ถึงคุณ…ถ้าเราเคยรู้จักกันมาก่อนในชีวิต

 

IMG_20171207_150455.jpg

สวัสดีค่ะ

ฉันตั้งใจเขียนอีเมลนี้หาคนที่ฉันมี contact ไว้ จุดมุ่งหมายเพื่อแจ้งข่าวว่า หลังจากไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นมา 2 ปี ฉันได้รวบรวมประสบการณ์นั้น เขียนหนังสือออกมา 1 เล่ม

ต้นฉบับร่างแรกสุดของหนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นที่กรุงโตเกียว ก่อนที่จะถูกขัดเกลาจนออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ ตอนที่เริ่มต้นเขียนนั้น เป็นช่วงกึ่งกลางของธีสิสปริญญาโทพอดี ที่ฉันเจียดเวลาในช่วงธีสิสมาเขียนหนังสือเล่มนี้ เพราะอยากบันทึกความทรงจำถึงเพื่อนคนหนึ่งไว้ และฉันคิดว่า ถ้าฉันไม่เริ่มต้นเขียนในตอนนั้น ความทรงจำบางอย่างอาจหล่นหาย … และฉันอาจไม่ได้เขียนถึงมันอีกเลย

นั่นคือจุดเริ่มต้นแรกสุด ที่ทำให้เกิดหนังสือเล่มนี้ขึ้น

 

หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า “ซากุระ, ซาโยนาระ” เป็นหนังสือที่ฉันใช้เงินทุนส่วนตัวจัดพิมพ์ขึ้นมาเองค่ะ โดยไม่ได้ผ่านสำนักพิมพ์ใดๆ

สำหรับชื่อหนังสือนั้น ถ้านับตามไวยากรณ์แบบญี่ปุ่นแล้ว การตั้งชื่อแบบนี้ถือว่าผิดหลักภาษาอย่างยิ่ง แต่หลังจากพูดคุยกับหลายผู้คน ฉันตัดสินใจใช้ชื่อนี้ เพราะคิดว่ามันสะท้อนเนื้อหาในหนังสือได้เป็นอย่างดี ฉันชอบความเบ่งบานของซากุระ ขณะเดียวกัน การร่วงโรยของมัน ก็ทำให้ฉันตระหนักถึงอะไรบางอย่าง

คุณเคยเห็นซากุระไหมคะ

เมื่อคิดถึงซากุระ ความทรงจำไหนบ้างที่โผล่มาทักทายคุณ
สำหรับฉัน ทุกครั้งที่นึกถึงซากุระ ความทรงจำถึงเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้จะโผล่ขึ้นมาเสมอ

ความทรงจำถึงผู้คน ที่เราพานพบและลาจากในชีวิต

ฉันคิดถึงสิ่งเหล่านั้น

 

 

ถ้าเราเคยรู้จักกันมาก่อนในชีวิต และถ้าคุณอ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วสนใจอยากรู้จักหนังสือเล่มนี้มากขึ้น ฉันอยากขอร้องคุณดังนี้

1)ถ้าคุณกำลังมองหาของขวัญปีใหม่ ไม่ว่าให้ตัวเอง หรือให้ผู้คนในชีวิต แล้วคุณมีงบประมาณอยู่ราวๆ 345 บาท ฉันอยากลองให้คุณพิจารณาหนังสือเล่มนี้ดู

2)ถ้าคุณกำลังวางแผนจะไปดูซากุระบานที่ญี่ปุ่น ในช่วงปลายเดือนมีนาคม หรือต้นเดือนเมษายน ปี 2561 ฉันอยากให้คุณลองพิจารณาหนังสือเล่มนี้ดู … แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า มันไม่ใช่หนังสือไกด์บุ๊ค แต่ฉันเชื่อว่า มันจะทำให้คุณเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบของซากุระมากขึ้น อีกสักนิด

3)ถ้าคุณรู้จักใครที่สนใจญี่ปุ่น กำลังวางแผนจะไปดูซากุระบาน หรือแม้กระทั่งอยากหาหนังสือสักเล่ม เพื่อส่งมอบให้ใครสักคนเป็นของขวัญ ฉันอยากให้คุณลองพิจารณาหนังสือเล่มนี้ดู

4)ถ้าคุณไม่อยู่ในสามกลุ่มข้างต้นเลย ไม่เป็นไรค่ะ แต่หากคุณพอมีเวลา ฉันอยากรบกวนช่วยแชร์ข่าวหนังสือเล่มนี้ในพื้นที่โซเชียลมีเดียของคุณได้ไหม

 

และสำหรับคนที่สนใจอยากพลิกอ่านหนังสือ หรือแม้กระทั่งอยากสั่งซื้อ นี่คือรายละเอียด

ชื่อหนังสือ : ซากุระ, ซาโยนาระ
ราคา :  275 บาท (ไม่รวมค่าจัดส่ง สั่ง 3 เล่มขึ้นไป ฟรีค่าจัดส่งภายในประเทศ)
จำนวนหน้า : 325 หน้า
พิมพ์ครั้งที่ 2: ธันวาคม 2560 
เขียนโดย : Tiktok

สำหรับคนที่ต้องการอ่านตัวอย่าง เพื่อทำความรู้จัก (ตัวหนังสือ)​ กันก่อน ดูได้ที่

  • อ่านตัวอย่างของหนังสือได้ที่ (issuu) – https://goo.gl/25R4Zv
  • หรือจะดาวน์โหลดตัวอย่างบางส่วนแบบ PDF ไฟล์ – https://goo.gl/pLMTxv

 

 

ช่องทางการจำหน่าย

คุณสามารถซื้อหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” แบบตัวเล่ม ได้  3 ช่องทาง

1)สั่งซื้อโดยตรงกับผู้เขียน ซึ่งก็คือฉันเอง โดยส่งอีเมลเข้ามาที่ tiktokthailand@gmail.com โดยระบุจำนวนเล่มที่สนใจสั่งซื้อ ทั้งนี้มีค่าขนส่งเพิ่มเติม 70 บาท แต่หากซื้อ 3 เล่มขึ้นไป จัดส่งฟรี (ในประเทศ)

ถ้าจะสั่งซื้อ 1 เล่ม สามารถโอนเงิน 345.- บาท เป็นราคารวมค่าจัดส่งแล้ว ไปที่บัญชี
หัทยา ภูดี

ธนาคารไทยพาณิชย์ บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 155-214407-1
ธนาคารกรุงไทย บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 691-0-21092-1
ธนาคารกรุงเทพ บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 152-438157-9
Promptpay หมายเลขโทร. 0649691456 (หัทยา ภูดี)

จากนั้นเข้าลิงก์นี้   https://goo.gl/HzVaoS เพื่อกรอกชื่อ-ที่อยู่ รายละเอียดการจัดส่ง

และรอรับหนังสือภายใน 5-10 วัน

 

2)หลายคนอาจจะเขิน ลำบากใจ หรืออะไรก็แล้วแต่ เวลาต้องสั่งซื้อโดยตรงกับผู้เขียน แต่ก็อยากสั่ง เรามีทางเลือกให้ค่ะ คุณสามารถสั่งซื้อได้ทางร้านหนังสือออนไลน์ชื่อ Readery (http://readery.co) เป็นร้านที่น่ารักมาก สโลแกนคือ Reading is Sexy  วิธีชำระเงินก็มีให้เลือกหลายทาง ลองดูนะคะ

3)สำหรับคนที่ชอบไปร้านหนังสือ อยากหยิบจับพลิกดูก่อน อยากลองเปิดดูว่าจะชอบไหม อยากพิจารณาใคร่ครวญก่อนสักนิด … แล้วค่อยซื้อ

คุณสามารถซื้อหาได้ที่ร้านหนังสืออิสระใน กทม. โดยตอนนี้ มีวางขายแล้วตามรายชื่อในลิงก์นี้
https://goo.gl/nLPXyD

  • ร้านก็องดิด (Candide) The Jam Factory
  • ร้าน Bookmoby ชั้น 4 หอศิลป์กรุงเทพฯ (bacc)
    ตรงข้ามห้างมาบุญครอง รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ
  • แกลลอรี่ กาแฟดริป Gallery Drip Coffee
    ชั้น 1 หอศิลป์กรุงเทพฯ (bacc)
    ตรงข้ามห้างมาบุญครอง รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ
  • Ease Cafe & CoWorking space (อารีย์)
  • 10 ml. Cafe Gallery 
    ซอยวิภาวดี 16/6

 

ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ ฉันขอขอบคุณมากๆ ค่ะ

และไม่ว่าคุณจะสนใจหนังสือหรือไม่ก็ตาม ฉันอยากฝากแชร์ลิงก์นี้หน่อยนะคะ หากไม่รบกวนมากเกินไป

Link – https://deartiktok.wordpress.com/2017/11/19/ถึงคุณถ้าเราเคยรู้จัก/

 

 

 

บทหนึ่งในหนังสือเขียนไว้ว่า

“ผู้คนที่เราพบ เปลี่ยนแปลงเราไม่มากก็น้อย”

ในจังหวะหนึ่งของชีวิต ฉันดีใจที่เราได้พบกันค่ะ

 

 

Tiktok

ก่อนปีเฮย์เซย์ 29 จะผ่านพ้น

 

sakura-cv-spread-01

 

หมายเหตุ: หากคุณเป็น Press และต้องการไฟล์ภาพเพื่อนำไปบอกเล่าต่อ สามารถดาวน์โหลดภาพและตัวอย่างบางส่วนของหนังสือได้จากลิงก์นี้ค่ะ – https://goo.gl/b1S5r7

หรือสอบถาม tiktokthailand@gmail.com

Advertisements

การมาถึงของปากกา Muji ที่รอคอย…

 

ตอนที่อยู่โตเกียวนั้น ฉันชอบใช้ปากการุ่นหนึ่งของ Muji ซึ่งพอพูดอย่างนี้ออกไป หลายคนอาจร้องว่า ก็ปกติประสาฮิปสเตอร์นิแต่เปล่าเลย ฉันไม่ได้เป็นฮิปสเตอร์ และไม่ได้ซื้อ Muji pen อันนี้เพราะมันติดแบรนด์ Muji (แต่ถึงมันติดแบรนด์ ก็ไม่มีอะไรผิดนิ) ฉันชอบเจ้าปากกานี้ เพราะมันเขียนง่าย ซื้อได้ตาม Family Mart หน้ามหาวิทยลัย ที่สำคัญมันถูกมากกกกกก ราคาแค่ 105 yen หรือ 30 บาทไทย ซึ่งราคานี้ ถูกกว่าซื้อปากกาจากร้านร้อยเยน ที่เมื่อบวก Vat แล้ว ราคาไปจบที่ 108 เยนด้วยซ้ำ

ก่อนกลับไทย ฉันสอยปากการุ่นนี้กลับมาหลายด้าม ทุกสีสำคัญ ทั้งน้ำเงิน แดง และดำ แต่พอใช้ๆ ไป ทุกอย่างย่อมมีวันหมดอายุน่ะนะ ในที่สุด ก็ถึงเวลาที่ปากกา Muji ทุกด้ามที่มีอยู่หมดอายุขัย ฉันต้องซื้อปากกาใหม่ พอพาตัวเองไปร้าน Muji สาขาสีลมคอมเพล็กซ์ ก็พบว่าไม่มีรุ่นนี้ขาย! พระเจ้า! เกิดอะไรขึ้นกับ Muji Thailand ท่ามกลางสินค้ามากมายที่แบรนด์เลือกมา ทำไมพวกเขาไม่เลือกสิ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของฉันมาด้วยยยยย

กรีดร้องโหยหวนอยู่หลายเดือน ระหว่างนั้น ความที่เห็นคนไทยระดมพลขึ้นบกไปบุกญี่ปุ่นกันเยอะมาก เลยคิดว่า จะฝากฝังเพื่อนให้ซื้อมาฝากก็ได้วะ แต่พอลองวิธีนี้ ซึ่งฉันคิดเองเออเองว่ามันง่ายมาก กับการบอกข้อมูลเพียงว่า ฝากซื้อปากกา Muji ราคา 105 เยน ที่ Family Mart หาง่ายแก เพราะมันมีเซ็กชั่น Muji แยกออกมาเลยฉันก็นึกว่า ทุกคนจะรู้สึกง่ายดายตามไปด้วย แต่ปรากฏว่า ในช่วงห้าหกเดือนที่ผ่านมา ฝากซื้อไปห้าคน ก็ไม่ได้กลับมาเลยสักคน บ้างก็หา Family Mart ไม่เจอ, บ้างก็วุ่นๆ กับการขนของย้ายกลับไทย, บ้างก็ไม่มีเวลาจริงๆ ซึ่งฉันเข้าใจเงื่อนไขในชีวิตของแต่ละคนนั่นแหละ แต่ฉันก็ยังเฝ้าฝันและรอคอยการมาถึงของปากการุ่นนี้รอใครสักคนจะนำมันมาให้อย่างปาฏิหาริย์

และแล้วมันก็เดินทางมาแม้จะไม่ใช่โดยปาฏิหาริย์ก็ตาม

ในวันหนึ่ง พี่ชายคนหนึ่งโพสรูปดอกซากุระใน Instagram ฉันเลยถามไปว่า อยู่ญี่ปุุ่นเหรอซึ่งปรากฏว่า พี่เขาไปเยี่ยมประเทศแม่เขา (เป็นมุกแซวกัน เพราะเขาชอบญี่ปุ่นมาก) และจะกลับมากรุงเทพฯ ในช่วงที่ฉันไปทำธุระที่พระนครเมืองฟ้าอมรที่ชื่อกรุงเทพฯ พอดี

สุดท้ายแล้ว ปากกาด้ามนี้ก็เดินทางมาถึง และมันช่วยให้ฉันจดความคิดได้อย่างสนุกมากขึ้นอีกหลายเลเวลเลย


ผมขาว และเรื่องราวของการเติบโต

จากงานวิจัยปี คศ.2005 ในวารสารการแพทย์พบว่าคนเอเซียจะเริ่มมีผมหงอกหรือผมขาวตั้งแต่อายุปลาย 30  –  จากบทความออนไลน์ “ผมหงอก … หัวหงอก … ผมขาว” โดยคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิด

(1) ปี 2559 ที่ผ่านมา ผู้คนรอบตัวฉันพูดเรื่อง “ผมหงอก” กันบ่อยมาก

ตอนเป็นเด็ก ฉันมักคิดว่า ผมหงอก เป็นเรื่องของคนแก่ เป็นเรื่องของคนสูงวัย เป็นเรื่องที่จะไม่มีวันมาถึงฉันก่อนที่จะอายุแตะเลข 50 แน่ๆ

แต่ผมหงอกปรากฏบนศีรษะฉันครั้งแรกในวัย 30

มันปรากฏกายอย่างเงียบเชียบ ไม่เหมือนผีตรงที่เรามองเห็นได้ว่ามันมีอยู่จริง และเหมือนผีตรงที่มันแอบน่ากลัว

“แค่ไม่กี่เส้น” ฉันคิดอย่างนั้น

แต่ผมหงอกก็เหมือนประสบการณ์ มันเพิ่มพูนตามอายุที่มากขึ้น ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์บอกว่า เมื่อคนเราอายุ 30 เส้นผมจะหงอกขาวเพิ่มขึ้นประมาณ 10-20% ทุกๆ 10 ปี จริงๆ ข้อมูลนี้อาจไม่ตรงกับประสบการณ์ฉันนิดหน่อย เพราะจำนวนผมหงอกบนหัวของฉันกลับเพิ่มทบทวีขึ้นเป็นรายปี หาใช่รายทศวรรษไม่

เพื่อนในวงการสื่อคนหนึ่งเคยพูดติดตลกไว้ ตอนมีผมหงอกเส้นแรกๆ ก็ขยันนับจำนวนอยู่นะ แต่พอหลายปีผ่านไป มันเยอะจนต้องเลิกนับไปเลย

แล้วก็มีชีวิตอยู่กับมันแบบเข้าใจสัจธรรม (เอามือตบบ่าปุๆ)

 

(2) ตั้งแต่สิ้นปี จนถึงวันเริ่มต้นปีใหม่นี้ ฉันใช้เวลาในชีวิตกำจัดผมหงอกไปไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง

การถอนผมหงอกออกจากศีรษะ เป็นเหมือนอาการเสพย์ติดอย่างหนึ่ง คืออย่าลองเริ่ม เพราะถ้าได้เริ่มแล้วจะยาว

หลายเว็บไซต์ในอินเตอร์เน็ตแนะนำเราว่า ไม่ควรถอนผมหงอก เพราะรากผมจะสั่นสะเทือน

ว่าแต่ว่า ผมหงอกคืออะไรน่ะเหรอ ผมหงอกหาใช่การที่เส้นผมผลิตเม็ดสีขาวแทนเม็ดสีดำไม่ แต่มันเกิดจากการที่เม็ดผมไม่สร้างเม็ดสี ทำให้เส้นผมไม่มีสี ผมขาวที่คนไทยเรียกกันว่าผมหงอกนั้น ภาษาอังกฤษเขาจะเรียกกันว่า  grey hair

และยังไม่พบหลักฐานทางการแพทย์ว่าโปรตีนเสริมหรือวิตามินใดๆ สามารถชะลอหรือยับยั้งการเกิดผมหงอกได้จริง

แต่ใช่ว่าผมหงอกจะรักษาไม่ได้ เพราะปี 2559 นักวิจัยที่ University College London ค้นพบยีนที่เกี่ยวข้องกับการทำให้ผมหงอก (ผมไม่มีสี) ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่นักวิทยาศาสตร์สามารถระบุยีนตัวนี้ได้ ยีนตัวนี้คือ IRF4

การค้นพบยีน IRF4 ทำให้ผมขาวอาจจะรักษาได้ ด้วยการไปกระทำบางอย่างกับยีนต้นตอ

ถ้าทำได้ คุณจะเปลี่ยนผมขาวเป็นสีอื่นไหม?

 

(3) แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ผมหงอกขาวมักถูกเชื่อมโยงเข้ากับความแก่

แต่เอาเข้าจริง หลายคนบนโลกมีผมขาวตั้งแต่วัยรุ่น อย่างที่บอก ผมขาวก็คือผมที่รากผมไม่ผลิตเม็ดสี ซึ่งอาการนี้เกิดขึ้นได้ไม่จำกัดวัย

Ted Fu หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Wongfu Production บอกว่า เขามีผมขาวตั้งแต่อายุ 14 แล้วก็ย้อมดำมาเรื่อยๆ พอเขาเริ่มเบื่อการย้อม และปล่อยผมให้เป็นตามธรรมชาติ (สีขาว) ของมันในช่วงวัย 30 ผู้คนก็ทักระนาว เพราะเขากลายเป็นคนผมขาวเกือบทั้งหัว

แต่ Ted โอเคกับสิ่งนั้น

ฉันเคยสัมภาษณ์พี่เป้ ทวีเวท ศรีณรงค์ นักไวโอลินในช่วงก่อนที่เขาจะรวมตัวเป็น Vietrio ตอนนั้นเขาเพิ่งกลับมาจากอเมริกาหมาดๆ และมีผมขาวแซมหัว ฉันทักเขาไปว่า เป็นแฟชั่นที่นู่นเหรอ เขาตอบว่า เปล่า แต่ผมเขามีสีขาวแซมอยู่แล้ว

ฉันคิดว่าวันนั้นพี่เป้ดูเท่ดี และไม่เห็นว่าผมขาวเป็นสัญลักษณ์ของความแก่แต่อย่างใด

แต่วันนี้ฉันก็เพิ่งถอนผมขาวไป … หลายเส้นทีเดียว

 

(4) ฉันไม่ได้คิดว่าผมขาวคือความแก่ แต่ผมขาวทำให้ฉันตระหนักถึงอายุที่เติบโตขึ้น

เมื่อเติบโต ร่างกายเราเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จากเด็กเป็นวัยรุ่น เราพบเจอความเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพ และในวัยผู้ใหญ่อันยาวนาน (ตั้งแต่เรียนจบแล้วเริ่มทำงานถึงเกษียณ) ความเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพจะเดินทางมาเรื่อยๆ

ปี 2560 คงนำพาความเปลี่ยนแปลงมาอีกหลากหลาย

 

“มาเติบโตไปด้วยกันเถอนะ”

ฉันพูด ก่อนจะเริ่มถอนผมขาวจำนวนหนึ่งออกมา

ขณะที่รู้ว่า อีกหนึ่งเดือนต่อมา เดี๋ยวมันก็งอกเงย

 

 

IMG_2775.jpg