[TOKYO 2013] #4

 

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหา ถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป  (เช่นตอนนี้) ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

 

1546150_10152373321993235_4559411260924409994_n

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#4 : พี่ออม ผู้ยืนคุยโทรศัพท์ริมถนน (ภาคแรก)


ตัวละครหลุยส์ ผู้มาจากหลุยเซียน่า เคยหลุดปากใน Sex and the City เวอร์ชั่นหนังไว้ว่า เธอมานิวยอร์กเพื่อจะตกหลุมรัก
ฉันตั้งใจมาโตเกียวเพื่อเจอโทโฮชินกิ แต่ไม่ได้ตั้งใจมาโตเกียวเพื่อเจอพี่ออม

ก่อนคุณจะเข้าใจผิด, นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับการตกหลุมรัก
แต่เป็นเรื่องราวของผู้หญิงโสดอายุไล่เลี่ยกัน ที่ต่อมาจะกลายมาเป็นคนข้างห้อง

พี่ออมเป็นผู้หญิง ตัวเล็ก ยิ้มสดใส และหนนึง น้องปริญญาเอกวิศวะคนหนึ่งในมหาวิทยาลัยโตเกียว เคยเอ่ยถึงพี่ออมไว้ว่า “เป็นคนสวย”
ฉันเจอพี่ออมริมถนนคะซุกะ ใกล้สถานีเจอาร์โอกะชิมะจิ ย่านอุเอโนะ ในยามบ่ายอันร้อนแรงของวันที่ 20 สิงหาคม ปี 2013, ครบรอบเจ็ดวันที่ฉันแลนดิ้งลงจอดที่มหานครโตเกียวพอดี

หลังเสร็จสิ้นมิชชั่น ‘แฟนเกิร์ลล่าฝัน’ กับคอนเสิร์ต Time: Live Tour 2013 ของโทโฮชินกิ ณ นิสสันสเตเดี้ยม ชีวิตฉันก็ได้ฤกษ์เดินหน้าเพื่อมุ่งไปสู่ภารกิจที่สำคัญใหญ่ยิ่งจริงจังซะที

‘การตามหาบ้านพักในโตเกียว’


ที่ซุกหัวนอนที่ทำให้เรารู้สึก ‘ใช่’ และทำให้ ‘ใจเต้น’ ไปพร้อมกันนั้น เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง ไม่ต่างกับการตามหาบัตรคอนเสิร์ตรอบไฟนอลอินโตเกียวโดมของวงอาราชิ หรือการตามหากระเป๋าอิซเซมิยาเกะ รุ่น ‘เบาเบา’ ไซส์ 6 คูณ 6 สีขาว ON SALE แต่อย่างใด

มนุษย์โตเกียวล้วนรู้ (กัน) ดี

แรกสุดฉันอยากได้ที่พักในหอพักในของมหาวิทยาลัย เพราะทั้งถูกและสะอาด บางหอพักนั้นราคาต่อเดือนตกหลัก ‘พัน’ เยนด้วยซ้ำ ไม่ถึงหลัก ‘หมื่น’ ต่อเดือนแต่อย่างใด ทว่าของถูกย่อมมีคนหมายตาไว้มาก อีกทั้งหอพักในเหล่านี้มักมอบโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาที่ออกเงินค่าเทอมเองเสียเป็นส่วนใหญ่ (พวก self-financed) เพราะถือว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีหน่วยงานมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายรายเดือนให้ทุกเดือนเหมือนเด็กทุน ฉันเคยลองสมัครขอหอพักในแล้วล่ะ ผลก็คือเฟล ไม่ได้รับสิทธินั้น (ตามคาด) พอผลประกาศออกมาอย่างนี้ ฉันก็ต้องมุ่งหน้าหาที่พักนอกมหาวิทยาลัยเสียที (สินะ)

แล้วฉันก็ได้เจอพี่ออม, เหมือนโชคชะตา

แต่ก่อนจะเล่าเรื่องในวันที่ได้เจอกัน ฉันขอเล่าย้อนหลังไปถึงช่วงก่อนที่ฉันจะบินมาโตเกียวเสียหน่อย
มันอาจดูเยิ่นเย้อ, แต่มันสำคัญนะ (ที่จะต้องเล่า)

ฉันหมายตาห้องพักห้องหนึ่งมาหลายเดือนแล้ว เป็นห้องพักที่มีคนในกรุ๊ปเฟซบุ๊ก ‘สมาคมนักเรียนไทยในประเทศญี่ปุ่นฯ’ มาโพสไว้ กรุ๊ปนี้เป็นกรุ๊ปที่คนนอกเข้าไปอ่านได้ แต่ถ้าไม่ได้เป็นสมาชิกจะโพสตอบไม่ได้เลย ข้อความที่เจ้าของห้องโพสไว้คือ เธอเพิ่งจบ ป.เอก กำลังจะย้ายออกปลายกันยายน ห้องพักนี้ใกล้มหาวิทยาลัยโตเกียว ราคา 54,000 เยน เป็นห้องสตูดิโอมีทุกอย่างพร้อม คนในตึกเดียวกันก็เป็นคนไทย ฉันเห็นราคาแล้วตาลุก เพราะปกติราคาที่พักย่านมหาวิทยาลัยโตเกียวมักจะสูงเกิน 65,000 เยนต่อเดือนขึ้นไป ฉันอยากได้ห้องนี้มาก แต่ติดตรงที่โพสคอมเม้นท์ตอบในกรุ๊ปเฟซบุ๊กไม่ได้
เพราะแอดมินไม่ยอมรับแอดฉันเข้ากรุ๊ปมาสองเดือนแล้ว (?!?!)

แอดมินคงมีเหตุผลของเขา (แหละน่า) ฉันพยายามทำใจเบาๆ แล้วหาทางแก้ไขทางอื่นแทน ฉันลองส่งเมสเสจหลังไมค์เฟซบุ๊กไปหาเธอคนนั้น ใจความประมาณว่า ฉันสนใจห้องพักนั้น อยากให้เธอติดต่อกลับหน่อย แต่ตอนนั้นเฟซบุ๊กปรับระบบเมสเสจใหม่ คือถ้าคนไหนที่ไม่มี mutual friend ร่วมกันเลยสักคน เมสเสจจะตกลงในกล่องข้อความเแบบ other ซึ่งไม่มีระบบการเตือนว่ามีข้อความเข้า คนก็เลยไม่ค่อยเห็นข้อความในกล่องนี้


แน่นอน…ข้อความจากฉันไม่เคยเดินทางไปถึงเธอ


ฉันตัดอกตัดใจ กะว่าไว้บินไปถึงโตเกียวค่อยตระเวณหาที่พักเอาดาบหน้าก็ได้ ราคาประมาณนี้ ถ้าเดินหาก็น่าจะพอมีและพอเจอบ้าง ติดปัญหาหน่อยเดียวเท่านั้นแหละ…ฉันพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้นี่นา

โอ้ย! ช่างมันเถอะ บินไปก่อน ที่เหลือค่อยว่ากัน ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอนาคต

20 สิงหาคม 2013 ที่ห้องพัก 104 ในแชร์เฮ้าส์ชั่วคราวเขตบุนเคียว จังหวัดโตเกียว ฉันตื่นมาเช็คเฟซบุ๊กตอนเช้า และเจอแอดมินกรุ๊ป ‘สมาคมนักเรียนไทยในประเทศญี่ปุ่นฯ’ มาโพสเชิญชวนให้คนไปลงทะเบียนฐานข้อมูลในเว็บไซต์ทางการกันไว้เป็นหลักฐานหน่อย แอดมินคนนั้นทิ้งอีเมลไว้ให้ด้วย ฉันรู้สึกใจเต้น ในที่สุดก็มีช่องทางติดต่อกันได้เสียที ฉันอีเมลไปแนะนำตัวว่าเป็นนักเรียนไทยในญี่ปุ่น กำลังจะเริ่มเรียนเดือนตุลาคมนี้ อยากให้เขาช่วยรับแอดเข้ากรุ๊ปเฟซบุ๊กหน่อย (เหอะ) ความที่กลัวเขาไม่เชื่อ (มั่น) เลยส่งแนบใบตอบรับเข้าเรียนจากมหาวิทยาลัยโตเกียวไว้ให้ด้วย

ช่วงบ่ายฉันมีนัดกับเอเจนซีหาบ้านพัก เอเจนซีเจ้านี้เป็นบริษัทที่มีดีลกับมหาวิทยาลัย ปกติจะมีเคาน์เตอร์บริการที่ร้านค้าสหกรณ์ ติวเตอร์ (ผู้ดูแลนักเรียน) ของฉันเพิ่งพามาพบเขาเมื่อวาน จากการแปลอย่างกระชับของติวเตอร์ เหมือนเขาจะอยากให้ฉันมาพบอีกรอบในวันนี้ แล้วเขาจะเตรียมเจ้าหน้าที่ที่พูดภาษาอังกฤษได้ไว้ให้ แต่แล้วพอฉันมาปรากฏกายที่ร้านค้าสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดันติดธุระเสียนี่
ดูเหมือนการหาที่พักจะยากกว่าการตามหาฆาตกรที่ฆ่าโคนันอีกสินะ (เอร๊ยยย! โคนันยังไม่ตายเฟ้ย!)

ฉันตัดสินใจกลับห้องพัก ช่วงนั้นความที่ยังไม่คุ้นเคยกับถนนหนทางในโตเกียว ฉันเลยมักใช้แอพพลิเคชั่นกูเกิลแมพเป็นตัวช่วยหลัก หลังพิมพ์ชื่อสถานีเจอาร์นิชินิปโปริลงไป เจ้ากูเกิลแมพก็แนะนำว่าระยะทางใกล้ที่สุด คือให้นั่งรถไฟโทเอซับเวย์ สายโอเอโดะ ไปหนึ่งป้าย จากนั้นให้ออกจากสถานีซับเวย์อุเอโนะ-โอกะชิมะจิ เดิน 5 นาทีก็จะเจอสถานีเจอาร์โอกะชิมะจิ จากนั้นนั่งไปอีกสี่ป้ายก็ถึงเจอาร์นิชินิปโปริ-ปลายทางของฉันแล้ว

กูเกิลแมพเป็นแอพฯ ที่มีประโยชน์ แต่บางครั้งมันก็ลืมคิดไปว่า คนบางคนมักหลงทิศ
ใช่แล้ว,พอขึ้นจากซับเวย์สถานีอุเอโนะ-โอกะชิมะจิ ฉันก็หาทางไปเจอาร์โอกะชิมะจิที่อยู่ห่างไป 5 นาทีเดินไม่เจอ (แย่ล่ะ)
ฉันเดินหลงวนเวียนตรงถนนเส้นอันแสนพลุกพล่านแห่งหนึ่งเป็นเวลากว่า 15 นาทีแล้ว
แล้วอยู่ๆ เสียงภาษาไทยก็ดังแว่วมาจากบริเวณฟุตบาท
เธอไม่ได้กำลังคุยกับฉัน แต่เธอคุยโทรศัพท์กับใครสักคนอยู่ต่างหาก, ด้วยภาษาไทย
ฉันรอจนเธอวางสาย ก่อนเดินเข้าไปถามทาง
“ขอโทษนะคะ สถานีเจอาร์โอกะชิมะจินี่ไปทางไหนเหรอคะ”
เธอดูตกใจที่ได้ยินภาษาไทย ก่อนจะหันมาตอบว่า “อ๋อ ทางนั้นค่ะ เอ๊ะ! เดี๋ยวพาเดินไปก็ได้ค่ะ กำลังจะเดินไปทางนั้นพอดี” ว่าแล้วเธอก็พาฉันมาส่งตรงป้ายที่บอกทางว่า ‘เจอาร์’

เราโบกมือลาจาก ฉันจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองสวมใส่ชุดอะไรในวันนั้น แต่แปลกที่ฉันจำชุดที่เธอใส่ได้

พอกลับถึงห้องพัก ฉันก็พบว่าแอดมินกรุ๊ป ‘สมาคมนักเรียนไทยในประเทศญี่ปุ่นฯ’ รับแอดฉันเข้ากรุ๊ปเสียที (หลังจากผ่านมาสองเดือน)
ฉันตัดสินใจโพสข้อความลงไป
“สวัสดีค่ะ เพิ่งมาถึงโตเกียวได้ไม่นาน กำลังหาบ้านพักอยู่ค่ะ พอดีจะเริ่มเรียน ป.โท คณะนโยบายสาธารณะ ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว เดือนตุลาคมนี้แล้ว ใครมีบ้านแนะนำบอกได้นะคะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยค่ะ” ประโยคปิดท้ายนั่นฉันมักเห็นใครต่อใครเขียนกัน เลยคิดว่าลองเขียนมั่งดีกว่า (วะ)
มันก็ทำให้ดูเป็น ‘สาวญี่ปุ่น’ ดีนะ ><

ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที ก็มีคอมเม้นท์แรกโผล่มา
“ยินดีต้อนรับค่ะ เรียนที่เดียวกันเลย งั้นก็ถือเป็นน้องคณะพี่สินะเนี่ย”
แล้วก็มีคอมเม้นท์ตามมาอีกสองสามคอมเม้นท์ “มาเป็นน้องคณะพี่ออมเหรอ?” “อ้าว นี่ทายาทพี่ออมนี่” บลาๆๆ
เดี๋ยวๆๆๆ ฉันอายุสามสิบสองแล้ว (นะ) กล้าดียังไงมาเรียกฉันว่าน้อง (ฮึ) ? เฮ้ย! ไม่ใช่ๆ ฉันควรดีใจที่ได้เจอคนคณะเดียวกันไม่ใช่เหรอ
ว่าแล้วฉันก็ลองคลิกเข้าไปดูเฟซบุ๊กโปรไฟล์ของคอมเม้นท์แรกดู

นั่นมัน…ผู้หญิงคนนั้นที่ฉันเพิ่งเจอตอนบ่าย คนที่คุยภาษาไทยอยู่ริมถนน คนที่ช่วยบอกทางไปสถานีเจอาร์แก่ฉัน
ชุดในเฟซบุ๊กโปรไฟล์ ก็เป็นชุดเดียวกับที่เธอใส่เมื่อบ่ายนี้เลย

“สวัสดีค่ะพี่ จะบอกว่าโลกกลมจัง เราเพิ่งเจอกันเมื่อบ่ายนี้ที่เจอาร์โอกะชิมะจิ จำได้ไหมคะ”

…โตเกียวมีผู้คน 13 ล้านคน และนี่คือวิธีที่เราทำความรู้จักกัน…

Advertisements

[TOKYO 2013] #3

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหา ถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป  (เช่นตอนนี้) ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

 

10313712_10152365408908235_3770384950912778232_n

 

 

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#3 : ยุนโฮและชางมิน ผู้มาจากเกาหลีทางตอนใต้

 

 

จากสถานีอุเอโนะ นั่งรถไฟสายเจอาร์ตะวันออกล่องลงใต้ เปลี่ยนขบวนหนึ่งครั้งที่ฮิกาชิคะนะงะวะ (Higashikanagawa) ใช้เวลาราวๆ หนึ่งชั่วโมงเราจะเดินทางมาถึงสถานีโคซูกุเอะ (Kozukue) สถานีซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกับสนามนิสสันสเตเดียมอันลือชื่อ

ในนัดชิงเวิลด์คัพกลางปี 2002 นิสสันสเตเดียมเคยนัดผู้ชาย 22 ชีวิต มาไล่ล่าลูกฟุตบอลกลมๆ หนึ่งลูก ท่ามกลางการจับจ้องของคนทั้งโลก หนนั้น ผู้ชาย 11 ชีวิตจากบราซิลเป็นฝ่ายยิ้มร่า ขณะที่ผู้ชาย 11 คนจากเยอรมนีทำได้แค่น้ำตาตก

ผ่านมา 11 ปี, หนนี้ ณ นิสสันฯ ที่เดิม เรา, อันหมายถึงพะแพงกับฉัน (และคนอีกกว่าเจ็ดหมื่น), กำลังจะมีนัดกับผู้ชายสองคน

ไม่มีการถ่ายทอดสด และคนทั้งโลกก็ไม่ได้กำลังจับจ้อง

แต่แฟนเกิร์ลเจ็ดหมื่นห้าพันคนกำลังยิ้มร่า

ส่วนน้ำตาน่ะไม่ได้ตก แต่เป็นหัวใจต่างหากที่กำลังโดนฉกโดนปล้น

โดยโจรปล้นใจที่อยู่บนเวที

(งิ้งงง! นังนี่ก็เพ้อเจ้อไม่เลิก ><’)

โทโฮชินกิ (Tohoshinki) คือชื่อวงอะคาเปล่าป๊อปแดนซ์ที่ประกอบด้วยสมาชิกรุ่นก่อตั้งจำนวนห้าคน ส่วนสมาชิกปัจจุบันที่ยังคงแสดงในนามของวงมีจำนวนสองคน คือยุนโฮ และ ชางมิน

พวกเขามาจากดินแดนเกาหลีทางตอนใต้

เมษายน 2005 สมาชิกรุ่นก่อตั้งจำนวนห้าคน บินข้ามคาบสมุทรเกาหลีมาปักหลักและเริ่มต้นชีวิตติดลบที่ญี่ปุ่น แม้จะโด่งดังขายซิงเกิลได้เป็นหลักแสนแผ่นที่ประเทศบ้านเกิด แต่ในแผ่นดินอาทิตย์อุทัย พวกเขาต้องเริ่มต้นใหม่ด้วยการหัดร้องเพลงและสื่อสารเป็นภาษาญี่ปุ่น พร้อมเริ่มต้นแสดงไลฟ์ตามอีเวนท์ต่างๆ

ไลฟ์แรกของพวกเขานั้นเริ่มต้นด้วยการร้องผ่านไมค์มีสายเส้นกั้นระหว่างศิลปินและผู้ชมก็มีเพียงเทปกาวที่แปะลงตรงพื้นเท่านั้น* (สัส, ดราม่ามหากาพย์มาก)

ส่วนจำนวนผู้ชมในไลฟ์แรก คือ 200 คน!

ไม่ง่ายนัก กับการเป็นคนดัง (มาก) ในอีกแผ่นดินหนึ่ง แล้วแค่บิน 1,152 กิโลเมตรข้ามน่านฟ้านานาชาติมา แล้วต้องจำยอมรับสภาพกับการกลายเป็นโนบอดี้ในดินแดนที่ตัวเองแทบพูดภาษาเขาไม่ได้

จะออกไปซื้อผงซักผ้าตามร้านค้าก็แสนยากลำบาก,ไม่ใช่ว่าโดนแฟนคลับรุมทึ้งนะ – แต่คุยกับเขาไม่รู้เรื่องต่างหากล่ะเฟ้ย!

ชีวิตขวบปีแรกอันแสนยากลำบากของโทโฮชินกิ ถึงกับทำให้สมาชิกอย่างยุนโฮและชางมินเกิดอาการซึมเศร้า ทำท่าทางประหลาดๆ เช่น ชางมินเอารองเท้าแตะมาทำเป็นโทรศัพท์หาสัญญาณ UFO ไปเรื่อยเปื่อย หรือยุนโฮก็ถึงขั้นหัดพูดกับนกการิมหน้าต่าง ถามว่าทางบ้านที่เกาหลีใต้เป็นอย่างไรบ้าง**

แง, เป็นไอดอลไม่ได้เป็นกันง่ายๆ สินะ

แต่แล้วสถานการณ์ของโทโฮชินกิในตลาดดนตรีของญี่ปุ่นก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ มันคือหนังม้วนเดียวกับศิลปินที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากนั่นแหละ, การทำงานหนัก ความตั้งใจพยายามขนขวายเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นจนพูดจาและถ่ายทอดออกมาในบทเพลงได้อย่างคล่องแคล่ว ความอ่อนน้อมถ่อมตนของสมาชิกในวง โอกาสที่ถูกหยิบยื่นให้จากผู้มาก่อนเพราะเอ็นดูในความเป็นโนบอดี้ และความไม่ย่อท้อต่อ ‘ไมค์มีสาย’ ที่ถูกมอบมาให้ในตอนแรกเริ่ม

จากเวทีเล็กๆ คนดูหลักร้อย สู่ทัวร์คอนเสิร์ตในญี่ปุ่นครั้งแรกตามไลฟ์เฮ้าส์ต่างๆ ที่จุคนได้สูงสุด 2,700 คน สู่การจัดคอนเสิร์ตในฮอลล์ที่มีคนดู 14,000 คน สู่การจัดคอนเสิร์ตในอารีน่าฮอลล์ตามเมืองใหญ่ต่างๆ ที่รอบสุดท้ายที่ไซตามะ จุคนดูได้สูงถึง 37,000 คน และก้าวสู่โตเกียวโดมที่มีผู้คนคอยจับจ้องรอบละ 50,000 ที่นั่ง ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.2009

สู่ 17-18 สิงหาคม 2013 ที่ยุนโฮและชางมินกำลังจะปรากฏกายต่อหน้าพะแพงและฉัน ที่สนามนิสสันสเตเดียมอันมีที่นั่ง 75,000 ที่

“เราได้ที่นั่งไม่แย่นะเนี่ย” พะแพงพูดขึ้นหลังจากเราเดินตามหาที่นั่งตามที่ตั๋วระบุจนพบ ความที่ตั๋วระบุเลขที่นั่งไว้ที่แถวเลขสองหลักนับจากหน้าสุด ทำให้ตอนแรกใจเราตุ้มๆ ต่อมๆ ว่าจะได้ที่ไม่ดีนัก แต่เอาเข้าจริงมันก็เป็นตำแหน่งที่วิวงามใช้ได้

โดยเฉพาะเวลาที่ศิลปินยืนร้องบนรถเลื่อนคันใหญ่ๆ แล้วเวียนเทียนแวะเยี่ยมแฟนคลับจนทั่วสนาม (พร้อมปาลูกบอลมาให้พวกคนดูสาวๆ แก่งแย่งชิงดีกัน หุหุ)

“ถ่ายรูปให้หน่อยสิ” ฉันยื่นไอโฟนห้าให้พะแพง ก่อนจะหันหลังให้เวทีใหญ่ ชูมือสองนิ้วแบบที่สาวๆ ญี่ปุ่นชอบทำ และ “แชะ”

“adfojhepgpjhuepuii<M<?!?!?!/?!” สตาฟฟ์ญี่ปุ่นหน้าตาจิ้มลิ้มชี้นิ้วมาที่ไอโฟนห้าในมือพะแพง ก่อนจะส่งเสียงอะไรสักอย่าง ที่พะแพงแปลให้ฟังทีหลังว่า “เขาห้ามถ่ายรูป”

“ถ่ายตอนคอนเสิร์ตยังไม่เริ่มก็ไม่ได้เรอะ???” ประชากรจากสยามเมืองยิ้มอย่างฉันถามอย่างมึนงง

“ใช่ ครั้งแรกเขาจะเตือนก่อน แต่จะไม่มาลบรูปจากไอโฟนเราหรอกนะ ติ๊กเก็บรูปไว้ได้ คนญี่ปุ่นเขาถือกันเรื่องความเป็นส่วนตัวมาก เขาจะไม่มากระชากมือถือหรือกล้องไปจากเราเด็ดขาด มันเป็นเหมือนกฎในสังคมอย่างหนึ่ง”

“แต่ถ้าเป็นรอบที่โตเกียวโดม ถ้าถ่ายรูปนี่คือ เขาจะไม่ลบรูปในมือถือเรา แต่เราจะโดนเชิญออกแบบไม่มีข้อแม้หรือข้อยกเว้นเลยนะ ระวังไว้ล่ะ ฮ่าฮ่า” พะแพงผู้คลุกคลีกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาแล้วสองปีเริ่มการเลคเชอร์อย่างย่นย่อให้ฟัง

เป็นการเลคเชอร์ที่ในอีก 8 เดือนให้หลัง เมื่อฉันได้มีโอกาสเข้าไปชมคอนเสิร์ตโทโฮชินกิ รอบโตเกียวโดม ฉันถึงได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งจากประสบการณ์ตรงว่า
“ห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด” และ “จะถูกเชิญออกแน่ๆ” นี่มันมีหน้าตา กลิ่นอาย และรสสัมผัสเป็นเช่นไร

17.00 น. ขอบฟ้าเมืองโยโกฮามายังสว่างสไว ตามหมายกำหนดการที่แจ้งในตั๋ว คอนเสิร์ตจะเริ่มต้นในอีก 30 นาทีข้างหน้านี้แล้ว
ฉันรู้สึกตื่นเต้นกับคอนเสิร์ตในญี่ปุ่นครั้งแรกของตัวเอง

ย้อนไปเมื่อสี่ปีก่อน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2009 ครั้งแรกที่โทโฮชินกิประกาศจัดคอนเสิร์ตที่โตเกียวโดม สถานที่แสดงอันเป็นความใฝ่ฝันตั้งแต่เริ่มต้นเป็นโนบอดี้ในอุตสาหกรรมเพลงประเทศนี้ หนนั้นแฟนคลับจำนวนนับห้าหมื่นคนในสนาม พร้อมใจกันสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการด้วยเปลี่ยนสีของแท่งไฟตามที่นั่ง จากสีแดงอันเป็นสีประจำวง ไปเป็นสีฟ้าแสนสวยเมื่อเพลงชื่อ Stand By U ดังขึ้น

ในครั้งนั้นสมาชิกรุ่นก่อตั้งทั้งห้ายังอยู่บนเวที

หลังคอนเสิร์ตที่โตเกียวโดมในปี 2009 จบลงไม่ถึงเดือน สมาชิกสามคนจากห้า ตัดสินใจยื่นฟ้องระงับสัญญากับค่ายเพลงต้นสังกัดในเกาหลีใต้ การฟ้องร้องอันโด่งดังนี้มีผลต่อตารางการทำงานของสมาชิกทั้งห้า ในภายหลัง สามสมาชิกเดินจากลา และออกมาควบคุมดูแลผลงานเพลงของตัวเอง ขณะที่อีกสองคนยังคงทำงานต่อไปภายใต้ชื่อโทโฮชินกิ

ชื่อเดิม แต่ก็เหมือนต้องเริ่มต้นใหม่
เพราะการแสดงของโทโฮชินกิเมื่อมีเพียงสองย่อมไม่เหมือนเมื่อครั้งที่ยังมีห้า
แตกต่าง,
แต่นั่นอาจหมายถึงการเติบโตในอีกรูปแบบหนึ่ง
เหมือนกับอีกสาม ที่ก็ต้องผจญภัยกับความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเพลงเช่นกัน

 

17.30 น. ฟ้าฤดูร้อนยังไม่มืด แต่วีทีอาร์เริ่มฉายภาพของยุนโฮและชางมิน – สองสมาชิก – บนจอยักษ์ใหญ่กลางสนามแล้ว
เพลงแรกที่พวกเขาเล่นคือ “Fated” ต่อด้วย “Android”, “Superstar”, และ “I Don’t Know”
นี่คือบทเพลงที่ถูกแต่งขึ้นในยุคที่มีสมาชิกเหลือสองคน
“ไม่คุ้นกับเพลงพวกนี้เลย” ฉันหันไปบอกพะแพง

“Still”, “Duet”, “One More Thing”
สามเพลงต่อมาก็ยังเป็นเพลงในยุคสองคน
ก็ยังไม่คุ้นเคยหรอก แต่ฉันเริ่มต้นเข้าใจ
ก็นี่คือการแสดงของสองคนนี่นา

 

วีทีอาร์ตัวใหม่ฉายขึ้นคั่นเวลา ก่อนที่เพลง “Y3K” จะดังขึ้น และตามด้วยการแสดงในเพลง “Purple Line”
เพลงนี้ถูกแต่งขึ้นในยุคที่สมาชิกทั้งห้ายังอยู่ครบทีม
วันนี้เมื่ออยู่ในกำมือของสอง พวกเขาก็ทำได้ไม่แย่
ไม่หรอก, ดีทีเดียวล่ะ พวกเขาทดแทนการขาดหายของสาม ด้วยจังหวะเต้นที่แข็งแรงขึ้น ออกแบบเสียงประสานเป็นแบบที่สองคนคุมอยู่ ทำทุกอย่างให้ลงตัวในเงื่อนไขที่ถูกลิขิตมา

“Humanoids” คือเพลงถัดมา ก่อนจะตามด้วยการแนะนำทีมดนตรีที่มาช่วยเล่นแบ็กอัพให้คอนเสิร์ตสมบูรณ์ขึ้น วีทีอาร์อันที่สามตามมาติดๆ แล้วต่อด้วย “Heart, Mind, and Soul” อันเป็นเพลงช้าที่ถูกออกแบบมาเพื่อห้าเสียง

“เอาอยู่แล้วสิ” ถึงตอนนี้ พวกเขาเริ่มทำให้ฉันมั่นใจแล้วว่า โทโฮชินกิในยุคสองคนจะไปรอด

 

นับจากเกิดเรื่องฟ้องร้องในปลายเดือนกรกฎาคม 2009 มีข่าวออกแนวดราม่าๆ หลุดออกมาจากทั้งสองฝั่งฝ่าย

ก็เหมือนผู้คนทั่วไป, เมื่ออ่อนแออ่อนไหวมากๆ พวกเขามักจะแสดงความกังวลใจ ความลังเล และความน่าสงสารออกมา


“เหมือนขายความน่าสงสารมากกว่าขายผลงาน” เพื่อนคนหนึ่งเคยพูดกับฉันอย่างนี้
และฉันไม่มีสิทธิแม้แต่จะเถียง เพราะฉันก็คิดไม่ต่างจากเธอ

ถัดจาก “Heart, Mind, and Soul” พวกเขาเล่นเพลงอีกทั้งหมด 18 เพลง เป็นเพลงช้าเร็วสลับกันไป มีพีคบ้าง มีผ่อนคลายบ้าง มีเพลงสดใสบ้าง และมีเพลงที่พวกเขาก็ ‘พลาดบ้าง’ อยู่เช่นกัน
แต่โดยรวมฉันรู้สึกสนุกกับคอนเสิร์ตครั้งนี้

 

คอนเสิร์ตจบลงด้วยเพลง “Somebody To Love” อันเป็นเพลงที่เพิ่มเข้ามาเป็นพิเศษเพื่อให้คอนเสิร์ตนี้แตกต่างจากทัวร์คอนเสิร์ตรอบอื่น


มันไม่ใช่เพลงที่เพอร์เฟ็กต์ พอๆ กับที่คอนเสิร์ตนี้ก็นิยามว่าเพอร์เฟ็กต์ไม่ได้หรอก
และโทโฮชินกิ สองคน ก็ไม่ใช่ศิลปินที่สมบูรณ์แบบ
พวกเขาเพิ่งเริ่มต้นตั้งไข่เท่านั้น

 

เวลาสามทุ่มตรง ไฟในเวทีดับมืดลง ขณะที่ไฟบริเวณทางออกสเตเดียมถูกเปิดขึ้นอย่างพร้อมเพรียง

ฉันคิดถึงวันเวลาอีก 2 ปีข้างหน้าที่ตัวเองต้องผจญภัยกับชั้นเรียนปริญญาโทในมหาวิทยาลัยกลางกรุงโตเกียว การเริ่มต้นใหม่ๆ สร้างความหวาดหวั่นใจให้ฉันเสมอ ฉันไม่รู้ว่าอะไรจะผ่านทางเข้ามาบ้าง ฉันไม่รู้ว่าจะรับมือกับมันได้ดีไหม ฉันร้างลาเรื่องวิชาการมาตั้งสิบปี ฉันจะตามทันคนอื่นไหม ฉันจะสอบตกหรือเปล่า

และคำถามที่สำคัญที่สุด “ฉันจะล้มเหลวไหมนะ”

 

ท่ามกลางความมืดมิด ผู้ชายตัวสูงสองคนเดินลงจากเวที

ฉันรู้ พวกเขาไม่มีคำตอบของคำถามนี้ให้ฉันหรอก

แต่ฉันเชื่อ, เชื่อมั่นมากๆ ด้วยว่า, ครั้งหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้
พวกเขาก็คงเคยมีคำถามนี้แว่บเข้ามาในชีวิต

 

เหมือนเช่นที่ผู้เริ่มต้นใหม่ทุกคน ล้วนต้องเคยเผชิญกับความหวาดกลัวนั่นแหละ
…เพราะเราคือมนุษย์นี่นา…

 

หมายเหตุ

* จากข้อความในกระทู้พันทิป โดย BeJeen
** จากข้อความในกระทู้พันทิป โดย gibt

 

 

 

 

[TOKYO 2013] #2

 

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหา ถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป  (เช่นตอนนี้) ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

 

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#2 “พะแพงผู้เป็นบิ๊กอีสต์”

พะแพงเป็นสาวเชียงใหม่ พะแพงร้องเพลงเก่ง พะแพงเคยอยู่วงซียูแบนด์สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนี้พะแพงเรียนปริญญาเอกอยู่ที่จังหวัดจิบะ – หัวเมืองระยะใกล้ของโตเกียว (แน่ะ…ยึดเอาโตเกียวเป็นศูนย์กลางของโลกอีกแล้วสินะติ๊กต่อก)

ที่สำคัญ พะแพงเป็นบิ๊กอีสต์ (Bigeast)

หลังจากได้รับอีเมลจากมหาวิทยาลัยโตเกียว แจ้งให้มามอบตัวและเข้าคลาสปรับพื้นฐานตามข้อบังคับของทุนในช่วงเดือนกันยายน ความว้าวุ่นใจก็บังเกิด ในอีเมลฉบับนั้นแจ้งว่า อย่างช้าที่สุด ฉันควรเดินทางถึงโตเกียวในวันที่ 29 สิงหาคม 2013 เพราะวันที่ 30 ก็ต้องเข้าร่วมงานแนะแนวแนะนำตัวอะไรสักอย่างแล้ว ขณะนั่งจ้องมองวันที่ที่ทางเจ้าหน้าที่ระบุมา หัวสมองฉันก็คิดไปถึงกำหนดการเล่นคอนเสิร์ตของวงโทโฮชินกิ (Tohoshinki) ที่จะมีขึ้นรอบสุดท้ายในวันที่ 18 สิงหาคม ที่เมืองโยโกฮาม่า อันไม่ไกลจากโตเกียวนัก ฉับพลัน ฉันเกิดความคิดบ้าๆ ขึ้นมาว่า อยากบินไปสำรวจกรุงโตเกียวล่วงหน้า พร้อมแวะดูคอนเสิร์ตโทโฮชินกิไปด้วย โอ้ นี่ช่างเป็นความคิดแบบหุนหันพลันแล่นที่เจ๋งมากๆ เพียงแต่ว่า…

“แล้วจะหาตั๋วคอนเสิร์ตได้ไงวะ?”

คนที่ไม่ได้เป็นแฟนคลับโทโฮชินกิ หรือวงญี่ปุ่นวงอื่นๆ อาจไม่รู้กันว่า ตั๋วคอนเสิร์ตในญี่ปุ่นนั้นมักต้องจองกันยาวนานหลายเดือน บางวงอาจต้องจองกันครึ่งค่อนปีกว่าจะได้มา ปีนั้นปุบปับโทโฮชินกิก็ประกาศเพิ่มรอบคอนเสิร์ตที่นิสสันสเตเดี้ยม อันเป็นสนามขนาดใหญ่ที่จุคนได้กว่า 75,000 คน มีคนอยากไปดูคอนเสิร์ตรอบนี้กันมาก แต่สิทธิในการซื้อบัตรล่วงหน้าคือสิทธิพิเศษเฉพาะแฟนคลับที่มีแหล่งพำนักอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น (เพราะทางทีมงานจะจัดส่งบัตรให้ทางไปรษณีย์) ส่วนการหาบัตรในรอบจำหน่ายอื่นๆ ก็ถือว่ายากแสนยากสำหรับคนบ้านไกลแถมอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออกสักคำอย่างฉัน พอจนปัญญาในการหาบัตรคอนเสิร์ตถึงขั้นนี้ ฉันเลยบากหน้าส่งข้อความไปอ้อนวอนเพื่อนคนหนึ่ง และเป็นเพื่อนคนนี้นี่เองที่แนะนำให้ฉันรู้จักกับพะแพง

เพราะพะแพงเป็นบิ๊กอีสต์ – อันหมายถึง แฟนคลับอย่างเป็นทางการของโทโฮชินกิ

และพะแพงมีสิทธิในการซื้อตั๋วคอนเสิร์ตให้ฉันได้ (เย่)

“อย่าตีกันนะ” เพื่อนคนนั้นกล่าวทิ้งท้ายหลังจากแนะนำให้ฉันกับพะแพงรู้จักกันในเฟซบุ๊ก

ฉันเจอพะแพงตัวเป็นๆ ครั้งแรกที่สถานีรถไฟเจอาร์อุเอโนะ อันเป็นสถานีแสนกว้างใหญ่ที่มีทางเข้าออกหลายทาง เรานัดกับบ่ายสองโมงตรง ตรง “Park Gate” อันเป็นฝั่งที่ใกล้กับประตูสวนอุเอโนะมากที่สุด เปล่า, เราไม่ได้จะแวะเดินเที่ยวชมสวนอุเอโนะแต่อย่างใด แต่นัยยะของการนัดกันที่ ‘Park Gate’ แทนที่จะนัดกันที่ ‘Shinobazu Gate’ หรือ ‘Central Gate’ อย่างที่คนอื่นเขานิยมกันก็คือ
อดีตสมาชิกของวงโทโฮชินกิคนหนึ่ง มีชื่อที่แฟนเกิร์ลมักจะเรียกกันติดปากว่า “ปาร์ค”

อั้ยย่ะ…บอกแล้วแถวนี้มีแต่แฟนเกิร์ลระดับหัวรุนแรง ><

พะแพงตัวเป็นๆ ตัวสูง ขายาว ผิวขาว และเหมือนกับมนุษย์มนาทั่วไปบนโลกนี้ก็ตรงที่ ตัวจริงของนางสวยน้อยกว่ารูปโปรไฟล์เฟซบุ๊กที่นางโพส (ฮา…ชั้นรู้ว่ารูปโปรไฟล์พวกเธอก็ดูดีกว่าหนังหน้าสดนั่นแหละ ชิ)

จากข้อมูลขั้นต้นที่ฉันแซะถามระหว่างนั่งรถไฟเพื่อไปดูคอนเสิร์ต พะแพงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน (เฮ้!สามสิบอิสเดอะนิวคูลสินะเนี่ย) มาปักหลักอยู่ญี่ป่นเกินสองปีแล้ว หลังทำงานในบริษัทยาได้สักระยะ เธอเริ่มอยากเรียนต่อเลยลองสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นที่เรียกว่า ‘มงบุโช’ ดูสักตั้ง พะแพงสอบผ่านและได้ทุนมาเรียนโทที่จังหวัดจิบะ ปีที่เธอบินมานั้นเป็นปีที่ญี่ปุ่นเพิ่งผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิอันแสนเจ็บปวด มันเป็นปีที่ไม่ปกติสำหรับญี่ปุ่นและพะแพง แต่มันก็ถือเป็นปีแห่งการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ สำหรับทั้งสอง

สัส…จะเขียนให้ดราม่าเพื่อ?

ปี 2011 พะแพงเริ่มต้นการเรียนปริญญาโท พร้อมๆ กับเริ่มต้นการเป็นบิ๊กอีสต์ – แฟนคลับอย่างเป็นทางการของโทโฮชินกิ

และตอนนี้ ที่นี่ 18 สิงหาคม 2013 บนเส้นทางสายเจอาร์ตะวันออก ในภูมิภาคคันโตของญี่ปุ่น
เราก็กำลังมุ่งหน้าไปสู่สนามนิสสันสเตเดี้ยม เพื่อพบกับผู้ชายตัวสูงเกินร้อยแปดสิบ 2 คน
(เออ…จบแบบนี้ค่อยดูเป็นตัวเองหน่อยเว้ยเฮ้ย)

 

10614312_10152354926648235_5630137098900266601_n

[Tokyo 2013] #1

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหา (เช่นตอนนี้) ถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

 

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#1 “มูราคามิที่เป็นนักเขียน และแดน พอตเตอร์ ที่เป็นชาวอังกฤษ”


“เธอคิดจะทำอะไรก่อนเปิดเทอมเหรอ?” แดน พอตเตอร์ ชายหนุ่มอังกฤษต้นวัยยี่สิบเอ่ยถามฉันในยามสายของวันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2013  สถานที่คือห้องอาหารในบ้านพักรวมยี่ห้อซากุระเฮ้าส์ ย่านเซนดากิ
ฉันเพิ่งเจอแดนเมื่อเย็นวาน และที่จดจำรำลึกจนถึงขั้นระบุวันที่เหล่านี้ได้อย่างแม่นยำก็เพราะว่า 18 สิงหาฯ คือวันที่ฉันนัดกับเพื่อนว่าจะไปดูคอนเสิร์ตโทโฮชินกิ (Tohoshinki) ที่สนามนิสสันสเตเดี้ยม เมืองโยโกฮาม่า และคอนเสิร์ตนี้เป็นคอนเสิร์ตที่ฉันตั้งตารอมาเกือบค่อนชีวิต (ขีดเส้นใต้ตัวหนาๆ)

ฉันเดินทางมาถึงญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ใช้เวลา 3 วันพักที่โรงแรมเล็กๆ แถวสวนอุเอโนะ ก่อนจะแบกกระเป๋า โบกแท็กซี่ และย่างก้าวมาโผล่ที่ซากุระเฮ้าส์เมื่อเย็นย่ำวันเสาร์ที่ 17
แดนคือมนุษย์คนแรกในบ้านพักรวมที่ฉันพบ
เขาถามว่าฉันเพิ่งมาใหม่ใช่ไหม ก่อนจะพาเดินไปรอบบ้าน ชี้ให้ดูว่าตรงไหนคือห้องน้ำห้องท่า ส่วนไหนคือห้องครัวและห้องกินข้าว ถ้าอยากไปซูเปอร์มาร์เกตต้องเดินไปทิศนู้นนะ ส่วนมหาวิทยาลัยโตเกียวน่ะอยู่ทิศนี้ รถไฟที่ใกล้ที่สุดอยู่ทางทิศนั้น พอทำตัวเป็นกูเกิลแมพพูดได้เสร็จ เขาก็ยังสละเวลามาบอกเล่าชี้แนะเรื่องวัฒนธรรมการแยกขยะในญี่ปุ่นให้ฉันฟังอีก
เป็นการเลคเชอร์ที่ย่นย่อ แต่ช่วยชีวิตฉันไว้ได้นานโข
“ใจดีจัง” นั่นคือความรู้สึกแรกที่ฉันมีต่อเพื่อนใหม่ตัวสูงปรี๊ดคนนี้

ฉันกำลังกินข้าวมื้อสายของวันอาทิตย์ตอนที่แดนโผล่เข้ามาในครัว เขาเดินไปปิ้งขนมปังและชงชาสักแป๊บนึง ก่อนยกชากลิ่นหอมฉุยมานั่งลงตรงข้ามฉัน
พร้อมเอ่ยถามคำถามข้างต้น
“เธอคิดจะทำอะไรก่อนเปิดเทอมเหรอ?”

ฉันนิ่งไปแป๊บ ไม่แน่ใจว่าควรตอบสร้างภาพ หรือควรตอบตามความจริงให้หนุ่มแปลกหน้าฟังกันแน่
“บ่ายนี้ฉันจะไปดูคอนเสิร์ต แต่ถ้าเป็นวันถัดๆ ไป ฉันตั้งใจว่าจะไปตามรอยหนังสือของฮารูกิ มูราคามิ น่ะ” สุดท้ายความจริงก็เป็นฝ่ายแย่งชิงพื้นที่ในบทสนทนาไปครอบครอง
“เธออ่านงานของมูราคามิด้วย?” แดนถามเสียงสูง เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินเขาทำเสียงอย่างนี้ ก่อนหน้านี้เขามักทำเสียงต่ำๆ พูดเรียบๆ เนิบช้า และดูท่าเป็นคนสุขุมมากกว่าใจร้อน
“ก็…อ่านมาบ้าง” ฉันตอบอ้อมแอ้ม ไม่กล้าออกตัวแรงว่าฉันอ่านงานของนักเขียนญี่ปุ่นนาม ฮารูกิ มูราคามิ ทุกเล่มที่แปลออกมาเป็นภาษาไทย
และที่สำคัญ ฉันรักเขา,
เอ่อ…อันหลังหมายถึงมูราคามิ นะ ไม่ใช่หนุ่มอังกฤษสูงปรี๊ดตรงหน้าแต่อย่างใด

“จะว่าอะไรไหมถ้าฉันจะขอไปด้วย”
เฮ้ย…ไม่น่าเชื่อว่าแดนก็อยากไปดูคอนเสิร์ตโทโฮชินกิในบ่ายนี้!
“ที่บอกว่า จะตามรอยมูราคามิน่ะ ขอไปด้วยได้ไหม”
อ๋อ…มูราคามิหรอกเหรอ แหะๆ ก็ว่าอยู่ว่าไอ้หนุ่มน้อยตรงหน้าไม่น่าจะรู้จักวงเกาหลีที่ดันโผล่มาดังในญี่ปุ่นวงนี้ได้หรอกน่า

“อื้ม…ได้สิ” ฉันพยักหน้าตอบรับ

“จริงนะ?” แดนทำเสียงสูงอีกแล้ว เป็นเสียงที่ปะปนอารมณ์ตื่นเต้นและโหยหาการผจญภัยเข้าไว้ด้วยกัน

“ตั้งแต่มาฝึกงานหน้าร้อนที่นี่ นอกจากเข้าออฟฟิศแล้ว ฉันยังไม่ค่อยได้ออกไปไหนเลย” เขาเล่าในตอนที่จิบชาอึกสุดท้ายลงไป

“ถ้าเป็นไปได้ ไปเที่ยวด้วยกันนะ” ว่าแล้วแดนผู้อายุ 23 ปีก็ยิ้มตาหยีออกมา

เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า เขาดูใจดีขึ้นอีกตั้ง 20 เปอร์เซ็นต์

 

10580028_10152344043268235_3381591605483739496_n

[เขียนถึงซากุระ] หนังสือส่งท้ายปี โดย โอแอลจัง

20229551_10154947777943235_3467686642730595446_o

 

#เขียนถึงซากุระ

โดย โอแอลจัง (OL = Office Lady คำเรียกพนักงานหญิงของญี่ปุ่น)
และเป็นเจ้าของภาพนี้ในหนังสือค่ะ

ขอบคุณที่เขียนถึงกันค่ะ

 

 

++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

หนังสือส่งท้ายปี 2017

พี่ติ๊กต่อกผู้เขียนเป็นเพื่อนพี่ปอมหนึ่งในกองบรรณาธิการที่เวย์ เราเจอกันครั้งแรกที่อุเอะโนะในร้านอิซากายะ ฤดูร้อนนั้น ฉันมาฝึกงานในลอว์เฟิร์มที่โตเกียว ถ้าจำไม่ผิด ค่ำคืนนั้นน่าจะเป็นคืนแรกของพี่ติ๊กต่อกในญี่ปุ่น

เจอกันครั้งแรก พี่ติ๊กต่อกก็คุยเรื่องคอนเสิร์ตดงบังชิงกิที่กำลังจะมาถึงอย่างออกรสกับพี่กิ๊ฟซึ่งเป็นสายเกาหลีเหมือนกัน พี่ปอมบอกว่าพี่ติ๊กต่อกทำงานสายนิตยสารมาก่อน พี่ติ๊กต๊อกในความทรงจำแรกของฉันคือพี่อดีตกอง บ.ก. ผู้ชื่นชอบดงบังชิงกิ

และคือเวลาก่อนเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้จะเริ่มขึ้น

พี่ติ๊กต่อกเป็นคนชอบบันทึก พี่เขียนโพสต์ในเฟซบุ๊คยาวๆ ทั้งเรื่องนักร้องเกาหลีที่พี่ชอบ บทความวิชาการ ตลอดจนเรื่องปกิณกะ เฟซบุ๊คทำให้รู้ว่าพี่ติ๊กต่อกเป็นคนช่างสังเกต แถมอธิบายได้ละเอียดลออ สงสัยเสมอว่าทำไมพี่ติ๊กต่อกถึงสรรหาถ้อยคำมาบรรยายอะไรต่อมิอะไรได้พรั่งพรูเหมือนเปิดก๊อกน้ำ กว่าเราจะเขียนได้แต่ละหน้าแม่งโคตรจะยากเย็น

ฉันคุยกับพี่ติ๊กต่อกหลังไมค์บ้าง พี่ติ๊กต่อกเป็นคนที่คอยเชียร์ให้ฉันเขียนพอคเก็ตบุ้คเกี่ยวกับญี่ปุ่นดู และด้วยความบ้ายอฉันก็เลยพยายามจะเขียนดูบ้าง แต่คุณเอ๋ย การลองเขียนความทรงจำของตัวเองเป็นเรื่องขนาดยาว มันไม่ต่างกับการค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าตัวเองทีละชิ้น ให้คนอื่นเห็นจนล่อนจ้อน ถ้าคุณไม่จริงใจพอจะเล่าเรื่องเหล่านี้ มันจะไม่สนุก มันจะไม่จริง มันจะไม่ได้เลยยย

นี่จึงยิ่งทำให้ฉันประทับใจ Sakura, sayonara ของพี่ติ๊กต่อกมาก มันไม่ใช่เรื่องแต่งที่นำไปสู่จุดพีคแบบพล๊อตนิยาย แต่มันซื่อตรงต่อผู้อ่าน ซึ่งหมายความว่าพี่ซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเองจึงนำไปสู่บทสรุปที่ละมุนละไมเช่นนี้ พี่ติ๊กต่อกพาผู้อ่านท่องเที่ยวญี่ปุ่น ทว่าไม่ใช่ด้วยสายตาของนักท่องเที่ยว นักช๊อป นักชิมลิ้นทอง หรือแบคแพคเกอร์สายประหยัด แต่ด้วยแว่นตาของนักศึกษารัฐศาสตร์สาขานโยบายสาธารณะ ด้วยความมองโลกในแง่ดี พร้อมๆ กับพาท่องไปในความทรงจำในส่วนที่รโหฐานที่สุดเพื่อหาคำตอบปัญหาหัวใจที่ยังค้างคา

การบรรยายเหตุการณ์เหล่านี้ใต้กลีบซากุระจึงเหมาะสมเป็นที่สุด ดอกไม้บอบบางแย้มยิ้มอยู่ชั่วครู่ก่อนจะร่วงโรย เช่นเดียวกับผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

ทุกอย่างล้วนมีช่วงเวลาของมันเอง อย่างที่พี่บอกจริงๆ

ปล1. มีรูปที่เราถ่ายอยู่ในหนังสือพี่ติ๊กต่อกด้วยยยยย

แจ้งพิกัด “ซากุระ, ซาโยนาระ”

IMG_20171207_151814

“ซากุระ,​ ซาโยนาระ” โดย Tiktok

“หลังจากเบ่งบานและร่วงโรย, ทุกปี ซากุระจะกลับมาใหม่เสมอ ผู้คนในชีวิตก็เช่นกัน”

หนังสือรัก ที่ไม่มีคำว่า “รัก”

ว่าด้วยความทรงจำที่ยังคงผลิบาน ย้อนรอยการเดินทางสู่คิวชู คันไซ และโตเกียว

สำหรับใครที่ตามหาหนังสืออยู่ ค้นหากันได้ที่พิกัดเหล่านี้

 

 

 

1.ร้านหนังสือก็องดิด The Jam Factory ตรงคลองสาน

โทร : 02-861-0967

เว็บไซต์ : http://www.candidebooks.com/product/ซากุระ-ซาโยนาระ/

พิกัด : https://goo.gl/maps/P8NuvzmAfrj

 

 

2.ร้าน Bookmoby
ชั้น 4 หอศิลป์กรุงเทพฯ (bacc)
ตรงข้ามห้างมาบุญครอง รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ

โทร: 086-374-3464

เว็บไซต์ : www.facebook.com/bookmoby

พิกัด : https://goo.gl/maps/bjAfRWrEumA2

 

 

3.แกลลอรี่ กาแฟดริป Gallery Drip Coffee
ชั้น 1 หอศิลป์กรุงเทพฯ (bacc)
ตรงข้ามห้างมาบุญครอง รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ

โทร: 081-917-2131

เว็บไซต์ : www.facebook.com/GalleryDripCoffee

พิกัด : https://goo.gl/maps/zajkQTot9pC2

 

 

 

4. Ease Cafe & CoWorking space (อารีย์)

โทร: 092-828-5424

เว็บไซต์ : www.facebook.com/Easebkk/

พิกัด : https://goo.gl/maps/KDewXGdoQPx

 

 

5. 10 ml. Cafe Gallery 
ซอยวิภาวดี 16/6

โทร: 089-465-6915

เว็บไซต์: www.facebook.com/10mlcafegallery/

พิกัด : https://goo.gl/maps/Sv1CuQWr3CM2

 

 

 

6.ร้านหนังสือออนไลน์ Readery

เว็บไซต์ : http://readery.co/9786164451148

 

 

IMG_20171207_150455.jpg

 

 

 

 

ขอบคุณมากค่ะ

 

ถึงคุณ…ถ้าเราเคยรู้จักกันมาก่อนในชีวิต

 

IMG_20171207_150455.jpg

สวัสดีค่ะ

ฉันตั้งใจเขียนอีเมลนี้หาคนที่ฉันมี contact ไว้ จุดมุ่งหมายเพื่อแจ้งข่าวว่า หลังจากไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นมา 2 ปี ฉันได้รวบรวมประสบการณ์นั้น เขียนหนังสือออกมา 1 เล่ม

ต้นฉบับร่างแรกสุดของหนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นที่กรุงโตเกียว ก่อนที่จะถูกขัดเกลาจนออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ ตอนที่เริ่มต้นเขียนนั้น เป็นช่วงกึ่งกลางของธีสิสปริญญาโทพอดี ที่ฉันเจียดเวลาในช่วงธีสิสมาเขียนหนังสือเล่มนี้ เพราะอยากบันทึกความทรงจำถึงเพื่อนคนหนึ่งไว้ และฉันคิดว่า ถ้าฉันไม่เริ่มต้นเขียนในตอนนั้น ความทรงจำบางอย่างอาจหล่นหาย … และฉันอาจไม่ได้เขียนถึงมันอีกเลย

นั่นคือจุดเริ่มต้นแรกสุด ที่ทำให้เกิดหนังสือเล่มนี้ขึ้น

 

หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า “ซากุระ, ซาโยนาระ” เป็นหนังสือที่ฉันใช้เงินทุนส่วนตัวจัดพิมพ์ขึ้นมาเองค่ะ โดยไม่ได้ผ่านสำนักพิมพ์ใดๆ

สำหรับชื่อหนังสือนั้น ถ้านับตามไวยากรณ์แบบญี่ปุ่นแล้ว การตั้งชื่อแบบนี้ถือว่าผิดหลักภาษาอย่างยิ่ง แต่หลังจากพูดคุยกับหลายผู้คน ฉันตัดสินใจใช้ชื่อนี้ เพราะคิดว่ามันสะท้อนเนื้อหาในหนังสือได้เป็นอย่างดี ฉันชอบความเบ่งบานของซากุระ ขณะเดียวกัน การร่วงโรยของมัน ก็ทำให้ฉันตระหนักถึงอะไรบางอย่าง

คุณเคยเห็นซากุระไหมคะ

เมื่อคิดถึงซากุระ ความทรงจำไหนบ้างที่โผล่มาทักทายคุณ
สำหรับฉัน ทุกครั้งที่นึกถึงซากุระ ความทรงจำถึงเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้จะโผล่ขึ้นมาเสมอ

ความทรงจำถึงผู้คน ที่เราพานพบและลาจากในชีวิต

ฉันคิดถึงสิ่งเหล่านั้น

 

 

ถ้าเราเคยรู้จักกันมาก่อนในชีวิต และถ้าคุณอ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วสนใจอยากรู้จักหนังสือเล่มนี้มากขึ้น ฉันอยากขอร้องคุณดังนี้

1)ถ้าคุณกำลังมองหาของขวัญปีใหม่ ไม่ว่าให้ตัวเอง หรือให้ผู้คนในชีวิต แล้วคุณมีงบประมาณอยู่ราวๆ 345 บาท ฉันอยากลองให้คุณพิจารณาหนังสือเล่มนี้ดู

2)ถ้าคุณกำลังวางแผนจะไปดูซากุระบานที่ญี่ปุ่น ในช่วงปลายเดือนมีนาคม หรือต้นเดือนเมษายน ปี 2561 ฉันอยากให้คุณลองพิจารณาหนังสือเล่มนี้ดู … แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า มันไม่ใช่หนังสือไกด์บุ๊ค แต่ฉันเชื่อว่า มันจะทำให้คุณเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบของซากุระมากขึ้น อีกสักนิด

3)ถ้าคุณรู้จักใครที่สนใจญี่ปุ่น กำลังวางแผนจะไปดูซากุระบาน หรือแม้กระทั่งอยากหาหนังสือสักเล่ม เพื่อส่งมอบให้ใครสักคนเป็นของขวัญ ฉันอยากให้คุณลองพิจารณาหนังสือเล่มนี้ดู

4)ถ้าคุณไม่อยู่ในสามกลุ่มข้างต้นเลย ไม่เป็นไรค่ะ แต่หากคุณพอมีเวลา ฉันอยากรบกวนช่วยแชร์ข่าวหนังสือเล่มนี้ในพื้นที่โซเชียลมีเดียของคุณได้ไหม

 

และสำหรับคนที่สนใจอยากพลิกอ่านหนังสือ หรือแม้กระทั่งอยากสั่งซื้อ นี่คือรายละเอียด

ชื่อหนังสือ : ซากุระ, ซาโยนาระ
ราคา :  275 บาท (ไม่รวมค่าจัดส่ง สั่ง 3 เล่มขึ้นไป ฟรีค่าจัดส่งภายในประเทศ)
จำนวนหน้า : 325 หน้า
พิมพ์ครั้งที่ 2: ธันวาคม 2560 
เขียนโดย : Tiktok

สำหรับคนที่ต้องการอ่านตัวอย่าง เพื่อทำความรู้จัก (ตัวหนังสือ)​ กันก่อน ดูได้ที่

  • อ่านตัวอย่างของหนังสือได้ที่ (issuu) – https://goo.gl/25R4Zv
  • หรือจะดาวน์โหลดตัวอย่างบางส่วนแบบ PDF ไฟล์ – https://goo.gl/pLMTxv

 

 

ช่องทางการจำหน่าย

คุณสามารถซื้อหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” แบบตัวเล่ม ได้  3 ช่องทาง

1)สั่งซื้อโดยตรงกับผู้เขียน ซึ่งก็คือฉันเอง โดยส่งอีเมลเข้ามาที่ tiktokthailand@gmail.com โดยระบุจำนวนเล่มที่สนใจสั่งซื้อ ทั้งนี้มีค่าขนส่งเพิ่มเติม 70 บาท แต่หากซื้อ 3 เล่มขึ้นไป จัดส่งฟรี (ในประเทศ)

ถ้าจะสั่งซื้อ 1 เล่ม สามารถโอนเงิน 345.- บาท เป็นราคารวมค่าจัดส่งแล้ว ไปที่บัญชี
หัทยา ภูดี

ธนาคารไทยพาณิชย์ บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 155-214407-1
ธนาคารกรุงไทย บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 691-0-21092-1
ธนาคารกรุงเทพ บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 152-438157-9
Promptpay หมายเลขโทร. 0649691456 (หัทยา ภูดี)

จากนั้นเข้าลิงก์นี้   https://goo.gl/HzVaoS เพื่อกรอกชื่อ-ที่อยู่ รายละเอียดการจัดส่ง

และรอรับหนังสือภายใน 5-10 วัน

 

2)หลายคนอาจจะเขิน ลำบากใจ หรืออะไรก็แล้วแต่ เวลาต้องสั่งซื้อโดยตรงกับผู้เขียน แต่ก็อยากสั่ง เรามีทางเลือกให้ค่ะ คุณสามารถสั่งซื้อได้ทางร้านหนังสือออนไลน์ชื่อ Readery (http://readery.co) เป็นร้านที่น่ารักมาก สโลแกนคือ Reading is Sexy  วิธีชำระเงินก็มีให้เลือกหลายทาง ลองดูนะคะ

3)สำหรับคนที่ชอบไปร้านหนังสือ อยากหยิบจับพลิกดูก่อน อยากลองเปิดดูว่าจะชอบไหม อยากพิจารณาใคร่ครวญก่อนสักนิด … แล้วค่อยซื้อ

คุณสามารถซื้อหาได้ที่ร้านหนังสืออิสระใน กทม. โดยตอนนี้ มีวางขายแล้วตามรายชื่อในลิงก์นี้
https://goo.gl/nLPXyD

  • ร้านก็องดิด (Candide) The Jam Factory
  • ร้าน Bookmoby ชั้น 4 หอศิลป์กรุงเทพฯ (bacc)
    ตรงข้ามห้างมาบุญครอง รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ
  • แกลลอรี่ กาแฟดริป Gallery Drip Coffee
    ชั้น 1 หอศิลป์กรุงเทพฯ (bacc)
    ตรงข้ามห้างมาบุญครอง รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ
  • Ease Cafe & CoWorking space (อารีย์)
  • 10 ml. Cafe Gallery 
    ซอยวิภาวดี 16/6

 

ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ ฉันขอขอบคุณมากๆ ค่ะ

และไม่ว่าคุณจะสนใจหนังสือหรือไม่ก็ตาม ฉันอยากฝากแชร์ลิงก์นี้หน่อยนะคะ หากไม่รบกวนมากเกินไป

Link – https://deartiktok.wordpress.com/2017/11/19/ถึงคุณถ้าเราเคยรู้จัก/

 

 

 

บทหนึ่งในหนังสือเขียนไว้ว่า

“ผู้คนที่เราพบ เปลี่ยนแปลงเราไม่มากก็น้อย”

ในจังหวะหนึ่งของชีวิต ฉันดีใจที่เราได้พบกันค่ะ

 

 

Tiktok

ก่อนปีเฮย์เซย์ 29 จะผ่านพ้น

 

sakura-cv-spread-01

 

หมายเหตุ: หากคุณเป็น Press และต้องการไฟล์ภาพเพื่อนำไปบอกเล่าต่อ สามารถดาวน์โหลดภาพและตัวอย่างบางส่วนของหนังสือได้จากลิงก์นี้ค่ะ – https://goo.gl/b1S5r7

หรือสอบถาม tiktokthailand@gmail.com