชนิดนี้ ตัวสีดำ ใบหน้าสีแดง สวมหมวกสีน้ำเงิน สีแดงกับน้ำเงินยังถือเป็นสีประจำทีมด้วย แต่เสื้อเชียร์ของทีมคือสีเขียว
สนามเบสบอลจิงงุ ตั้งอยู่ในสวนเมจิ เป็นเขตสวนใจกลางเมืองที่รวบรวมสนามกีฬาไว้นานาประเภท ตั้งแต่สนามกอล์ฟ ไอซ์สเก็ต คอร์ตเทนนิส สนามรักบี้ ไปจนถึงสนามกีฬาแห่งชาติขนาดใหญ่ บริเวณรอบสวนจะมีทางวิ่งที่จัดไว้ให้นักวิ่งโดยเฉพาะ ความพิเศษคือทางวิ่งที่นี่เป็นทางราบที่มีมาร์กเกอร์เขียนบอกระยะทางทุก 100 ทำให้สะดวกต่อการกำหนดจังหวะวิ่ง ระยะวิ่งหนึ่งรอบโดยสมบูรณ์ของโซนวิ่งคือ 1,325 เมตร หากอยู่โตเกียว มูราคามิจะชอบมาวิ่งที่นี่
ดูเหมือนชีวิตของเขา มักเกี่ยวพันกับพื้นที่รายรอบสนามจิงงุเสมอ

ความที่สนามแห่งนี้อยู่ใกล้กับย่านโอโมเตะซานโดและฮาราจูกุ ฉันจึงใช้เวลายามบ่าย ถือกล่องเบนโตะไปนั่งกินแถวย่านนั้น โอโมเตะซานโดกับฮาราจูกุถูกเชื่อมกันด้วยถนนเลนกว้างที่เต็มไปด้วยต้นไม้สองข้างทาง ตรงโซนโอโมเตะซานโดจะมีร้านแบรนด์เนมระดับโลกตกแต่งสวยงามอวดโฉมอยู่ ขณะที่เมื่อเข้าสู่เขตฮาราจูกุ ร้านค้าจะค่อยๆ เยาวัยและราคาย่อมเยาลง แต่ทั้งสองย่านที่ต่อเนื่องกันนี้ล้วนเต็มไปด้วยพลังงานอันพลุกพล่าน และแน่นอน…พลังเงินตรา
หลังจากตระเวนชมโฉมร้านเอชแอนด์เอม ซาร่า แก๊บ ฟอร์เอฟเวอร์ทเวนตี้วัน บลาๆๆ แวะร้านขายยาขนาดใหญ่ที่มีเคาน์เตอร์เอสเคทูลดราคาวางขายอยู่ เมียงมอง เกิดกิเลส และดับกิเลสตนเองเสร็จ ฉันก็มาหยุดยืนจ้องคนที่เดินผ่านไปมาหน้าโอโมเตะซานโดฮิลล์ ตึกดีไซน์สวยบาดตาที่เต็มไปด้วยร้านค้ามีรสนิยม (และราคาแพง) ผู้คนในย่านแห่งนี้ทำให้ฉันสงสัยเสมอว่า พวกเขาทำมาหากินด้วยอาชีพอะไร ทำไมจึงมีพลังจับจ่ายสูงขนาดนี้ มีความลับอะไรในชีวิตที่พวกเขารู้ แล้วเราไม่รู้บ้างนะ ทำไม และทำไม
นาฬิกาบอกเวลา 16.00 น. ฉันควรกลับไปยังสนามเบสบอลจิงงุได้แล้ว

ทันทีที่โผล่พ้นสถานีไกเอ็นมาเอะ ฟุตบาทในตอนกลางวันที่ปราศจากร้านค้า ตอนนี้เต็มไปด้วยแผงขายเบียร์เย็นๆ ชุดข้าวเบนโตะ รวมถึงของปิ้งย่าง ขณะที่คลื่นผู้คนก็หลั่งไหลมาจากไหนไม่รู้ บ้างเดินมาเป็นครอบครัว พ่อแม่ลูก บ้างมากันเป็นหมู่คณะหนุ่มสาว เหล่าซาลารีแมนมีให้เห็นบ้างแล้ว ถ้าค่ำกว่านี้คงมีจำนวนมากมายกว่าเดิม
ตั้งแต่เด็กเล็กยันคุณตาคุณยายสูงวัย ตั้งแต่คนที่ดูมีฐานะการเงินมั่งคั่งไปจนถึงผู้คนหาเช้ากินค่ำ ผู้คนหลากหลายเหล่านี้ล้วนกำลังปรากฏกายและรวมตัวโห่ร้องกันในสนามเบสบอล
ฉันแวะซื้อของทอดราคาสามร้อยเยน และเบียร์เย็นเฉียบราคาสองร้อยห้าสิบเยนจากด้านหน้าสนาม ก่อนค่อยๆ เดินตามคลื่นคนเข้าไป
สนามจิงงุเป็นสนามแบบเปิดโล่ง โซนเอาต์ฟิลด์ไม่มีหมายเลขที่นั่งระบุไว้ ใครใคร่นั่งไหนก็นั่งกันไป ฉันเลือกที่นั่งโซนสูงสักหน่อย ถึงยังไงฉันก็ดูเบสบอลไม่เข้าใจอยู่แล้ว ที่ถ่อมาที่นี่ก็เพราะอยากเสพบรรยากาศ อยากเห็นภาพว่าท้องฟ้าแบบไหน สายลมแบบใด และเบียร์เย็นๆ แบบไหน ที่สร้างแรงบันดาลใจให้มูราคามิอยากเขียนหนังสือ
โซนที่ฉันนั่งอยู่ เป็นโซนที่อยู่ติดกับกองเชียร์ทีมคู่แข่งอย่างไจแอนท์ส สีประจำทีมของพวกเขาคือสีส้ม ขณะที่โซนกองเชียร์ (อย่างจริงจัง) ของทีมสวอลโลวส์อยู่อีกฝั่งหนึ่งของสนาม ห่างไกลจากฉันอยู่มากโข แต่ถ้าเพ่งดีๆ จะมองเห็นท้องทะเลของร่มพลาสติกสีเขียวและสีฟ้าอยู่ตรงนั้น
เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของกองเชียร์สวอลโลวส์ที่มักจะชูร่มและร้องเพลงเชียร์ในเวลาที่ทีมตัวเองทำแต้มได้
จริงๆ แล้วทีมไจแอนท์สเป็นทีมที่ถือว่าดังกว่า ระดับใหญ่กว่า (ตามชื่อ) และเม็ดเงินสนับสนุนก็เยอะกว่า (มาก)
แต่เวลาเราเลือกจะหลงรักทีมทีมหนึ่ง มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า ทีมนั้นจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน มันน่าจะเป็นเรื่องของเคมีที่ใช่ จังหวะที่เหมาะ และเรื่องทำนองว่า “ก็ถูกใจน่ะ”
ผู้คนในสนามเกือบๆ สี่หมื่นคน ในจำนวนนี้ สามหมื่นคนน่าจะเป็นกองเชียร์ทีมสวอลโลวส์เจ้าถิ่น (แน่นอนอยู่แล้ว)
เบสบอลในญี่ปุ่น จะเริ่มแข่งช่วงปลายเดือนมีนาคมของทุกปี และสิ้นสุดในช่วงกลางเดือนตุลาคม
ส่วนความถี่ก็คือ แข่งกันทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละมากกว่าหนึ่งครั้ง
ฉันไม่รู้ธรรมเนียมกติกานัก รู้แต่ว่า แต่ละครั้งจะมีฝั่งขว้างบอล กับฝั่งตีลูก ฝั่งตีจะได้คะแนนถ้าตีโดนลูกและวิ่งไปจนครบสี่ฐาน (เบส) หรือถ้าตีโฮมรันได้ กองเชียร์ก็เตรียมร้อง “เฮ” กระโดดตีใจได้เลยล่ะ
แต่โฮมรันก็ไม่ใช่การตัดสิน เพราะคะแนนที่ได้จากการตีโฮมรัน ก็ไม่แตกต่างจากคะแนนที่ได้มาเมื่อตีโดนแบบปกติ
วันนั้นทีมไจแอนท์ส ทำโฮมรันได้หลายครั้ง,แต่พวกเขาก็ยังแพ้

เกมจบลงเมื่อใกล้ๆ สามทุ่มเชียวแน่ะ แฟนๆ ทยอยเดินออก บ้างรีบดิ่งตรงไปยังสถานีรถไฟ บ้างยืนอ้อยอิ่งอยู่ข้างสนาม
ตรงมุมที่ฉันเดินออกมา มีแฟนวัยรุ่นสาวและหนุ่มจำนวนมาก ยืนจับกลุ่มรอดูขวัญใจพวกเขา
นักเบสบอลผู้มีชื่อเสียงของทีมไจแอนท์ส จะต้องมารอรับรถตรงนี้
ซีเคียวริตี้การ์ดมายืนขวางกางกั้นเป็นจำนวนมาก พร้อมๆ กับเริ่มนำแผงกั้นมากั้นถนนรอบสนามไว้ แถมประกาศเตือนไม่ให้แฟนคลับพุ่งออกมาที่ถนน
รถสปอร์ตของใครสักคนจอดลงตรงหน้าฉัน แค่ห้าเมตรเท่านั้น แต่ระหว่างเรามีแผงกั้นคอยกั้นกางอยู่
คนขับรถเดินออกมาเปิดประตูตรงคนขับค้างไว้ แล้วทันใดนั้น ใครสักคนก็เดินออกมาจากห้องพักข้างสนาม แฟนเบสบอลตรงนั้นเริ่มตะโกนเรียกชื่อเขา แต่มันไม่ใช่เสียงกรีดร้องแบบที่คุณจะดูถูกมันได้ พวกเขาแค่ร้องออกไปว่า “ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร, กัมบัตเต, สู้ต่อไปนะ สู้ต่อไป”
ไอ้หนุ่มนักเบสบอลนั่นไม่ได้หันมามองแฟนคลับ ทั้งยังไม่แม้แต่พยักหน้ารับรู้ข้อความนั้นสักนิด
เขาก้าวขึ้นรถสปอร์ตด้วยใบหน้าเรียบเฉย และก็ขับรถจากไป

เหตุการณ์แบบเดียวกัน เกิดเวียนซ้ำไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง
รถราคาแพงแบบเดิม วนมาจอดตรงหน้าฉัน (และเหล่าผู้คนที่ยืนอ้อยอิ่งอยู่ตรงนั้น) เสียงตะโกนให้กำลังใจดังขึ้น “ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร” นักเบสบอลหนุ่มไม่แยแสหรือไม่แม้แต่สนใจคำตะโกนนั้น เขาก้าวขึ้นรถและขับออกไป

ฉันคิดถึงฮารูกิ มูราคามิ – ในฐานะนักเขียน
ทุกวันนี้ มูราคามิอายุ 69 ปี (ปี 2018) เลยวัยเกษียณแต่ยังคงทำงานเขียนไปพร้อมๆ กับออกวิ่งทุกวันอย่างเอาจริงเอาจัง และแม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก แต่เขากลับไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณะนัก การปรากฏกายอย่างเป็นทางการต่อหน้าแฟนหนังสือครั้งล่าสุดคือ 7 พฤษภาคม 2013* ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ถือเป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณชนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในรอบ 18 ปีทีเดียว เขากล่าวติดตลกในวันนั้นว่า ไม่ใช่เพราะเขาป่วยทางจิตหรือมีจ้ำช้ำเต็มตัวหรอก แต่เขาคิดว่างานอันแท้จริงของนักเขียนก็คือเขียน และเขาอยากมุ่งมั่นกับงานอันแท้จริงก็เท่านั้น

(*หมายเตุ : เวลาที่เริ่มต้นเขียนบทความนี้คือเดือน กันยายน 2014)

สำหรับนักเบสบอลมืออาชีพ งานอันแท้จริงของพวกเขาก็คงอยู่ที่สนามซ้อม – ซ้อมให้หนัก,และอยู่ที่สนามแข่งขัน – เล่นให้จริงจัง
และรักษาวินัยให้ได้
หาใช่การต้องทำตัวเฟรนด์ลี่นอกสนามแข่งกับแฟนคลับ (แต่ถ้าทำได้ มันก็ดีแหละนะ)

“ไม่เป็นไรนะ สู้ต่อไปนะ” แม้จะเดินห่างจากจุดจอดรถนั้นมา 100 เมตรแล้ว แต่ฉันก็ยังได้ยินประโยคเหล่านั้น แว่วลอยเข้าหูอยู่

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากการเป็นแฟนเกิร์ลของมูราคามิก็คือ “วินัยคือสิ่งจำเป็น”
สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากการผ่านโลกมา 32 ปี…และยังไม่เฉียดใกล้ความสำเร็จแม้เพียงนิดเลยก็คือ
“ฉันยังมีวินัยไม่มากพอ”

ท้องฟ้ายามสามทุ่มในหน้าร้อนของเมืองโตเกียวสว่างสดใส พระจันทร์ส่องสว่าง ลมเย็นเฉียบพัดผ่านมา
“กัมบัตเต สู้ต่อไป”
นี่คือประโยคเรียบง่ายที่คนญี่ปุ่นมักเลือกใช้ และโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว, นี่คือประโยคที่อีกสองปีถัดมา ฉันพกพาติดตัวเสมอ เพื่อใช้ปลุกปลอบขวัญตัวเอง ในวันที่ต้องผจญภัยหนักๆ
ในชั้นเรียนปริญญาโท กลางกรุงโตเกียว

ฉันจะรักหรือเกลียดตัวเองก็ได้ แต่ฉันเลือกอย่างแรก

เสมือน Prologue ของหนังสือ

“ซากุระ, ซาโยนาระ

ฉันเขียนสิ่งนี้ขึ้นเมื่อ 30 เมษายน ปีเฮย์เซย์ 27 (2015) เป็นช่วงเดียวกับที่เริ่มต้นเขียนบทแรกๆ ของหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” ค่ะ ในแง่หนึ่ง สิ่งนี้จึงเป็นคล้ายกับ Prologue เช่นกัน

“ฉันจะรักหรือเกลียดตัวเองก็ได้,

แต่ฉันก็เลือกอย่างแรกอยู่ดี”

ฉันเพิ่งอายุ 34 ไปเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว อายุเท่ากับตอนที่อุทิศ เหมะมูล ได้รางวัลวรรณกรรมซีไรต์จากนวนิยายที่ทำเอาหัวใจฉันหยุดนิ่งไปหลายวันเมื่ออ่านจบอย่าง “ลับแล, แก่งคอย”, อายุมากกว่าตอนที่มูราคามิ ตัดสินใจวิ่งเและเป็นนักเขียนเต็มตัว, และแน่นอน … ฉันอายุมากกว่าเจ้าชายวิลเลียม (ที่มีลูกแล้ว) และปาร์คยูชอน (ที่ยังไม่มีลูก)

ฉันเพิ่งไปอ่านที่พี่บรรณาธิการบริหารคนหนึ่งซึ่งเกิดในช่วงเดือนเมษายนเช่นกัน เขียนถึงการก้าวเข้าวัย 42 ปีเต็มของเธอว่า ยิ่งอายุมากขึ้น เธอยิ่งรู้สึกเหมือนได้รับพร เธอมีลูกชายและลูกสาวน่ารักอย่างละคน แต่เธอก็ยังชอบดอกไม้ เธอยังช่างฝันและช่างรู้สึก พร้อมๆ กันนั้นเธอไม่ปฏิเสธว่าเธอมีมุมอ่อนแอ เธอเป็นบรรณาธิการนิตยสารผู้หญิง การเขียนคือหนึ่งในหน้าที่ของเธอ และเธอเลือกจะเขียนเปิดเปลือยประสบการณ์ชีวิตของเธอบ่อยครั้ง ฉันชอบตรงที่เราได้เห็นมุมไม่สมบูรณ์แบบของเธอ ความหวั่นไหวเล็กๆ น้อยๆ ที่โผล่เข้ามา ความไม่มั่นใจในตนเองที่ปรากฏกายในบางครั้ง … ฉันรักข้อความที่เธอเขียน แต่ฉันไม่แน่ใจนักว่า ฉันจะกล่าวได้เต็มปากว่า ฉันรู้สึกได้รับพรกับอายุที่มากขึ้น

ในวัย 34 หน้าฉันเต็มไปด้วยริ้วรอยกระที่มาจากแดดจ้าที่สะสมมาตั้งแต่วัยมัธยม ฉันเริ่มต้นเรียนปริญญาโทใบแรก และคาดหวังกับตัวเองว่าจะจบในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ การเรียนปริญญาโทหนนี้ทำให้คนที่สายตาเฉียบคมตลอดชีวิตอย่างฉันเริ่มสายตาสั้น เรื่องชวนหวั่นใจที่สุด ฉันเป็นต้อเนื้อที่ตา มันทำให้ตาดูแดงๆ เหมือนคนสุขภาพไม่ดี … ฉันไม่ได้มีสายตาสดสวยสดใสแบบที่ฉันเคยมีในวัย 28 อีกแล้ว หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ เพื่อนที่อายุ 28 มองตาฉัน แล้วถามว่าทำไมตาดำของฉันเหมือนจะระเบิดออกมา ฉันตอบว่า มันไม่ได้จะระเบิด มันแค่มีต้อเนื้อ ฉันหาหมอโรงพยาบาลตาเอกชนชื่อดังของไทยแล้ว เขาบอกว่า นี่แค่ขั้นเบาะๆ มันไม่ร้ายแรงเลย ถ้ามันแดงมากกว่านี้ค่อยไปลอกออก หมอทำเหมือนมันไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโต แต่กับเพื่อนๆ วัยที่เด็กกว่าฉัน พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมตาฉันถึงมีต้อ ฉันบอกพวกเขาว่า ตอนฉันอายุเท่าพวกเขา ฉันก็ไม่เคยคิดว่าตาฉันจะเป็นต้อเนื้อหรอก

ฉันไม่เคยคิดว่าจะมีความไม่สมบูรณ์แบบของร่างกายเกิดขึ้นได้มากมายเมื่อเราอายุมากขึ้น

ฉันคิดถึงตัวเองในวัย 28 ช่วงที่บ้าทำงาน ไปเล่นโยคะร้อน สลับกับนัดสัมภาษณ์บุคคลสำคัญต่างๆ มันเป็นช่วงที่เคยมีคนมาเจอฉันแล้วบอกว่า ฉันดูสดใสจัง ผิวผ่องจนเขาถามว่าฉันไปทำอะไรมา ฉันเริงร่า ฉันเปี่ยมพลัง มันเคยเป็นแบบนั้น …

ไม่สิ มันยังเป็นแบบนั้นอยู่

อะไรคือสิ่งที่ฉันค้นพบในวัย 34 … ไม่ยิ่งใหญ่เท่าที่ศาสดาแห่งศาสนาหลักของคนไทยค้นพบหรอก ปลายปีที่แล้ว ฉันค้นพบสิ่งสำคัญมากๆ ว่า คนเราเปลี่ยนใจได้เสมอ … คุณรู้มาก่อนแล้วใช่ไหม? ฉันไม่เคยรู้เลย ฉันเป็นผู้หญิงดราม่าควีนเซื่องๆ อย่างอังศุมาลิน ที่ยึดมั่นกับคำสัญญาที่ให้ไว้กับวนัสนั่นแหละ ฉันคิดเสมอว่าการเปลี่ยนใจกับอะไรก็ตาม
— เปลี่ยนใจกับความฝัน, เปลี่ยนใจกับเป้าหมาย, การเปลี่ยนไปตามสถานการณ์โดยไม่มีเหตุผลรองรับที่ดีพอ — เป็นสิ่งที่ฉันไม่ยอมรับและยอมให้เกิดกับตัวเองไม่ได้มาตลอด แต่แล้ว วันหนึ่งเมื่อปลายปีที่แล้ว ฉันค้นพบว่า คนเราเปลี่ยนใจได้…และมันไม่ผิดอะไรเลย ถ้าเราไม่ได้ทำร้ายใคร การกระโจนจากความฝันหนึ่งไปสู่ความฝันหนึ่ง หรือการเดินออกจากเป้าหมายหนึ่งสู่เป้าหมายอื่นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย … เราไม่ควรใจร้ายกับตัวเองขนาดไม่ยอมให้ตัวเองได้เลือกเลยขนาดนั้น

ในวันเกิดของฉัน เพื่อนคนหนึ่งเอาดอกไม้มาให้ ฉันยังวางดอกไม้ไว้ที่หัวเตียงนอนถึงทุกวันนี้ มันเป็นช่อดอกไม้ที่ประกอบด้วยเฉดสีชมพูเป็นส่วนใหญ่ เวลาที่มองมัน ฉันก็ไพล่ไปคิดถึงข้อความที่พี่นักเขียนและบรรณาธิการคนหนึ่งเพิ่งเขียนไว้ เธอโพสภาพลูกสาวของเธอ พลางบอกว่า นี่คือดอกไม้ กินไม่ได้ แต่วันหนึ่งลูกจะค้นพบว่ามันสำคัญกับชีวิต …
สำคัญกับชีวิต … ฉันชอบคำนั้นมาก สิ่งที่สำคัญของคนเราไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ เราทุกคนล้วนมีสิ่งที่สำคัญกับชีวิต

เป็นเรื่องซ้ำซากที่จะบอกว่า สิ่งที่สำคัญในชีวิตวัย 34 ของฉันคือผู้คน ไม่ใช่ผู้คนธรรมดา แต่เป็นผู้คนที่พร้อมจะยอมรับเราอย่างที่เราเป็น แม้ว่าเราจะอ่อนแอ เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ทำงานช้า ภาษาอังกฤษไม่ดี และแม้บางครั้ง … เราจะเผลอร้ายกาจอย่างไม่น่าให้อภัย

ในวัย 34 ฉันร้ายกาจน้อยลง แต่บ่อยครั้งที่ฉันก็ไม่อาจให้อภัยบางอย่างได้อย่างง่ายๆ ฉันค้นพบว่าภาษาอังกฤษฉันไม่ได้ดีอย่างที่คิด ฉันค้นพบว่าเพื่อจะให้ได้มาซึ่งบางสิ่งบางอย่างที่คนบางคนทำได้อย่างง่ายดายเหลือเกิน ฉันต้องทุ่มเทและใช้เวลามากกว่าพวกเขาถึงสิบเท่า ฉันค้นพบว่าฉันสายตาสั้น มองหน้าคนอีกฝั่งถนนไม่ชัดแล้ว ฉันค้นพบว่าสายลมของฤดูร้อน ทำให้ฉันย้อนคิดถึงผู้คนในชีวิตได้มากกว่าสายลมฤดูหนาว ฉันค้นพบว่าเมื่อใครสักคนถามว่า ความสำเร็จของฉันคืออะไร แล้วฉันยังตอบไม่ได้

แต่อะไรคือความล้มเหลว, ฉันก็ยังตอบไม่ได้เหมือนกัน

ในวัย 34 ที่กำลังกัดฟันปั้นแต่งวิทยานิพนธ์ให้สำเร็จ
ฉันพบว่า ฉันจะรักหรือจะเกลียดตัวเองก็ได้

แต่ฉันก็เลือกอย่างแรกอยู่ดี

[TOKYO 2013] #7

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหา  (เช่นตอนนี้) ถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป  ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

14273_10152397404543235_8195556232930727425_n

This is not a story about Tokyo,
It is the story about people I met in Tokyo.

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#7: ฮิโรโกะ ดอกไม้ไฟ และกลุ่มเพื่อนใหม่ในฤดูร้อน

 

ช่วงสองสามปีแรกของการเริ่มต้นทำงาน (หนัก) ใน กทม. มีอยู่ปีหนึ่งที่ฉันไม่ได้กลับบ้านช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่เมืองไทยชุ่มฉ่ำไปด้วยการสาดน้ำ ปีเดียวกันนั้นมีผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่งมาพักค้างคืนด้วย…เพียงหนึ่งคืน

เธอเป็นเพื่อนของเพื่อนอีกที และบินมา กทม. ในช่วงเวลาเดียวกับที่ผู้คนหลีกลี้หนีหน้ากลับไปเยี่ยมบ้านต่างจังหวัด

เมืองหลวง​เปลี่ยวร้าง แยกปทุมวันมีรถยนต์แล่นผ่านแทบนับคันได้ ฉันอยู่ กทม. มีห้องพักใกล้รถไฟฟ้า และเพื่อนโทรมาบอกว่าขอให้ “ฮิโรโกะ” ค้างคืนด้วยหน่อย

ฮิโรโกะโค้งคำนับ ฝากเนื้อฝากตัวพลางยื่นของฝากให้ ดึกแล้ว เราคุยกันไม่มากนัก ก่อนจะหลับใหล ตื่นมาอีกที เธอก็ร่ำลาเตรียมตัวเดินทางกลับญี่ปุ่น

“ฉันอยู่โตเกียว” เธอพูดอย่างนั้น

 

ปีถัดมาเพื่อนของฉันไปญี่ปุ่น แล้วเขาบอกว่า “ฮิโรโกะฝากของมาให้”

อีกปี ฉันย้ายที่พัก แต่ของฝากจากโตเกียวยังเดินทางมาถึงอยู่ดี “จากฮิโรโกะ”

“มาพักด้วยแค่คืนเดียว คุยกันแทบนับคำได้ แต่ฝากของมาให้ตลอด นี่มัน คนญี่ปุ๊นญี่ปุ่น’ มากเลยเหอะ” พูดไปอย่างนั้นเองแหละ แต่มือนี่ยื่นไปรับของฝากอย่างไวว่อง (มาก)

ปีนี้, ฉันย้ายที่พักอีกที…ไม่มีของฝากจากฮิโรโกะ แต่เธอส่งเมสเสจมาทางเฟซบุ๊ก “ติ๊กต่อกซัง มาถึงโตเกียวแล้วนัดกินข้าวกันนะ”

ใช่แล้ว ฉันย้ายมาอยู่โตเกียว, เมืองเดียวกับที่ฮิโรโกะทำงานอยู่, และปีนี้เป็นฉันเองที่ต้องหิ้วของฝากจากเมืองไทยมายื่นให้

พร้อมโค้งคำนับ

และฝากเนื้อฝากตัว

 

สัปดาห์แรกที่ฉันมาถึง ตรงกับเทศกาลโอบ้ง นี่คือช่วงวันหยุดยาวสำหรับกลับบ้านเกิดไปไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับ ฮิโรโกะต้องกลับบ้านเช่นกัน บ้านเกิดเธออยู่จังหวัดโตเกียว แต่เป็นชานเมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ ไม่ใช่ใจกลางมหานครโตเกียว

เราเลยไม่ได้เจอกันในสัปดาห์เริ่มต้นของฉัน

 

ฮิโรโกะรู้สึกไม่ค่อยดีนักที่ปล่อยให้ฉันผจญภัยสัปดาห์แรกในญี่ปุ่นตัวคนเดียว, ทั้งๆ ที่เธออยู่จังหวัดเดียวกัน

หลังจากวันหยุดยาวผ่านไป เธอเลยส่งข้อความชวนไปดูดอกไม้ไฟที่บ้านเกิดของเธอ

 

“ฮานาบิ” คือเทศกาลดอกไม้ไฟที่มักจัดขึ้นทั่วญี่ปุ่นในฤดูร้อน มันเหมือนการเฉลิมฉลองฤดูกาลอย่างหนึ่ง คนญี่ปุ่นจะจับแขนจูงมือ นัดรวมกลุ่มเพื่อนไปชมดอกไม้ไฟ สาวๆ ญี่ปุ่นมักได้ฤกษ์สวมใส่ยูกาตะในช่วงเวลานี้ สิ่งจำเป็น (มาก) สำหรับการชมดอกไม้ไฟคือของปิ้งย่างกับเบียร์เย็นฉ่ำ (ก็มันทั้งหิวทั้งร้อน) แต่สิ่งจำเป็นยิ่งกว่าอาจจะเป็นบทสนทนาเคล้าเสียงหัวเราะกับเพื่อนฝูง

มนุษย์เกิดมาเดียวดายน่ะเรื่องจริงแท้, แต่ถ้าเป็นไปได้ เราไม่ควรไป “ฮานาบิ” คนเดียว

ฉันตอบตกลงจะไปดูดอกไม้ไฟกับฮิโรโกะ

 

“ชวนเพื่อนมาด้วยได้นะ” เธอพิมพ์ข้อความมาทางไลน์ “ฉันก็จะชวนเพื่อนที่บ้านเกิดมาด้วยเหมือนกัน”

ท่ามกลางหมู่เพื่อนคนญี่ปุ่นของเธอ ฮิโรโกะคงกลัวฉันรู้สึกเคอะเขิน ทำตัวลำบาก อีกอย่าง,​ จริงๆ แล้ว ฉันกับเธอก็ใช่ว่าจะสนิทสนมกันเสียหน่อย

เราเคยเจอกันแค่ตอนนั้นเอง ตอนที่เธอมานอนค้างที่ห้องฉันช่วงหยุดยาวหน้าร้อนของเมืองไทย

 

“ชวนใครดีล่ะ” ฉันวนเวียนคิดมันทั้งคืน ฉันเพิ่งผ่านพ้นสัปดาห์แรกในโตเกียวไปเอง นอกจากติวเตอร์ (คนช่วยดูแล) ที่ทางมหาวิทยาลัยจัดให้แล้วฉันรู้จักใครอีกบ้างนะ

 

มูราคามิ ฮื้อ … ใช่เพื่อนเล่นเรอะ

โทโฮชินกิ แก๊ … นั่นมันไม่ใช่แระ!

พี่คนไทยจากมหาวิทยาลัยโตเกียวที่เพิ่งเจอกัน … ใช่แล้ว

แดนไง แดน พอตเตอร์ … เออๆ ใช่

แต่เดี๋ยวนะ … ฉันไม่มีเบอร์ติดต่อเขา

 

ฉันออกไปดูกระดานบอร์ดที่ประกาศแจ้งเวรทิ้งขยะประจำบ้าน แดนอยู่ห้องชั้นสอง ฉันหยิบปากกากับกระดาษมาเขียนโน้ตสั้นๆ “แดน นี่ติ๊กต่อกนะ ฉันกับเพื่อนจะไปดูดอกไม้ไฟที่ชานเมืองโตเกียววันเสาร์นี้ ถ้าเธอว่าง ไปดูด้วยกันไหม อ้อ … นี่เบอร์โทรฉันนะ แล้วเธอใช้ไลน์หรือเปล่า” เขียนข้อความเสร็จสรรพ ฉันก็เอาไปสอดไว้ใต้ประตูห้องเขา

ตื่นมายามสายของอีกวัน ฉันเจอโน้ตที่แดนเขียนตอบกลับที่หน้าห้องว่า “ตกลง”

สรุปว่า ฉัน แดน และพี่คนไทยที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยโตเกียว จะไปดูดอกไม้ไฟกับฮิโรโกะ (และผองเพื่อนของเธอ)

 

เรานัดเจอกับฮิโรโกะที่สถานีรถไฟซูกาโม นี่เป็นการเจอฮิโรโกะครั้งที่สอง นับจากหนแรกที่ กทม. เมื่อหลายปีก่อน สารภาพว่าฉันแอบตื่นเต้น

 วันนี้ฮิโรโกะไม่ได้ใส่ชุดยูกาตะ เธอยืนอยู่ใกล้ๆ ทางออกสถานี ตัวเล็ก หน้าตาสดใส ถ้าไม่บอก เราไม่มีวันเดาอายุเธอได้ว่าใกล้สามสิบกลางๆ แล้ว

ข้อมูลสำคัญอีกอย่าง เธอเป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นขณะนั้นอย่าง ชินโซ อาเบะ น่าจะภูมิใจ เพราะเธอขยันขันแข็งในการทำงาน อืม … เธอยังไม่ลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวด้วยนะ

“แม่ฉันเป็นห่วงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน” เธอว่าพลางหัวเราะ

“นี่เป็นเหตุผลที่ฉันไม่ค่อยอยากกลับบ้านเกิด กลับไปทีไรแม่ถามแต่เรื่องนี้ตลอด” ปัญหาคลาสสิกของผู้หญิงวัยสามสิบอัพที่สาว โสด และสวย สินะ (อันหลังนี่แอบเติมเอาเอง)

 

ฮิโรโกะรักเมืองไทย เธอเคยลงเรียนด้านการพัฒนาที่จุฬาฯ อยู่ช่วงหนึ่ง ตอนนี้เธอทำงานที่ไจก้า (JICA) หน่วยงานรัฐบาลที่มีบทบาทในการส่งเสริมการพัฒนาในประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่ว่างทีไร เธอชอบแวะไปเมืองไทยบ่อยๆ

ขนาดอีเมล เธอยังใช้คำว่า “หิมะ” ในภาษาไทยเป็นชื่ออีเมลเลย

 

ฉันแนะนำให้ทุกคนรู้จักกัน, แบบเคอะเขินนิดนึง แหม … จริงๆ แล้วฉันก็เพิ่งรู้จักทุกคนเหมือนกันนี่นา

เพื่อนของฮิโรโกะรออยู่ที่บ้านเกิดเรียบร้อยแล้ว

เราเลยมุ่งหน้าตรงไปทางตะวันตก จุดหมายคือเมืองโชฟุ จังหวัดโตเกียว

 

ฉันเพิ่งรู้ในวันนั้น ว่าแดนเป็นคนช่างสงสัย (มาก)

เขาถามนั่นถามนี่ไม่หยุดหย่อน “เธอชอบญี่ปุ่นไหมติ๊กต่อก” “อะไรในญี่ปุ่นที่เธอชอบมากที่สุด” “คนไทยกับคนญี่ปุ่นแตกต่างกันมากไหมฮิโรโกะ” และอื่นๆ อีกมากมาย

ฉันหันไปมองหน้าฮิโรโกะยิ้มๆ ก่อนตอบคำถาม “ฉันว่าคนญี่ปุ่นกับคนไทยมีนิสัยขั้นต้นคล้ายกันหลายอย่าง อย่างแรกสุด เรามักทำตัวสุภาพและอ้อมค้อม เพียงแต่ว่า คนญี่ปุ่นดูจะอ้อมกว่าเรามาก”

ฮิโรโกะหัวเราะ “จริงที่สุด”

 

รถไฟแล่นมาถึงสถานีปลายทางของพวกเรา จากสถานีนี้ เราจะแวะซื้อของกิน (และเบียร์) จากนั้นจะหอบหิ้วไปยังริมแม่น้ำทามะ…แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านโตเกียว แม่น้ำที่ฉันเคยได้ยินชื่อแต่ในซีรีส์มาตลอด

ตื่นเต้นจัง … นี่คือความรู้สึกของฉัน

 

เราปล่อยให้ฮิโรโกะกับแดนล่วงหน้าไปจับจองที่นั่งก่อน เนื่องจากมีพี่คนไทยอีกคนนั่งรถไฟตามมาทีหลัง ส่วนฉันกับพี่ออม ผู้เป็นรุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยโตเกียว, ยืนรอแถวทางแยก

 

ผู้คนเริ่มทยอยมาริมแม่น้ำทามะเรื่อยๆ แดดบ่ายค่อยๆ คลายความร้อนลง ระหว่างรอ ฉันเดินไปซื้อน้ำแข็งไสมากิน … น้ำแข็งไส ฤดูร้อน ดอกไม้ไฟ ถึงไม่ได้คลั่งไคล้วัฒนธรรมญี่ปุ่นมาก่อน แต่นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ฉันฝันอยากทำมาตลอด

พอน้ำแข็งไสหมดเกลี้ยง พี่โจ,​ อีกหนึ่งสมาชิกก็ปรากฏตัว

แล้วเราก็ได้ฤกษ์เดินทางไปทุ่งหญ้าริมแม่น้ำทามะเสียที (เย่)

 

ฮิโรโกะโบกมือให้ เราได้ที่นั่งไม่เลวเลย ที่สำคัญเพื่อนฮิโรโกะเตรียมเบาะนั่งส่วนตัวมาให้พวกเราแต่ละคนด้วย

“ที่บ้านทำธุรกิจขายเบาะน่ะ” เขาบอก ที่จริงแล้วเพื่อนฮิโรโกะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่องกัน ส่วนฉันกับแดนก็พูดญี่ปุ่นไม่ค่อยได้ เราเลยได้แต่ส่งยิ้ม ยกกระป๋องเบียร์ใส่กัน แล้วร้อง “คัมไป” (ภาษาของมิตรภาพ)

เสบียงถูกแจกจ่าย บทสนทนาถูกหว่านโปรย ความที่สมาชิกคนหนึ่งของกลุ่ม คือ พี่โจ เคยไปเรียนโทที่อังกฤษ ประเทศบ้านเกิดของแดน บทสนทนาเกี่ยวกับอังกฤษเลยถูกหยิบยกขึ้นมา

ส่วนฉันกับฮิโรโกะคุยกันเรื่องเพื่อนที่เมืองไทย,​ เพื่อนที่แนะนำให้เราได้รู้จักกัน

 

ลมเย็นเฉียบของหน้าร้อนพัดผ่าน ดอกไม้ไฟนัดแรกถูกจุดขึ้น

“ฮานาบิ” แรกของฉันเริ่มต้นแล้ว กับเพื่อนใหม่กลุ่มหนึ่ง

 

ในวิชาว่าด้วยการถ่ายภาพ จะมีคำหนึ่งที่ผู้หัดเริ่มต้นถ่ายภาพมักรู้กัน “magic hour” คือคำนั้น หมายถึงช่วงเวลาบ่ายคล้อยอันเป็นช่วงเวลาที่เชื่อกันว่าแสงสวยที่สุด และน่าบันทึกภาพเก็บไว้มากที่สุด

 

ริมแม่น้ำทามะวันนั้นมีฝนตกสลับกับช่วงฟ้าใส ดอกไม้ไฟที่ถูกจุดขึ้นตลอดหนึ่งร้อยนาทีนั้นงดงาม แต่ยังห่างไกลจากคำว่า สมบูรณ์แบบฉันเชื่อว่าคงมีงานดอกไม้ไฟอื่นๆ ที่เปล่งประกาย น่าตื่นตาตื่นใจ และน่าตราตรึงมากกว่านี้อีกเป็นร้อยงานทั่วทั้งญี่ปุ่น

แต่หากถามว่า ถ้าฉันต้องเก็บความทรงจำเพียงไม่กี่อย่างเกี่ยวกับชีวิตในญี่ปุ่นไว้ ฉันจะเลือกบันทึกความทรงจำไหนไว้บ้างนะ

 

โดยไม่ลังเลที่จะตอบ

ฮานาบิแรกกับฮิโรโกะ และกลุ่มเพื่อนใหม่ในหน้าร้อน คือช่วงเวลาหนึ่งที่ฉันอยากกดบันทึกและเก็บติดตัวไว้มากที่สุด

นั่นแหละ คือ The most magic hour เกี่ยวกับโตเกียวของฉัน

 

[TOKYO 2013] #6

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหา ถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป  (เช่นตอนนี้) ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

10620592_10152393028543235_6012894072298092546_n

This is not a story about Tokyo,
It is the story about people I met in Tokyo.

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#6: เฉิน และน้ำมันพืชครึ่งขวดขวดนั้น

 

เฉินเป็นหนุ่มจีนตัวสูงโย่ง หลงรักการเล่นบาสฯ จริงๆ แล้ววันเวลาของฉันกับเฉินทาบทับกัน (แสน) สั้นมาก ถ้านับเป็นชั่วโมงจริงๆ ก็ไม่น่าเกิน 24 ชั่วโมงด้วยซ้ำ และบทสนทนาแรกเริ่มของเราเริ่มต้นด้วยเรื่อง “น้ำมันพืช”

เริ่มต้นสัปดาห์ที่สองของการอยู่โตเกียว, ในแชร์เฮ้าส์ที่ฉันเซ็นสัญญาว่าจะอยู่ไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน, ฉันหันมาจริงจังกับการทำอาหาร
ค่ากินอยู่ที่โตเกียวแพงมาก ในปี 2013 มหานครแห่งนี้ถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดในโลก สถิตินี้เปลี่ยนแปลงไปทุกปี บางปีก็ย้ายฟากข้ามทวีปไปตกอยู่ในเงื้อมมือของเมืองซานฟรานซิสโก บางปีก็ย้ายกลับมาทางฝั่งสิงคโปร์ แต่ปีนี้ โตเกียวครองอันดับหนึ่ง
อันที่จริง อาหารการกินของโตเกียวไม่ได้แพงมากกว่าเมืองใหญ่โตเมืองอื่นของโลกมากนัก แซนด์วิชเรียบง่ายที่นิวยอร์กอาจราคา 150 บาท แตกต่างกับราคาฟิชแอนด์ชิปที่ลอนดอนไม่มากไม่มาย ขณะที่ราเมนแบบเนื้อน้อยชิ้นที่โตเกียว ราคาคือ 170 บาท ราคานี้ประชากรจากกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกอย่างแดนเคยหลุดปากบอกว่า “ไม่แพง” ประชากรจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ฟังแล้วคันปากอยากจะแย้ง ก็แหม…เรามาจากดินแดนที่ก๊วยเตี๋ยวชามละ 30 บาทนี่นา

ส่วนหนึ่งที่ทำให้อาหารในญี่ปุ่นราคา “ไม่ถูก” ก็เพราะนโยบายของรัฐบาลที่เน้นให้ความสำคัญกับผู้ผลิตมากกว่าผู้บริโภค ส่วนหนึ่งลือกันว่าเพราะเกษตรกรเป็นฐานเสียงสำคัญ รัฐบาลเลยต้องมีมาตรการทางเศรษฐกิจมาช่วยค้ำจุน

ฟังแล้วรู้สึกเป็นปัญหาโลกแตก ถ้าเราเป็นเกษตรกรผู้ผลิต เราก็คงอยากขายของได้ราคาดี ส่วนถ้าเราเป็นผู้บริโภครายได้เดือนชนเดือน เราก็คงอยากซื้อหาข้าวปลาได้ในราคาแสนถูก

มาตการเศรษฐกิจที่ดีคืออะไร, คำตอบคงขึ้นอยู่กับว่า “เรายืนอยู่ฝั่งไหน” มากกว่า
แน่นอนว่าตอนนี้ฉันยืนอยู่ฝั่งผู้บริโภค
และตอนนี้ ฉันตัดสินใจจะบริโภค ‘แซลมอนทอด’

ฉันเดินเข้าครัวของแชร์เฮ้าส์ สำรวจตรวจสอบจนพบว่าที่นี่มีหม้อหุงข้าวให้แล้ว เตาไฟฟ้าก็มีถึงสองเตา ตะหลิว กระทะเทฟล่อน หม้อต้ม ทัพพี ทุกอย่างที่ล้วนจำเป็นกับการทำอาหาร (โซนเอเชีย) ล้วนมีครบครัน, ได้การล่ะ ฉันจะหุงข้าวกินกับแซลมอนทอด ตอนนี้ขาดแค่ออกไปซื้อข้าวสารที่ซุปเปอร์ ซื้อแซลมอน พริกไทยดำ (ไว้เหยาะโรย) และก็น้ำมันพืช
ซุปเปอร์ญี่ปุ่นไม่แตกต่างจากซุปเปอร์เมืองไทย โดยเฉพาะตรงแผนกของสดและเครื่องปรุงรส ถ้าจะมีสิ่งที่ต่างอย่างเห็นได้ชัด ก็คงเป็นเรื่อง “ภาษา”, ฉลากบรรจุภัณฑ์ที่นี่ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น ”
นั่นหมายถึง การจะซื้อหาสินค้าอะไรสักอย่าง เราต้องสังเกตสังกาจากลักษณะภายนอก “เอ…อันนี้น่าจะเป็นพริกไทยดำเนอะ” “อันนี้น่าจะเป็นน้ำมันพืชแหละมั้ง ขวดและสีเหมือนกันเปี๊ยบ” นี่คือหลักเกณฑ์ง่ายๆ เลย … ใช้สายตากะประมาณ ใช้สมองประมวล และใช้เงินเยนจับจ่าย (ฮา)

ได้ของครบล่ะ ว่าแล้วฉันก็หอบหิ้วทุกอย่างเข้าครัว เอาข้าวใส่หม้อ ซาวน้ำสองหน ยกใส่เครื่อง กดปุ่มสักปุ่มที่ “เดา” เอาเองว่าน่าจะหมายถึง ปุ่ม “cook” จากนั้นก็หันไปตั้งกระทะเทฟล่อน เปิดเตาไฟฟ้า พอกระทะเริ่มร้อนก็ใส่แซลมอนลงไป จริงๆ สำหรับกระทะเทฟล่อนนั้น เราสามารถปรุงอาหารโดยไม่ต้องใส่น้ำมันลงไปก็ได้ แต่วันนั้นอะไรดลใจให้ฉันอยากใส่น้ำมันพืชก็ไม่รู้ ฉันว่ามันน่าจะทำให้แซลม่อนมีความกรุบกรอบน่ากินกว่าเดิม
เปิดขวดพลาสติกที่บรรจุน้ำสีอำพันอย่างแคล่วคล่อง (ขอยกยอปอปั้นทักษะครัวเรือนตัวเองสักเล็กน้อย) จากนั้นฉันก็เทสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าเป็น “น้ำมัน” ราดลงบนตัวแซลมอนอย่างเชื่อมั่น
หืม…ทำไมน้ำมันมันไม่หนืดเลยล่ะ มันเทง่ายประหนึ่งกำลังเทน้ำหรือเทเหล้าเลย
ฉิบหายล่ะ! นี่มันไม่ใช่น้ำมัน!!!
โธ่ถัง! แซลมอนสีส้มสวยของฉัน ชิ้นนั้นราคาตั้งสองร้อยเยนเชียวแน่ะ!!!

ฉันปิดเตาไฟฟ้า รู้สึกอยากเขกกะโหลกตัวเองครามครัน แผนการที่ตั้งเป้าว่าอยากประหยัดตังค์ ดันพลิกโผกลายเป็นการสูญเสียแซลมอนไปชิ้นหนึ่ง พร้อมได้ขวดน้ำสีอำพันอะไรมาก็ไม่รู้
แล้วเฉินก็เดินผ่านมาในจังหวะนี้
“เฮ้ย! เธอ, เธอนั่นแหละ เธออ่านภาษาญี่ปุ่นออกไหม” อารามตกใจ นอกจากทำสติหล่นหาย ฉันยังเผลอทำมารยาทตกหล่นไปอีกแน่ะ
เฉินไม่ได้มีอาการระคายเคืองกับการทักทายอย่างเป็นกันเอง (มาก) ของฉัน แม้เราจะเพิ่งเจอกันหนนี้หนแรกก็เถอะ
“อ่านไม่ออก แต่น่าจะพอเดาได้ ฉันเป็นคนจีน” เฉินเดินเข้ามาใกล้ ส่วนฉันรีบยื่นขวดน้ำสีอำพันให้เขาดู
“นี่คืออะไรอ่ะ พอจะเดาได้ไหม”
เฉินรับขวดพลาสติกไปเมียงมองฉลากตัวอักษรคันจิอยู่แป๊บนึง ก่อนจะส่งมันกลับคืนมา “ไม่แน่ใจ”
“ฉันคิดว่ามันเป็นน้ำมันพืช กะว่าจะซื้อมาทอดปลาแซลมอน แต่พอเปิดดูถึงรู้ว่าไม่ใช่” ถึงตอนนี้ฉันทำหน้าตาห่อเหี่ยวผิดหวัง โลกทั้งใบคล้ายใกล้วายวอด
“ใช้น้ำมันพืชของฉันก่อนก็ได้” เฉินเอื้อมมือยาวๆ ไปเปิดชั้นวางที่อยู่สูงขึ้นไป ในนั้นมีเครื่องปรุงและอุปกรณ์ทำอาหารจำนวนมากบรรจุอยู่ เขาหยิบขวดพลาสติกที่เขาเรียกว่า “น้ำมันพืชของฉัน”ออกมา มันเหลืออยู่ตั้งครึ่งหนึ่งแน่ะ
“จริงๆ เอาไปเลยก็ได้นะ เดี๋ยวฉันก็ไม่อยู่แล้ว เสียดายของ” เขาว่าก่อนจะวางน้ำมันพืชขวดนั้นลงกลางโต๊ะใหญ่ในครัว
“ขอบใจนะ”
นั่นคือบทสนทนาครั้งแรกของเรา
(ส่วนแซลมอนชิ้นนั้น โดนฉันเขี่ยทิ้งลงถังขยะแบบเผาได้ในที่สุด ><”)

แล้วฉันก็ได้เดินสวนกับเฉินอีกทีหลายครั้งในแชร์เฮ้าส์ เรื่องของเรื่องก็คือเฉินมาเรียนอะไรสักอย่างในช่วงหน้าร้อนที่โตเกียว ความที่ไม่ได้เรียนเต็มวัน เขาเลยมีเวลาว่างเตร็ดเตร่อยู่บ้านในช่วงจันทร์ถึงศุกร์เป็นบางหน ส่วนฉันก็แสนว่าง ชั้นเรียนปริญญาโทก็ยังไม่เปิด เราเลยมักเดินสวนกันตรงตู้เย็นตู้ใหญ่กลางบ้านเสมอ
บางวันฉันแวะไปเปิดเอานมเมจิในตู้เย็นมาดื่ม เฉินก็แวะมาเอาเกนไมฉะ (ชาผสมข้าว) พอดี
บางวันฉันมาเปิดเอาบร็อกโคลีจะทำผัดผัก เฉินก็มาเปิดเอาไอติมแฮกเกนดาสที่วางไว้ในช่องฟรีซ
บางวันฉันแวะเอาน้ำส้มคั้น เฉินก็แวะมาหยิบเป๊ปซี่
“เฮ้”
“ไฮ้”
“แล้วเจอกันนะ”
“อืม”
บทสนทนาเป็นไปอย่างแสนสั้น เราผูกมิตร แต่ไม่ได้ผูกสัมพันธ์

นอกจากเขาชื่อเฉิน เป็นคนจีน บ้านเกิดอยู่เซี่ยงไฮ้ และชอบเล่นบาสฯ แล้ว สารภาพว่านอกเหนือจากนี้ ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลยสักอย่าง
ไม่รู้แม้กระทั่งส่วนสูงที่แท้จริงเลยด้วยซ้ำ
แล้ววันหนึ่งฉันก็เจอเขาที่หน้าบ้าน กำลังลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ (มาก)
“เฮ้”
“ไฮ้”
“จะไปไหน”
“กลับเซี่ยงไฮ้”
“เฮ้ย! กลับแล้วเหรอ?”
“กลับไฟล์ทเช้า เลยว่าจะไปนอนรอที่สนามบินก่อน”
“ไปสนามบินยังไง”
“ว่าจะนั่งรถไฟไป”
“สถานีนิชินิปโปริ?”
“เปล่า สถานีเซนดากิ”
“งั้นลากันตรงนี้นะ ฉันต้องไปสถานีนิชินิโปริ”
ฉันโบกมือลาเฉินตรงหน้าแชร์เฮ้าส์หลังย่อม

วันนั้นฉันมีนัดกับพี่คนไทยคนหนึ่งที่โรงแรมในย่านชินจูกุ ก่อนหน้าจะย้ายเข้าแชร์เฮ้าส์หลังนี้ ฉันเผลอลืมหนังสือเล่มหนึ่งไว้บนรถไฟเจอาร์ มันเป็นหนังสือว่าด้วยชีวิตตัวคนเดียวในกรุงโตเกียวโดยนักเขียนไทยคนหนึ่ง ฉันเข้าไปบ่นในเฟซบุ๊ก พี่สาวผู้น่ารักคนหนึ่งเห็นเข้า เธอเลยฝากหนังสือเล่มนี้ให้เดินทางไกลมากับสามีนักธุรกิจของเธอ
ปกติแล้วเวลาเดินทางไปชินจูกุ ฉันมักจะนั่งรถไฟเจอาร์จากสถานีนิชินิปโปริไปลงยังเจอาร์ชินจูกุ -สถานีที่ว่ากันว่ามีผู้โดยสารหลักล้านต่อวัน
นิชินิปโปริเป็นสถานีไม่ใหญ่ไม่โต ระหว่างทางเดินจากแชร์เฮ้าส์ไปสถานีนี้ ฉันต้องเดินผ่านโรงเรียนชายล้วนแห่งหนึ่งอยู่เสมอ
จากโรงเรียนชายล้วน ก็ต้องข้ามถนนตรงทางม้าลาย ก่อนจะเดินเข้าตัวสถานีได้
แล้วฉันก็เห็นเฉินยืนอยู่ตรงนั้น อีกฟากฝั่งของถนน, กำลังรอข้ามทางม้าลาย
“เฮ้”
“ไฮ้”
“ทำไมมาโผล่ที่นี่”
“เปลี่ยนใจมาเรียกแท็กซี่ไปสนามบินแทน”
“งั้นยืนรอเป็นเพื่อนนะ”
ประโยคล่าสุด ฉันเป็นคนพูดมันออกมาเอง
ยืนรอไม่ถึงห้านาที แท็กซี่สีเหลืองคันหนึ่งก็แล่นผ่านมา
กระเป๋าเดินทางใบเขื่องถูกยกขึ้นไว้ด้านหลัง เฉินหันมาโบกมือลา มือของเขายาวเชียว ส่วนตัวของเขาก็สูงจนต้องชะโงกหน้ามอง
“นี่…สรุปน้ำมันพืชนั่น เธอยกให้ฉันใช่ไหม” แทนที่จะเลือกพูดคำว่า “กู๊ดบาย” ฉันกลับเลือกถามประโยคนี้กับเขาแทน
เฉินหัวเราะ
“ดูแลตัวเองนะ”
“เธอก็เหมือนกัน”
นั่นคือบทสนทนาครั้งสุดท้ายของเรา

นับจากวันที่โบกมือลาเฉิน ฉันอยู่ซากุระเฮ้าส์หลังนั้นไปอีกราวหนึ่งเดือนกว่าๆ ช่วงนั้นฉันยังทำกับข้าวกินเองเสมอ ซุปเปอร์มาร์เก็ต-ตู้เย็น-ห้องครัว พื้นที่เหล่านี้คือหนึ่งในพื้นที่สิงสถิตของฉันจนกระทั่งวันย้ายออก
เมนูที่ฉันมักทำบ่อยครั้งมากที่สุด ก็คือ แซลมอนทอด

ในหนังปี 2003 เรื่อง Lost In Translation ของโซเฟีย คอปโปลา คนแปลกหน้าสองคนเจอกันในมหานครโตเกียว พวกเขาผูกมิตรกันในช่วงเวลา 2 อาทิตย์ ไปร้องคาราโอเกะด้วยกัน นั่งสนทนาเรื่องรถปอร์เช่ ดื่มกินอย่างเหงาหงอยด้วยในย่านชิบูยะ ทะเลาะและคืนดี ก่อนจะลาจาก เพื่อจะจดจำกันและกันไปตลอดกาล

ฉันกับเฉินไม่เคยมีความสัมพันธ์ในรูปแบบนั้น
วันเวลาของเราทาบทับกันแสนสั้น (มาก)
แต่ทุกครั้งที่เดินผ่านเคาน์เตอร์น้ำมันพืชในซุปเปอร์มาร์เก็ต
ฉันมักจะหวนคิดถึงเรื่องราววันนั้นอยู่เสมอ
เรื่องราวของน้ำมันพืชครึ่งขวด
เรื่องเล็ก น้อยนิด ไม่สมบูรณ์แบบ และไม่สลักสำคัญเรื่องหนึ่ง
เรื่องเรียบง่ายที่ฉันบังเอิญจดจำ…และเผลอมีรอยยิ้มตามบ้าง ในบางที 🙂

ปล.หนึ่งปีผ่านไป ฉันพบว่าขวดน้ำสีอำพันที่ซื้อมาผิดขวดนั้น คือสิ่งที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า “มิริน”

[interview] เรื่องเล่า…ความรัก…สิ่งที่ฝัน…และริมสระน้ำเช้านั้น กับ รัฐพงศ์ ศิริสานนท์

หมายเหตุ: สัมภาษณ์เมื่อ พ.ศ. 2549 ตีพิมพ์ในนิตยสาร Classroom

คอลัมน์ ID Card

โดย Tiktok

เรื่องเล่า…ความรัก…สิ่งที่ฝัน…และริมสระน้ำเช้านั้น กับ รัฐพงศ์ ศิริสานนท์

 

1.

ในหลายบทหลายตอนของชีวิต ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามาว่า เมื่อมีความรักหัวใจเราจะเต้นได้อบอุ่นขึ้น
ความเกรี้ยวกราดในชีวิตจะน้อยลง… สายตาจะมองเห็นสิ่งดีงามในโลกได้มากขึ้น
และในวันเวลาที่มีความรัก ใครบางคนอาจจะขอยืดเวลาหายใจให้ยาวนานอีกหน่อย
ขณะที่หลายคนอาจอยากออกไปข้างนอกและออกเดท
เปล่า…วันนี้ฉันไม่ได้จะไปเดทที่ไหน
แต่ฉันกำลังมีนัดสัมภาษณ์กับใครคนหนึ่ง
คนที่ทำให้..วันนี้ฉันตื่นได้เช้าขึ้น..พิถีพิถันกับการเลือกเสื้อผ้ามากขึ้น… และส่องกระจกก่อนออกจากห้องได้บ่อยขึ้น

มันอาจดูเป็นเรื่องส่วนตัวไปบ้าง…ถ้าจะบอกว่า เขาคนนี้คือคนที่ฉันยึดเป็นฮีโร่มานานเนิ่น นั่นคือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงตื่นเต้น
จำได้ว่าใครคนนี้ คือคนที่ทำให้การนั่งดูถ่ายทอดสดกีฬาในวัยเด็ก (ที่ฉายในเวลาการ์ตูน) ดูไม่น่าเบื่อเกินไปนัก
และคนเดียวกันคนนี้ คือคนที่ทำให้ฉันรู้ว่า คนเรานอกจากวิ่งไล่คว้าความฝันได้แล้ว ยังว่าย(น้ำ)คว้าความฝันได้อีกด้วย

และถ้าคุณยังไม่รู้ …เขาคนนั้นชื่อ รัฐพงศ์ ศิริสานนท์
วันนี้ฉันจะไปสัมภาษณ์เรื่องราวชีวิตและความฝันของเขา…
และแน่นอน… มันเป็นความฝันของฉัน

 

2.
เรานัดพบกันที่ริมสระว่ายน้ำ ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง … ดูเหมือนชีวิตของเขาจะหนีไม่พ้นบรรยากาศแบบริมสระน้ำเลยสักครั้ง หรือว่า จริง ๆ แล้วเขาถูกกำหนดมาเพื่ออยู่กับมันกันแน่นะ
“เริ่มว่ายน้ำมาตั้งแต่ 6 ขวบ ตอนนี้อายุ 28 ก็ว่ายมาทั้งหมดประมาณ 21 ปีแล้วครับ”
21 ปี! นั่นมันเป็นจำนวนที่เกือบเท่าอายุของฉันเลยนะนั่น
“เหตุผลเพราะคุณพ่อคุณแม่อยากให้ว่ายน้ำให้เป็น เผื่อโตขึ้น ลงน้ำลงทะเล จะได้ดูแลตัวเอง สมัยเด็กว่ายที่สระของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย พอหัดว่ายได้ 2 เดือน ก็ไปแข่งครั้งแรก ประมาณ 7 เดือน ไปแข่งกีฬานักเรียนกรมพละศึกษา เป็นครั้งแรกที่ได้เหรียญทอง อายุ 9 ขวบติดเยาวชนทีมชาติ หลังจากนั้นติดทีมชาติชุดใหญ่ตอนอายุ 15 ปี และก็แข่งมาเรื่อย ๆ” รัฐพงศ์ หรือฉลามณุก เริ่มต้นร่ายยาวเรื่องราวของเขาให้ฟัง

“ตารางการซ้อม ช่วงเด็ก ๆ มีเฉพาะช่วงเย็นอย่างเดียว 4-6 โมงเย็น วันจันทร์-เสาร์ วันอาทิตย์เป็นวันพักผ่อน ใช้เวลากับครอบครัว ระยะหลังช่วงใกล้ติดทีมเยาวชนทีมชาติ การฝึกซ้อมเริ่มหนักมากขึ้น คือมีทั้งเช้าทั้งเย็น ในวันหยุด ผมต้องมาซ้อมว่ายน้ำอีก ทำให้ตอนเป็นเด็กมีช่วงเล็ก ๆ ที่เบื่อ คือเด็กจะเบื่อง่ายอยู่แล้วไงฮะ และก็เหนื่อยด้วย ระบบการศึกษาของเมืองไทย
ไม่สนับสนุนนักกีฬาเท่าไหร่ ทำให้ช่วงวันธรรมดา ซ้อมไม่ได้เต็มที่ ต้องมาซ้อมเช้า-เย็น กลางวันเรียน ทั้งที่อย่างน้อยน่าจะมีเวลาพักมั่ง ช่วงนั้นมีอาการเบื่อบ้าง แต่พอเริ่มแข่ง ก็ชอบ คือเป็นคนชอบแข่งขันอยู่แล้ว เลยแข่งมาเรื่อย ๆ”

ในวัย 15 ปี ถ้าคุณเป็นวัยรุ่นธรรมดาก็คงกำลังเรียนหนังสืออยู่ และใช้เวลาว่างเฮฮาสังสรรค์ไปกับเพื่อนฝูง ผ่านการดูหนัง..เดินห้าง..ฟังเพลงเป็นแน่
ฉัน..ในวัย 15 ก็คือเด็กธรรมดาที่โลกที่หมุนรอบตัว คือโลกแห่งการเรียนพิเศษเพื่อสอบเข้ามาหาวิทยาลัย
แต่ในวัยนี้ รัฐพงศ์ ศิริสานนท์ ติดทีมนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทย ได้ไปแข่งขันซีเกมส์ที่ฟิลิปปินส์ พร้อมแบกความหวังของประเทศไทยไว้บนบ่า และแม้จะสวมบททีมชาติเป็นครั้งแรก แต่เขาก็คว้าเหรียญมาได้ ก่อนจะกลายเป็น 1 ใน 2 นักว่ายน้ำดาวรุ่งไทยที่ได้รับเลือกจากโอลิมปิคสากลให้ไปเรียนต่อที่โรงเรียนว่ายน้ำชื่อดังในอเมริกาในที่สุด…

แล้วการเดินทางไกลจากบ้าน…และจากประเทศเมืองเกิดก็เริ่มต้น พร้อม ๆ กับการที่ต้องเริ่มรับผิดชอบอะไรต่าง ๆ อยู่ลำพังคนเดียว ในวันเวลาเหล่านั้นเขาเคยรู้สึกเหงา หรือคิดถึงบ้านบ้างไหมนะ?
“ไม่นะ…เหมือนกับว่า ผมเป็นคนที่อยู่ที่ไหน ก็พยายามปรับสภาพของตัวเองให้เข้ากับที่นั่นได้..ก็แค่นั้น
“คือตอนนั้นเริ่มเรียนที่ The Bolles School รัฐฟลอริดา ถือเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างดัง นักกีฬาที่นี่ได้เหรียญโอลิมปิคมาแล้วหลายคน ผมไปกับแหวน ประพาฬสาย มินประพาฬ ไปเป็นนักเรียนประจำที่โน่น กิจวัตรก็คือ ว่ายน้ำตอนเช้าทุกตี 5 ครึ่ง, เรียน, แล้วก็ว่ายน้ำตอนเย็น ทานข้าว ทำการบ้าน วันหยุดหรือว่าง ๆ บางทีออกไปค้างบ้านเพื่อนบ้าง, ไป Mall คือห้างสรรพสินค้าบ้าง, เดินเล่น, ดูหนัง อะไรพวกนี้”

ที่ High School ของอเมริกา จะมีงานพรอม หรืองานหนุ่มชวนสาวเต้นรำก่อนจบเกรด 12 ถือเป็นงานประเพณีที่เด็กวัยรุ่นที่นั่นให้ความสำคัญมาก แต่รัฐพงศ์..เป็นหนุ่มมาดนิ่ง ฉันมองหน้าเขาอย่างสงสัย สรุปว่าเขาได้ไปร่วมประเพณีนี้หรือเปล่านะ คำถามนั่นเรียกเสียงหัวเราะเสียยกใหญ่…เฮ้ย…จะขำอะไรกันนักหนานี่รัฐพงศ์
“ที่โรงเรียนมี 2 งาน คือซิกม่า ตอนเดือนธันวาคม ซิกม่านี่ ผู้หญิงจะถามผู้ชาย แล้วพอตอนพรอมนี่ จะเป็นผู้ชายถามผู้หญิง แล้วซิกม่าจะจัดก่อนพรอม เหมือนให้ผู้หญิงได้เลือกก่อน” พูดจบเขาก็ลากเสียงหัวเราะยาว ฉันถามว่าทำไม เขายิ้มน้อยยิ้มใหญ่คนเดียวแต่บอกว่าไม่มีอะไร …ไม่มีอะไรของเขา คงมีเรื่องราวส่วนตัวที่ชวนยิ้มแบบไม่อยากบอกใครซ่อนอยู่เป็นแน่

“งานนั้นทุกคนเค้าก็ไป ถือเป็นกิจวัตรที่นักเรียนทุกคนควรจะร่วม แต่ผมไม่ได้ไปครับ คือ เฉย ๆ คือไม่อยากจะยุ่งเรื่องพวกนี้เท่า
ไหร่” ตอนนี้คำตอบของเขาจริงจังเหมือนจะบอกว่า การไม่อยากจะยุ่งกับเรื่องอื่น ๆ เป็นเพราะเขาอยากทุ่มเทเวลาให้กับกีฬาว่ายน้ำที่ต้องว่ายให้ได้ระยะทางเฉลี่ย 80,000 เมตร ต่อสัปดาห์มากกว่า

ถ้าวัดจากสถิติและผลการแข่งขัน ช่วงที่อยู่ที่ The Bolles ถือเป็นช่วงที่รัฐพงศ์จัดว่าท็อปฟอร์มมาก การซ้อมหนักส่งผลให้เราเห็นเขาคว้า 2 เหรียญทอง 1 เหรียญทองแดง จากเอเชี่ยนเกมส์ที่ญี่ปุ่น (2537) และ 6 เหรียญทอง จากซีเกมส์ที่เชียงใหม่ (2538) มาได้ นอกจากนี้สถิติที่ดี ทำให้เขาได้รับการตอบรับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย UC Berkeley ( University of California at Berkeley) ในฐานะนักเรียนทุนว่ายน้ำ
การเลือกอยู่อเมริกาต่อ…ทำให้เขายังต้องอยู่ไกลบ้าน และที่สำคัญมันไกลห่างจากความช่วยเหลือของประเทศไทยเหลือเกิน จนบางครั้งทำให้มีช่วงที่ความรู้สึกแย่ ๆ ก่อตัวขึ้น
“ช่วงแย่ ๆ นี่ คือเกิดจากตัวเอง คือตอนนั้นอยู่อเมริกา เป็นช่วงมหาวิทยาลัย อันนี้ก็เหมือนกับเป็นข้อไม่ดีของการไปอยู่อเมริกาอย่างหนึ่ง คือเรารู้สึกว่าไม่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศไทยเท่าไหร่ เหมือนไปอยู่ตัวคนเดียว ตอนนั้นเพราะได้ทุนเต็มจำนวนของ Berkeley ซ้อมหนัก เรียนหนัก ก็เหนื่อยนะ มีช่วง down เป็นคล้าย ๆ ช่วง depression เหมือนจะดิ่งโลก แต่ไม่ได้เป็น depression แบบหนัก ๆ นะ แต่ว่าก็คือเหมือนกับซึม ไม่อยากจะทำอะไรแล้วตอนนั้น เป็นสักช่วงนึง ประมาณ 3-4 เดือน

“จนกระทั่งวันนึง ตื่นขึ้นมา บอกกับตัวเองว่า วันนี้เราจะเปลี่ยนแล้ว เราดูตัวเองในกระจก แล้วก็เปลี่ยนเลย เริ่มตั้งใจซ้อม เริ่มทำโน่นทำนี่เหมือนกับคนปกติ ใช้เวลาอีกสักพัก แล้วช่วงตอน down นั้นน้ำหนักก็ขึ้นด้วย แต่ภายในอาทิตย์นึงเราก็ลดลงมาได้ 5 กิโลกรัมเลย คือแบบลดเร็วมาก เราเปลี่ยนตัวเองทุกอย่าง ก็คิดว่าช่วงนั้นมันผ่านมาแล้ว เราก็มุ่งหน้าต่อ”

ถึงตอนนี้ฉันถามเขาว่า เคยได้ฟังเรื่องราวความลำบากของนักกีฬาไทยมามาก แล้วมันมีเหตุผลอะไรที่ทำให้มนุษย์คนนึงต้องทนพยายามมากขนาดนี้
สายตามุ่งมั่นของเขามองหน้าฉัน พร้อมบอกเล่าถึงเหตุผลธรรมดาที่เป็นเหตุผลสากลของโลก

 

3.
ใน Berkeley รัฐพงศ์ ศิริสานนท์ คนที่เคยมีความตั้งใจในวัยเด็กว่าจะเรียนวิศวกรรม พบความสนใจอะไรบางอย่าง และเลือกมาเรียนในสาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์แทน ด้วยเหตุผลว่าเขาสามารถใช้ความรู้ตรงนี้มาสอนคนได้
“ตอนเด็ก ๆ นี่เคยคิดไว้ ว่ายังไงก็จะเรียนวิศวะ ต้องเรียนวิศวะ ที่กรุงเทพคริสเตียนผมเข้าเรียนทางวิทย์เตรียมไว้ แต่ว่าพอไปอยู่ที่อเมริกาแล้ว ก็ลองมาคิดดูว่า ถ้าผมเรียนวิศวะไป แล้วผมมีผลงานหรือเราสร้างของอะไรขึ้นมานี่ โอเค ได้เงินเยอะจริง แต่การสร้างของพวกนี้เหมือนเป็นการทำลายโลกเพิ่มขึ้น คือยิ่งสร้างของที่มีวิวัฒนาการเท่าไหร่ เหมือนเป็นการทำลาย ถึงแม้ว่าของเหล่านี้จะช่วยด้านอำนวยความสะดวกจริง แต่สังคมสงเคราะห์นี่ เป็นการช่วยเหลือเด็กมีปัญหาและผมสามารถเป็นอาจารย์สอนหนังสือคนได้ กะจะมาสอนว่ายน้ำเด็ก ๆ อยู่แล้ว เลยเลือกอันนี้…ก็ไม่รู้ (หัวเราะ) คิดมาทางนี้แล้วก็เลยต้องมา”

ช่วงเวลาในการเป็นนักเรียนทุนว่ายน้ำที่ Berkeley แม้จะมีตารางซ้อมที่ค่อนข้างแน่น คือซ้อมตอนเช้า 05.30 น.และอีกรอบตอนบ่ายโมงถึง 4 โมงเย็น ขณะที่ต้องเรียนด้วย แต่รัฐพงศ์ก็ยังบอกว่า เขามีชีวิตนักเรียนที่เป็นสุขดี อาจเพราะได้พบเจอโค้ชที่ดีและเข้าใจในวิถีชีวิตเด็กนักกีฬาก็เป็นได้
“โค้ชที่มหาวิทยาลัย คือ Nort Thornton ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นปรมาจารย์ท่านหนึ่งของวงการว่ายน้ำโลก Nort เค้าจะไม่อยากซ้อมให้โหดมาก เพราะเค้ารู้ว่า ชีวิตเด็กในมหาวิทยาลัย ควรต้องมีความสุข ความสนุกสนาน ต้องมีทุกอย่าง นักกีฬาที่จบมาจากที่นี่ จะต้องเป็นคนที่พร้อมที่จะอยู่ในสังคมได้ คือต้องมีรอบตัว ต้องไปได้หมด ไม่ใช่ว่าว่ายน้ำเป็นอย่างเดียวแล้วอย่างอื่นไม่เป็น Nort พยายามให้นักกีฬาประสบความสำเร็จ แต่ว่าต้องมีเรียน และมีความสุขกับการเป็นนักเรียนมหาวิทยาลัยด้วย ตารางการซ้อมเลยไม่ถือว่าโหดมาก”

แต่ขนาดบอกว่าไม่โหดมาก ก็ยังมีซ้อมตอนพระอาทิตย์อยู่กลางหัวนี่นะ…เขายิ้ม
แล้วเรื่องแฟนล่ะ กับตารางกิจกรรมที่ค่อนข้างแน่น จะทำให้รัฐพงศ์มีเวลาไปชอบหรือคบใครเป็นพิเศษไหม? ฉันสงสัย
“ตอนนั้นไม่มีแฟนครับ” แล้วไม่ชอบใครบ้างเหรอ?
“ชอบแต่ได้แต่มอง (หัวเราะ) คือ…ยังไงดีล่ะ ตอนนั้นยังไม่อยาก ก็ไม่คิดว่าทำไมต้องมี เพราะว่าเวลาของเราก็หมดแล้ว ตอนนั้นมีความคิดว่า เอาเวลาที่อยู่กับแฟนนี่ มานั่งเล่นเกมส์กับเพื่อนดีกว่า สนุกกว่า”
….แล้วตอนนี้ล่ะ มีแฟนหรือยัง….
ถึงตอนนี้ ฉลามณุกหัวเราะกว้าง แม้จะดัดฟันอยู่แต่ก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ “คำตอบที่จะปฏิเสธก็คือ ต้องบอกว่า…จะอยากรู้ไปทำไมครับ…ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

เฮ้ย! ดูเขาเป็นคนอารมณ์ดีและตลกกว่าที่คิดนะ แถมบางครั้งยังพูดยาว (มาก) เสียด้วย
ถึงตอนนี้ฉันชักสงสัย…ว่านี่ใช่นักกีฬาที่ได้รับฉายาจากสื่อว่า ‘จอมหยิ่ง’ จริงหรือเปล่าเนี่ย

 

4.
จริง ๆ แล้ว ถ้าวัดกันจากสายตาของสื่อแวดวงกีฬา นับจากซีเกมส์ที่เชียงใหม่จุดสูงสุดของรัฐพงศ์ ได้ผ่านไปแล้ว และทุกกระแสคาดว่าเขาจะอำลาบทบาทนักกีฬาว่ายน้ำไป กับ 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง ในเอเชี่ยนเกมส์ที่กรุงเทพฯ(2541) แต่เขากลับยังคงกลับมา และทำผลงานคัดตัวได้ดีเสมอท่ามกลางคลื่นลูกใหม่ที่ขึ้นมา จริง ๆ แล้วอายุการใช้งานของนักกีฬาว่ายน้ำมันยาวนานกี่ปีแน่?
“30 กว่า ๆ ยังแข่งได้นะครับ นักกีฬา 30 ต้น ๆ มีแข่งเยอะแยะ เวลาว่ายดีก็มี ไม่ใช่ไม่มีเลย คือดูว่า นักกีฬาบางคนอาจจะหยุดแข่งว่ายน้ำเร็ว เหตุผลอาจเพราะ เค้าประสบความสำเร็จในอายุต้น ๆ ของการแข่งขัน อย่างเช่น 20 ต้น ๆ แล้วหลังจากนั้น เค้าอาจจะคิดกับตัวเองว่า เราเคยประสบความสำเร็จกับตัวเองไปแล้ว ทำไมเราจะต้องมาแข่งอีก จึงเลือกไปทำอย่างอื่น แต่บางคนก็ยังแข่งต่อ ขึ้นอยู่กับตัวเค้า แต่ว่าแข่งได้ 30 กว่ายังแข่งได้”
แล้วกับเหตุผลที่เรายังเห็นเขากลับมาเรื่อย ๆ ล่ะ?
“คือ ว่ายน้ำเป็นกีฬาที่ชอบ แล้วได้เป็นตัวแทนของประเทศ ก็แค่นั้น เหตุผลง่าย ๆ”

ถึงตอนนี้ฉันถามเขาว่า ต้องยอมรับว่ามีช่วงที่สื่อบอกว่าเป็นขาลงของเขา รัฐพงศ์ ศิริสานนท์ หัวเราะพลางพูด “อ๋อ..เค้าเขียนตลอดแหละครับ คือเค้าเขียนลงมาตั้งนานแล้ว”
แหม…รู้อีก แสดงว่าที่บ้านรับหนังสือพิมพ์ทุกฉบับเลยใช่ไหม ….ฉันแซว
“จะได้จำไว้ว่าใครเขียนอะไรมั่งไงฮะ” เอ้า…รัฐพงศ์ ปาลูกดอกมาอีก 1 ดอก
“อ้าว…แล้วตอนนี้ ที่บ้านศิริสานนท์นี่ ขึ้นบัญชีดำคนเขียนไปกี่คนแล้วล่ะเนี่ย”
“ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า” บทจะหัวเราะขึ้นมา ฉลามนิ่งคนนี้ก็หัวเราะได้ยาวเชียว

สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับคือ ในสังคมไทยนั้น เราค่อนข้างเป็นโลกเห่อวีรบุรุษ และคนเด่นดังเป็นช่วง ๆ เท่านั้น ที่พูดรัฐพงศ์บอกว่า เขาหมายถึงการสนับสนุนจากสปอนเซอร์และรัฐบาลมันยังดูไม่จริงจังนัก เพราะชอบเห่อเวลาได้เหรียญ แต่ไม่มีโครงการสานต่อความช่วยเหลือหลังนักกีฬาปลดระวางตัวเลย แต่กับประชาชนกองเชียร์ทั่วไป รัฐพงศ์ไม่รู้สึกว่าเป็นการเห่ออะไร เพราะถ้าชอบใครก็ยังเห็นเค้าตามให้กำลังใจอยู่ …ถ้าอย่างนั้นแล้ว การสนับสนุนอย่างจริงจังมันควรเป็นยังไง? เราถาม
“การสนับสนุนจริงจัง น่าจะเป็นในส่วนของสปอนเซอร์กับรัฐบาล ประชาชนอาจจะช่วยไม่ได้มาก …ว่ายน้ำเป็นกีฬาที่ดี ถ้าได้รับการสนับสนุนจริงจัง นักกีฬาของเราจะมีโอกาสสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศอีกเยอะ ในขณะนี้วงการว่ายน้ำของไทยยังขาดโค้ช เราต้องการพัฒนาโค้ชที่มีประสิทธิภาพ และมีความรู้
“ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น เขาทุ่มเทเงินสนับสนุนกีฬามากเลยนะครับ คือทำมาตลอด และไม่ได้สร้างแค่รุ่นเดียวจบ ตอนนี้เค้าไม่น้อยหน้าใครในระดับโลกแล้วในกีฬาว่ายน้ำ เมืองไทยนี่ถ้าจะสร้างนักกีฬาสักคน เราต้องสร้างตั้งแต่รุ่นนี้ และอาจจะหวังผลได้ 3-4 รุ่นถัดไป ไม่ใช่ว่ารุ่นนี้เสร็จ ไม่ได้เหรียญแล้วหยุด”
และเมื่อถามถึงความคาดหวังต่อวงการว่ายน้ำไทย และศักยภาพในการคว้าเหรียญโอลิมปิค
รัฐพงศ์ผู้อยู่กับมันมากว่า 21 ปี ยิ้ม….

“ในชาตินี้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็อยากจะเห็นสักเหรียญเหมือนกันครับ”

5.
หลังจากอยู่ที่อเมริกามานาน ตอนนี้ รัฐพงศ์ ศิริสานนท์ กลับมาปักหลักอยู่เมืองไทยได้ปีกว่าแล้ว และช่วงเวลานี้เอง ที่’ณุก’ ผู้มีชีวิตไม่เคยห่างสระน้ำ สารภาพว่า นี่ถือเป็นช่วงเวลาที่เขาเพิ่งรู้ว่าคนธรรมดาที่ไม่ต้องเป็นนักกีฬาว่ายน้ำเค้าใช้ชีวิตกันยังไง
“ช่วงนี้เปิดคลินิกสอนว่ายน้ำ แก้เทคนิคหรือเสริมเทคนิคเกี่ยวกับว่ายน้ำที่สระว่ายน้ำหมู่บ้านมัณฑนา สอนที่นี่วันเสาร์อย่างเดียว วันอาทิตย์อาจจะไปสอนที่กรุงเทพคริสเตียน ส่วนวันอื่นช่วงนี้ก็ยังไม่ได้ทำอะไร ..ก็อยู่บ้าน ..นั่งสมาธิ.. ตอนนี้ถือเป็นโอกาส..คือได้รู้ว่าชีวิตของคนธรรมดาที่ไม่ต้องเล่นกีฬาว่ายน้ำเป็นยังไง (หัวเราะ) ซึ่งก็คือเข้าเมือง ไปทำโน่นทำนี่ เดินเล่น ซื้อของ ดูของแถวจตุจักรบ้าง, เอ็มโพเรียมบ้าง, สยามบ้าง, ดูหนัง ไปห้าง ไปตามวัดบ้าง ไปอะไรอย่างนี้ คือเป็นกิจกรรมของมนุษย์โลกทั่วไป
“แล้วก็เพิ่งไปบวชมา คือบวชครั้งนี้ก็ได้ครบ ได้ทำหลายอย่าง ได้รู้ว่าพระที่บวชเค้าทำไงกันมั่ง ซึ่งก็ดี ได้รู้หลายอย่างแล้ว ทั้งแบบคนธรรมดา และแบบพระบวช” พูดจบก็หัวเราะเสียงดังเชียว
จากการสอดส่ายสายตาสังเกตดูแวดวงกีฬาไทยที่ผ่านมา นักกีฬาหลายคนและหลายรุ่น เมื่อปลดระวางไป มักเปลี่ยนบทบาทเข้าไปทำงานเบื้องหลังข่าว จำพวกนักข่าว หรือผู้ประกาศข่าวกีฬา ซึ่งกับรัฐพงศ์นั้น เขาบอกว่าถ้ามีโอกาสก็น่าลองดู คำตอบนี้เล่นเอาคนสัมภาษณ์ตาโตด้วยความประหลาดใจที่สุด
“ทำไมประหลาดใจล่ะ” เขาถาม
ก็สมัยก่อน รัฐพงศ์คนนี้ ไม่เคยถูกกับสื่อไม่ใช่เหรอ?….

“พูดมาก็ดีแล้ว…จะขอชี้แจงเลยคราวนี้เลยนะครับ คือที่ไม่ถูกกับสื่อนี่ มีเหตุผลหลายอย่าง คือผมเข้าใจว่าเค้าต้องทำงานของเค้า เค้าต้องสัมภาษณ์ผมเพื่อจะไปลงข่าว แต่ว่าผมต้องทำงานของผม หน้าที่ของผมตอนนั้นคือแข่งว่ายน้ำ ทุกอย่างที่จะเป็นอุปสรรคที่ไม่ให้ผมแข่งว่ายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ผมต้องตัดออก ไม่ว่าผมจะต้องทำร้ายน้ำใจคนสักกี่คน เพราะถ้าผมแข่งดี เค้ายกย่องสรรเสริญ แต่ถ้าผมแข่งไม่ดี เพราะว่าเค้ามากวนสมาธิผมก่อนแข่งนี่ เค้ากลับมาเขียนว่าผม เพราะฉะนั้น อันไหนสำคัญกว่าล่ะครับ… คือทราบว่าหลายคนจะว่า ‘หยิ่ง’ ไม่ชอบคุยกับนักข่าว พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่า เค้ามารบกวนผมไม่ให้ผมแข่งอย่างมีประสิทธิภาพ
“แต่ก็เคยคิดเหมือนกันนะว่า ถ้าผมเป็นนักข่าว แล้วไปสัมภาษณ์นักกีฬา จะเป็นกรรมตามสนองเปล่า เพราะเค้าอาจจะไม่ให้ผมสัมภาษณ์.. มี..มี (เน้นเสียงแบบจริงจังมาก) เคยคิดเหมือนกัน แต่ว่าอยากฝากว่า คือก่อนสื่อ จะสัมภาษณ์ ศึกษานิสัยของนักกีฬาหน่อย ว่าเค้าเป็นคนประเภทขี้เล่นได้ก่อนแข่ง หรือว่าเค้าต้องการสมาธิ แล้วก็ควรจะสนับสนุนเค้าด้วย ไม่ใช่แบบ คือจะทำงานอย่างเดียว ต้องเห็นใจซึ่งกันและกันมั่ง”
พอได้ที เขาก็ชี้แจงซะยาวเชียวแฮะ…เหมือนจะอัดอั้นตันใจมานานว่างั้น
ฉันยิ้ม … ท่าทีตอนเขาชี้แจงนี่ดูจริงจังและตั้งใจมากเลย … ก็นั่นแหละถ้าผู้ชายคนนี้ไม่จริงจังและตั้งใจมากพอ เขาคงไม่เสียสละเวลาส่วนตัวมารับใช้ชาติยาวนานขนาดนี้
“แต่ถ้าทำงานข่าว คิดว่าน่าจะเป็นข่าวกีฬา หรือโฆษกว่ายน้ำ เพราะเป็นทางเฉพาะของผม เวลามีถ่ายทอดแข่งว่ายน้ำตามช่องเคเบิ้ลนี่ ไม่น่าจะยากมาก คือการเป็นโฆษก ต้องศึกษาประวัตินักกีฬา เพราะเคยอย่างดูทีวีแล้วเห็นเค้าพากย์ว่ายน้ำแล้วฟังดูก็ตลกดี เพราะเค้าไม่ใช่นักกีฬาไง มันก็จะขำ ๆน่ะ”

อยู่กับวงการว่ายน้ำมานานขนาดนี้ ถ้ามีลูก แล้วรัฐพงศ์จะยังให้ลูกเป็นนักกีฬาว่ายน้ำหรือเปล่า? นี่คงเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย
“คือเค้าอยากทำอะไรก็ทำไปเลย ชีวิตเค้า ผมจะเป็นแผนกสนับสนุนกับเป็นไกด์ไลน์ให้เฉย ๆครับ”
แต่พอแซวว่า ถ้าเค้าอยากเป็นนักกีฬาว่ายน้ำในเมืองไทยจริง ๆ ล่ะ ฉลามณุกก็หัวเราะดังลั่น
“เฮ้ย! เป็นนักกีฬาอย่างอื่นดีกว่ามั้ง…” เขาพูดยิ้ม ๆ ซึ่งตีความไม่ได้ว่าพูดเล่นหรือพูดจริง

“ตอนนี้นอกจากสอนว่ายน้ำแล้ว กำลังจะเริ่มเรียนเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์กราฟฟิคดีไซน์น่ะฮะ กำลังสนใจด้านนี้ คือพวก 3D Animation เคยดูมาตลอด คิดว่าน่าสนใจดีนะ ได้สร้างภาพสร้างโฆษณา และคงอยู่เมืองไทยยาว ไม่กลับไปอเมริกาแล้ว เพราะอยู่ที่นี่จะได้ดูแลคุณพ่อคุณแม่ด้วย”

“รู้ตัวรึเปล่าคะ ว่าถึงรัฐพงศ์จะไม่ค่อยได้ออกสื่อแล้ว แต่ก็ยังเป็นขวัญใจของหลาย ๆ คนอยู่” ฉันถามในบทสนทนาท้าย ๆ
ดูเขาจะงงสุดฤทธิ์ “มีด้วยเหรอครับ (หัวเราะ) ก็ขอบคุณที่เป็นกำลังใจและช่วยสนับสนุนตลอดมา ถ้าผมทำ 3D Animation ก็ช่วยสนับสนุนด้วยนะครับ (หัวเราะ)”

วันนั้นเราลาจากกันในเวลาคล้อยบ่าย ด้วยถนนหนทางที่ไกลทำให้เขาเสนอตัวขับรถมาส่งที่ปากทางให้ ฉันจึงได้โอกาสคุยถึงเรื่องราวแต่หนหลังให้เขาฟัง เรื่องที่เราเคยเจอกันมาก่อน 2 ครั้งแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าเขาดูจะกระตือรือร้นอยากรู้ว่าเป็นที่ไหน และเมื่อไหร่ขนาดนี้ บางทีตลอดมาบุคลิคจอมหยิ่งที่ถูกมองเห็นอาจจะเป็นการเข้าใจผิดก็ได้…
“ตอนนั้นนี่คงหน้าบูดมากใช่ไหม เพื่อน ๆ ก็ชอบว่าว่าเป็นคนหน้าบูด” เขาว่าตัวเอง
ฉันส่ายหน้า…ไม่นี่ การพบกันทั้งสองครั้งนั้น เขาดูแจ่มใสและยิ้มแย้มพูดคุยเป็นอย่างดี และในวันนี้ก็เช่นกัน
“เจอกันจะทักนะ (ถ้าจำได้)” เขาบอกก่อนจาก

เสียงคำเตือนก่อนมาสัมภาษณ์ก้องอยู่ในหัว
บางคนบอกว่า ผู้ชายที่ชื่อ รัฐพงศ์ ศิริสานนท์ เป็นคนหยิ่ง
บางคนว่า เขาเป็นมนุษย์ไม่เฟรนด์ลี่
บางคนเตือนว่า เขาพูดจานับคำได้ (และอย่าไปสัมภาษณ์คนพูดน้อยอย่างเขาเลย)

คนเรามีความเชื่อต่างกันได้…
ยังจำคำพูดที่ฉันพูดกับคนในออฟฟิศได้ดี “คนเราถ้าไม่รักในสิ่งที่ทำจริง คงไม่ยอมว่ายน้ำรับใช้ชาติมา 10 กว่าปี โดยไม่ได้อะไรตอบแทนเท่าไหร่หรอก”

อ้อ..ฉันได้บอกเหตุผลธรรมดานั้น ที่เป็นเหตุผลสากลของโลกให้คุณฟังรึยัง?
เหตุผลสากลของโลกที่รัฐพงศ์ตอบคำถามฉัน มันคือเหตุผลเชย ๆ ง่าย ๆ

“ว่ายน้ำนี่เป็นกีฬาที่แบบ จะบอกว่ารักก็ได้ คือเป็นกีฬาที่รักมาก”

ใช่แล้ว … เหตุผลที่ทำให้คนเรายอมลำบากต่ออะไรที่ยากได้ มันก็เป็นเพราะ ‘ความรักต่อความฝัน’ นี่เอง
เพราะถึงจุด ๆ หนึ่งที่มันสำเร็จ เราจะรู้สึกถึงความสุขและหัวใจจะยิ้มได้กว้างที่สุด

รัฐพงศ์ ศิริสานนท์ มีความรักและความฝันอยู่ที่การได้ว่ายน้ำรับใช้ชาติ
ความรักและความฝันของฉัน คือการได้สัมภาษณ์เขาลงหนังสือ
แล้วความรักและความฝันของคุณ ล่ะ คืออะไร ?