[TOKYO 2013] #6

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหา ถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป  (เช่นตอนนี้) ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

10620592_10152393028543235_6012894072298092546_n

This is not a story about Tokyo,
It is the story about people I met in Tokyo.

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#6: เฉิน และน้ำมันพืชครึ่งขวดขวดนั้น

 

เฉินเป็นหนุ่มจีนตัวสูงโย่ง หลงรักการเล่นบาสฯ จริงๆ แล้ววันเวลาของฉันกับเฉินทาบทับกัน (แสน) สั้นมาก ถ้านับเป็นชั่วโมงจริงๆ ก็ไม่น่าเกิน 24 ชั่วโมงด้วยซ้ำ และบทสนทนาแรกเริ่มของเราเริ่มต้นด้วยเรื่อง “น้ำมันพืช”

เริ่มต้นสัปดาห์ที่สองของการอยู่โตเกียว, ในแชร์เฮ้าส์ที่ฉันเซ็นสัญญาว่าจะอยู่ไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน, ฉันหันมาจริงจังกับการทำอาหาร
ค่ากินอยู่ที่โตเกียวแพงมาก ในปี 2013 มหานครแห่งนี้ถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดในโลก สถิตินี้เปลี่ยนแปลงไปทุกปี บางปีก็ย้ายฟากข้ามทวีปไปตกอยู่ในเงื้อมมือของเมืองซานฟรานซิสโก บางปีก็ย้ายกลับมาทางฝั่งสิงคโปร์ แต่ปีนี้ โตเกียวครองอันดับหนึ่ง
อันที่จริง อาหารการกินของโตเกียวไม่ได้แพงมากกว่าเมืองใหญ่โตเมืองอื่นของโลกมากนัก แซนด์วิชเรียบง่ายที่นิวยอร์กอาจราคา 150 บาท แตกต่างกับราคาฟิชแอนด์ชิปที่ลอนดอนไม่มากไม่มาย ขณะที่ราเมนแบบเนื้อน้อยชิ้นที่โตเกียว ราคาคือ 170 บาท ราคานี้ประชากรจากกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกอย่างแดนเคยหลุดปากบอกว่า “ไม่แพง” ประชากรจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ฟังแล้วคันปากอยากจะแย้ง ก็แหม…เรามาจากดินแดนที่ก๊วยเตี๋ยวชามละ 30 บาทนี่นา

ส่วนหนึ่งที่ทำให้อาหารในญี่ปุ่นราคา “ไม่ถูก” ก็เพราะนโยบายของรัฐบาลที่เน้นให้ความสำคัญกับผู้ผลิตมากกว่าผู้บริโภค ส่วนหนึ่งลือกันว่าเพราะเกษตรกรเป็นฐานเสียงสำคัญ รัฐบาลเลยต้องมีมาตรการทางเศรษฐกิจมาช่วยค้ำจุน

ฟังแล้วรู้สึกเป็นปัญหาโลกแตก ถ้าเราเป็นเกษตรกรผู้ผลิต เราก็คงอยากขายของได้ราคาดี ส่วนถ้าเราเป็นผู้บริโภครายได้เดือนชนเดือน เราก็คงอยากซื้อหาข้าวปลาได้ในราคาแสนถูก

มาตการเศรษฐกิจที่ดีคืออะไร, คำตอบคงขึ้นอยู่กับว่า “เรายืนอยู่ฝั่งไหน” มากกว่า
แน่นอนว่าตอนนี้ฉันยืนอยู่ฝั่งผู้บริโภค
และตอนนี้ ฉันตัดสินใจจะบริโภค ‘แซลมอนทอด’

ฉันเดินเข้าครัวของแชร์เฮ้าส์ สำรวจตรวจสอบจนพบว่าที่นี่มีหม้อหุงข้าวให้แล้ว เตาไฟฟ้าก็มีถึงสองเตา ตะหลิว กระทะเทฟล่อน หม้อต้ม ทัพพี ทุกอย่างที่ล้วนจำเป็นกับการทำอาหาร (โซนเอเชีย) ล้วนมีครบครัน, ได้การล่ะ ฉันจะหุงข้าวกินกับแซลมอนทอด ตอนนี้ขาดแค่ออกไปซื้อข้าวสารที่ซุปเปอร์ ซื้อแซลมอน พริกไทยดำ (ไว้เหยาะโรย) และก็น้ำมันพืช
ซุปเปอร์ญี่ปุ่นไม่แตกต่างจากซุปเปอร์เมืองไทย โดยเฉพาะตรงแผนกของสดและเครื่องปรุงรส ถ้าจะมีสิ่งที่ต่างอย่างเห็นได้ชัด ก็คงเป็นเรื่อง “ภาษา”, ฉลากบรรจุภัณฑ์ที่นี่ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น ”
นั่นหมายถึง การจะซื้อหาสินค้าอะไรสักอย่าง เราต้องสังเกตสังกาจากลักษณะภายนอก “เอ…อันนี้น่าจะเป็นพริกไทยดำเนอะ” “อันนี้น่าจะเป็นน้ำมันพืชแหละมั้ง ขวดและสีเหมือนกันเปี๊ยบ” นี่คือหลักเกณฑ์ง่ายๆ เลย … ใช้สายตากะประมาณ ใช้สมองประมวล และใช้เงินเยนจับจ่าย (ฮา)

ได้ของครบล่ะ ว่าแล้วฉันก็หอบหิ้วทุกอย่างเข้าครัว เอาข้าวใส่หม้อ ซาวน้ำสองหน ยกใส่เครื่อง กดปุ่มสักปุ่มที่ “เดา” เอาเองว่าน่าจะหมายถึง ปุ่ม “cook” จากนั้นก็หันไปตั้งกระทะเทฟล่อน เปิดเตาไฟฟ้า พอกระทะเริ่มร้อนก็ใส่แซลมอนลงไป จริงๆ สำหรับกระทะเทฟล่อนนั้น เราสามารถปรุงอาหารโดยไม่ต้องใส่น้ำมันลงไปก็ได้ แต่วันนั้นอะไรดลใจให้ฉันอยากใส่น้ำมันพืชก็ไม่รู้ ฉันว่ามันน่าจะทำให้แซลม่อนมีความกรุบกรอบน่ากินกว่าเดิม
เปิดขวดพลาสติกที่บรรจุน้ำสีอำพันอย่างแคล่วคล่อง (ขอยกยอปอปั้นทักษะครัวเรือนตัวเองสักเล็กน้อย) จากนั้นฉันก็เทสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าเป็น “น้ำมัน” ราดลงบนตัวแซลมอนอย่างเชื่อมั่น
หืม…ทำไมน้ำมันมันไม่หนืดเลยล่ะ มันเทง่ายประหนึ่งกำลังเทน้ำหรือเทเหล้าเลย
ฉิบหายล่ะ! นี่มันไม่ใช่น้ำมัน!!!
โธ่ถัง! แซลมอนสีส้มสวยของฉัน ชิ้นนั้นราคาตั้งสองร้อยเยนเชียวแน่ะ!!!

ฉันปิดเตาไฟฟ้า รู้สึกอยากเขกกะโหลกตัวเองครามครัน แผนการที่ตั้งเป้าว่าอยากประหยัดตังค์ ดันพลิกโผกลายเป็นการสูญเสียแซลมอนไปชิ้นหนึ่ง พร้อมได้ขวดน้ำสีอำพันอะไรมาก็ไม่รู้
แล้วเฉินก็เดินผ่านมาในจังหวะนี้
“เฮ้ย! เธอ, เธอนั่นแหละ เธออ่านภาษาญี่ปุ่นออกไหม” อารามตกใจ นอกจากทำสติหล่นหาย ฉันยังเผลอทำมารยาทตกหล่นไปอีกแน่ะ
เฉินไม่ได้มีอาการระคายเคืองกับการทักทายอย่างเป็นกันเอง (มาก) ของฉัน แม้เราจะเพิ่งเจอกันหนนี้หนแรกก็เถอะ
“อ่านไม่ออก แต่น่าจะพอเดาได้ ฉันเป็นคนจีน” เฉินเดินเข้ามาใกล้ ส่วนฉันรีบยื่นขวดน้ำสีอำพันให้เขาดู
“นี่คืออะไรอ่ะ พอจะเดาได้ไหม”
เฉินรับขวดพลาสติกไปเมียงมองฉลากตัวอักษรคันจิอยู่แป๊บนึง ก่อนจะส่งมันกลับคืนมา “ไม่แน่ใจ”
“ฉันคิดว่ามันเป็นน้ำมันพืช กะว่าจะซื้อมาทอดปลาแซลมอน แต่พอเปิดดูถึงรู้ว่าไม่ใช่” ถึงตอนนี้ฉันทำหน้าตาห่อเหี่ยวผิดหวัง โลกทั้งใบคล้ายใกล้วายวอด
“ใช้น้ำมันพืชของฉันก่อนก็ได้” เฉินเอื้อมมือยาวๆ ไปเปิดชั้นวางที่อยู่สูงขึ้นไป ในนั้นมีเครื่องปรุงและอุปกรณ์ทำอาหารจำนวนมากบรรจุอยู่ เขาหยิบขวดพลาสติกที่เขาเรียกว่า “น้ำมันพืชของฉัน”ออกมา มันเหลืออยู่ตั้งครึ่งหนึ่งแน่ะ
“จริงๆ เอาไปเลยก็ได้นะ เดี๋ยวฉันก็ไม่อยู่แล้ว เสียดายของ” เขาว่าก่อนจะวางน้ำมันพืชขวดนั้นลงกลางโต๊ะใหญ่ในครัว
“ขอบใจนะ”
นั่นคือบทสนทนาครั้งแรกของเรา
(ส่วนแซลมอนชิ้นนั้น โดนฉันเขี่ยทิ้งลงถังขยะแบบเผาได้ในที่สุด ><”)

แล้วฉันก็ได้เดินสวนกับเฉินอีกทีหลายครั้งในแชร์เฮ้าส์ เรื่องของเรื่องก็คือเฉินมาเรียนอะไรสักอย่างในช่วงหน้าร้อนที่โตเกียว ความที่ไม่ได้เรียนเต็มวัน เขาเลยมีเวลาว่างเตร็ดเตร่อยู่บ้านในช่วงจันทร์ถึงศุกร์เป็นบางหน ส่วนฉันก็แสนว่าง ชั้นเรียนปริญญาโทก็ยังไม่เปิด เราเลยมักเดินสวนกันตรงตู้เย็นตู้ใหญ่กลางบ้านเสมอ
บางวันฉันแวะไปเปิดเอานมเมจิในตู้เย็นมาดื่ม เฉินก็แวะมาเอาเกนไมฉะ (ชาผสมข้าว) พอดี
บางวันฉันมาเปิดเอาบร็อกโคลีจะทำผัดผัก เฉินก็มาเปิดเอาไอติมแฮกเกนดาสที่วางไว้ในช่องฟรีซ
บางวันฉันแวะเอาน้ำส้มคั้น เฉินก็แวะมาหยิบเป๊ปซี่
“เฮ้”
“ไฮ้”
“แล้วเจอกันนะ”
“อืม”
บทสนทนาเป็นไปอย่างแสนสั้น เราผูกมิตร แต่ไม่ได้ผูกสัมพันธ์

นอกจากเขาชื่อเฉิน เป็นคนจีน บ้านเกิดอยู่เซี่ยงไฮ้ และชอบเล่นบาสฯ แล้ว สารภาพว่านอกเหนือจากนี้ ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลยสักอย่าง
ไม่รู้แม้กระทั่งส่วนสูงที่แท้จริงเลยด้วยซ้ำ
แล้ววันหนึ่งฉันก็เจอเขาที่หน้าบ้าน กำลังลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ (มาก)
“เฮ้”
“ไฮ้”
“จะไปไหน”
“กลับเซี่ยงไฮ้”
“เฮ้ย! กลับแล้วเหรอ?”
“กลับไฟล์ทเช้า เลยว่าจะไปนอนรอที่สนามบินก่อน”
“ไปสนามบินยังไง”
“ว่าจะนั่งรถไฟไป”
“สถานีนิชินิปโปริ?”
“เปล่า สถานีเซนดากิ”
“งั้นลากันตรงนี้นะ ฉันต้องไปสถานีนิชินิโปริ”
ฉันโบกมือลาเฉินตรงหน้าแชร์เฮ้าส์หลังย่อม

วันนั้นฉันมีนัดกับพี่คนไทยคนหนึ่งที่โรงแรมในย่านชินจูกุ ก่อนหน้าจะย้ายเข้าแชร์เฮ้าส์หลังนี้ ฉันเผลอลืมหนังสือเล่มหนึ่งไว้บนรถไฟเจอาร์ มันเป็นหนังสือว่าด้วยชีวิตตัวคนเดียวในกรุงโตเกียวโดยนักเขียนไทยคนหนึ่ง ฉันเข้าไปบ่นในเฟซบุ๊ก พี่สาวผู้น่ารักคนหนึ่งเห็นเข้า เธอเลยฝากหนังสือเล่มนี้ให้เดินทางไกลมากับสามีนักธุรกิจของเธอ
ปกติแล้วเวลาเดินทางไปชินจูกุ ฉันมักจะนั่งรถไฟเจอาร์จากสถานีนิชินิปโปริไปลงยังเจอาร์ชินจูกุ -สถานีที่ว่ากันว่ามีผู้โดยสารหลักล้านต่อวัน
นิชินิปโปริเป็นสถานีไม่ใหญ่ไม่โต ระหว่างทางเดินจากแชร์เฮ้าส์ไปสถานีนี้ ฉันต้องเดินผ่านโรงเรียนชายล้วนแห่งหนึ่งอยู่เสมอ
จากโรงเรียนชายล้วน ก็ต้องข้ามถนนตรงทางม้าลาย ก่อนจะเดินเข้าตัวสถานีได้
แล้วฉันก็เห็นเฉินยืนอยู่ตรงนั้น อีกฟากฝั่งของถนน, กำลังรอข้ามทางม้าลาย
“เฮ้”
“ไฮ้”
“ทำไมมาโผล่ที่นี่”
“เปลี่ยนใจมาเรียกแท็กซี่ไปสนามบินแทน”
“งั้นยืนรอเป็นเพื่อนนะ”
ประโยคล่าสุด ฉันเป็นคนพูดมันออกมาเอง
ยืนรอไม่ถึงห้านาที แท็กซี่สีเหลืองคันหนึ่งก็แล่นผ่านมา
กระเป๋าเดินทางใบเขื่องถูกยกขึ้นไว้ด้านหลัง เฉินหันมาโบกมือลา มือของเขายาวเชียว ส่วนตัวของเขาก็สูงจนต้องชะโงกหน้ามอง
“นี่…สรุปน้ำมันพืชนั่น เธอยกให้ฉันใช่ไหม” แทนที่จะเลือกพูดคำว่า “กู๊ดบาย” ฉันกลับเลือกถามประโยคนี้กับเขาแทน
เฉินหัวเราะ
“ดูแลตัวเองนะ”
“เธอก็เหมือนกัน”
นั่นคือบทสนทนาครั้งสุดท้ายของเรา

นับจากวันที่โบกมือลาเฉิน ฉันอยู่ซากุระเฮ้าส์หลังนั้นไปอีกราวหนึ่งเดือนกว่าๆ ช่วงนั้นฉันยังทำกับข้าวกินเองเสมอ ซุปเปอร์มาร์เก็ต-ตู้เย็น-ห้องครัว พื้นที่เหล่านี้คือหนึ่งในพื้นที่สิงสถิตของฉันจนกระทั่งวันย้ายออก
เมนูที่ฉันมักทำบ่อยครั้งมากที่สุด ก็คือ แซลมอนทอด

ในหนังปี 2003 เรื่อง Lost In Translation ของโซเฟีย คอปโปลา คนแปลกหน้าสองคนเจอกันในมหานครโตเกียว พวกเขาผูกมิตรกันในช่วงเวลา 2 อาทิตย์ ไปร้องคาราโอเกะด้วยกัน นั่งสนทนาเรื่องรถปอร์เช่ ดื่มกินอย่างเหงาหงอยด้วยในย่านชิบูยะ ทะเลาะและคืนดี ก่อนจะลาจาก เพื่อจะจดจำกันและกันไปตลอดกาล

ฉันกับเฉินไม่เคยมีความสัมพันธ์ในรูปแบบนั้น
วันเวลาของเราทาบทับกันแสนสั้น (มาก)
แต่ทุกครั้งที่เดินผ่านเคาน์เตอร์น้ำมันพืชในซุปเปอร์มาร์เก็ต
ฉันมักจะหวนคิดถึงเรื่องราววันนั้นอยู่เสมอ
เรื่องราวของน้ำมันพืชครึ่งขวด
เรื่องเล็ก น้อยนิด ไม่สมบูรณ์แบบ และไม่สลักสำคัญเรื่องหนึ่ง
เรื่องเรียบง่ายที่ฉันบังเอิญจดจำ…และเผลอมีรอยยิ้มตามบ้าง ในบางที 🙂

ปล.หนึ่งปีผ่านไป ฉันพบว่าขวดน้ำสีอำพันที่ซื้อมาผิดขวดนั้น คือสิ่งที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า “มิริน”

Advertisements

[Tokyo 2013] #5

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหา ถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป  (เช่นตอนนี้) ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

10653696_10152381424178235_4983203641485571130_n

This is not a story about Tokyo,
It is the story about people I met in Tokyo.

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#5: พี่ออม บ้านยานากะ และการมีอยู่ของโชคชะตา (ภาคจบ)

 

บนขบวนรถไฟที่มุ่งหน้าสู่มหานครโตเกียว สาวพังก์ร็อก โอซากิ นานะ ได้เจอกับสาวหวานในชุดกรุยกราย โคมัตซึ นานะ เป็นครั้งแรก
ต่อมาโชคชะตาเล่นกลอีกครั้ง ให้พวกเธอได้มาเป็นรูมเมทกัน ณ ห้อง 707 ของอาคารเก่าหลังหนึ่ง ที่มองออกไปเห็นวิวแม่น้ำ
ห้องที่ฉันพักทุกวันนี้ ไม่ใช่ห้อง 707 และวิวที่มองออกไปเห็นก็ไม่ใช่แม่น้ำ,หากแต่เป็นสุสานในย่านเมืองเก่า
ไม่มีอะไรเหมือนกับพล็อตมังงะเรื่อง ‘นานะ’ ของไอ ยาซาว่า นักวาดการ์ตูนญี่ปุ่นคนดังแม้แต่น้อย
แต่ฉันก็ยังคิดว่า มันเป็นเรื่องของโชคชะตาอยู่ดี ที่ทำให้ฉันได้พักห้องนี้
ห้อง 203 บ้านยานากะ

ความเดิมจากตอนที่แล้ว หลังจากฉันกดคอมเม้นท์ไปหาพี่ออมว่า จำได้ไหม เราเพิ่งเจอกันเมื่อบ่ายนี้ที่เจอาร์โอกะชิมะจิ เธอก็ส่งหลังไมค์มาหาฉันในเฟซบุ๊กทันที
“เรื่องบ้านที่น้องโพสถาม จะบอกว่าห้องข้างๆ พี่กำลังจะย้ายออก สนใจมาดูห้องไหมคะ”


ห้องพักที่มีพี่คณะอยู่ข้างๆ ถ้ามีเรื่องเวิ่นเว้อเพ้อเจ้อหรือเครียดอกแตกเรื่องเกรดเฉลี่ยก็ยังมีคนให้คำปรึกษาและปลอบใจ – เป็นภาษาไทย – อืม…น่าสนไม่หยอก


“ที่พักอยู่ใกล้ ม. ค่ะ เดินไปได้ แต่ตอนนี้เจ้าของห้องไปสัมนาที่ตุรกีอยู่นะคะ จะบอกว่าน้องเขาก็ชื่อ ‘ติ๊ก’ เหมือนกันเลย”
“ห้องนี่อยู่แถวไหนเหรอคะ” ฉันพิมพ์ข้อความถามกลับไปบ้าง
“อยู่แถวๆ สถานีโตเกียวเมโทรเซนดากิ ค่ะ”
“ฮ่าฮ่า จะบอกว่า แชร์เฮ้าส์ที่ติ๊กพักอยู่ตอนนี้ก็อยู่แถวๆ สถานีเซนดากิ” เหวอเลย…โลกจะกลมไปไหน
“งั้นเดี๋ยวเย็นนี้ขอแวะไปดูห้องได้ไหมคะ”
“ได้ๆ ดูห้องพี่ไว้เป็นตัวอย่างก่อนก็ได้ ห้องน้องอีกคนคงต้องรอเขาบินกลับมาก่อน ตอนนี้พี่อยู่ฮาราจูกุ ไว้ค่ำๆ เดี๋ยวพี่โทรหานะคะ”


ฉันตอบตกลงกับพี่ออมตามนั้น

จริงๆ แล้ว ฉันยังคงคิดถึงห้องพักนั้นอยู่, ห้องใกล้มหาวิทยาลัยราคา 54,000 เยนที่ ดร.ปริญญาเอกคนนั้นมาโพสไว้ ราคามันเบาทีเดียว ถ้าได้ราคาแบบนั้น ฉันคงมีเงินทุนเหลือใช้ต่อเดือนอีกเยอะ
จะได้ช้อปเสื้อผ้าหน้าหนาวให้ฟินไปเล้ยยย พวกเครื่องสำอางใหม่อีก เอสเคทู ชิเชโด้ โคเซ่ คาเนโบ ดีเอชซีดีพคลีนซิ่ง ซันสกรีนแอนเนสซ่า รองพื้นอาร์เอ็มเค อายไลเนอร์ยี่ห้อเคท มาสคาร่ายี่ห้อเดจาวู และ บลาๆๆๆ (โอ้ย ทุนนิยมนี่ช่างสามานย์จริงจริ๊ง)


เออ…ว่าไปแล้ว ฉันก็ลืมถามราคาห้องพักที่พี่ออมบอกไว้เลย

ย่ำค่ำของชีวิตวันที่เจ็ดในโตเกียว ฉันเดินเข้าไปหาอะไรกินในครัวของแชร์เฮ้าส์
บ้านเงียบจัง…ดูเหมือนว่า คนจะยังไม่กลับจากโปรแกรมฝึกงาน คลาสเรียนภาษา หรือยังไม่กลับจากออฟฟิศสินะ


ข้างห้องที่ฉันพัก เป็นห้องที่แชร์กันระหว่างหนุ่มอเมริกันผู้เงียบขรึม และหนุ่มเวียดนามที่พูดภาษาญี่ปุ่นคล่องแคล่วกว่าภาษาอังกฤษ สองคนนี้ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน แต่การแชร์ห้องพักจะทำให้พวกเขาประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าเดิม


ฉันเคยได้ยินมาว่า โตเกียวเป็นเมืองที่ในเชิงกายภาพ เราจะรู้สึกถึงการมีอยู่ของผู้คนเสมอ นั่นเพราะในเขตเมโทรโพลิสที่มีพื้นที่ไม่ได้กว้างใหญ่ไพศาลมาก กลับต้องโอบอุ้มผู้คนหลักสิบล้านเอาไว้
ในรถไฟรอบเช้า ค่ำ และรอบมิดไนท์ การเบียดเสียดยัดทะนาน เนื้อตัวของมนุษย์ที่ต้อง (เผลอ) สัมผัสกัน คือธรรมชาติของเมโทรโพลิสโตเกียว
ธรรมชาติที่พระเจ้าไม่ได้สร้างขึ้น แต่มนุษย์ต่างหากที่เป็นผู้ปั้นแต่งโตเกียวให้ลงเอยเป็นเช่นนี้

 


มีอีกหลายสิ่งในญี่ปุ่นและโตเกียวที่ฉันต้องเริ่มทำความรู้จัก
ลิสต์ไว้ลำดับต้นเลยก็คือ การทำความเข้าใจเรื่องค่าธรรมเนียมที่พักในประเทศเฮลโหลคิตตี้แห่งนี้

ถ้าเป็นที่กรุงเทพฯ การทำสัญญาเช่าอพาร์ตเม้นท์อาจไม่ยุ่งยากนัก หลักๆ เราต้องจ่ายค่าเช่าห้องล่วงหน้า และค่าประกันห้อง เซ็นสัญญาแกร๊กกร๊าก จากนั้นก็ย้ายเข้าได้
ที่ญี่ปุ่น ธรรมเนียมบางอย่างคล้ายคลึงกัน แต่บางอย่างก็ต่างออกไป นอกจากค่าเช่าห้องล่วงหน้า 1 เดือน เรายังต้องจ่ายค่าประกัน (ชิกิกิน) จำนวน 1-2 เดือน เงินส่วนนี้จะได้คืนจำนวนหนึ่งเมื่อย้ายออก แต่ค่าใช้จ่ายอีกสองที่จะตามมานั้น จะไม่ได้คืนแต่อย่างใด นั่นก็คือ ค่าสินน้ำใจเจ้าของบ้านพัก (เรอิกิน) จำนวน 1-2 เดือน และค่าธรรมเนียมให้เอเจนซีที่ช่วยเราหาบ้านอีกประมาณ 1 เดือน
ที่สำคัญ การทำสัญญาเช่าห้องพักหลายที่ในญี่ปุ่น จำเป็นอย่างมากที่เราต้องมี ‘ผู้ค้ำประกัน’ ซึ่งต้องมีสัญชาติญี่ปุ่นและมีหน้าที่การงานมั่นคงด้วย
การหาผู้ค้ำประกันนี่แหละที่สร้างความหนักใจให้ฉันอยากมาก
ฉันเลยทำสัญญาเข้าพักระยะสั้นที่แชร์เฮ้าส์อันปัจจุบันไว้ก่อน

ซากุระเฮ้าส์ ย่านเซนดากิ เขตบุนเคียว แห่งนี้ เป็นหนึ่งในแชร์เฮ้าส์ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยโตเกียวมากนัก (แต่ก็เดินหอบอยู่นะ)
แชร์เฮ้าส์คือธุรกิจที่มีบ้านพักให้บริการ ส่วนใหญ่มักออกแนวมีห้องพักส่วนตัวให้ แต่พื้นที่ส่วนกลางอื่นๆ เช่นห้องครัว คอมมอนรูม หรือห้องน้ำห้องท่าต้องใช้ร่วมกัน (แต่ห้องสุขานั้นแยกชาย-หญิง)
ความสะอาดในบริเวณส่วนกลาง ถือเป็นความรับผิดชอบที่สมาชิกต้องดูแลร่วมกัน ใครใช้ครัวแล้วก็ต้องทำความสะอาดให้เรียบร้อย ส่วนขยะนั้น แต่ละสัปดาห์จะมีการกำหนดว่าห้องไหนต้องขนขยะ (ที่แยกไว้แล้ว) ไปทิ้ง
ส่วนพื้นที่ห้องน้ำห้องท่า รวมถึงโถงทางเดินกลาง แต่ละสัปดาห์จะมีแม่บ้านเข้ามาดูแลจัดเก็บให้เรียบร้อย 1 ครั้ง
สัปดาห์แรก ฉันสื่อสารกับคนในบ้านไม่ค่อยเข้าใจนัก ฉันเลยนึกว่าเราต้องช่วยกันทำความสะอาดห้องน้ำห้องท่าด้วย
ตอนกลางวันวันหนึ่ง เด็กจีนคนหนึ่งก็เลยได้เป็นประจักษ์พยานเห็นฉันนั่งขัดห้องสุขาของแชร์เฮ้าส์ที่ตัวเองเช่าอยู่


อืม…ลืมบอกไป ค่าเช่าของที่นี่ ตกห้องละประมาณเจ็ดหมื่นเยน (สำหรับห้องเตียงเดี่ยว)
แพงไปนิด (จริงๆ ไม่นิดหรอก) แต่ความสะดวกของมันก็อยู่ตรงที่ เราแค่จ่ายค่ามัดจำสามหมื่นเยน พร้อมค่าเช่าห้องล่วงหน้าหนึ่งเดือน เซ็นสัญญาแกร๊กกร๊าก ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันให้ยุ่งยาก ไม่ต้องยุ่งเรื่องบิลค่าน้ำค่าไฟ (เพราะคิดเหมารวมในค่าเช่าไว้แล้ว) ก็เดินตัวปลิว เข้ามาอยู่อาศัยได้เลย


ฉันชอบที่นี่ แต่ธรรมชาติของแชร์เฮ้าส์ก็เหมาะเป็นที่พักอาศัยเพียงชั่วคราวเท่านั้น


ความสัมพันธ์ระยะสั้น คือสิ่งที่เราจะมีต่อกันนะ – ค่ำวันนั้น ฉันเกี่ยวก้อยสัญญากับบ้านพักอย่างเงียบเชียบ
ก็โชคชะตาของฉัน (คง) ไม่ได้อยู่ที่นี่นี่นา

 


พี่ออมส่งข้อความเข้าไอโฟนห้าสีดำเครื่องญี่ปุ่นของฉัน
เรานัดกันที่สถานีเซนดากิ ทางออก 1, ตรงนั้นมีร้านมิสเตอร์โดนัท (ใช่แล้ว! มิสเตอร์โดนัท!) และร้านกาแฟช็อคโกโคร ที่ปิดทำการเวลาห้าทุ่มตรง, ครั้งแรกที่เห็นร้านเหล่านั้น ฉันไม่คิดมาก่อนเลยว่า สองปีต่อมา มันจะเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ฉันใช้เวลาหลบหนาวและหลบร้อนด้วยมากที่สุด

เดินจากทางออกหมายเลข 1 ไม่เกิน 5 นาที ก็จะเจอกับบ้านปูนสองชั้นที่ฉาบสีเหลืองไว้ภายนอก
ข้างๆ บ้านเป็นลานจอดรถ (แบบเติมเงิน) ส่วนฝั่งตรงข้าม เป็นสถานที่ที่ดูคล้ายศาลเจ้า (ฉันมารู้ทีหลังว่ามันคือสุสานกลางชุมชน!)
พี่ออมพาขึ้นไปดูห้องพัก ก่อนออกตัวว่า “ห้องรกหน่อยนะคะ” มันเป็นกลุ่มคำปกติที่เราทุกคนล้วนเคยใช้นั่นแหละฉันว่า (ฮี่ฮี่)


ห้องพี่ออมมีขนาดกะทัดรัด เตียง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะหนังสือ เคาน์เตอร์ครัว อ่างล้างจาน ห้องน้ำห้องท่าในตัว รวมถึง บานหน้าต่างกว้างๆ
ข้อมูลแค่นี้ก็ทำให้ใจเต้นแล้วล่ะ
“ห้องพี่ 49,000 เยนต่อเดือน แต่ห้องอีกห้องที่กำลังจะว่าง 54,000 เยนต่อเดือนค่ะ” หืม…54,000 เยนต่อเดือน คุ้นๆ นะตัวเลขจำนวนนี้นี่

“พี่คะ ห้องข้างๆ พี่นี่ เขาเพิ่งเรียนจบ ป.เอก รึเปล่า” ฉันถามออกไปด้วยใจเต้นกว่า

“อืม ใช่แล้วล่ะ เขาเคยโพสไว้ในกรุ๊ปนักเรียนไทยในญี่ปุ่นนะคะ คงเคยเห็นแล้วมั้ง”

“ห้องนั้นจะใหญ่กว่า หน้าต่างเยอะกว่า แต่ตอนนี้ยังเข้าดูไม่ได้นะ ต้องรอน้องเขากลับจากสัมนาที่ตุรกีก่อน”

ฉันยิ้ม “ไม่เป็นไรค่ะ”
ฉันค่อนข้างมั่นใจ ที่นี่แหละ…ที่นี่แหละ…มันคือที่นี่

“พี่คะ ขอเช็คข้อความในมือถือแป๊บนะคะ” ฉันกดค้นหาเมสเสจในเฟซบุ๊กที่ฉันเคยส่งหาเธอ – เจ้าของห้องพักที่ฉันเคยวนเวียนเฝ้าฝันว่าอยากได้ห้องพักแห่งนั้น – แล้วในที่สุด ฉันก็เจอ

“พี่ออมคะ นี่คือคนที่อยู่ข้างห้องพี่รึเปล่าคะ” ฉันส่งแอคเคานท์เฟซบุ๊กนั้นให้พี่ออมดู มันเป็นรูปของผู้หญิงไทยผิวขาว ผมยาว คนหนึ่งอยู่ ท่ามกลางฉากหลังอันสวยงามสักแห่งในประเทศญี่ปุ่น

“ใช่แล้วค่ะ นี่น้องติ๊ก…พี่หมายถึง ‘น้องติ๊ก’ อีกคนที่กำลังจะจบเอก”

ฉันเคยได้ยินมาว่า โตเกียวในเชิงกายภาพ เป็นเมืองที่มักทำให้เรารู้สึกถึงการมีอยู่ของผู้คนเสมอ

แต่ตอนนี้ ตอนที่ยืนอยู่ข้างห้องหมายเลข 203 ชั้นสองของบ้านยานากะ ย่านที่ห้า ในเขตไทโต จังหวัดโตเกียว

…ฉันรู้สึกถึงการมีอยู่ของโชคชะตา…