[TOKYO 2013] #11.1

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหาถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” (เช่นตอนนี้) แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

1907846_10152456626803235_3871830618429327567_n

 

This is not a story about Tokyo.
It is the story about people I met in Tokyo

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#11.1 : แดน พอตเตอร์ กับความจริงของเขา (1)

 

อุทิศ เหมะมูล บอกไว้ในหนังสือความเรียง Japan and I ว่า “ความจริงมาสู่เราได้หลากหลายรูปแบบ”

ความจริงจากแดน เดินทางมาสู่ฉันในรูปแบบอีเมล

 

บ่ายโมงของเสาร์สิ้นเดือนสิงหาคม ปี 2013 ฉันตื่นมาด้วยอาการเวียนหัวและอยากอ้วก ชัดเจนว่านี่คือผลของการเทแอลกอฮอล์เข้าร่างกายอย่างไม่ยั้งในคืนก่อน มันเป็นคืนที่แดนเป็นตัวตั้งตัวตีนัด “เพื่อนๆ” (ของเขา) มากินเลี้ยงกัน เสมือนงานเลี้ยงส่งก่อนเขาบินกลับอังกฤษ

แดนจะย้ายออกจากบ้านพักรวมซากุระ เซนดากิในวันจันทร์นี้แล้ว

เป็นวันจันทร์เดียวกับที่คลาสเรียนปรับพื้นฐานเด็กทุน (Preparation Class) ของฉันจะเริ่มต้นวันแรก

การจบสิ้นของคนบางคน แต่กลับเป็นการเริ่มต้นของใครอีกคน

เรื่องประหลาดของโลก เรื่องสามัญของชีวิต

 

ฉันเดินเข้าไปในครัว เจอแดนนั่งอยู่ เขาบอกว่าเพิ่งตื่นเหมือนกัน หลังกลับถึงบ้านเขาก็หลับเป็นตายโดยยังไม่ได้อาบน้ำด้วยซ้ำ “เป็นคืนที่บ้าบอดีนะ” แดนหัวเราะ คงจะจริง เมื่อคืนเขาสูบบุหรี่ไปประมาณห้ามวนได้ ปกติฉันไม่เคยเห็นเขาสูบบุหรี่เลยด้วยซ้ำ “จะสูบเวลาที่มีปาร์ตี้เท่านั้นแหละ” เขาบอกอย่างอารมณ์ดี

“รู้ไหมว่าถ้าจากไปแล้ว ฉันจะคิดถึงอะไรในโตเกียวที่สุด” เขาถามเสียงสดชื่น

“อะไรเหรอ”

“รถไฟเจอาร์สายสีเขียวอ่อน สายยามาโนเตะ ฉันชอบรถไฟเส้นนั้น” ตาของเขาสดใส “โดยเฉพาะสายยามาโนเตะที่แล่นออกจากสถานีนิชินิปโปริ” เขาหมายถึงสถานีรถไฟใกล้บ้านพักหลังนี้ “แต่ต้องเป็นขบวนโล่งๆ ที่คนไม่เยอะนะ”

แน่นอนอยู่แล้ว ไม่มีใครชอบรถไฟขบวนที่คนล้นแน่นและอัดกันเป็นปลากระป๋องหรอก

 

“นี่ เธอเห็นเฉินหรือเปล่าติ๊กต่อก หมู่นี้ฉันไม่เจอเขาเลย” แดนหมายถึงหนุ่มตัวสูงจากเซี่ยงไฮ้, คนที่จากไปแล้ว

“เฉินไปแล้ว เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ฉันไปส่งเขาขึ้นแท็กซี่เองแหละ” ฉันชงกาแฟแก้เมาค้าง พลางตอบคำถามไปด้วย

“เฮ้ย! จริงเหรอ แย่จัง สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์สุดท้ายที่ฝึกงาน ฉันมัวแต่ยุ่งจนไม่ได้คุยกับเฉินเลย” ถึงตอนนี้เสียงเขาไม่สดชื่นแล้ว

“รู้ไหมก่อนหน้าที่เธอจะย้ายมาอยู่ เฉิน เบน – คนที่เธอมาอยู่ห้องแทนเขาน่ะ แล้วก็ฉัน เราสามคนไปเที่ยวด้วยกันเป็นประจำ”

ฉันพยักหน้ารับ ฉันจำเบนได้ ฉันเจอเบนตอนค่ำวันที่ย้ายเข้ามานั่นแหละ อารมณ์ประมาณว่าเขาลืมของเลยแวะกลับมาเอา แล้วเขายังพูดแซวด้วยนะว่าฉันมาแย่งห้องเขาไป, นั่นไม่ตลกเลยสักนิด

“สุดท้าย ฉันก็เป็นคนสุดท้ายที่ย้ายออก” แดนถอนหายใจ

“ใครบอก” ฉันแย้งยิ้มๆ

“ฉันต่างหากที่เป็นคนสุดท้าย”

ฤดูร้อนกำลังจะจากไป แดนก็กำลังจะจากลา และเรายังไม่มีโอกาสไปตามรอยมูราคามิด้วยกันเลย

 

แดนเคยเล่าว่าเขามาฝึกงานด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์กับองค์กรธุรกิจแห่งหนึ่งใจกลางโตเกียว มันคงเป็นการฝึกงานหน้าร้อนที่โหดร้ายมาก เพราะฉันเห็นเขาวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา แต่ตอนนี้ความวุ่นวายนั้นจบลงแล้ว โปรเจ็กต์ที่เขาร่วมทำกับบริษัทในโตเกียวสำเร็จด้วยดี และด้วยการนี้ เท่ากับเขาสำเร็จปริญญาโทเรียบร้อยแล้ว

“แล้วเธอก็ต้องกลับไปทำงานที่อังกฤษสินะ”

“เปล่า” เขาปฏิเสธ “เดี๋ยวฉันต้องบินกลับมาต่อปริญญาเอกที่สิงคโปร์เดือนตุลาคมนี้”

“โห…นี่จะไม่พักหายใจหายคอกันเลยทีเดียว” นี่เป็นข้อมูลใหม่ที่ทำให้ฉันรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย

“เป็นจังหวะชีวิตน่ะ” เขายิ้มๆ แล้วยกชาจากเกาะอังกฤษขึ้นจิบ

 

จังหวะชีวิตนั้นเป็นเรื่องประหลาดดี ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองในวัยสามสิบสองจะต้องมาปักหลักเล่าเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่น ไม่เคยคิดฝันและวางแผนอยากเรียนปริญญาโทมาก่อน ทั้งยังไม่เคยหลงใหลในประเทศนี้ ตอนเริ่มทำงานนิตยสารใหม่ๆ ในวัยที่ฉันอายุเท่ากับแดนในตอนนี้ พี่บรรณาธิการแสนเก๋คนหนึ่งเคยพูดกับฉันว่า “ติ๊กน่าจะเหมาะกับยุโรปมากกว่า ถ้าได้ไปยุโรป ติ๊กจะต้องตกหลุมรัก” เธอวาดภาพไว้ว่า ถ้ามีโอกาส ฉันควรเลือกเรียนต่อที่ยุโรป

ผ่านมาเกือบสิบปีนับจากเธอวาดภาพฝันนั้นไว้ ฉันก็ยังไม่เคยไปยุโรปเสียที เอาเข้าจริง ฉันเดินทางไปเห็นโลกแค่ไม่กี่มุมเมือง

แตกต่างจากแดน เท่าที่ฟังเขาเล่า แม้ยังไม่เคยปักหลักทำงานรับเงินเดือนจริงจัง แต่เขาเคยเดินทางไปนั่นมานี่หลายแห่ง ภาคพื้นทวีปยุโรปนั้นต้องเคยไปมาแล้ว ส่วนดินแดนเอเชียเขาก็เหยียบย่างและสัมผัสมาไม่น้อย แอฟริกาตอนบนอีกล่ะ ฉันจำไม่ได้ว่าเขาเคยไปอเมริกาไหม แต่ฟังจากเรื่องเล่าในวัยยี่สิบสาม ฉันรู้สึกเหมือนเขาเป็นคนรุ่นใหม่จากประเทศโลกที่หนึ่งที่มาจากครอบครัวที่ฐานะเศรษฐกิจดีพอ ดีพอจนเอื้ออำนวยให้เขาได้เดินทางไปเห็นโลกในมุมที่เขาอยากเห็น สัมผัสวัฒนธรรมที่เขาสนใจ ได้ทุ่มเทเวลาศึกษาในเรื่องที่อยากศึกษา ได้แสดงความอยากรู้อยากเห็น และมีเวลาพอจะแสวงหาคำตอบ

โดยไม่เคยเอ่ยปากถาม ฉันคิดมาตลอดว่าแดนมาฝึกงานที่ญี่ปุ่นเพราะสนใจในตัวประเทศญี่ปุ่น (และอาจรวมถึงสนใจในตัวสาวญี่ปุ่นด้วย)

โดยไม่เคยเอ่ยปากถาม, ฉันคิดและรู้สึกไปเองว่าแดนก็คงเหมือนคนรุ่นใหม่จากประเทศโลกที่หนึ่งฐานะเศรษฐกิจดีจำนวนมาก

คือคงมีเรื่องเล่าน่าสนใจมากมายจากการเดินทางเสพโลก

แต่ชีวิตส่วนตัว เขาคงไม่มีเรื่องเล่าเจ็บปวดใดๆ

ในวัยยี่สิบสาม ชายหนุ่มชนชั้นกลางจากประเทศที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นแห่งแรกของโลก จะมีเรื่องเจ็บปวดอะไรแบกไว้มากมายหนักหนา

โดยไม่เคยเอ่ยปากถาม, ฉันคิด รู้สึก และตัดสิน

 

เพราะเห็นว่าแดนจะไปแล้ว และในบ่ายวันเสาร์ที่อากาศแสนจะดีเช่นนี้ ฉันคิดว่าเราน่าจะไปเดินเล่นกัน

“มีสวนชื่อริคุไกเอ็น ตรงใกล้ๆ นี้” อันที่จริงมันก็ไม่ได้ใกล้มากหรอกนะ “ใกล้กับสถานีโคมาโกเมะ เดินไปได้ ไปกันไหม”

“เย็นๆ นะ ตอนนี้ฉันขอตัวไปว่ายน้ำที่ยิมก่อน” แดนเป็นคนชอบว่ายน้ำ ทุกเสาร์และอาทิตย์เขามักจะหายตัวไปช่วงบ่ายเพื่อว่ายน้ำอยู่เสมอ

“งั้นเจอกันสี่โมงครึ่งหน้าบ้านนะ”

แล้วเราก็ทำสัญญาตกลงกันในยามบ่ายของวันสิ้นเดือนสิงหาคม

 

จากบ้านพักรวมสองชั้นย่านเซนดากิ เราหันหน้าเข้าหาถนนชิโนะบะสุ เลี้ยวขวา มุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ เดินผ่านแยกไฟแดงประมาณสามสี่แยก เราจะเจอกับสวนริคุไกเอ็น อันเป็นสวนกว้างใหญ่ที่ประกอบด้วยสระน้ำหลายสระกระจายตัวทั่วสวน ต้นไม้เขียวขจี และเนินเขาเป็นหย่อมๆ สวนแห่งนี้สร้างขึ้นในยุคเอโดะ ตำนานปากต่อปากจากนักท่องเที่ยวที่รักสวนเล่ากันว่า สวนแห่งนี้อาจเป็นสวนแห่งเดียวในโตเกียว ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหน คุณก็จะไม่เห็นหอคอยโตเกียว หรือแม้แต่โตเกียวสกายทรีเลย (แล้วมันจะดีไหมล่ะนั่น)

ฉันกับแดนไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าสวนแห่งนี้มองเห็นสองหอคอยอันโด่งดังของโตเกียวหรือไม่ เพราะข้อมูลที่เราประสบด้วยตัวเองคือ สวนริคุไกเอ็นนั้นเปิดทำการเวลาเก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น แต่เวลาที่พวกเราเดินมาถึงประตูสวนนั้นเป็นเวลาห้าโมงเย็นพอดี อันเป็นเวลาที่เจ้าหน้าที่กำลังปิดประตูสวน

เรามองหน้ากัน รู้สึกผิดหวังและจ๋อยหน่อยๆ ย่านใกล้ๆ สถานีโคมาโกเมะถือเป็นย่านเงียบเชียบ ไม่ได้มีร้านรวงน่าตื่นตามาคอยยุให้อยากช้อปปิ้ง แต่ไหนๆ เดินยี่สิบนาทีมาจนถึงย่านนี้แล้ว เราเลยคิดกันว่า งั้นเดินเล่นรอบๆ สำรวจเมืองดีกว่า เย็นย่ำที่อากาศดีและฝนไม่ตกอย่างนี้ การได้เดินล่องไปตามถนน มองดูผู้คน น่าจะเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดและรู้จักมุมสงบของมหานครโตเกียวมากขึ้น

 

เป็นการล่องไปบนถนนในเย็นวันนี้เอง ที่คำถามของแดนเริ่มต้นขึ้น

รวมถึงคำตอบของฉัน,​ ที่ฉันมาค้นพบภายหลังว่า เป็นคำตอบที่ไม่เข้าท่าที่สุดเท่าที่ฉันเคยตอบมา

และแดนควรเป็นคนท้ายๆ ของโลกใบนี้ ที่ฉันควรจะตอบแบบนั้นให้เขาได้ยิน

 

“นี่ เธอตั้งใจจะทำอะไรหลังเรียนจบแล้ว” เขาถามขึ้น ตอนที่เรามุ่งหน้าเดินไปยังสถานีโคมาโกเมะ จริงๆ มันเป็นการเดินเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดหมายทีเดียวล่ะ

“ใช้วุฒิปริญญาโทไปสมัครงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยใกล้บ้าน สอนอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับการเมืองและนโยบายสาธารณะ เขียนหนังสือ ทำกับข้าว และดูแลบ้านให้แม่” ได้ใจความและตรงประเด็น นี่แหละคำตอบของฉัน

“ทำงานใกล้บ้านก็ดีนะ ได้อยู่กับครอบครัว” เขาพูดด้วยสำเนียงอังกฤษเนิบช้าแบบที่เขามักใช้เป็นประจำ

“ว่าแต่บ้านของเธออยู่ไหนล่ะ”

“ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณเก้าชั่วโมงทางรถบัส” ขณะตอบออกไปฉันเห็นภาพตัวเองกำลังนั่งอยู่บนรถบัส มุ่งหน้ากลับบ้าน

“แล้วจะไม่คิดถึงกรุงเทพฯ เหรอ”

“กรุงเทพฯ วุ่นวายเกินไป” ฉันดึงสติตัวเองกลับมาบนท้องถนนของเมืองโตเกียว “รู้อะไรไหม ฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญจริงๆ สำหรับมนุษย์คือครอบครัว ผู้คนในชีวิตเราน่ะสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดอีก”

“ในหนังสือมูราคามิเล่มที่ฉันอ่านอยู่” ฉันหมายถึงเรื่อง บันทึกนกไขลาน หรือ The Wind-Up Bird Chronicle “มีตัวละครตัวหนึ่ง เป็นทหารที่รอดตายจากสงครามในจีนและถูกปล่อยตัวออกจากคุกในไซบีเรีย ผู้คนมักคิดว่าเขาโชคดีที่รอดมาได้ แต่เขากลับบอกว่านั่นคือคำสาป”

“ตอนที่เขากลับถึงบ้าน ผู้คนที่เขารู้จักล้วนตายจากไปแล้ว หญิงสาวที่เขาตั้งใจแต่งงานด้วยเข้าพิธีวิวาห์ไปกับคนอื่น สงครามอาจไม่ได้พรากชีวิตเขา แต่สงครามพรากผู้คนสำคัญไปจากเขา เขามีชีวิตอยู่อีกยืนยาว แต่กลับรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น”

“ถ้าเลือกได้ เขาพร้อมจะตายไปในวันนั้น ในสงครามที่แมนจูเรีย ฉันจำประโยคนี้ของเขาได้” ฉันเห็นแดนจ้องมองมาในตอนที่ฉันพูดอย่างนั้นออกไป

“ฉันคิดว่าสิ่งที่ตัวละครนี้พูด มันจริงมาก คนเราจะมีชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่มีครอบครัวรอคอย และไม่มีคนที่เรารักหลงเหลืออยู่อีกแล้วทำไม เราจะทำงานหนักไปเพื่ออะไร เราจะเดินทางไปเห็นโลกกว้างเพื่ออะไร ถ้าไม่มีใครที่คอยรับฟังเรื่องราวของเราแล้ว”

แดนนิ่งเงียบ มันเป็นความเงียบที่ในวันนั้นฉันละเลยที่จะสังเกตเห็น

ฉันมัวแต่พูด และตอบคำถามประหนึ่งตัวเองเป็นศูนย์กลางโลก…โดยไม่ทันเฉลียวใจอะไรรอบตัวด้วยซ้ำ

 

เราจบวันกันด้วยไอศกรีมคนละถ้วย มันเป็นร้านที่อยู่ระหว่างทางเดินกลับบ้าน ฉันไม่รู้ว่าไอศกรีมนั้นมีฤทธิ์ช่วยเยียวยาพิษเหล้าได้ไหม แต่สำหรับฉัน ไอศกรีมคือความเย็นสดชื่น ใช่ มันไม่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเติบโตของชีวิต แต่มันช่วยให้ผ่อนคลาย และทำให้ฉันนิ่งได้มากพอที่จะสังเกตสังกาและเฉลียวใจกับอะไรรอบตัวได้บ้าง

เราเพิ่งเดินผ่านร้านราเม็งที่มีคนยืนต่อแถวกันสี่ห้าคิว ร้านอยู่ใกล้บ้านมากจนฉันคิดว่าพรุ่งนี้น่าจะหาโอกาสแวะมา “ฉลองก่อนเธอกลับไง” ฉันบอกแดน

“ไม่แน่ใจนะ” น้ำเสียงเขามีความไม่แน่ใจอยู่จริงๆ “พรุ่งนี้ฉันต้องแวะไปซื้อของฝากแถวอากิฮาบาระ กินซ่า อุเอโนะ แล้วต้องเก็บกระเป๋าอีก นี่ยังไม่เริ่มแพ็กเลย”

“งั้นตามสบายแล้วกัน” จริงๆ แล้วฉันรู้สึกใจหายเหมือนกันนะที่เขาจะไปแล้ว

“นี่ติ๊กต่อก” เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง “ฉันขอรบกวนอะไรบางอย่างได้ไหม”

“อะไรล่ะ”

“ฉันยังไม่ได้ตรงกลับลอนดอนเลย จะไปเที่ยวตามเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่นก่อน อาจจะนั่งรถไฟไปเกียวโต หรือซัปโปโร ว่าจะแบกเป้ไป ส่วนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ฉันฝากไว้ที่ห้องเธอได้ไหม ไม่อยากขนไปด้วยน่ะ”

ฉันตักไอศกรีมรสวานิลลาเข้าปาก คิดว่าพอรู้คำตอบของตัวเองอยู่แล้ว

“ได้สิ ไม่มีปัญหา”

“แน่นะ”

“แน่สิ”

“ขอบคุณมาก”

“เธอจะไปเมื่อไหร่”

“วันจันทร์นี้”

เมื่อมหาวิทยาลัยเปิดเทอม จำนวนเพื่อนที่ฉันมีในโตเกียวคงเพิ่มขึ้น แต่ในตอนนี้ อย่างน้อยที่สุด เพื่อนหนึ่งคนกำลังจะหายไป

“งั้นฉันจะเอากุญแจห้องไปฝากไว้ให้เธอวันจันทร์เช้าก่อนไปเรียนนะ เธอสะดวกเอากระเป๋ามาเก็บไว้กี่โมงก็ตามใจ แต่ช่วยเอากุญแจใส่กลับในซองจดหมาย และวางไว้ตรงช่องประตูให้พอหยิบได้หน่อยนะ” ความเป็นเผด็จการในตัวทำให้ฉันคิดและวางแผนจัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ

“ว่าแต่เธอจะกลับมาเอากระเป๋าวันไหนเหรอ”

“วันจันทร์ที่ 9 กันยายน” อีกราวหนึ่งสัปดาห์นับจากนี้

“ขอบคุณนะ” เขายิ้ม มันเป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับที่เขาเคยยิ้มตอนขอไปตามรอยมูราคามิกับฉัน, ยิ้มกว้างและใจดี

“แล้วพรุ่งนี้เราจะได้เจอกันไหม” นี่คือคำถามของแดน พรุ่งนี้คือวันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2013 เขาคงวุ่นวายกับการเก็บกระเป๋าเตรียมออกเดินทาง ส่วนฉันควรเริ่มต้นอ่านหนังสือเพื่อเตรียมรับมือกับคลาสปรับพื้นฐานเด็กทุนที่กำลังจะเริ่มขึ้นวันจันทร์

ฉันยิ้ม ไม่รู้และไม่มีคำตอบมอบให้กับคำถามนี้

 

ฉันใช้เวลาวันอาทิตย์หมดไปกับการนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดชุมชน ห้องสมุดโคมาโกเมะวางตัวอยู่ไม่ไกลย่านที่ฉันพัก จริงๆ มันตั้งอยู่ริมถนนชิโนะบะสุ ระหว่างทางที่จะเดินไปสถานีโคมาโกเมะนั่นแหละ ฉันตื่นมานั่งทำเบนโตะในตอนสาย เติมน้ำใส่ขวดใส ยัดหนังสือเรียนใส่กระเป๋าเป้ พกแมคบุ๊คไปด้วย ก่อนเดินกอดคอแสงแดดอันปรานีไปจนถึงห้องสมุด ฉันหมกตัวอยู่ในนั้นทั้งวัน มีพักเบรกออกมานั่งเล่นที่สนามเด็กเล่นข้างห้องสมุดอยู่สองหน จนกระทั่งเมฆเริ่มตั้งเค้าดำมืดนั่นแหละ ฉันถึงเริ่มต้นเก็บกระเป๋าและตั้งใจเดินกลับบ้าน

เป็นตอนนี้เองที่ฉันสังเกตเห็นข้อความในไลน์ที่แดนส่งมา

“เฮ้ เราไปกินข้าวที่ชินจูกุกันไหม เธอว่าไง เจอกันที่บ้านสี่โมงเย็น”

มันเป็นข้อความที่ส่งมาเมื่อสองชั่วโมงก่อนหน้า ตอนนี้บ่ายสี่โมงแล้ว และฉันคิดว่าฝนกำลังจะตกลงมา

“ฉันอยู่ห้องสมุด และเขาว่าฝนจะตกนะ อย่าไปไหนไกลเลย” ฉันพิมพ์ข้อความตอบกลับไป

“ ‘Some people feel the rain. Others just get wet.’ บ็อบ มาร์เลย์ กล่าวไว้” เขาพิมพ์ข้อความกลับมาพร้อมตัวอีโมติค่อนหน้ายิ้ม

แล้วฝนก็หล่นลงมาทันที

Advertisements

[Tokyo 2013] #5

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหา ถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป  (เช่นตอนนี้) ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

10653696_10152381424178235_4983203641485571130_n

This is not a story about Tokyo,
It is the story about people I met in Tokyo.

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#5: พี่ออม บ้านยานากะ และการมีอยู่ของโชคชะตา (ภาคจบ)

 

บนขบวนรถไฟที่มุ่งหน้าสู่มหานครโตเกียว สาวพังก์ร็อก โอซากิ นานะ ได้เจอกับสาวหวานในชุดกรุยกราย โคมัตซึ นานะ เป็นครั้งแรก
ต่อมาโชคชะตาเล่นกลอีกครั้ง ให้พวกเธอได้มาเป็นรูมเมทกัน ณ ห้อง 707 ของอาคารเก่าหลังหนึ่ง ที่มองออกไปเห็นวิวแม่น้ำ
ห้องที่ฉันพักทุกวันนี้ ไม่ใช่ห้อง 707 และวิวที่มองออกไปเห็นก็ไม่ใช่แม่น้ำ,หากแต่เป็นสุสานในย่านเมืองเก่า
ไม่มีอะไรเหมือนกับพล็อตมังงะเรื่อง ‘นานะ’ ของไอ ยาซาว่า นักวาดการ์ตูนญี่ปุ่นคนดังแม้แต่น้อย
แต่ฉันก็ยังคิดว่า มันเป็นเรื่องของโชคชะตาอยู่ดี ที่ทำให้ฉันได้พักห้องนี้
ห้อง 203 บ้านยานากะ

ความเดิมจากตอนที่แล้ว หลังจากฉันกดคอมเม้นท์ไปหาพี่ออมว่า จำได้ไหม เราเพิ่งเจอกันเมื่อบ่ายนี้ที่เจอาร์โอกะชิมะจิ เธอก็ส่งหลังไมค์มาหาฉันในเฟซบุ๊กทันที
“เรื่องบ้านที่น้องโพสถาม จะบอกว่าห้องข้างๆ พี่กำลังจะย้ายออก สนใจมาดูห้องไหมคะ”


ห้องพักที่มีพี่คณะอยู่ข้างๆ ถ้ามีเรื่องเวิ่นเว้อเพ้อเจ้อหรือเครียดอกแตกเรื่องเกรดเฉลี่ยก็ยังมีคนให้คำปรึกษาและปลอบใจ – เป็นภาษาไทย – อืม…น่าสนไม่หยอก


“ที่พักอยู่ใกล้ ม. ค่ะ เดินไปได้ แต่ตอนนี้เจ้าของห้องไปสัมนาที่ตุรกีอยู่นะคะ จะบอกว่าน้องเขาก็ชื่อ ‘ติ๊ก’ เหมือนกันเลย”
“ห้องนี่อยู่แถวไหนเหรอคะ” ฉันพิมพ์ข้อความถามกลับไปบ้าง
“อยู่แถวๆ สถานีโตเกียวเมโทรเซนดากิ ค่ะ”
“ฮ่าฮ่า จะบอกว่า แชร์เฮ้าส์ที่ติ๊กพักอยู่ตอนนี้ก็อยู่แถวๆ สถานีเซนดากิ” เหวอเลย…โลกจะกลมไปไหน
“งั้นเดี๋ยวเย็นนี้ขอแวะไปดูห้องได้ไหมคะ”
“ได้ๆ ดูห้องพี่ไว้เป็นตัวอย่างก่อนก็ได้ ห้องน้องอีกคนคงต้องรอเขาบินกลับมาก่อน ตอนนี้พี่อยู่ฮาราจูกุ ไว้ค่ำๆ เดี๋ยวพี่โทรหานะคะ”


ฉันตอบตกลงกับพี่ออมตามนั้น

จริงๆ แล้ว ฉันยังคงคิดถึงห้องพักนั้นอยู่, ห้องใกล้มหาวิทยาลัยราคา 54,000 เยนที่ ดร.ปริญญาเอกคนนั้นมาโพสไว้ ราคามันเบาทีเดียว ถ้าได้ราคาแบบนั้น ฉันคงมีเงินทุนเหลือใช้ต่อเดือนอีกเยอะ
จะได้ช้อปเสื้อผ้าหน้าหนาวให้ฟินไปเล้ยยย พวกเครื่องสำอางใหม่อีก เอสเคทู ชิเชโด้ โคเซ่ คาเนโบ ดีเอชซีดีพคลีนซิ่ง ซันสกรีนแอนเนสซ่า รองพื้นอาร์เอ็มเค อายไลเนอร์ยี่ห้อเคท มาสคาร่ายี่ห้อเดจาวู และ บลาๆๆๆ (โอ้ย ทุนนิยมนี่ช่างสามานย์จริงจริ๊ง)


เออ…ว่าไปแล้ว ฉันก็ลืมถามราคาห้องพักที่พี่ออมบอกไว้เลย

ย่ำค่ำของชีวิตวันที่เจ็ดในโตเกียว ฉันเดินเข้าไปหาอะไรกินในครัวของแชร์เฮ้าส์
บ้านเงียบจัง…ดูเหมือนว่า คนจะยังไม่กลับจากโปรแกรมฝึกงาน คลาสเรียนภาษา หรือยังไม่กลับจากออฟฟิศสินะ


ข้างห้องที่ฉันพัก เป็นห้องที่แชร์กันระหว่างหนุ่มอเมริกันผู้เงียบขรึม และหนุ่มเวียดนามที่พูดภาษาญี่ปุ่นคล่องแคล่วกว่าภาษาอังกฤษ สองคนนี้ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน แต่การแชร์ห้องพักจะทำให้พวกเขาประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าเดิม


ฉันเคยได้ยินมาว่า โตเกียวเป็นเมืองที่ในเชิงกายภาพ เราจะรู้สึกถึงการมีอยู่ของผู้คนเสมอ นั่นเพราะในเขตเมโทรโพลิสที่มีพื้นที่ไม่ได้กว้างใหญ่ไพศาลมาก กลับต้องโอบอุ้มผู้คนหลักสิบล้านเอาไว้
ในรถไฟรอบเช้า ค่ำ และรอบมิดไนท์ การเบียดเสียดยัดทะนาน เนื้อตัวของมนุษย์ที่ต้อง (เผลอ) สัมผัสกัน คือธรรมชาติของเมโทรโพลิสโตเกียว
ธรรมชาติที่พระเจ้าไม่ได้สร้างขึ้น แต่มนุษย์ต่างหากที่เป็นผู้ปั้นแต่งโตเกียวให้ลงเอยเป็นเช่นนี้

 


มีอีกหลายสิ่งในญี่ปุ่นและโตเกียวที่ฉันต้องเริ่มทำความรู้จัก
ลิสต์ไว้ลำดับต้นเลยก็คือ การทำความเข้าใจเรื่องค่าธรรมเนียมที่พักในประเทศเฮลโหลคิตตี้แห่งนี้

ถ้าเป็นที่กรุงเทพฯ การทำสัญญาเช่าอพาร์ตเม้นท์อาจไม่ยุ่งยากนัก หลักๆ เราต้องจ่ายค่าเช่าห้องล่วงหน้า และค่าประกันห้อง เซ็นสัญญาแกร๊กกร๊าก จากนั้นก็ย้ายเข้าได้
ที่ญี่ปุ่น ธรรมเนียมบางอย่างคล้ายคลึงกัน แต่บางอย่างก็ต่างออกไป นอกจากค่าเช่าห้องล่วงหน้า 1 เดือน เรายังต้องจ่ายค่าประกัน (ชิกิกิน) จำนวน 1-2 เดือน เงินส่วนนี้จะได้คืนจำนวนหนึ่งเมื่อย้ายออก แต่ค่าใช้จ่ายอีกสองที่จะตามมานั้น จะไม่ได้คืนแต่อย่างใด นั่นก็คือ ค่าสินน้ำใจเจ้าของบ้านพัก (เรอิกิน) จำนวน 1-2 เดือน และค่าธรรมเนียมให้เอเจนซีที่ช่วยเราหาบ้านอีกประมาณ 1 เดือน
ที่สำคัญ การทำสัญญาเช่าห้องพักหลายที่ในญี่ปุ่น จำเป็นอย่างมากที่เราต้องมี ‘ผู้ค้ำประกัน’ ซึ่งต้องมีสัญชาติญี่ปุ่นและมีหน้าที่การงานมั่นคงด้วย
การหาผู้ค้ำประกันนี่แหละที่สร้างความหนักใจให้ฉันอยากมาก
ฉันเลยทำสัญญาเข้าพักระยะสั้นที่แชร์เฮ้าส์อันปัจจุบันไว้ก่อน

ซากุระเฮ้าส์ ย่านเซนดากิ เขตบุนเคียว แห่งนี้ เป็นหนึ่งในแชร์เฮ้าส์ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยโตเกียวมากนัก (แต่ก็เดินหอบอยู่นะ)
แชร์เฮ้าส์คือธุรกิจที่มีบ้านพักให้บริการ ส่วนใหญ่มักออกแนวมีห้องพักส่วนตัวให้ แต่พื้นที่ส่วนกลางอื่นๆ เช่นห้องครัว คอมมอนรูม หรือห้องน้ำห้องท่าต้องใช้ร่วมกัน (แต่ห้องสุขานั้นแยกชาย-หญิง)
ความสะอาดในบริเวณส่วนกลาง ถือเป็นความรับผิดชอบที่สมาชิกต้องดูแลร่วมกัน ใครใช้ครัวแล้วก็ต้องทำความสะอาดให้เรียบร้อย ส่วนขยะนั้น แต่ละสัปดาห์จะมีการกำหนดว่าห้องไหนต้องขนขยะ (ที่แยกไว้แล้ว) ไปทิ้ง
ส่วนพื้นที่ห้องน้ำห้องท่า รวมถึงโถงทางเดินกลาง แต่ละสัปดาห์จะมีแม่บ้านเข้ามาดูแลจัดเก็บให้เรียบร้อย 1 ครั้ง
สัปดาห์แรก ฉันสื่อสารกับคนในบ้านไม่ค่อยเข้าใจนัก ฉันเลยนึกว่าเราต้องช่วยกันทำความสะอาดห้องน้ำห้องท่าด้วย
ตอนกลางวันวันหนึ่ง เด็กจีนคนหนึ่งก็เลยได้เป็นประจักษ์พยานเห็นฉันนั่งขัดห้องสุขาของแชร์เฮ้าส์ที่ตัวเองเช่าอยู่


อืม…ลืมบอกไป ค่าเช่าของที่นี่ ตกห้องละประมาณเจ็ดหมื่นเยน (สำหรับห้องเตียงเดี่ยว)
แพงไปนิด (จริงๆ ไม่นิดหรอก) แต่ความสะดวกของมันก็อยู่ตรงที่ เราแค่จ่ายค่ามัดจำสามหมื่นเยน พร้อมค่าเช่าห้องล่วงหน้าหนึ่งเดือน เซ็นสัญญาแกร๊กกร๊าก ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันให้ยุ่งยาก ไม่ต้องยุ่งเรื่องบิลค่าน้ำค่าไฟ (เพราะคิดเหมารวมในค่าเช่าไว้แล้ว) ก็เดินตัวปลิว เข้ามาอยู่อาศัยได้เลย


ฉันชอบที่นี่ แต่ธรรมชาติของแชร์เฮ้าส์ก็เหมาะเป็นที่พักอาศัยเพียงชั่วคราวเท่านั้น


ความสัมพันธ์ระยะสั้น คือสิ่งที่เราจะมีต่อกันนะ – ค่ำวันนั้น ฉันเกี่ยวก้อยสัญญากับบ้านพักอย่างเงียบเชียบ
ก็โชคชะตาของฉัน (คง) ไม่ได้อยู่ที่นี่นี่นา

 


พี่ออมส่งข้อความเข้าไอโฟนห้าสีดำเครื่องญี่ปุ่นของฉัน
เรานัดกันที่สถานีเซนดากิ ทางออก 1, ตรงนั้นมีร้านมิสเตอร์โดนัท (ใช่แล้ว! มิสเตอร์โดนัท!) และร้านกาแฟช็อคโกโคร ที่ปิดทำการเวลาห้าทุ่มตรง, ครั้งแรกที่เห็นร้านเหล่านั้น ฉันไม่คิดมาก่อนเลยว่า สองปีต่อมา มันจะเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ฉันใช้เวลาหลบหนาวและหลบร้อนด้วยมากที่สุด

เดินจากทางออกหมายเลข 1 ไม่เกิน 5 นาที ก็จะเจอกับบ้านปูนสองชั้นที่ฉาบสีเหลืองไว้ภายนอก
ข้างๆ บ้านเป็นลานจอดรถ (แบบเติมเงิน) ส่วนฝั่งตรงข้าม เป็นสถานที่ที่ดูคล้ายศาลเจ้า (ฉันมารู้ทีหลังว่ามันคือสุสานกลางชุมชน!)
พี่ออมพาขึ้นไปดูห้องพัก ก่อนออกตัวว่า “ห้องรกหน่อยนะคะ” มันเป็นกลุ่มคำปกติที่เราทุกคนล้วนเคยใช้นั่นแหละฉันว่า (ฮี่ฮี่)


ห้องพี่ออมมีขนาดกะทัดรัด เตียง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะหนังสือ เคาน์เตอร์ครัว อ่างล้างจาน ห้องน้ำห้องท่าในตัว รวมถึง บานหน้าต่างกว้างๆ
ข้อมูลแค่นี้ก็ทำให้ใจเต้นแล้วล่ะ
“ห้องพี่ 49,000 เยนต่อเดือน แต่ห้องอีกห้องที่กำลังจะว่าง 54,000 เยนต่อเดือนค่ะ” หืม…54,000 เยนต่อเดือน คุ้นๆ นะตัวเลขจำนวนนี้นี่

“พี่คะ ห้องข้างๆ พี่นี่ เขาเพิ่งเรียนจบ ป.เอก รึเปล่า” ฉันถามออกไปด้วยใจเต้นกว่า

“อืม ใช่แล้วล่ะ เขาเคยโพสไว้ในกรุ๊ปนักเรียนไทยในญี่ปุ่นนะคะ คงเคยเห็นแล้วมั้ง”

“ห้องนั้นจะใหญ่กว่า หน้าต่างเยอะกว่า แต่ตอนนี้ยังเข้าดูไม่ได้นะ ต้องรอน้องเขากลับจากสัมนาที่ตุรกีก่อน”

ฉันยิ้ม “ไม่เป็นไรค่ะ”
ฉันค่อนข้างมั่นใจ ที่นี่แหละ…ที่นี่แหละ…มันคือที่นี่

“พี่คะ ขอเช็คข้อความในมือถือแป๊บนะคะ” ฉันกดค้นหาเมสเสจในเฟซบุ๊กที่ฉันเคยส่งหาเธอ – เจ้าของห้องพักที่ฉันเคยวนเวียนเฝ้าฝันว่าอยากได้ห้องพักแห่งนั้น – แล้วในที่สุด ฉันก็เจอ

“พี่ออมคะ นี่คือคนที่อยู่ข้างห้องพี่รึเปล่าคะ” ฉันส่งแอคเคานท์เฟซบุ๊กนั้นให้พี่ออมดู มันเป็นรูปของผู้หญิงไทยผิวขาว ผมยาว คนหนึ่งอยู่ ท่ามกลางฉากหลังอันสวยงามสักแห่งในประเทศญี่ปุ่น

“ใช่แล้วค่ะ นี่น้องติ๊ก…พี่หมายถึง ‘น้องติ๊ก’ อีกคนที่กำลังจะจบเอก”

ฉันเคยได้ยินมาว่า โตเกียวในเชิงกายภาพ เป็นเมืองที่มักทำให้เรารู้สึกถึงการมีอยู่ของผู้คนเสมอ

แต่ตอนนี้ ตอนที่ยืนอยู่ข้างห้องหมายเลข 203 ชั้นสองของบ้านยานากะ ย่านที่ห้า ในเขตไทโต จังหวัดโตเกียว

…ฉันรู้สึกถึงการมีอยู่ของโชคชะตา…