06.01.19: สิ่งที่เราควรคิดต่อหลังดู “Tidying Up with Marie Kondo” จบ

บล็อกที่ 6 วันนี้ จะพูดถึง สารคดีของ netflix ค่ะ

mariekon-2

ตอนนี้ netflix ฉายสารคดีที่ผลิตเอง เรื่อง Tidying Up with Marie Kondo อยู่ เหมือนจะได้รับความสนใจไม่น้อย เพราะเลือกเปิดตัวช่วงปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนน่าจะอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในบ้าน

ฉันเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ใช้เวลาในวันที่ 1 มกราคม 2019 ในการจัดการห้องนอนของตัวเอง (อย่างบ้าคลั่ง)

ด้วยความที่ฉันไม่ได้อยู่บ้านต่างจังหวัด เพราะปักหลักทำงานที่กรุงเทพฯ ห้องนอนของฉันก็เลยกลายเป็นห้องเก็บของย่อมๆ ของสมาชิกในบ้าน นอกจากหนังสือและดีวีดีหนังจำนวนมากที่ฉันสะสมแล้ว พี่ชายและหลานสาวของฉัน ยังขนสมบัติของพวกเขา เช่น หนังสือ นิตยาสาร ตุ๊กตุ่นของที่ระลึกจากวันเลี้ยงรุ่น แฟ้มงาน และอื่นๆ อีกจำนวนมากมาไว้ในห้องนี้

ห้องนอนเล็กๆ ของฉันจึงอัดแน่นไปด้วยของ…และฝุ่นละออง,​ ไม่อยากเชื่อเลยว่าฉันสามารถนอนในห้องนี้ได้ตั้ง 5 คืน กว่าจะยอมลุกมาทำความสะอาด

ในวันที่ 1 มกราคม ฉันขนทุกอย่างออกจากห้องนอน ของที่ขนออกนั้นส่วนใหญ่เป็นหนังสือและนิตยสาร (ที่เต็มไปด้วยฝุ่น) พอขนออกไปแล้ว ห้องก็ดูโล่งสะอาดตา และฉันก็รู้สึกประหนึ่งว่า ตัวเองได้คว้าชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ในวันเริ่มต้นปี 2019 มาครองแล้ว

 

p1000259

หลังจากได้นอนในห้องนอนสะอาดสะอ้าน วันต่อมาฉันก็เลยมีอารมณ์สุนทรีจะนั่งดูสารคดี netflix ของ มาริเอะ คอนโดะ, อันที่จริงฉันเคยอ่านหนังสือเธอมาก่อนแล้ว และตอนที่ต้องขนของเพื่อย้ายจากญี่ปุ่นกลับไทย ฉันก็ใช้หลักการของเธอในการเลือกว่าจะเก็บของชิ้นไหนไว้ในชีวิตต่อ

หลักการของ มาริเอะ คอนโดะ นั้นเคยมีคนสรุปไว้อย่างง่ายดายว่าคือการ “ทิ้ง” ให้หมด แต่จริงๆ นั่นก็เป็นแค่มุกแหละ เพราะมาริเอะไม่ได้เน้นให้เราทิ้งของ แต่เธอเน้นให้เราเลือกสิ่งที่ spark joy ไว้ในชีวิต และสิ่งที่ไม่ใช่ เราก็แค่ต้อง let it go (อ้อ ต้องกล่าวขอบคุณก่อนทิ้งมันไปด้วย)

ในการเก็บบ้านครั้งนี้ของฉันก็เช่นเดียวกัน ฉันใช้หลักการของ “คมมาริ” (ชื่อหลักการของ มาริเอะ ที่ตั้งตามนามสกุลเธอ บวกด้วยชื่อจริง) คือเลือกสิ่งที่จะ spark joy ไว้ และสิ่งที่ไม่ใช่ ก็ต้องบ้ายบายกัน

ฉันแทบไม่มีปัญหากับการเลือกเลยว่า ของชิ้นไหนที่ spark joy ให้ชีวิต และของชิ้นไหนควรถูกบรรจุในถุงขยะ  จนอยากจะบอกว่า  ฉันน่ะ, น่าจะได้รับการยกย่องให้เป็นศิษย์เอกของมาริเอะได้เลยนะ

เพราะฉันทิ้งของได้เก่งไม่ต่างกับครอบครัวต่างๆ ในสารคดีความยาว 8 ตอนชุดนี้ของ netflix เลย

แต่สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า ฉันกับพวกเขาช่างแตกต่างกันเหลือเกินคือ…

.

.

หลังจากที่พวกเขาได้จัดการแล้วว่าจะทิ้งอะไร ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หนังสือ ข้าวของเครื่องใช้ รวมถึงพวกของอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ … พวกเขา, คนอเมริกันเหล่านั้น, ดูจะไม่มีปัญหากับการทิ้งของเลย เหมือนกับว่า พวกเขามีระบบการจัดการขยะของรัฐที่ดีมากๆ (หรือมีองค์กรหรือร้านค้าที่พร้อมช่วยจัดการรีไซเคิล หรือกำจัดขยะให้)

ฉันคิดถึงสภาพตัวเอง ที่ต้องทิ้งของจำนวนมาก – ที่ตอนนี้ประกอบไปด้วย หนังสือ,​ นิตยสาร,​ ของที่ระลึกเก่าเก็บงานเลี้ยงรุ่น, เสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่มา 2 ปีแล้ว แถมลืมไปเลยว่าเคยมีมันอยู่, รวมถึง พวกของอิเล็กทรอนิกส์ เช่น โคมไฟที่เสียแล้ว, พัดลมที่เสียแล้ว, ที่ชาร์จแบตจิปาถะที่เสียแล้ว (มั้ง), และ…กล้องวิดีโอรุ่นแรกๆ ของโลกใบนี้ (ว่าไปนั่น) ที่ฉันขนมาจากอเมริกาเมื่อ 15 ปีก่อน (แน่นอนว่ามันใช้งานไม่ได้แล้ว)

สำหรับหนังสือและนิตยสาร หรือพวกเสื้อผ้านั้น ฉันยังพอคิดออกอยู่บ้าง ว่าจะนำพวกมันไปส่งต่อที่ไหนได้บ้าง แต่สำหรับข้าวของอิเล็กทรอนิกส์นั้น ฉันอับจนปัญญาจริงๆ

ฉันพอรู้มาบ้างว่า สำหรับขยะอิเล็กทรอนิกส์นั้น เราควรมีวิธีกำจัดที่รอบคอบ

แต่คำถามคือ “ที่ว่ารอบคอบน่ะ ทำอย่างไร”

 

p1000331

ในบ้านเกิดของฉัน หนทางที่จะกำจัดของพวกนี้ออกให้พ้นตัว (และพ้นบ้าน) ได้แก่ การยัดทุกอย่างลงถุงดำ ถ้ามีใจคิดเผื่อสาธารณะหน่อยก็อาจเขียนระบุไว้ข้างถุงว่า “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” ถ้าเป็นนางงามมงฯ ลงมากๆ ก็อาจเขียนต่ออีกนิดว่า “ระวังด้วยนะคะ”

ก่อนจะนำไปวางไว้ข้างถังขยะ และรอเทศบาลมารับสิ่งเหล่านี้ไปกำจัดทิ้ง

ไม่น่าเชื่อว่า ขนาดคนที่เคยไปอยู่ประเทศที่บ้าการแยกขยะอย่างญี่ปุ่นมา 2 ปี อย่างฉัน จะคิดหนทางกำจัดของอย่าง “รอบคอบ” ได้แค่นี้

 

 

ฉันคิดว่า หลักการของ มาริเอะ นั้นดีมาก, โดยเฉพาะต่อคนตัวเล็กๆ ที่อยู่ในภาคครัวเรือนอย่างพวกเรา

แต่หลังจากดูสารคดี netflix เรื่องนี้จบลง สิ่งที่พวกเรา-โดยเฉพาะคนไทย-ควรคิดต่อก็คือ เราอยู่ในประเทศที่เอื้อให้มีการจัดการขยะอย่างถูกต้องพอหรือยัง

การจัดการขยะอย่างถูกต้องและรอบคอบ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย – ที่ทำให้การจะทิ้งอะไรสักอย่าง (ตามหลักการ คมมาริ) ทำได้ง่ายดาย เหมือนกับที่เราเห็นครอบครัวอเมริกันทำในสารคดีไหม

เราไปถึงจุดนั้นกันหรือยัง

หรือถ้าไม่, เราควรทำอย่างไรต่อ

ซึ่งฉันคิดว่าคำถามนี้, มาริเอะ คอนโดะ คงไม่มีหลักการมอบให้พวกเราเป็นแน่

แต่เราจะสร้างหลักการใหม่ให้กับบ้านเรือนและชุมชนเราได้ไหม?

—เป็นคำถามที่สารคดี netflix คงไม่มีคำตอบให้—

และพวกเราคงต้องตอบเอง

 

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand

 

 

 

 

 

Advertisements

ในโลกที่สิ่งซึ่งเรารู้จักกำลังล่มสลาย เราก็แค่ต้องสร้างสิ่งใหม่ขึ้น

ช่วงหนึ่งที่ย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัด ฉันเคยเกิดภาวะแอนตี้ความเป็นเมืองหน่อยๆ อาการแอนตี้นี้ลามไปถึงทุกสิ่งทุกแขนงที่ดูล้ำสมัย ฉันคิดไปเอง ว่ามันดูโม้ จับต้องไม่ได้ และไม่เชื่อมต่อกับชีวิตของผู้คนจริงๆ อย่างถึงที่สุด

ตอนที่ Drone เปิดตัว และต่อมาก็เริ่มเป็นกระแส ฉันเห็นเพื่อนในแวดวงเอเจนซี่และอีเวนท์ (หรือแม้กระทั่งสื่อและพีอาร์) เริ่มพูดถึงมัน ฉันกลอกตา ตอนนั้นสารภาพว่าฉันทำตัวเป็นคนแก่หลงยุค คล้ายๆ ตาลุงคนหนึ่ง*ที่โพสโวยวายเรื่องโฆษณาชุดชั้นในที่ปรากฎอยู่บนเว็บข่าวออนไลน์แห่งหนึ่งนั่นแหละ ฉันแอนตี้กลุ่มคำศัพท์ใหม่ๆ จำพวก AI, Big data ประเทศไทยยังมีคนสนับสนุนรัฐประหารอยู่เลย และเราก็ยอมให้กองทัพเอาเงินไปซื้อเรือดำน้ำได้มากกว่าเอาเงินมาทำ Universal Healthcare Policy แล้วจะหวังอะไรกับคำล้ำสมัย สิ่งประดิษฐ์สร้างที่น่าทึ่งพวกนั้น มันแค่ความหวือหวาจากโลกตะวันตก ที่คงไม่ได้เปลี่ยนแปลงประเทศไทย หรือเสกการเลือกตั้งครั้งใหม่ให้เกิดขึ้นได้เร็ววันหรอก

แต่แล้วฉันก็รู้จัก Elon Musk ผู้ชายน่าทึ่งคนหนึ่งที่เพื่อนร่วมงานหลายคนเคยบอกว่าเขาเป็นคนร้ายกาจ ฉันนั่งดู Elon พูดใน Ted Talk แล้วมีอะไรบางอย่างทำให้ฉันรู้สึกทึ่ง ในโลกนี้มีมนุษย์คนหนึ่งที่ฝันใฝ่และเชื่อมั่นได้ขนาดนี้เชียวเหรอ อะไรนะ? มนุษย์ธรรมดาก็สามารถเดินทางไปดาวอังคารได้? อะไรนะ? รถยนต์ไฟฟ้าที่แล่นได้และมีสถานีให้เติมไฟกระจายอยู่ทั่วอเมริกา ที่สำคัญ ชาร์จไฟฟรีตลอดชีพ? อะไรนะ? Hyperloop ความเร็วสูงจาก LA ไป Vegas แค่ 30 นาที? โห…ไม่บ้ามาก ก็คงต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์มากนะเนี่ย ฉันคิด จากจุดนั้น ฉันเลยค่อยๆ ปรับทัศนคติที่มีต่อความล้ำสมัย แล้วค่อยๆ มองออกไปให้กว้าง ว่าเทคโนโลยีสามารถทำให้บางสิ่งเก่าล่มสลาย และบางสิ่งใหม่พร้อมจะงอกเงยเพื่อสิ่งที่ดีกว่าหรือไม่ … ฉันกำลังค่อยๆ ปรับสายตา

คำว่า Drone โผล่มาในวงจรชีวิตอีกระลอก, แน่ล่ะ มาจากชายหนุ่มรุ่นใหม่คนหนึ่งในชั้นเรียนปริญญาโทที่โตได จริงๆ เขาศึกษาด้านวิศวกรรรมพลังงานนิวเคลียร์ แต่ชอบเดินทาง และลองของใหม่ หลายปีก่อนเขาเริ่มนำ Drone มาใช้ถ่ายรูปป่าเขาลำนำไพรที่เขาดั้นด้นไปไม่ถึง มันทำให้เราได้เห็นภาพในจุดที่เราไม่เห็น อย่างเช่น จุดที่เป็นจุดอันตราย เสี่ยงตาย หรือเสี่ยงรังสีร้ายแรง ขณะเดียวกัน พอฉันกลับมาทำงานที่จังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน ทำงานร่วมกับ อบต. อบจ. วัดวา ชุมชน และผู้ว่า ฉันพบว่า กลุ่มถ่ายภาพแถวนี้ ก็ใช้ Drone ในการถ่ายภาพมุมสูงขณะเกี่ยวข้าว ถ่ายภาพตอนน้ำท่วมเมืองหนองบัวลำภูเพื่อใช้ในการระบุเส้นทาง อย่างน้อยเทคโนโลยีก็ยังมีประโยชน์ต่อผู้คน เราแค่ต้องเรียนรู้การใช้งานที่เหมาะสมสินะ

ในวงการเอเจนซี่หรืออีเวนท์ ก็มีคนนำ Drone ไปใช้จำนวนมาก แน่นอนว่าหลักๆ เพื่อสร้างความรู้สึก WOW, ก็มนุษย์น่ะเนอะ เราทุกคนล้วนอยู่เพื่อช่วงเวลาเหล่านั้นแหละ … ช่วงเวลาที่ทำให้หัวใจเต้นแรง ช่วงเวลาที่รู้สึกว่า มีความหมายและน่าจดจำ

ในวงการ E-commere หรือร้านค้าออนไลน์ที่คนไทยคุ้นเคย เหมือนจะเริ่มมีการพูดถึง Drone ในแง่การส่งสินค้าให้ลูกค้าแล้ว ฉันไม่แน่ใจว่ามีเจ้าไหนทำไปหรือยัง จริงๆ จะส่งโดย Drone หรือส่งโดย LineMan หรือเจ้าเดลิเวอรี่ไหน ก็คล้ายคลึงกันในแง่ฟังก์ชั่นนั่นแหละ คือคนรับได้รับของ แต่ถ้าส่งโดย Drone ในภาวะน้ำท่วมแล้วประหยัดเงินค่าส่งกว่า คนคงเริ่มอยากหันมาส่งสินค้าทางนี้ … และแน่นอนว่า รัฐอาจออกนโยบายมาควบคุมอีกที (ซึ่งควรต้องกำหนดให้เหมาะกับยุคสมัย)

สองปีที่แล้ว Swiss Post หน่วยงานกลางไปรษณีย์ของสวิสเริ่มทำการทดสอบการใช้ Droneในการจัดส่งไปรษณีย์และพัสดุ ความที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้ผู้คนเริ่มส่งจดหมายและพัสดุไปรษณีย์หากันน้อยลง รายได้ของ Swiss Post ในช่วง 2-3 ปีหลังตกต่ำลง ผู้บริหารจึงเริ่มมองหาช่องทางใหม่ๆ และคิดว่า ในโลกที่สิ่งเก่าอาจกำลังล่มสลาย องค์กรก็ควรปรับตัว และอ้าแขนรับสิ่งใหม่ แนวคิดเรื่องทดลอง Drone มาใช้ส่งของจึงเกิดขึ้น และในปี 2017 นี้ Swiss Post เพิ่งประสบความสำเร็จ กับการนำร่องส่งตัวอย่างอุปกรณ์ห้องแล็บระหว่างสองโรงพยาบาลในประเทศสวิส และคาดว่าจะเปิดให้บริการจัดส่งแบบนี้ได้ในปี 2018**  เรื่องนี้อาจสอนให้รู้ว่า การมีผู้นำองค์กรที่มีวิสัยทัศน์นั้น พวกเขาจะไม่ต่อต้านความเปลี่ยนแปลง พวกเขาเข้าใจว่าเมื่อบางสิ่งถึงเวลาต้องล่มสลาย เราแค่ต้องปรับตัว และใช้พลังไปกับการสร้างสิ่งใหม่ขึ้นดีกว่า

สารภาพว่าฉันยังคงเป็นมนุษย์ที่ชอบเขียนจดหมายลงกระดาษ ทั้งยังไม่คิดว่าตัวเองจะมีปัญญาเดินทางไปดาวอังคาร ทุกวันนี้ก็ยังใช้รถยนต์ที่ต้องเติมน้ำมันอยู่ … เทคโนโลยีหลายอย่างผ่านเข้ามาในการรับรู้ มันอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือทางเลือกในการดำเนินชีวิตของฉันในขณะนี้ แต่ฉันก็กำลังเฝ้ารออย่างตื่นเต้นว่า สิ่งใหม่ที่ศักยภาพของมนุษย์จะสร้างขึ้นในอนาคตนั้น จะมีบทบาทอย่างไรในการเปลี่ยนแปลงชนบทไทยอย่างไรได้บ้าง

จากระเบียงบ้านพัก ฉันมองออกไปเห็นทุ่งนารกร้างที่กำลังรอฝนมาเยือน

ฉันปรับสายตา และคิดถึงประโยคหนึ่ง

“ในโลกที่สิ่งซึ่งเรารู้จักกำลังล่มสลาย เราก็แค่ต้องสร้างสิ่งใหม่ขึ้น”

เท่านั้นเอง

Note:

* ที่มา https://thematter.co/thinkers/clash/digitalliteracy-notporn/20887

** ที่มา http://aircargoworld.com/swiss-post-matternet-pioneer-medical-drone-delivery/