[blog] สารคดี Chef’s Table: อาหารไทยร้านโบ.ลาน

bo-appetite

ภาพ: http://appetite.onemega.com/chefs-table-netflix-season-5-and-6/

Chef’s Table
season 5
ร้าน Bo.Lan ของเชฟโบ ทรงวิศวะ

Original series ของ Netflix ที่ว่าด้วยอาหารและเชฟที่โดดเด่นในแง่มุมต่างๆ หลังจากพาคนดูไปชิมอาหาร (ผ่านสายตา) มาหลากหลายโซนโลก ก็ถึงคราวที่ Netflix จะมาถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารไทยแท้ ผ่านร้านอาหารไทยที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย (ตรงสุขุมวิท 53)

จริงๆ เรารู้จักเชฟโบผ่านบทความในนิตยสารและข่าวต่างๆ มาตั้งแต่ช่วงแรกที่เธอได้เป็นสุดยอดเชฟอะไรสักอย่าง แล้วร้านโบ.ลาน ก็บู้ม ดังขึ้นมา พร้อมๆ กับที่เห็นว่าเธอมีแฟนหนุ่มออสซี่หน้าตาดูดี (งิ้งงง) แต่เราก็ไม่เคยไปกินอาหารร้านโบ.ลาน เลย เพราะมันแพง (Fine Dining อ่ะนะ) ขายเป็นคอร์ส และแน่นอน คนไทยในไทยย่อมคิดว่า ทำไมชั้นต้องยอมเสียเงินหลายพัน เพื่อจะกินอาหารไทยด้วยวะ

ตอนที่รู้จักเชฟโบ กับร้านโบ.ลาน ผ่านสื่อในยุคนั้น (เราไม่เคยขอสัมภาษณ์เธอ) เรามีก้อนความคิดเกี่ยวกับเชฟโบ และร้านโบ.ลาน ว่า “อ๋อ ลูกคนรวย เรียนทำอาหาร เอาเงินที่บ้านมาเปิดร้านใช่ป่ะ อ๋อ…ต้องใช้วัตถุดิบออแกนิกส์ด้วยใช่ไหม ทำได้เพราะขายแพงไง บลาๆๆๆ” ตอนนั้นเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเชฟโบ หรือร้านโบ.ลาน มากไปกว่า “ขวัญใจสื่อสายที่ชอบนำเสนอเรื่องออแกนิกส์และอาหารไทยโบราณรากเหง้าที่ไม่เชื่อมโยงกับคนไทยยุคปัจจุบันอีกแล้ว”

พอมาดูซีรีส์ที่ Netflix ทำตอนเชฟโบ เราเลยเซอร์ไพร้สหลายอย่าง เราไม่แน่ใจเรื่องฐานะครอบครัวของเธอ แต่คิดว่าก็น่าจะพอมี เพราะส่งให้ลูกเรียนเมืองนอกได้ (จบนอกใช่ไหม) แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าเธอคือทำงานที่ร้าน “น้ำ” (ขอพิมพ์แบบนี้) ร้านอาหารไทยชื่อดังระดับโลกที่อยู่ลอนดอน และที่สำคัญ ร้าน “น้ำ” นี่ดันก่อตั้งโดยเชฟออสเตรเลียที่ไปปักหลักอยู่ลอนดอน (แต่คือขายอาหารไทยไง งงไหม งงไหม งงไหม)

เชฟโบใช้เวลาเรียนรู้เรื่องอาหารไทยจากร้าน “น้ำ” (ต้องเรียนอาหารไทยกับฝรั่งอ่ะ งิ้งงงง) 2 ปี จนได้พื้นฐานทุกอย่างที่จำเป็น แล้วคิดอยากกลับมาเปิดร้านอาหารไทยที่เมืองไทย ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็มองว่าบ้าแหละ แต่เพราะเป็นความตั้งใจ เธอก็เลยทำร้านขึ้นมา ซึ่งช่วง 6 เดือนแรกก็แทบไม่มีลูกค้าเลย จนกระทั่งเธอหันมาเน้นความสำคัญของวัตถุดิบ ออกไปควานหาวัตถุดิบออแกนิกส์ทั่วฟ้าเมืองไทย น้ำตาลก็ใช้น้ำตาลจากต้นตาล (ใชป่ะวะ) ที่ทำสด ไม่ใส่สาร แน่นอนว่า ละเอียดขนาดนี้ อาหารก็ต้องแพงตามนั่นแหละ

ดูซีรีส์ตอนนี้จบลง เราอยากลองทานอาหารที่ร้านโบ.ลาน ลองดู แต่พอเสิร์ชราคา เห็นคอร์สละ 2-3 พันบาท ก็รู้สึกว่า พอเหอะ 555 คือเราอาจจะชอบเสพเรื่องราว (สารคดี) ที่เล่าถึง passion (ที่ยังไม่หมด) ของคนประมาณนี้ แต่บางอย่างที่เขาทำ ต้องยอมรับว่ามันราคาสูง และเราเอื้อมไม่ถึง หรือจริงๆ ก็คือ เราไม่ใช่คนที่ใส่ใจการกินขนาดนั้นอ่ะ อาหารไทยที่เราคิดถึงก็คือ แกงหวายของที่บ้าน ซึ่งครูวิสามารถทำเองได้ในราคาไม่มากมาย

เราว่าสุดท้าย คนเราเลือกได้ว่าจะให้คุณค่ากับอะไร เชฟโบให้คุณค่ากับอะไรพวกนี้ ส่วนเราให้คุณค่ากับอะไรอย่างอื่นแทน (ไม่ใช่ว่าเราไม่ใช่สายกินนะ แต่เราไม่ใช่สายที่ยอมเปย์เพื่ออาหารอ่ะ) จริงๆ พอมามองอย่างนี้ มันก็วิเคราะห์ได้อีกว่า มาตรฐานค่าครองชีพคนไทยมันอยู่ระดับไหนวะ ทำไมพวกเราไม่มีสิทธิวาดฝันการกินอาหารแบบนี้ได้เลย (แต่จริงๆ มันก็กลับมาว่า ถ้ามีเงิน ก็คงไม่กินอยู่ดี / แต่ถ้าไปทำงาน อาทิ เขียนบทความให้เขา ก็คงกิน)

ในส่วนการเล่าเรื่องของ Netflix เราว่าเล่าได้สนุกดี แต่…แต่…แต่ เรารู้ตัวแล้วว่า เราไม่ชอบสารคดี Netflix (หมายถึงที่ Netflix ทำเอง) เพราะมันดู Americanization มากๆ (หรือ Western น่ะแหละ) สารคดีของ Netflix เล่าด้วยจังหวะและมุมมองตะวันตก ที่ไม่รู้สิ คือเราดูได้ แต่เราดูไป เราก็จะคิดเสมอว่า ถ้าเล่าด้วยมุมมองของคนไทย เราจะเล่าเรื่องนี้ด้วยมุมมองและท่าทีแบบไหนดี หรือเราจะหยิบประเด็นพวกนี้มาเล่าไหมนะ หรือจะเล่าเรื่องอื่นดีกว่า บลา บลา บลา

สรุปว่า เราให้ 3/5 คะแนนแล้วกัน มันเปิดโลกและมุมมองใหม่ๆ ให้กับเราบ้าง แต่มันเป็นโลกที่เราคงไม่เหยียบย่างเข้าไป คงปักหลักที่ร้านอาหารฝั่งตรงข้ามบ้านอ่ะ

พร้อมกับฝันถึงแกงไก่ใส่หวาย ที่จะขอให้ครูวิทำ ยามที่เรากลับบ้านนอกครั้งถัดไป

Advertisements

[documentary film] Boundary – ฟ้าต่ำ แผ่นดินสูง

 

Screen Shot 2018-09-22 at 3.33.07 PM

Boundary – ฟ้าต่ำ แผ่นดินสูง (นนทวัฒน์ นำเบญจพล/2013/ไทย)

ได้ดูสักที
ทั้งที่อยากดูตั้งแต่ตอนออกฉาย แต่จำไม่ได้ว่าทำไมถึงไม่ได้ดู … เหมือนจะอยู่บ้านนอก หรือไปญี่ปุ่นแล้วนี่แหละ (แต่หนังเข้าฉาย เมษายน 2013 รึเปล่า…นั่นยังไม่ได้ไปญี่ปุ่นเลยนะ)

แต่นั่นแหละ ได้ดูแล้ว

หลังจากสารคดีเรื่องนี้ฉายมา 5 ปี พอย้อนกลับมาดูในช่วงที่กระแสความขัดแย้งจากกรณีเขาพระวิหาร -ที่ถูกขับด้วยลัทธิชาติยมเป็นหลัก- ซาลงไป (หมายถึงความร้อนแรงของความขัดแย้งซาลงไป ไม่ใช่ลัทธิชาตินิยมซาไป) ก็พบว่า ตัวเองไม่ได้อินกับสารคดีมาก (ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เป็นคนอีสาน) และเอาเข้าจริง ตัวสารคดี ก็ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้ใครอินอยู่แล้วมั้ง (เหมือนจะเป็นเช่นนั้นนะ)

ถ้าให้เล่าถึงเมนไอเดียของสารคดี คงต้องบอกว่า มันคือหนังสือ Imagined Community ของ อ.เบน แอนเดอร์สัน นั่นแหละ (และแน่นอน มีเครดิต อ.เบน อยู่ท้ายเรื่อง) มันคือการพยายามทำความเข้าใจเรื่องพรมแดนของความขัดแย้ง – ทั้งความขัดแย้งตรงพรมแดนเขาพระวิหาร และความขัดแย้งในวิกฤตการเมืองไทย (เสื้อเหลืองเสื้อแดง) นั่นแหละ – ซึ่งผู้กำกับเลือกเล่าผ่านตัวละครเล็กๆ โดยเฉพาะชาวบ้านและทหารในพื้นที่ทั้งสองฝั่ง

แต่สารคดีก็ไม่ได้สืบค้นถึงรากลึกของปัญหาอะไร เพราะนั่นไม่ใช่สารหลักที่จะสื่ออยู่แล้ว มันคือการพยายามมองมาจากคนนอก (เพราะผู้กำกับเป็นคนกรุงเทพฯ = คนนอกอยู่แล้ว) ซึ่งไม่ได้อยู่ใกล้พื้นที่ซึ่งมีเสียงปืนเสียงระเบิด ที่น่าสนใจคือ ปัญหาที่ชายแดนเขาพระวิหาร ก็เป็นปัญหาที่ไม่ได้ก่อขึ้นโดยคนในพื้นที่ด้วยซ้ำ ปัญหาที่ถูกจุดให้ร้อนแรงอีกครั้งในช่วง 2011 ที่มีการปะทะกัน เกิดขึ้นจากคนนอกพื้นที่…คนที่รู้สึกว่า “จะเสียเอกราชไทยให้เขมรไม่ได้”

สารคดีแนะนำเราให้รู้จักกับอ๊อด ทหารเกณฑ์ที่กำลังจะปลดประจำการ เขาได้รับสิทธิ์พักร้อนกลับบ้านช่วงสงกรานต์ บ้านของอ๊อดอยู่ตรงจุดที่มีปัญหาพิพาทนั่นแหละ ศรีษะเกษ (สะกดอย่างนี้ใช่ไหม) จริงๆ อ๊อดมีความน่าสนใจ แต่เนื่องจากตอนนี้หิว ขี้เกียจเขียนยาว ทิ้งมันไว้ตรงนี้แหละ อ้าว

นอกจากอ๊อด เราได้รู้จักพ่ออ๊อด รู้จักชาวบ้านที่ต้องอพยพเมื่อเกิดการปะทะ รู้จักคนที่สูญเสียบ้านเพราะระเบิดลง (บ้านทั้งหลังที่เก็บเงินมาสร้าง) รู้จักคนที่เสียสามีเพราะระเบิดลง (ฝ่ายภรรยาเล่าถึงด้วยท่าทีไม่ดราม่าเลยแม้แต่น้อย แต่นั่นยิ่งทำให้คนดูรู้สึกถึงความดราม่ามากขึ้น) ทหารแถวๆ นั้น ทั้งไทยและเขมร …​ในพาร์ทเขมร (กัมพูชา) ผู้กำกับเล่าถึงนอกรอบ (เหมือนจะเล่าในเฟซบุ๊ก-เคยอ่านผ่านตาตอนนั้น) ว่าต้องปลอมตัวเป็นชาวต่างชาติ (แนวๆ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น นี่แหละ) เข้าไปขอสัมภาษณ์ เพราะตอนนั้นถ้าบอกว่าเป็นคนไทย … เละแน่ๆ

สิ่งที่น่าสนใจจริงๆ สำหรับเราก็คือ … หลายครั้งที่งานซึ่งสำรวจประเด็นในเชิงนี้ (เชิงไหนหว่า…เออ นั่นแหละ) มักเป็นผลงานของคนที่ไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์มาโดยตรง (ผู้กำกับเรียนออกแบบนะถ้าจำไม่ผิด) แต่เป็นการต่อยอดจากความสนใจ ก้าวข้ามพรมแดน (แน่ะ…​ boundary) ของความรู้เฉพาะสาขาหนึ่งๆ ไปสู่สาขาหนึ่งๆ ปะทะสังสรรค์และเล่ามันออกมา ด้วยความสนใจใคร่รู้

สิ่งที่เรา-ในฐานะเด็กรัฐศาสตร์-สนใจหลังจากดูสารคดีเรื่องนี้จบลง คงเป็นประเด็นที่ว่า … เราอยากรู้ว่า มีคนสาขารัฐศาสตร์หรือสาขาแนวๆ นี้ ได้ถ่ายทอดหรือเล่าถึงเรื่องนี้ในเชิงสารคดี หรือเรื่องเล่า (อาทิ หนังสั้น / อนิเมชั่น) ไว้บ้างไหม ในการมองเรื่องพิพาทเขาพระวิหาร ถ้าเราไม่มองจากมุมของ Imagined Community ของ อ.เบน แอนเดอร์สัน รวมถึงไม่มองจากสายตาของลัทธิชาตินิยม มันจะเลือกเล่า หรือมองได้จากอะไรอีกบ้าง

อ๊ะ ลืมให้คะแนน

8.5/10

สามารถเช่าดูออนไลน์ (48 ชม.) ได้ที่ Vimeo ในราคา 6$ (ประมาณ 180 บ.)

ลิงก์เช่าหนัง – https://vimeo.com/ondemand/boundary/135178142

[film / documentary] Tokyo Idols

Tokyo Idols (2017, Japan)
ดูทาง Netflix

“คุณไม่ค่อยได้เห็นความสุขและการปลดปล่อยแบบนั้นหรอก”
แฟนคลับวัย 43 ปี ของ ริโอะ ไอดอล วัย 21 ปีกล่าว

32960067_10155741278408235_2187011761033445376_o

Tokyo Idols เป็นสารคดีเกี่ยวกับวัฒนธรรมไอดอลในญี่ปุ่น ซึ่งเหมือนจะไปหนุนเสริมวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ แต่ขณะเดียวกันมันก็มีองค์ประกอบอย่างอื่น

เอาเข้าจริง ความที่ไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมไอดอล “ญี่ปุ่น” ทำให้ไม่ชอบสารที่สารคดีชิ้นนี้พยายามสื่อนัก แต่เข้าใจว่า มันเป็นคำตอบของวัฒนธรรม “นี้” ในญี่ปุ่นน่ะ มันหลีกเรื่อง “เพราะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้คนต้องการการเยียวยา วัฒนธรรมไอดอลทำให้ผู้ชายที่ไม่กล้ามีความสัมพันธ์ในชีวิตจริง-อาจเพราะมองว่ายุ่งยากไป-ได้มีที่ทางในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน – ซึ่งรวมถึงแฟนคลับด้วยกันเอง”

สารคดีโฟกัสไปที่ “ไอดอลหญิง” เป็นส่วนมาก อาจเพราะยุคหลัง AKB48 ถือกำเนิด ไอดอลหญิงค่อนข้างครอบครองพื้นที่สื่อหรือความสนใจไปได้มาก แต่ญี่ปุ่นก็ยังมีไอดอลชาย การละเลยเรื่องไอดอลชาย ทำให้มันเหมือนจิ๊กซอว์บางอย่าง ที่จะตอบโจทย์บางอัน ของการมีอยู่ของไอดอลในสังคมญี่ปุ่น-ขาดไป

คำตอบของสารคดีเลยดูน่าเบื่อ ซ้ำซาก ไม่แปลกใหม (สำหรับเรา)

จริงๆ วัฒนธรรมไอดอลในญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ (เคป๊อป), รวมถึงจีนแผ่นดินใหญ่ ก็ใช่ว่าจะเหมือนกันนะ ของเกาหลีนี่มันอีกฟีลเลย

แต่คำตอบเรือ่ง “การเยียวยา, การเป็นพื้นที่บางอย่าง” เราคิดว่าใช้ได้กับทั้งหมด

“ทั้งหมด” ที่ว่า ไม่ได้หมายถึงแค่วงการไอดอลของสามประเทศ

แต่หมายถึงใช้ได้กับทุกวงการ ทุกสาขาอาชีพ ทุกความฝัน
ทุกคนตามหาพืนที่นี้ บางคนอาจเจอมันในนามของการงาน, ครอบครัว, กลุ่มเพื่อน, กีฬา, หนังสือ, คนรัก, และบางคนเจอในฮอลล์คอนเสิร์ต – หรือบางทีก็ปนๆ กันไป

ส่วนตัวยังคงเชื่อว่า ทุกคนล้วนมองหาสิ่งที่เรียกว่า “magic moment”

และมันไม่จำกัดว่าต้องเจอในที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น
ไอ้ช่วงเวลามหัศจรรย์นี่