[TOKYO 2013] #3

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหา ถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป  (เช่นตอนนี้) ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

 

10313712_10152365408908235_3770384950912778232_n

 

 

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#3 : ยุนโฮและชางมิน ผู้มาจากเกาหลีทางตอนใต้

 

 

จากสถานีอุเอโนะ นั่งรถไฟสายเจอาร์ตะวันออกล่องลงใต้ เปลี่ยนขบวนหนึ่งครั้งที่ฮิกาชิคะนะงะวะ (Higashikanagawa) ใช้เวลาราวๆ หนึ่งชั่วโมงเราจะเดินทางมาถึงสถานีโคซูกุเอะ (Kozukue) สถานีซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกับสนามนิสสันสเตเดียมอันลือชื่อ

ในนัดชิงเวิลด์คัพกลางปี 2002 นิสสันสเตเดียมเคยนัดผู้ชาย 22 ชีวิต มาไล่ล่าลูกฟุตบอลกลมๆ หนึ่งลูก ท่ามกลางการจับจ้องของคนทั้งโลก หนนั้น ผู้ชาย 11 ชีวิตจากบราซิลเป็นฝ่ายยิ้มร่า ขณะที่ผู้ชาย 11 คนจากเยอรมนีทำได้แค่น้ำตาตก

ผ่านมา 11 ปี, หนนี้ ณ นิสสันฯ ที่เดิม เรา, อันหมายถึงพะแพงกับฉัน (และคนอีกกว่าเจ็ดหมื่น), กำลังจะมีนัดกับผู้ชายสองคน

ไม่มีการถ่ายทอดสด และคนทั้งโลกก็ไม่ได้กำลังจับจ้อง

แต่แฟนเกิร์ลเจ็ดหมื่นห้าพันคนกำลังยิ้มร่า

ส่วนน้ำตาน่ะไม่ได้ตก แต่เป็นหัวใจต่างหากที่กำลังโดนฉกโดนปล้น

โดยโจรปล้นใจที่อยู่บนเวที

(งิ้งงง! นังนี่ก็เพ้อเจ้อไม่เลิก ><’)

โทโฮชินกิ (Tohoshinki) คือชื่อวงอะคาเปล่าป๊อปแดนซ์ที่ประกอบด้วยสมาชิกรุ่นก่อตั้งจำนวนห้าคน ส่วนสมาชิกปัจจุบันที่ยังคงแสดงในนามของวงมีจำนวนสองคน คือยุนโฮ และ ชางมิน

พวกเขามาจากดินแดนเกาหลีทางตอนใต้

เมษายน 2005 สมาชิกรุ่นก่อตั้งจำนวนห้าคน บินข้ามคาบสมุทรเกาหลีมาปักหลักและเริ่มต้นชีวิตติดลบที่ญี่ปุ่น แม้จะโด่งดังขายซิงเกิลได้เป็นหลักแสนแผ่นที่ประเทศบ้านเกิด แต่ในแผ่นดินอาทิตย์อุทัย พวกเขาต้องเริ่มต้นใหม่ด้วยการหัดร้องเพลงและสื่อสารเป็นภาษาญี่ปุ่น พร้อมเริ่มต้นแสดงไลฟ์ตามอีเวนท์ต่างๆ

ไลฟ์แรกของพวกเขานั้นเริ่มต้นด้วยการร้องผ่านไมค์มีสายเส้นกั้นระหว่างศิลปินและผู้ชมก็มีเพียงเทปกาวที่แปะลงตรงพื้นเท่านั้น* (สัส, ดราม่ามหากาพย์มาก)

ส่วนจำนวนผู้ชมในไลฟ์แรก คือ 200 คน!

ไม่ง่ายนัก กับการเป็นคนดัง (มาก) ในอีกแผ่นดินหนึ่ง แล้วแค่บิน 1,152 กิโลเมตรข้ามน่านฟ้านานาชาติมา แล้วต้องจำยอมรับสภาพกับการกลายเป็นโนบอดี้ในดินแดนที่ตัวเองแทบพูดภาษาเขาไม่ได้

จะออกไปซื้อผงซักผ้าตามร้านค้าก็แสนยากลำบาก,ไม่ใช่ว่าโดนแฟนคลับรุมทึ้งนะ – แต่คุยกับเขาไม่รู้เรื่องต่างหากล่ะเฟ้ย!

ชีวิตขวบปีแรกอันแสนยากลำบากของโทโฮชินกิ ถึงกับทำให้สมาชิกอย่างยุนโฮและชางมินเกิดอาการซึมเศร้า ทำท่าทางประหลาดๆ เช่น ชางมินเอารองเท้าแตะมาทำเป็นโทรศัพท์หาสัญญาณ UFO ไปเรื่อยเปื่อย หรือยุนโฮก็ถึงขั้นหัดพูดกับนกการิมหน้าต่าง ถามว่าทางบ้านที่เกาหลีใต้เป็นอย่างไรบ้าง**

แง, เป็นไอดอลไม่ได้เป็นกันง่ายๆ สินะ

แต่แล้วสถานการณ์ของโทโฮชินกิในตลาดดนตรีของญี่ปุ่นก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ มันคือหนังม้วนเดียวกับศิลปินที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากนั่นแหละ, การทำงานหนัก ความตั้งใจพยายามขนขวายเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นจนพูดจาและถ่ายทอดออกมาในบทเพลงได้อย่างคล่องแคล่ว ความอ่อนน้อมถ่อมตนของสมาชิกในวง โอกาสที่ถูกหยิบยื่นให้จากผู้มาก่อนเพราะเอ็นดูในความเป็นโนบอดี้ และความไม่ย่อท้อต่อ ‘ไมค์มีสาย’ ที่ถูกมอบมาให้ในตอนแรกเริ่ม

จากเวทีเล็กๆ คนดูหลักร้อย สู่ทัวร์คอนเสิร์ตในญี่ปุ่นครั้งแรกตามไลฟ์เฮ้าส์ต่างๆ ที่จุคนได้สูงสุด 2,700 คน สู่การจัดคอนเสิร์ตในฮอลล์ที่มีคนดู 14,000 คน สู่การจัดคอนเสิร์ตในอารีน่าฮอลล์ตามเมืองใหญ่ต่างๆ ที่รอบสุดท้ายที่ไซตามะ จุคนดูได้สูงถึง 37,000 คน และก้าวสู่โตเกียวโดมที่มีผู้คนคอยจับจ้องรอบละ 50,000 ที่นั่ง ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.2009

สู่ 17-18 สิงหาคม 2013 ที่ยุนโฮและชางมินกำลังจะปรากฏกายต่อหน้าพะแพงและฉัน ที่สนามนิสสันสเตเดียมอันมีที่นั่ง 75,000 ที่

“เราได้ที่นั่งไม่แย่นะเนี่ย” พะแพงพูดขึ้นหลังจากเราเดินตามหาที่นั่งตามที่ตั๋วระบุจนพบ ความที่ตั๋วระบุเลขที่นั่งไว้ที่แถวเลขสองหลักนับจากหน้าสุด ทำให้ตอนแรกใจเราตุ้มๆ ต่อมๆ ว่าจะได้ที่ไม่ดีนัก แต่เอาเข้าจริงมันก็เป็นตำแหน่งที่วิวงามใช้ได้

โดยเฉพาะเวลาที่ศิลปินยืนร้องบนรถเลื่อนคันใหญ่ๆ แล้วเวียนเทียนแวะเยี่ยมแฟนคลับจนทั่วสนาม (พร้อมปาลูกบอลมาให้พวกคนดูสาวๆ แก่งแย่งชิงดีกัน หุหุ)

“ถ่ายรูปให้หน่อยสิ” ฉันยื่นไอโฟนห้าให้พะแพง ก่อนจะหันหลังให้เวทีใหญ่ ชูมือสองนิ้วแบบที่สาวๆ ญี่ปุ่นชอบทำ และ “แชะ”

“adfojhepgpjhuepuii<M<?!?!?!/?!” สตาฟฟ์ญี่ปุ่นหน้าตาจิ้มลิ้มชี้นิ้วมาที่ไอโฟนห้าในมือพะแพง ก่อนจะส่งเสียงอะไรสักอย่าง ที่พะแพงแปลให้ฟังทีหลังว่า “เขาห้ามถ่ายรูป”

“ถ่ายตอนคอนเสิร์ตยังไม่เริ่มก็ไม่ได้เรอะ???” ประชากรจากสยามเมืองยิ้มอย่างฉันถามอย่างมึนงง

“ใช่ ครั้งแรกเขาจะเตือนก่อน แต่จะไม่มาลบรูปจากไอโฟนเราหรอกนะ ติ๊กเก็บรูปไว้ได้ คนญี่ปุ่นเขาถือกันเรื่องความเป็นส่วนตัวมาก เขาจะไม่มากระชากมือถือหรือกล้องไปจากเราเด็ดขาด มันเป็นเหมือนกฎในสังคมอย่างหนึ่ง”

“แต่ถ้าเป็นรอบที่โตเกียวโดม ถ้าถ่ายรูปนี่คือ เขาจะไม่ลบรูปในมือถือเรา แต่เราจะโดนเชิญออกแบบไม่มีข้อแม้หรือข้อยกเว้นเลยนะ ระวังไว้ล่ะ ฮ่าฮ่า” พะแพงผู้คลุกคลีกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาแล้วสองปีเริ่มการเลคเชอร์อย่างย่นย่อให้ฟัง

เป็นการเลคเชอร์ที่ในอีก 8 เดือนให้หลัง เมื่อฉันได้มีโอกาสเข้าไปชมคอนเสิร์ตโทโฮชินกิ รอบโตเกียวโดม ฉันถึงได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งจากประสบการณ์ตรงว่า
“ห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด” และ “จะถูกเชิญออกแน่ๆ” นี่มันมีหน้าตา กลิ่นอาย และรสสัมผัสเป็นเช่นไร

17.00 น. ขอบฟ้าเมืองโยโกฮามายังสว่างสไว ตามหมายกำหนดการที่แจ้งในตั๋ว คอนเสิร์ตจะเริ่มต้นในอีก 30 นาทีข้างหน้านี้แล้ว
ฉันรู้สึกตื่นเต้นกับคอนเสิร์ตในญี่ปุ่นครั้งแรกของตัวเอง

ย้อนไปเมื่อสี่ปีก่อน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2009 ครั้งแรกที่โทโฮชินกิประกาศจัดคอนเสิร์ตที่โตเกียวโดม สถานที่แสดงอันเป็นความใฝ่ฝันตั้งแต่เริ่มต้นเป็นโนบอดี้ในอุตสาหกรรมเพลงประเทศนี้ หนนั้นแฟนคลับจำนวนนับห้าหมื่นคนในสนาม พร้อมใจกันสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการด้วยเปลี่ยนสีของแท่งไฟตามที่นั่ง จากสีแดงอันเป็นสีประจำวง ไปเป็นสีฟ้าแสนสวยเมื่อเพลงชื่อ Stand By U ดังขึ้น

ในครั้งนั้นสมาชิกรุ่นก่อตั้งทั้งห้ายังอยู่บนเวที

หลังคอนเสิร์ตที่โตเกียวโดมในปี 2009 จบลงไม่ถึงเดือน สมาชิกสามคนจากห้า ตัดสินใจยื่นฟ้องระงับสัญญากับค่ายเพลงต้นสังกัดในเกาหลีใต้ การฟ้องร้องอันโด่งดังนี้มีผลต่อตารางการทำงานของสมาชิกทั้งห้า ในภายหลัง สามสมาชิกเดินจากลา และออกมาควบคุมดูแลผลงานเพลงของตัวเอง ขณะที่อีกสองคนยังคงทำงานต่อไปภายใต้ชื่อโทโฮชินกิ

ชื่อเดิม แต่ก็เหมือนต้องเริ่มต้นใหม่
เพราะการแสดงของโทโฮชินกิเมื่อมีเพียงสองย่อมไม่เหมือนเมื่อครั้งที่ยังมีห้า
แตกต่าง,
แต่นั่นอาจหมายถึงการเติบโตในอีกรูปแบบหนึ่ง
เหมือนกับอีกสาม ที่ก็ต้องผจญภัยกับความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเพลงเช่นกัน

 

17.30 น. ฟ้าฤดูร้อนยังไม่มืด แต่วีทีอาร์เริ่มฉายภาพของยุนโฮและชางมิน – สองสมาชิก – บนจอยักษ์ใหญ่กลางสนามแล้ว
เพลงแรกที่พวกเขาเล่นคือ “Fated” ต่อด้วย “Android”, “Superstar”, และ “I Don’t Know”
นี่คือบทเพลงที่ถูกแต่งขึ้นในยุคที่มีสมาชิกเหลือสองคน
“ไม่คุ้นกับเพลงพวกนี้เลย” ฉันหันไปบอกพะแพง

“Still”, “Duet”, “One More Thing”
สามเพลงต่อมาก็ยังเป็นเพลงในยุคสองคน
ก็ยังไม่คุ้นเคยหรอก แต่ฉันเริ่มต้นเข้าใจ
ก็นี่คือการแสดงของสองคนนี่นา

 

วีทีอาร์ตัวใหม่ฉายขึ้นคั่นเวลา ก่อนที่เพลง “Y3K” จะดังขึ้น และตามด้วยการแสดงในเพลง “Purple Line”
เพลงนี้ถูกแต่งขึ้นในยุคที่สมาชิกทั้งห้ายังอยู่ครบทีม
วันนี้เมื่ออยู่ในกำมือของสอง พวกเขาก็ทำได้ไม่แย่
ไม่หรอก, ดีทีเดียวล่ะ พวกเขาทดแทนการขาดหายของสาม ด้วยจังหวะเต้นที่แข็งแรงขึ้น ออกแบบเสียงประสานเป็นแบบที่สองคนคุมอยู่ ทำทุกอย่างให้ลงตัวในเงื่อนไขที่ถูกลิขิตมา

“Humanoids” คือเพลงถัดมา ก่อนจะตามด้วยการแนะนำทีมดนตรีที่มาช่วยเล่นแบ็กอัพให้คอนเสิร์ตสมบูรณ์ขึ้น วีทีอาร์อันที่สามตามมาติดๆ แล้วต่อด้วย “Heart, Mind, and Soul” อันเป็นเพลงช้าที่ถูกออกแบบมาเพื่อห้าเสียง

“เอาอยู่แล้วสิ” ถึงตอนนี้ พวกเขาเริ่มทำให้ฉันมั่นใจแล้วว่า โทโฮชินกิในยุคสองคนจะไปรอด

 

นับจากเกิดเรื่องฟ้องร้องในปลายเดือนกรกฎาคม 2009 มีข่าวออกแนวดราม่าๆ หลุดออกมาจากทั้งสองฝั่งฝ่าย

ก็เหมือนผู้คนทั่วไป, เมื่ออ่อนแออ่อนไหวมากๆ พวกเขามักจะแสดงความกังวลใจ ความลังเล และความน่าสงสารออกมา


“เหมือนขายความน่าสงสารมากกว่าขายผลงาน” เพื่อนคนหนึ่งเคยพูดกับฉันอย่างนี้
และฉันไม่มีสิทธิแม้แต่จะเถียง เพราะฉันก็คิดไม่ต่างจากเธอ

ถัดจาก “Heart, Mind, and Soul” พวกเขาเล่นเพลงอีกทั้งหมด 18 เพลง เป็นเพลงช้าเร็วสลับกันไป มีพีคบ้าง มีผ่อนคลายบ้าง มีเพลงสดใสบ้าง และมีเพลงที่พวกเขาก็ ‘พลาดบ้าง’ อยู่เช่นกัน
แต่โดยรวมฉันรู้สึกสนุกกับคอนเสิร์ตครั้งนี้

 

คอนเสิร์ตจบลงด้วยเพลง “Somebody To Love” อันเป็นเพลงที่เพิ่มเข้ามาเป็นพิเศษเพื่อให้คอนเสิร์ตนี้แตกต่างจากทัวร์คอนเสิร์ตรอบอื่น


มันไม่ใช่เพลงที่เพอร์เฟ็กต์ พอๆ กับที่คอนเสิร์ตนี้ก็นิยามว่าเพอร์เฟ็กต์ไม่ได้หรอก
และโทโฮชินกิ สองคน ก็ไม่ใช่ศิลปินที่สมบูรณ์แบบ
พวกเขาเพิ่งเริ่มต้นตั้งไข่เท่านั้น

 

เวลาสามทุ่มตรง ไฟในเวทีดับมืดลง ขณะที่ไฟบริเวณทางออกสเตเดียมถูกเปิดขึ้นอย่างพร้อมเพรียง

ฉันคิดถึงวันเวลาอีก 2 ปีข้างหน้าที่ตัวเองต้องผจญภัยกับชั้นเรียนปริญญาโทในมหาวิทยาลัยกลางกรุงโตเกียว การเริ่มต้นใหม่ๆ สร้างความหวาดหวั่นใจให้ฉันเสมอ ฉันไม่รู้ว่าอะไรจะผ่านทางเข้ามาบ้าง ฉันไม่รู้ว่าจะรับมือกับมันได้ดีไหม ฉันร้างลาเรื่องวิชาการมาตั้งสิบปี ฉันจะตามทันคนอื่นไหม ฉันจะสอบตกหรือเปล่า

และคำถามที่สำคัญที่สุด “ฉันจะล้มเหลวไหมนะ”

 

ท่ามกลางความมืดมิด ผู้ชายตัวสูงสองคนเดินลงจากเวที

ฉันรู้ พวกเขาไม่มีคำตอบของคำถามนี้ให้ฉันหรอก

แต่ฉันเชื่อ, เชื่อมั่นมากๆ ด้วยว่า, ครั้งหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้
พวกเขาก็คงเคยมีคำถามนี้แว่บเข้ามาในชีวิต

 

เหมือนเช่นที่ผู้เริ่มต้นใหม่ทุกคน ล้วนต้องเคยเผชิญกับความหวาดกลัวนั่นแหละ
…เพราะเราคือมนุษย์นี่นา…

 

หมายเหตุ

* จากข้อความในกระทู้พันทิป โดย BeJeen
** จากข้อความในกระทู้พันทิป โดย gibt

 

 

 

 

Advertisements

[TOKYO 2013] #2

 

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหา ถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป  (เช่นตอนนี้) ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

 

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#2 “พะแพงผู้เป็นบิ๊กอีสต์”

พะแพงเป็นสาวเชียงใหม่ พะแพงร้องเพลงเก่ง พะแพงเคยอยู่วงซียูแบนด์สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนี้พะแพงเรียนปริญญาเอกอยู่ที่จังหวัดจิบะ – หัวเมืองระยะใกล้ของโตเกียว (แน่ะ…ยึดเอาโตเกียวเป็นศูนย์กลางของโลกอีกแล้วสินะติ๊กต่อก)

ที่สำคัญ พะแพงเป็นบิ๊กอีสต์ (Bigeast)

หลังจากได้รับอีเมลจากมหาวิทยาลัยโตเกียว แจ้งให้มามอบตัวและเข้าคลาสปรับพื้นฐานตามข้อบังคับของทุนในช่วงเดือนกันยายน ความว้าวุ่นใจก็บังเกิด ในอีเมลฉบับนั้นแจ้งว่า อย่างช้าที่สุด ฉันควรเดินทางถึงโตเกียวในวันที่ 29 สิงหาคม 2013 เพราะวันที่ 30 ก็ต้องเข้าร่วมงานแนะแนวแนะนำตัวอะไรสักอย่างแล้ว ขณะนั่งจ้องมองวันที่ที่ทางเจ้าหน้าที่ระบุมา หัวสมองฉันก็คิดไปถึงกำหนดการเล่นคอนเสิร์ตของวงโทโฮชินกิ (Tohoshinki) ที่จะมีขึ้นรอบสุดท้ายในวันที่ 18 สิงหาคม ที่เมืองโยโกฮาม่า อันไม่ไกลจากโตเกียวนัก ฉับพลัน ฉันเกิดความคิดบ้าๆ ขึ้นมาว่า อยากบินไปสำรวจกรุงโตเกียวล่วงหน้า พร้อมแวะดูคอนเสิร์ตโทโฮชินกิไปด้วย โอ้ นี่ช่างเป็นความคิดแบบหุนหันพลันแล่นที่เจ๋งมากๆ เพียงแต่ว่า…

“แล้วจะหาตั๋วคอนเสิร์ตได้ไงวะ?”

คนที่ไม่ได้เป็นแฟนคลับโทโฮชินกิ หรือวงญี่ปุ่นวงอื่นๆ อาจไม่รู้กันว่า ตั๋วคอนเสิร์ตในญี่ปุ่นนั้นมักต้องจองกันยาวนานหลายเดือน บางวงอาจต้องจองกันครึ่งค่อนปีกว่าจะได้มา ปีนั้นปุบปับโทโฮชินกิก็ประกาศเพิ่มรอบคอนเสิร์ตที่นิสสันสเตเดี้ยม อันเป็นสนามขนาดใหญ่ที่จุคนได้กว่า 75,000 คน มีคนอยากไปดูคอนเสิร์ตรอบนี้กันมาก แต่สิทธิในการซื้อบัตรล่วงหน้าคือสิทธิพิเศษเฉพาะแฟนคลับที่มีแหล่งพำนักอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น (เพราะทางทีมงานจะจัดส่งบัตรให้ทางไปรษณีย์) ส่วนการหาบัตรในรอบจำหน่ายอื่นๆ ก็ถือว่ายากแสนยากสำหรับคนบ้านไกลแถมอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออกสักคำอย่างฉัน พอจนปัญญาในการหาบัตรคอนเสิร์ตถึงขั้นนี้ ฉันเลยบากหน้าส่งข้อความไปอ้อนวอนเพื่อนคนหนึ่ง และเป็นเพื่อนคนนี้นี่เองที่แนะนำให้ฉันรู้จักกับพะแพง

เพราะพะแพงเป็นบิ๊กอีสต์ – อันหมายถึง แฟนคลับอย่างเป็นทางการของโทโฮชินกิ

และพะแพงมีสิทธิในการซื้อตั๋วคอนเสิร์ตให้ฉันได้ (เย่)

“อย่าตีกันนะ” เพื่อนคนนั้นกล่าวทิ้งท้ายหลังจากแนะนำให้ฉันกับพะแพงรู้จักกันในเฟซบุ๊ก

ฉันเจอพะแพงตัวเป็นๆ ครั้งแรกที่สถานีรถไฟเจอาร์อุเอโนะ อันเป็นสถานีแสนกว้างใหญ่ที่มีทางเข้าออกหลายทาง เรานัดกับบ่ายสองโมงตรง ตรง “Park Gate” อันเป็นฝั่งที่ใกล้กับประตูสวนอุเอโนะมากที่สุด เปล่า, เราไม่ได้จะแวะเดินเที่ยวชมสวนอุเอโนะแต่อย่างใด แต่นัยยะของการนัดกันที่ ‘Park Gate’ แทนที่จะนัดกันที่ ‘Shinobazu Gate’ หรือ ‘Central Gate’ อย่างที่คนอื่นเขานิยมกันก็คือ
อดีตสมาชิกของวงโทโฮชินกิคนหนึ่ง มีชื่อที่แฟนเกิร์ลมักจะเรียกกันติดปากว่า “ปาร์ค”

อั้ยย่ะ…บอกแล้วแถวนี้มีแต่แฟนเกิร์ลระดับหัวรุนแรง ><

พะแพงตัวเป็นๆ ตัวสูง ขายาว ผิวขาว และเหมือนกับมนุษย์มนาทั่วไปบนโลกนี้ก็ตรงที่ ตัวจริงของนางสวยน้อยกว่ารูปโปรไฟล์เฟซบุ๊กที่นางโพส (ฮา…ชั้นรู้ว่ารูปโปรไฟล์พวกเธอก็ดูดีกว่าหนังหน้าสดนั่นแหละ ชิ)

จากข้อมูลขั้นต้นที่ฉันแซะถามระหว่างนั่งรถไฟเพื่อไปดูคอนเสิร์ต พะแพงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน (เฮ้!สามสิบอิสเดอะนิวคูลสินะเนี่ย) มาปักหลักอยู่ญี่ป่นเกินสองปีแล้ว หลังทำงานในบริษัทยาได้สักระยะ เธอเริ่มอยากเรียนต่อเลยลองสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นที่เรียกว่า ‘มงบุโช’ ดูสักตั้ง พะแพงสอบผ่านและได้ทุนมาเรียนโทที่จังหวัดจิบะ ปีที่เธอบินมานั้นเป็นปีที่ญี่ปุ่นเพิ่งผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิอันแสนเจ็บปวด มันเป็นปีที่ไม่ปกติสำหรับญี่ปุ่นและพะแพง แต่มันก็ถือเป็นปีแห่งการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ สำหรับทั้งสอง

สัส…จะเขียนให้ดราม่าเพื่อ?

ปี 2011 พะแพงเริ่มต้นการเรียนปริญญาโท พร้อมๆ กับเริ่มต้นการเป็นบิ๊กอีสต์ – แฟนคลับอย่างเป็นทางการของโทโฮชินกิ

และตอนนี้ ที่นี่ 18 สิงหาคม 2013 บนเส้นทางสายเจอาร์ตะวันออก ในภูมิภาคคันโตของญี่ปุ่น
เราก็กำลังมุ่งหน้าไปสู่สนามนิสสันสเตเดี้ยม เพื่อพบกับผู้ชายตัวสูงเกินร้อยแปดสิบ 2 คน
(เออ…จบแบบนี้ค่อยดูเป็นตัวเองหน่อยเว้ยเฮ้ย)

 

10614312_10152354926648235_5630137098900266601_n