[เรื่องชาวบ้าน] หนึ่งปีกับต่างจังหวัดไทย สิ่งที่ได้เรียนรู้ #1

ถ้านับจริงๆ เราเริ่มทำงานในพื้นที่เมื่อ 19 มีนาคม 2559 ดังนั้นวันนี้ (18 มีนาคม 2560) น่าจะถือว่าครบรอบหนึ่งปี

หนึ่งปีที่ผ่านมา เมื่อย้อนทบทวน เราพบว่านี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับชนบท และต่างจังหวัดของไทย

ไม่ใช่สิ, เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับ “ประเทศไทย” ในภาพกว้างเลยมากกว่ามั้ง

 

+++คำเตือน : โพสนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล และมีความจริงใจสูง ไม่ได้หมายความสิ่งที่เห็นเป็นความจริงสมบูรณ์ และไม่ได้หมายความว่า ทุกสิ่งที่เห็นตายตัวและเปลี่ยนแปลงไม่ได้แต่อย่างใด โปรดใช้ความเปิดกว้างในการอ่าน+++

 

#1 ที่บอกว่าชาวบ้านไม่ต้องใช้เงินมากมายก็มีกิน…นั้นเป็นเรื่องจริง

แต่มันจริง ในกรณีที่ทรัพยากรยังสมบูรณ์ และพวกเขามีทักษะ (และสิทธิ) ในการเข้าถึงทรัพยากรนั้น

ยกตัวอย่าง แม่บัวบาน (นามสมมติ) แม่บัวบานบอกเราว่า แทบไม่มีรายจ่ายในการหากิน คราวก่อนแม่ทำข้าวเที่ยงเลี้ยงเรา โดยทำปลาย่าง และส้มตำ โดยแม่นิยามมันว่า “ไม่เสียเงินสักบาท” นั่นเพราะ แม่ลงไปจับปลาในบ่อเลี้ยงปลา แล้วติดเตา ทำปลาย่างจนหน้าตาออกมาดูดี ส่วนส้มตำ แม่ก็เด็ดมะละกอจากในสวน ทำการปอกและสับ จากนั้นนำเส้นมาตำเข้ากับเครื่องปรุงที่มีในบ้าน แน่นอนว่า อาหารมื้อนั้นแม่ไม่ได้ควักตังค์ในการหามา ไม่ผิดที่แม่จะนิยามมันว่า “ไม่มีรายจ่าย”

กลับกัน หากเป็นเราอยากกินปลาย่างกับส้มตำ แม้ว่าเราจะมีบ่อปลาเป็นของตนเอง แต่เราไม่มีทักษะในการหาปลา (เอง) และถึงได้ปลามา เราก็ไร้ทักษะในการเชือดและแล่ปลาอยู่ดีนั่นแหละ (ขอบคุณเทสโก้โลตัสที่แล่ปลาเป็นชิ้นให้แล้ว) ส่วนมะละกอ เราสอย ปลอก และสับ ได้ แต่เราตำส้มตำไม่เป็นอยู่ดี (ถึงทำได้ก็ไม่อร่อยเลย) ดังนั้น ทางออกในชีวิตเราจึงเป็น ใช้ทักษะ (การเขียน) หาเงิน และใช้เงินมาเลี้ยงปากท้องอีกที “เงิน” จึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นมากในการอยู่รอดของเรา เพราะเราไม่มีทักษะที่จะหาอาหารได้เองนั่นเอง

ขณะที่ชาวบ้านในชนบทไทย พวกเขายังมีทักษะตรงนี้อยู่สูง ขณะเดียวกัน ทักษะในการหาอาหารนี้ อาจทำให้พวกเขาเลี้ยงปากท้องไม่ได้ หากทรัพยากรธรรมชาติในแหล่งที่พวกเขาอยู่เสื่อมโทรม หายไป หรือพวกเขาถูกจำกัดสิทธิในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากร (เช่น ให้หาของป่า เห็ด พืชในป่าไม่ได้) พวกเขาก็ไม่สามารถใช้ทักษะได้มาซึ่งทรัพยากรนั้น และทางเดียวที่พวกเขาจะมีอยู่มีกินได้ ก็คือต้องใช้ “เงินตรา” ไปแลกเปลี่ยนมา

ในตอนนี้ ชุมชนที่เราทำงานด้วย ยังมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่พวกเขาเข้าถึงได้ อีกทั้งพวกเขายังมีทักษะในการหาอยู่หากิน ดังนั้น ถึงบางครอบครัว จะเหมือนไม่มีรายได้ (เงินตรา) เข้าครัวเรือนเลย แต่พวกเขาก็มีชีวิตอยู่ได้เพราะอันที่จริง พวกเขายังมีกินอยู่

แต่หากพวกเขาต้องการอะไรบางอย่างที่ไม่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือหาไม่ได้ในป่าละแวกชุมชน เช่น โน้ตบุ๊ค (คอมพิวเตอร์) เตารีด ท่อพีวีซี (ไว้ต่อน้ำประปา) หลอดไฟฟลูออเรสซนต์ ก๊อกน้ำ เป็นต้น พวกเขาก็จำเป็นต้องหาเงินแลกซื้อมา

และถ้าไม่มีเงิน พวกเขาก็อาจจะไม่มีหลอดไฟไว้เปิดไฟตอนกลางคืน อยากได้ท่อต่อประปา ก็อาจต่อไม่ได้ (ต้องขนน้ำเอา)

ด้วยเหตุนี้ การรักษาทรัพยากรธรรมชาติจึงจำเป็น เพราะมันเกี่ยวกับความอยู่รอดของชีวิตพวกเขานั่นเอง

 

 

 

 

 

Advertisements

ผมขาว และเรื่องราวของการเติบโต

จากงานวิจัยปี คศ.2005 ในวารสารการแพทย์พบว่าคนเอเซียจะเริ่มมีผมหงอกหรือผมขาวตั้งแต่อายุปลาย 30  –  จากบทความออนไลน์ “ผมหงอก … หัวหงอก … ผมขาว” โดยคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิด

(1) ปี 2559 ที่ผ่านมา ผู้คนรอบตัวฉันพูดเรื่อง “ผมหงอก” กันบ่อยมาก

ตอนเป็นเด็ก ฉันมักคิดว่า ผมหงอก เป็นเรื่องของคนแก่ เป็นเรื่องของคนสูงวัย เป็นเรื่องที่จะไม่มีวันมาถึงฉันก่อนที่จะอายุแตะเลข 50 แน่ๆ

แต่ผมหงอกปรากฏบนศีรษะฉันครั้งแรกในวัย 30

มันปรากฏกายอย่างเงียบเชียบ ไม่เหมือนผีตรงที่เรามองเห็นได้ว่ามันมีอยู่จริง และเหมือนผีตรงที่มันแอบน่ากลัว

“แค่ไม่กี่เส้น” ฉันคิดอย่างนั้น

แต่ผมหงอกก็เหมือนประสบการณ์ มันเพิ่มพูนตามอายุที่มากขึ้น ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์บอกว่า เมื่อคนเราอายุ 30 เส้นผมจะหงอกขาวเพิ่มขึ้นประมาณ 10-20% ทุกๆ 10 ปี จริงๆ ข้อมูลนี้อาจไม่ตรงกับประสบการณ์ฉันนิดหน่อย เพราะจำนวนผมหงอกบนหัวของฉันกลับเพิ่มทบทวีขึ้นเป็นรายปี หาใช่รายทศวรรษไม่

เพื่อนในวงการสื่อคนหนึ่งเคยพูดติดตลกไว้ ตอนมีผมหงอกเส้นแรกๆ ก็ขยันนับจำนวนอยู่นะ แต่พอหลายปีผ่านไป มันเยอะจนต้องเลิกนับไปเลย

แล้วก็มีชีวิตอยู่กับมันแบบเข้าใจสัจธรรม (เอามือตบบ่าปุๆ)

 

(2) ตั้งแต่สิ้นปี จนถึงวันเริ่มต้นปีใหม่นี้ ฉันใช้เวลาในชีวิตกำจัดผมหงอกไปไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง

การถอนผมหงอกออกจากศีรษะ เป็นเหมือนอาการเสพย์ติดอย่างหนึ่ง คืออย่าลองเริ่ม เพราะถ้าได้เริ่มแล้วจะยาว

หลายเว็บไซต์ในอินเตอร์เน็ตแนะนำเราว่า ไม่ควรถอนผมหงอก เพราะรากผมจะสั่นสะเทือน

ว่าแต่ว่า ผมหงอกคืออะไรน่ะเหรอ ผมหงอกหาใช่การที่เส้นผมผลิตเม็ดสีขาวแทนเม็ดสีดำไม่ แต่มันเกิดจากการที่เม็ดผมไม่สร้างเม็ดสี ทำให้เส้นผมไม่มีสี ผมขาวที่คนไทยเรียกกันว่าผมหงอกนั้น ภาษาอังกฤษเขาจะเรียกกันว่า  grey hair

และยังไม่พบหลักฐานทางการแพทย์ว่าโปรตีนเสริมหรือวิตามินใดๆ สามารถชะลอหรือยับยั้งการเกิดผมหงอกได้จริง

แต่ใช่ว่าผมหงอกจะรักษาไม่ได้ เพราะปี 2559 นักวิจัยที่ University College London ค้นพบยีนที่เกี่ยวข้องกับการทำให้ผมหงอก (ผมไม่มีสี) ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่นักวิทยาศาสตร์สามารถระบุยีนตัวนี้ได้ ยีนตัวนี้คือ IRF4

การค้นพบยีน IRF4 ทำให้ผมขาวอาจจะรักษาได้ ด้วยการไปกระทำบางอย่างกับยีนต้นตอ

ถ้าทำได้ คุณจะเปลี่ยนผมขาวเป็นสีอื่นไหม?

 

(3) แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ผมหงอกขาวมักถูกเชื่อมโยงเข้ากับความแก่

แต่เอาเข้าจริง หลายคนบนโลกมีผมขาวตั้งแต่วัยรุ่น อย่างที่บอก ผมขาวก็คือผมที่รากผมไม่ผลิตเม็ดสี ซึ่งอาการนี้เกิดขึ้นได้ไม่จำกัดวัย

Ted Fu หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Wongfu Production บอกว่า เขามีผมขาวตั้งแต่อายุ 14 แล้วก็ย้อมดำมาเรื่อยๆ พอเขาเริ่มเบื่อการย้อม และปล่อยผมให้เป็นตามธรรมชาติ (สีขาว) ของมันในช่วงวัย 30 ผู้คนก็ทักระนาว เพราะเขากลายเป็นคนผมขาวเกือบทั้งหัว

แต่ Ted โอเคกับสิ่งนั้น

ฉันเคยสัมภาษณ์พี่เป้ ทวีเวท ศรีณรงค์ นักไวโอลินในช่วงก่อนที่เขาจะรวมตัวเป็น Vietrio ตอนนั้นเขาเพิ่งกลับมาจากอเมริกาหมาดๆ และมีผมขาวแซมหัว ฉันทักเขาไปว่า เป็นแฟชั่นที่นู่นเหรอ เขาตอบว่า เปล่า แต่ผมเขามีสีขาวแซมอยู่แล้ว

ฉันคิดว่าวันนั้นพี่เป้ดูเท่ดี และไม่เห็นว่าผมขาวเป็นสัญลักษณ์ของความแก่แต่อย่างใด

แต่วันนี้ฉันก็เพิ่งถอนผมขาวไป … หลายเส้นทีเดียว

 

(4) ฉันไม่ได้คิดว่าผมขาวคือความแก่ แต่ผมขาวทำให้ฉันตระหนักถึงอายุที่เติบโตขึ้น

เมื่อเติบโต ร่างกายเราเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จากเด็กเป็นวัยรุ่น เราพบเจอความเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพ และในวัยผู้ใหญ่อันยาวนาน (ตั้งแต่เรียนจบแล้วเริ่มทำงานถึงเกษียณ) ความเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพจะเดินทางมาเรื่อยๆ

ปี 2560 คงนำพาความเปลี่ยนแปลงมาอีกหลากหลาย

 

“มาเติบโตไปด้วยกันเถอนะ”

ฉันพูด ก่อนจะเริ่มถอนผมขาวจำนวนหนึ่งออกมา

ขณะที่รู้ว่า อีกหนึ่งเดือนต่อมา เดี๋ยวมันก็งอกเงย

 

 

IMG_2775.jpg