[blog] murakami syndrome

“I once had a girl,

or should I say,

She once had me”

— Norwegian Wood —

Note to self on 2011.02.19

 

179812_501473913234_5014748_n

 

Murakami Syndrome

เคยมีน้องถามว่า ทำไมหลายๆ คนถึงได้ชอบอ่านหนังสือของมูราคามิ เราตอบว่า สำหรับคนอื่นเราไม่รู้ แต่สำหรับเรา ตอนแรกเราก็เคยสงสัยมาก่อนว่า ทำไมทุกคนถึงได้พูดถึงแต่นักเขียนคนนี้ เราเลยเริ่มต้นอ่านงานของเขาดู แล้วสิ่งที่มันโดนเรามากๆ เลย ก็คือ งานมูราคามิเป็นงานที่ไร้แก่นสาร (สำหรับเรา) ซึ่งเราดันได้อ่านมันในช่วงเวลาหลังปี 2001 ที่โลกเกิด 911, หนังสือ The End of History and the Last Man (ที่บอกว่า Liberalism คือปลายทางของมนุษยชาติและไม่มีอะไรท้าทายมันได้อีกแล้ว) ของ Francis Fukuyama ถูกท้าทาย (และเหมือนจะถูกโค่นล้ม), เราเห็นการล่มสลายของอะไรหลายๆ อย่าง (ในภาวะสมัยใหม่) … ทุกอย่างเหมือนโหมกระแทกเรา แล้วหนังสือมูราคามิก็ปรากฏตัวมาเพื่อยืนยันกับเราว่า “เราอยู่ในโลกที่ไร้แก่นสารจริงๆ”

และเรากล้าพูดว่า เราไม่ได้ชอบ Norwegian Wood มากที่สุด (ในบรรดาหนังสือของมูราคามิ เราชอบเรื่อง South of the border, West of the Sun มากที่สุด) แต่ Norwegian Wood เป็นหนังสือที่ทรงอิทธิพลต่อเรามากที่สุด (เล่มนึง)ทุกครั้งที่เราอ่านหนังสือเล่มนี้ ตัวตนและความทรงจำของเราในวัย 22 ปี จะโลดแล่นและมีชีวิตขึ้นทุกครั้ง

เรามีคำถามที่ค้างคามาตั้งแต่อายุ 22 ปี และยังไม่ได้รับคำตอบ
มันไม่ต่างกับคำถามที่ นาโอโกะ และ โทรุ มีต่อ คิซูกิ ว่า “ทำไมเขาถึงฆ่าตัวตาย”
นั่นแหละ เหตุผลที่ Norwegian Wood ทรงอิทธิพลต่อเรามาก …
เพราะเราดันรู้สึกว่า เราโคตรจะเข้าใจความสงสัยของนาโอโกะกับโทรุเลย … ให้ตายสิ

 

 

 

 

Advertisements

[Read] TV People by Haruki Murakami

TV People

written: Haruki Murakami 

สำนักพิมพ์กำมะหยี่

หลายคนแปล

6 เรื่องสั้นหลากรสชาติ เปิดมาเรื่องแรกนี่ไม่ชอบเลย เริ่มเข้าใจอารมณ์คนไม่ชอบงานมูราคามิแล้วล่ะ แต่พอเจอเรื่องสาม A folklore for my generation: a prehistory of late-stage capitalism นั้นถึงกับต้องอุทานว่า “เหี้ย” (คำชม) เราเคยเขียนไว้ใน GM ว่างานของมูราคามิที่มันสัมผัสใจเราเพราะมันมักเปิดเผยร่องรอยเจ็บปวดเบาบางของชนชั้นกลาง มันไม่ใช่วิกฤตซับซ้อนอะไร มันคือ กลัวเพื่อนไม่รัก กลัวโดนปฏิเสธ มีความไม่ลงรอยบางแง่กับครอบครัว (แต่ก็ไม่ร้ายแรง) 
เจอเรื่องสุดท้ายยิ่งเหี้ยกว่า (คำชม) Sleep นี่มันสุดตีนมาก แล้วมันเล่าเรื่องแม่บ้านญี่ปุ่น คือแบบ ทำไมผู้ชายถึงได้เข้าใจความนึกคิดของผู้หญิงแบบนี้วะ การไม่ได้ตั้งคำถามของตัวละคร แต่แสดงความรู้สึกต่อชีวิตอันเป็นแบบแผน แต่ไม่ได้จะท้าทายใหญ่โต อ่านแล้วเหมือนโดนทุบหัว
อนึ่ง เพิ่งคิดได้ว่ามูราคามิชอบเขียนถึงตัวละครที่ประสบความสำเร็จด้านการงาน (และการเงิน) ใส่เสื้อผ้าแบรนด์ดีๆ พอเราอ่านหนังสือ Japanization ก็ถึงบางอ้อ มูราคามิเติบโตมาในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู อันที่จริง ตัวของเขาก็ถือว่าหยิบจับอะไรก็ประสบความสำเร็จเร็ว (แน่นอนว่าเขาทำงานหนัก) มันเหมือนสะท้อนผู้คนในวงโคจรเขาเลย
4/5

ได้คะแนนเยอะจากเรื่องสุดท้าย คือ Sleep