[seen] หน่าฮ่าน

 

59964820_10213762147278849_582828423571832832_n

 

หน่าฮ่าน (2562, ฉันทนา ทิพย์ประชาติ)

เรารักทุกอย่างที่ประกอบรวมเป็นหนังเรื่องนี้

ตั้งแต่การแคสนักแสดงที่ไม่ได้ดูโดดเกินจากชีวิตจริงมากนัก เรารักที่ยุพิน ตัวละครเอกของเรื่องไม่ได้เป็นเด็กอีสานที่สวยเกินไป (คือนางน่ารักเว้ย แต่นางไม่ใช่แบบ ใบเฟิร์น ในเรื่อง “สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก” อ่ะ)

พอๆ กับที่เรารักการแคสตัวละคร “อ้ายสิงโต” มาก ที่มีความหล่อแบบไทบ้านพอดี เป็นคนที่เรารู้สึกว่าเป็นเด็กอีสานที่หน้าตาดี แต่ก็ไม่ใช่ขนาด ณเดชน์, รุจ เดอะสตาร์ อะไรเทือกนั้น

ซึ่งมันจริงมาก…มากจนทำให้เราร้องไห้ออกมาไม่รู้ตัวในตอนท้าย

เรารู้มาก่อนว่าผู้กำกับของเรื่อง เป็นผู้หญิงที่มาจากภาคอีสาน แต่เราไม่เคยรู้ประวัติของเธอมาก่อน จนดูหนังจบลง เราลองกูเกิลดู พบว่าเธอเป็นคนกาฬสินธุ์ จังหวัดเดียวกับเราเลย แต่บ้านเธออยู่อำเภอสามชัย หลังจากรู้ถิ่นฐานที่มาของเธออย่างนั้น บทสัมภาษณ์ใดๆ เกี่ยวกับอีสานของเธอที่เราเคยได้อ่านมาก่อน (เธอเคยพูดถึงแม่ชาวนาของเธอมาก่อน) มันทำให้เราเชื่อมโยงกับเธอทันที และทำให้เราคิดภาพออกอันที (อย่างน้อยๆ เราก็เชื่อเช่นนั้น) ว่าอะไรใดๆ แบบไหน ที่มันทำให้เธอเลือกสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา และเล่าด้วยท่าทีและน้ำเสียงแบบนี้

เราคิดว่า เธอและเราก็เติบโตมาในสภาพสังคมที่ไม่แตกต่างกัน และน่าจะอยู่ในชนชั้นเดียวกัน ผ่านการศึกษามาแบบเดียวกัน มีเพื่อนๆ ในอีสานที่แวดล้อมคล้ายๆ กัน

ซึ่งมันไม่ได้หมายความว่า เธอหรือเราเป็น ยุพิน นะ

สิ่งที่เราอินมากๆ คือการเล่าถึงชีวิตของคนอีสาน (ในนี้คือโฟกัสไปที่วัยรุ่น) รุ่นใหม่ ที่ดูเหมือนไม่ได้พุ่งเป้าหมายชีวิตให้เติบโตตามระบบแบบที่ศูนย์กลาง (รัฐไทย) กำหนดมา

ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้มันสัมผัสเรามากๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เราเลย … เพราะเราเป็นคน (เด็กวัยรุ่น) ที่ไขว่ขว้าความฝันในระบบแบบที่รัฐไทยกำหนดมาเลย

ถ้าจะมีตัวละครที่คล้ายคลึงกับเราที่สุดในเรื่อง ตัวละครนั้นคงเป็น สวรรค์ เด็กเรียนดี กีฬาเด่น เก่งดนตรี (แคน) เป็นตัวท็อปที่น่าจะไปตามระบบได้อย่างสบาย

ถ้าเราแตกต่างจากตัวละครในเรื่องขนาดนั้น ทำไมหนังมันถึงทำปฏิกิริยากับเราได้มากขนาดนี้?

นั่นเพราะช่วงหนึ่งที่เราเคยกลับไปอยู่บ้านนอก (ที่เขาวง กาฬสินธุ์) ประมาณ 1 ปีครึ่ง เราได้กลับไปเจอคนในชุมชนซึ่งเป็นเพื่อนๆ ในวัยเด็ก ที่เขาเลือกจะอยู่บ้าน (นั่นหมายความว่า บางคนไม่เคยเลือกจะเรียนต่อหรือทำงานที่ กทม.) ทำงานที่บ้าน มีอาชีพที่บ้าน และหลายๆ อาชีพที่เขาเลือก ก็ดูเป็นสิ่งที่ไม่มั่นคงตามแนวทางของ “ชีวิตตามระบบ” ที่คนในเมืองคุ้นชินเลย

เราเจอเพื่อนวัยเด็กหลายคน (ที่เราก็ไม่ได้สนิทแล้ว) ที่เขาขายครีมออนไลน์ หรือขายสินค้าออนไลน์ชิ้นอื่นๆ เราเจอเพื่อนที่ยังขับรถขายไอศกรีมตามหมู่บ้านอยู่ (เขาชื่อ บุญมา และน่าทึ่งที่เขาไม่เคยคิดจากเขาวงไป) เราเจออีกหลายๆ “อดีตวัยรุ่น” ที่เราเคยรู้จัก ที่ทำให้เราประหลาดใจ ว่ามันมีคนที่ไม่เคยคิดฝันอยากจากหมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด หรือภูมิภาคนี้ไป เพื่อเติบโต สยายปีกกว้าง ณ ที่อื่นๆ อยู่จริงๆ บนโลกด้วยแฮะ

สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครยุพินและผองเพื่อนในเรื่อง ทางเลือกที่พวกเธอเลือกเดิน สิ่งที่พวกเธอเลือกภายใต้ข้อจำกัดของชีวิต มันจึงสร้างปฏิกิริยากับเรามาก เพราะเราก็เคยรู้จักและสัมผัสกับคนเหล่านี้จริงๆ

ซีนที่เราชอบที่สุดในเรื่อง ถ้าไม่นับซีนที่ยุพิน (เด็กเรียนไม่เก่งและไม่เคยคิดจะขยัน) เต้น “หน่าฮ่าน” ต่อหน้าคณะกรรมการที่สัมภาษณ์เธอเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย ก็คงเป็นซีนที่ “แข่ว” เพื่อนสาวของยุพินที่เลือกทำอาชีพเป็นพนักงานต้อนรับบนรถทัวร์นครชัยแอร์หลังเรียนจบชั้น ม.6

นอกจากนี้ เราคิดว่าทุกสิ่งที่ปรากฏตัวในหนังถูกคิดมาดีแล้ว (แม้จะมีข้อจำกัดด้านการเงินบ้าง) เราชอบการปรากฏตัวของ UD Town (มันคือย่านช้อปปิ้ง คล้ายๆ สยามสแควร์ ของอุดรธานี แต่แน่นอนว่ามัน “ไทบ้าน” กว่า) ชอบการมีอยู่ของ “มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี” ในเรื่อง ชอบการกินพิซซ่าแบบไม่รู้ธรรมเนียมของสวรรค์ จนตะโกนเรียกพนักงานมาเก็บเงินที่โต๊ะ (ก่อนที่สวรรค์จะโดนอ้ายสิงโตหักหน้าว่า ต้องไปคิดเงินที่เคาน์เตอร์สิ) ชอบซีนเติ้ลไม้นั่งกินเหล้าข้างทางกับอ้ายหม่ำ

นี่น่าจะเป็นหนังวัยรุ่นที่ดีที่สุดในใจเรา พอๆ กับเรื่อง “เกรียนฟิคชั่น” ของมะเดี่ยว ชูเกียรติ เลยทีเดียว

ปล.เราเคยอยู่หนองบัวลำภู (ห่างจากอุดรธานีไป 40 กม.) และเคยคลุกคลีกับอุดรฯ อยู่ช่วงหนึ่ง (ก็คือไป UD Town อยู่บ่อยๆ) การมีหนังที่เล่าพื้นที่หลักเป็นอุดรฯ ทำให้เราอินไม่น้อย