[book] ทรงจำของทรงจำ เรื่องราวของตระกูลที่ไม่เคยถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ไทย

img_20190407_080940.jpg

 

 

แล้วถึงสำเหนียกเป็นครั้งแรกในนาทีนั้นเอง ว่าเป็นนักพนันมาตั้งแต่ยังไม่รู้จักเล่นเสียด้วยซ้ำ ชีวิตทั้งชีวิตของเขาคือการพนัน คือการเลือก ครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่าซ้ำซาก เลือกข้าง เลือกชาติ เชื้อชาติ กองทัพที่จะรบ เลือกเพื่อนฝูงที่จะคบหา ผืนแผ่นดินที่จะอยู่ ผู้หญิงที่จะรัก ไพ่ ม้า เขาเลือกมาตลอด ก็แล้วอะไรบ้างเล่าที่ไม่ใช่การพนัน เงินตรา สงคราม อำนาจ ความรัก อุดมการณ์ ใช่แม้กระทั่งอุดมการณ์ โลกทั้งโลกต่างอย่างไรหรือกับบ่อนเบี้ย หอบหวังฝันบรรเจิด เกิดมามีชีวิตอยู่ แต่ไม่ว่าจะเดิมพันได้เสียเอาไว้สูงต่ำเพียงไหน ทุ่มเทลงไปเท่าไหร่ ท้ายที่สุดก็ล้วนแต่ตายจากไปในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัวด้วยกันทั้งนั้น

หน้า 343, พุทธศักราชอัสดง กับทรงจำของทรงจำ ของแมวกุหลาบดำ

เขียนโดย วีรพร นิติประภา

ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้จบลงใน 7 โมงเช้าวันนี้เอง ฉันเพิ่งขับรถกลับถึงบ้านที่เขาวงเมื่อเย็นวาน การได้กลับมานอนกลิ้งอ่านหนังสือในห้องนอนของตัวเอง เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ฉันโปรดปรานที่สุด ห้องนอนของฉันของทางทิศตะวันออก มันเปิดรับแสงแดดของฤดูร้อนเต็มที่ตั้งแต่ก่อน 6 โมงเช้าด้วยซ้ำ ทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้น ฉันก็หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน จริงๆ ฉันอ่านมันค้างไว้นานแล้ว และก่อนหน้านี้ก็ไม่ยอมอ่านให้จบเสียที เหตุเพราะตอนที่อ่านค้างไว้ดันเป็นตอนเศร้าสร้อย ฉันไม่อยากรู้สึกเศร้าสร้อยมากไปกว่านี้ แค่เรื่องเลือกตั้ง เรื่องเล่ห์กล กกต. เรื่องฝุ่น PM2.5 เรื่องการจับประชาชนธรรมดาขึ้นศาลทหาร เรื่องพวกนี้ก็ชวนเศร้ามากพออยู่แล้ว ฉันไม่อยากพาตัวเองเข้าไปสู่วังวนความเศร้ามากกว่านี้

แต่หนังสือเล่มนี้มีกำหนดส่งคืนฉันยืมมันมาจากห้องสมุด TK Park … ฉันควรต้องอ่านให้จบก่อนกำหนดส่งจะมาถึง

ช่วงท้ายๆ ของหนังสือ เป็นช่วงที่ทำให้ฉันหวนคิดถึงครอบครัวของตัวเอง

ตระกูลเราคำที่แม่เคยพูดอยู่บ่อยๆ อยู่ช่วงหนึ่ง

แม่ต้องรักษาบ้านของตระกูลเอาไว้

ฉันคิดว่าหนังสือพุทธศักราชอัสดง กับทรงจำของทรงจำ ของแมวกุหลาบดำไม่ใช่แค่เรื่องเล่าของครอบครัวตาทวดตงตระกูลคนจีนที่ก่อร่างสร้างตัวในช่วงรอยต่อของประวัติศาสตร์ความเปลี่ยนแปลงของรัฐไทย

ไม่, ไม่ใช่แค่เรื่องครอบครัวของตาทวดตง

แต่มันคือเรื่องของคนตัวเล็กตัวน้อยในเมืองไทย

คือเรื่องของครอบครัวพวกเราด้วย

คือเรื่องของตระกูลเราด้วย

คือเรื่องของครอบครัว ที่ก่อร่างสร้างตัว เปลี่ยนแปลง ปวดร้าว และมีบ่ายวันอาทิตย์ที่แสนสุขในบางที ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์ไทย

:::

บ้านหลังที่ฉันอยู่ไม่ใช่บ้านหลังที่ฉันเกิด แต่เป็นบ้านที่ฉันย้ายเข้ามาอยู่ตอนที่พ่อกับแม่เลิกกันแล้ว ช่วงเวลา 8 ขวบที่ชีวิตพลิกผัน บ้านที่เราย้ายมาอยู่เป็นบ้านของตาและยาย ฉันจำได้ว่าแม่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้านขนานใหญ่ครั้งแรกตอนฉันอยู่ .ต้น แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ อีกเลย เป็นแค่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ

วันนี้ที่ฉันกลับมาบ้าน, มีหลายจุดของบ้านที่ทรุดโทรมผ่านกาลเวลา

ฉันคิดถึงเรื่องเล่าของครอบครัวตาทวดตง …​ในบทท้ายๆ ที่ทุกอย่างมีความเปลี่ยนแปลง

โจทย์ใหญ่ที่สุดเวลากลับบ้านคือ ฉันจะนั่งทำงานตรงไหนดี

ฉันชอบห้องนอนของตัวเอง แต่เพราะมันอยู่ชั้นสองของบ้าน อยู่ในทิศรับแดดตอนเช้า ในฤดูหนาว ห้องอาจอยู่ได้ตลอดทั้งวัน แต่ในฤดูร้อนเป็นเรื่องที่ต่างออกไป

ฉันเพิ่งสังเกตว่าแม่เพิ่งซื้อแคร่ไม้ไผ่มาใหม่ มันวางอยู่หน้าบ้านตรงมุมใกล้ต้นไม้เล็กๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่จากการเวนคืนที่ดินขนานใหญ่เพื่อสร้างถนน 4 เลนหน้าบ้าน ความเจริญเข้ามาในอิสานนานแล้วและฉันไม่เคยรังเกียจความเจริญ แต่ถนนใหญ่ก็พรากต้นไม้สองข้างทางในหมู่บ้านเราไป มันจึงเป็นเรื่องท้าทายเสมอในฤดูร้อนที่ต้องกลับบ้าน ว่าฉันจะนั่งทำงานตรงไหนดี

ตรงแคร่หน้าบ้านที่หลบซ่อนตัวอยู่ใกล้ต้นไม้ล็กๆ นี่แหละฉันคิดในใจ

ฉันคิดถึงงานในมือที่ต้องสะสาง ก่อนจะไพล่ไปคิดถึงกาแฟรสขมหวานจากร้านกาแฟของน้องญาติ แล้วฉันก็คิดถึงคลิป YouTube ที่อยากจะทำ เมื่อวานฉันเพิ่งเล่าให้เพื่อนฟังว่า mission ของแชนแนล Isan Saranghey ที่ฉันเพิ่งคิดออกคือ การ connect อิสานและประเทศไทยเข้ากับโลกใบนี้ ฉันคิดถึงการปลูกผักทำไร่ของพ่อ ฉันคิดถึงวันที่พ่อพาไปหัดขับรถเกียร์กระปุกที่สนามบินเสรีไทลานดินแดงที่ไม่มีตรงไหนเหมือนสนามบินเลย แต่ถูกเรียกขานอย่างนี้ตามประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับขบวนการเสรีไทในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ฉันคิดถึงทางขึ้นเขาไปอำเภอดงหลวงที่ตอนเด็กต้องขึ้นไปทำไร่มันสำปะหลังกับครอบครัวบ่อยๆ ฉันเพิ่งรู้ตอนโตแล้ว ว่าเส้นทางภูเขาโซนไร่ของเรา เกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ในช่วงที่ไทยมีขบวนการคอมมิวนิสต์ หมู่บ้านที่จิตร ภูมิศักดิ์ มาเสียชีวิตก็ไม่ไกลจากโซนไร่ที่ฉันเคยวนเวียนขึ้นไปตอนเด็ก

ตอนเป็นเด็ก สิ่งที่ฉันชอบสุดเวลาต้องไปไร่ คือเวลาที่นั่งรถกลับ บนท้ายรถกระบะจะมีผู้ชายใจดีร้องเพลงเก่งคนหนึ่งนั่งมาด้วย เขาเป็นคนงานที่มาช่วยงานที่ไร่ เขาเคยร้องเพลงคนร้องตะโกนว่า .. เขามา..เป็นชื่อของเขา ตอนนั้นเขาบอกฉันว่า เขาแต่งเพลงนี้เอง ฉันร้องโหคิดว่าเขาเก่งมากๆ ที่แต่งเพลงได้เพราะขนาดนี้ เสียงร้องของเขาก็เพราะ มันเป็นเสียงเพลงที่ทำให้ช่วงเวลาเดินทางกลับเป็นช่วงเวลาแสนสนุกเสมอ

ตอนที่ฉันโตแล้ว ฉันถึงรู้ว่า เพลงที่เขาร้องคือเพลงของ สุรพล สมบัติเจริญ เนื้อเพลงจริงๆ ร้องว่าคนร้องตะโกนว่าสุรพลเขามา

เขาไม่ได้แต่งเพลงนี้เอง

และเรื่องเล่าที่เขาเล่าถึงตัวเอง ก็คือเรื่องโกหก

ทุกวันนี้ พวกเราขายไร่บนเขาไปแล้ว

และไร่มันสำปะหลังบนเขาส่วนมาก ก็เปลี่ยนเป็นสวนยางพารา ตามกระแสยุคหนึ่งที่อดีตนักการเมืองคนหนึ่งที่ชื่อ เนวิน ชิดชอบ เคยร่วมมือกับเครือข่ายของเขานำมา

และไม่ใช่การนำมาให้แบบไม่มีเงื่อนไข

เมื่อต้องขับรถผ่านเขาเส้นนั้น ฉันมักจะนึกถึงเรื่องราวของไร่มันสำปะหลังที่เปลี่ยนเป็นสวนยางพาราเสมอ คิดถึงการซุกซ่อนตัวของขบวนการคอมมิวนิสต์ไทยในยุคหนึ่ง คิดถึงวันที่ชาวบ้านในละแวกใกล้กับสนามบินเสรีไทตัดสินใจช่วยเหลือขบวนการเสรีไท คิดถึงสงครามโลกครั้งที่สองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ฉันยังไม่เกิด คิดถึงการประกาศให้ไทยอยู่ข้างกลุ่มประเทศที่ชนะสงครามโลกครั้งที่สอง คิดถึงการอพยพของคนจีนที่เข้ามาในไทยหลายระลอก คิดถึงการอภิวัฒน์ 2475 คิดถึงหลายสิ่งที่ฉันเกิดไม่ทัน

คิดถึงสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์ที่อยู่ละแวกแถวบ้าน

แล้วฉันก็มั่นใจว่า

หนังสือพุทธศักราชอัสดง กับทรงจำของทรงจำ ของแมวกุหลาบดำไม่ใช่แค่เรื่องราวของครอบครัวทวดตงแน่ๆ

มันคือเรื่องราวของพวกเราด้วย

มันคือเรื่องราวของตระกูลเราด้วย

แม้มันจะไม่เคยถูกจดบันทึกลงในประวัติศาสตร์รัฐไทยก็ตามที

 

 

 


หนังสือ : พุทธศักราชอัสดง กับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ

โดย วีรพร นิติประภา

สำนักพิมพ์มติชน

ราคา 340 บาท

พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2559

Advertisements

10.01.19: ทำงานอย่างไว ด้วยเทคนิค FV

 

fv.001
วันนี้ฉันทดลองทำงานด้วยเทคนิค FV ตามหนังสือ ​Thank God It’s Monday ของคุณรุตม์ อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์ ดูค่ะ

 

เทคนิค FV สร้างโดยมาร์ค ฟอร์สเตอร์ (Mark Foster) คำว่า FV ย่อมาจาก Final Version

สิ่งที่ทำให้เทคนิคนี้แตกต่างจากการทำ To Do List ทั่วไปคือ เทคนิค FV ให้ความสำคัญกับความพร้อมของจิตใจของคนทำงานด้วย

คือให้เราเลือกลิสต์งานที่ต้องทำมา และจัดความเร่งด่วน (Urgency) ความสำคัญ (Importance) แต่ขณะเดียวกัน ก็ให้น้ำหนักกับ ความพร้อมของจิตใจ (Psychological Readiness) ด้วย

เทคนิค FV จะให้เราลิสต์งานมา สมมติว่าฉันลิสต์งานมาได้ 7 อย่างที่ควรทำวันนี้ จากนั้นเขียนลงไป ได้ดังนี้

1,เขียนบทความ xxx

2,ลิสต์ประเด็นเพื่อขอข้อมูล และส่งอีเมลหาคุณ xxx

3,ศึกษาดูเพจที่มีแนวทางใกล้เคียงกัน

4,ถอดเทปอัด xxx

5,สรุปงานค้างเมื่อวานทางอีเมล

6,ซื้อกระดาษทำหรับทำ xxx

7,ลงตารางวันสำคัญของลูกค้าตลอดทั้งปี ในไฟล์ xxx ให้เห็นง่าย

 

จากนั้นให้เลือกงานชิ้นแรกที่อยู่ลำดับแรกในลิสต์ขึ้นมา ในที่นี้คือ 1 (ไม่แน่ใจว่าทำไมให้เลือกลิสต์ลำดับแรก แต่คิดว่าโดยจิตวิทยา เวลาเราเขียน เราน่าจะเขียนจากสิ่งที่สำคัญ หรือไม่งั้นก็คือ เร่งด่วน มากแหละมั้ง)

พอได้ 1 แล้ว ก็ให้ถามตัวเองว่า ก่อนจะทำ 1 อยากทำข้อไหนก่อนไหม สมมติว่าตอบ 5, ก็เขียนลงไปต่อจาก 1 แล้วก็ถามตัวเองอีกรอบว่า ก่อนจะเริ่มทำข้อ 5 มีข้อไหนที่อยากทำก่อนไหม สมมติตอบข้อ 3 และไม่มีอะไรที่อยากทำก่อนข้อ 3 อีกแล้ว

เราจะได้ลิสต์งานดังนี้

1,เขียนบทความ xxx

5,สรุปงานค้างเมื่อวานและส่งต่อทางอีเมล

3,ศึกษาดูเพจที่มีแนวทางใกล้เคียงกัน

 

จากนั้นให้เริ่มทำงาน โดยเรียงจากล่าสุด (ที่เลือก) ไปบนสุด

ดังนั้นเราจึงเริ่มทำ 3 ค่อยไปทำ 5 ค่อยไปทำ 1

 

หัวใจสำคัญของเทคนิค FV คือ เราแค่เริ่มทำลิสต์ข้อนั้นๆ  แต่ไม่จำเป็นต้องทำให้เสร็จก็ได้ แค่ทำนิดหน่อยก็พอ ก็จะขยับไปทำข้อต่อไป เช่น เราเริ่มทำ 3 นิดหน่อย จากนั้นก็วางไว้ แล้วไปทำ 5 สมมติว่าทำ 5 จนเสร็จเลย แล้วค่อยไปทำ 1 ซึ่ง 1 นั้นอาจจะไม่เสร็จ ก็ให้นำมาไว้ในลิสต์ที่ค้างไว้ และเรียงลำดับงานด้วยเทคนิค FV ใหม่ต่อไปอีก

 

ความดีงามของเทคนิค FV คือ มันเปิดโอกาสให้เราเลือกงานที่เราสบายใจที่จะทำก่อน เหมือนอุ่นเครื่องให้เราพร้อมลุยงาน แม้ชิ้นแรกที่เราจะเลือกเพราะสบายใจ มันอาจไม่ใช่งานสำคัญ แต่อย่างน้อยคือได้เริ่มอุ่นเครื่อง

จากนั้นเราก็ไม่มีทางเลือก คือต้องขยับไปทำข้อต่อไป จนเราได้ทำงานสำคัญที่สุดในวันนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยเช่นกัน (ในที่นี้คือข้อ 1 เขียนบทความ xxx)

ซึ่งถึงเราจะทำข้อ 1 และข้อ 3 ไม่เสร็จก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยก็ได้เริ่มแตะ และเมื่อเริ่มแตะแล้ว มันมักจะเกิดไฟฮึกเหิม จนพาไปถึงจุดที่เสร็จจนได้

ปล.พอทำข้อ 1 แม้ว่าจะไม่เสร็จ ก็ให้นำมาต่อท้ายงานอื่นอีก จะได้ดังนี้

เหลืองานที่ต้องทำ (ทำ 5 เสร็จแล้ว)

2,

4,

6,

7,

3,

1,

 

ทีนี้ก็เริ่มทำใหม่ โดยเริ่มจาก 2 แล้วให้คิดว่า อยากทำอะไรก่อนข้อ 2  ถ้าตอบ 3 ก็ใส่ลงไป แล้วถามว่า อยากทำอะไรก่อน 3 ถ้าไม่มี ก็จะได้ลิสต์ที่ต้องทำในล็อตนี้ดังนี้

2,ลิสต์ประเด็นเพื่อขอข้อมูล และส่งอีเมลหาคุณ xxx

3,ศึกษาดูเพจที่มีแนวทางใกล้เคียงกัน

 

แล้วทำเหมือนเดิม คือเริ่มจากท้ายสุดก่อน คือ 3 พอเริ่มทำ 3 ไปได้ไม่นาน (อาจไม่ต้องเสร็จดี) ก็ย้ายไปทำ 2

มันจะวนไปอย่างนี้จนเราได้ทำครบทุกงาน (หมายถึง อย่างน้อยก็ได้เริ่มแตะ)

 

หวังว่าจะไม่งงกับเทคนิค FV นะคะ

(เขียนตอนดึก อาจอธิบายงงๆ เล็กน้อยค่ะ)

 

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand

 

 

02.01.19 : วิถีใหม่ของการอ่าน (รีวิวการอ่านของตัวเอง)

บล็อกที่ 2 ของปี 2019 ก็ยังมาดึกเช่นเคย (จริงๆ ตอนโพสคงเลยเที่ยงคืนไปแล้ว แต่ขออนุญาตนับเป็นบล็อกของวันที่ 2 มกราคม นะคะ)

 

วันนี้จะมารีวิวพฤติกรรมการอ่านที่เปลี่ยนไปของตัวเองค่ะ

ช่วงครึ่งปีหลัง เป็นช่วงที่ตัวเองปรับพฤติกรรมอ่านไป พฤติกรรมในที่นี้ หมายถึงสถานที่และเวลาที่เลือกอ่านค่ะ

ครึ่งหลังของปี เราอ่านหนังสือเวลาเดินทางไปทำงานมากขึ้น เนื่องจากเลิกขับรถแล้ว (เพราะมีปัญหาที่จอดรถ) เลยต้องใช้ขนส่งสาธารณะ คือ เรือคลองแสนแสบ + รถไฟฟ้าใต้ดิน โดยช่วงที่โดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินนี้เอง ถือเป็น Prime Time ที่ทำให้เราอ่านหนังสือจบหลายเล่มเลย

เช้าและเย็นวันจันทร์ถึงศุกร์ เราจะมีเวลาอยู่บนรถไฟใต้ดินเที่ยวละประมาณ 15 นาที ไปกลับใน 1 วัน ก็แค่ 30 นาทีเอง แต่แค่ 15 นาทีนั้น บางทีเราก็อ่านหนังสือ (วรรณกรรม) บางเล่ม จบไปหนึ่งบทเลยทีเดียว

หนังสือที่จดจำว่าอ่านในรถใต้ดินปีที่ผ่านมา คือ “สู่อนันตกาล: ชีวิตฉัน และสตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง” (Travelling to Infinity: My Life with Stephen” ที่เขียนโดย เจน ฮอว์กิ้ง ภรรยาคนแรกของสตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง

หนังสือเล่มนี้หนากว่า 600 หน้า แถมเราอ่านเล่มนี้ต่อจากเล่มซีไรต์ของพี่แหม่ม วีรพร นิติประภา (พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ) ซึ่งเล่นกับสำบัดสำนวนประหนึ่งบทกวี พออ่านเล่มของ เจน ฮอว์กิ้ง ที่ใช้ภาษาในโทนเรียบมากๆ แถมยังหนา 600 กว่าหน้า ตอนแรกก็เกรงว่าจะอ่านไม่จบเหมือนกัน

แต่พอผ่านพ้นช่วงแรกไปได้ ก็พบว่า เป็นหนังสืออีกเล่มที่อยากแนะนำให้คนอ่านจริงๆ ค่ะ (ไว้จะหาเวลามารีวิววันหลัง)

 

อีกเล่มที่จดจำได้ดี เป็นเล่มที่ทำให้รักทุกวินาทีที่อยู่บนรถไฟใต้ดิน (เพราะเป็นช่วงที่ได้หยิบหนังสือมาอ่าน) คือ Call Me By Your Name ของ André Aciman (รู้สึกว่าจะออกเสียงว่า อังเดร อาซิมัน)

เราได้ดูหนังมาก่อนจะอ่านหนังสือเล่มนี้ เราชอบเวอร์ชั่นหนังมาก แต่ต้องยอมรับว่า เรารักเวอร์ชั่นหนังสือที่สุด และไม่แปลกใจเลย ที่หนังสือเล่มนี้ได้กลายเป็นหนังสือในดวงใจของหลายๆ คน

คนที่เคยได้ยินชื่อเสียงของ Call Me By Your Name มาบ้าง คงพอรู้ว่าเป็นเรื่องราวความรักของคนคู่หนึ่งที่พบกันในช่วงฤดูร้อน โดยเป็นความรักของชายหนุ่มกับเด็กหนุ่ม แต่จริงๆ เรื่องราวที่อาซิมันถ่ายทอด มันตราตรึงและสัมผัสใจคนได้ทุกคน เพราะเขากำลังพูดถึงรักแรก การดำรงอยู่ พร้อมการแตกสลายของมัน  … ซึ่งมันเป็นสิ่งที่แทบจะเรียกได้ว่า เป็นสากล

ขอพูดถึง Call Me By Your Name แต่เพียงเท่านี้ก่อน เพราะอยากให้พื้นที่กับการพูดถึงพฤติกรรมการอ่านที่เปลี่ยนไปของตัวเอง

ในช่วงที่เปลี่ยนวิถีการเดินทาง จากขับรถมาใช้ขนส่งสาธารณะนั้น เราพบว่า เรามีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น แถมเรายังชอบอ่านตอนเดินทาง มากกว่าตอนอยู่ในห้องพักเสียอีก

เวลาอยู่ห้องพัก เรามักจะหมดเวลาไปกับการไถมือถืออ่านแฟนฟิกชั่นในแอพ Joylada หรือไม่ก็ Dek-D (นิยาย) เสียมากกว่า

เราค้นพบว่า แม้เราจะใช้เวลาอยู่ในห้องพักนานกว่าเวลาที่เดินทางโดยรถไฟใต้ดินอีก (อยู่บนรถไฟฟ้าใต้ดินแค่วันละ 30 นาทีเอง) แต่เวลาที่อยู่ในห้อง มันไม่ชวนเชิญให้อยากอ่านเลย นั่นเพราะเมื่อเรารู้สึกว่า เราอยู่คนเดียว มันชวนขี้เกียจอย่างไรชอบกล ขี้เกียจมากจนอยากทำแค่ไถมือถือเท่านั้นเอง (แอบนิสัยไม่ดี)

กลับกัน เวลาอยู่ข้างนอก พอเราแอบตั้งกฎให้ตัวเอง ว่าจะอ่านหนังสือเวลาโดยสารรถใต้ดิน พอเข้าไปรถไฟใต้ดินแล้ว ถ้าเราหยิบมือถือขึ้นมา เราจะรู้สึกผิดกับตัวเองมากๆ แถมพอมองๆ ไป ส่วนใหญ่ทุกคนก็หยิบมือถือมาไถอยู่แล้ว การที่เราค่อยๆ หยิบหนังสือสือขึ้นมาจากกระเป๋า ค่อยๆ ใช้มือบรรจงพลิกหน้าทีละหน้า พร้อมกับที่ประคองตัวเองให้ยังยืนทรงตัวและอ่านหนังสือไปด้วยกันได้ มันเป็นจังหวะที่รู้สึกดีกับตัวเองมาก และแอบสังเกตว่า เวลาหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน คนจะแอบหันมามองเช่นกัน

เวลาที่อ่านหนังสือจบเล่มบนรถไฟใต้ดิน ก็จะรู้สึกฟินมากๆ เหมือนกับได้ทำภารกิจบางอย่างสำเร็จแล้ว

การค้นพบช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการอ่านหนังสือในแต่ละวัน (ของเราคือเวลาเดินทาง บนรถไฟใต้ดินขบวนที่ไม่แออัดนัก) ถือเป็นโมงยามหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง และทำให้เรากลายเป็นคนชอบช่วงเวลาสั้นๆ 15 นาทีนั้น

ชอบจนถึงขั้นเรียกว่า “โหยหา” เลยทีเดียวล่ะ

 

แล้วคุณล่ะคะ อ่านหนังสือช่วงเวลาไหนกันบ้าง?

 

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand

[TOKYO 2013] #11.1

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหาถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” (เช่นตอนนี้) แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

1907846_10152456626803235_3871830618429327567_n

 

This is not a story about Tokyo.
It is the story about people I met in Tokyo

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#11.1 : แดน พอตเตอร์ กับความจริงของเขา (1)

 

อุทิศ เหมะมูล บอกไว้ในหนังสือความเรียง Japan and I ว่า “ความจริงมาสู่เราได้หลากหลายรูปแบบ”

ความจริงจากแดน เดินทางมาสู่ฉันในรูปแบบอีเมล

 

บ่ายโมงของเสาร์สิ้นเดือนสิงหาคม ปี 2013 ฉันตื่นมาด้วยอาการเวียนหัวและอยากอ้วก ชัดเจนว่านี่คือผลของการเทแอลกอฮอล์เข้าร่างกายอย่างไม่ยั้งในคืนก่อน มันเป็นคืนที่แดนเป็นตัวตั้งตัวตีนัด “เพื่อนๆ” (ของเขา) มากินเลี้ยงกัน เสมือนงานเลี้ยงส่งก่อนเขาบินกลับอังกฤษ

แดนจะย้ายออกจากบ้านพักรวมซากุระ เซนดากิในวันจันทร์นี้แล้ว

เป็นวันจันทร์เดียวกับที่คลาสเรียนปรับพื้นฐานเด็กทุน (Preparation Class) ของฉันจะเริ่มต้นวันแรก

การจบสิ้นของคนบางคน แต่กลับเป็นการเริ่มต้นของใครอีกคน

เรื่องประหลาดของโลก เรื่องสามัญของชีวิต

 

ฉันเดินเข้าไปในครัว เจอแดนนั่งอยู่ เขาบอกว่าเพิ่งตื่นเหมือนกัน หลังกลับถึงบ้านเขาก็หลับเป็นตายโดยยังไม่ได้อาบน้ำด้วยซ้ำ “เป็นคืนที่บ้าบอดีนะ” แดนหัวเราะ คงจะจริง เมื่อคืนเขาสูบบุหรี่ไปประมาณห้ามวนได้ ปกติฉันไม่เคยเห็นเขาสูบบุหรี่เลยด้วยซ้ำ “จะสูบเวลาที่มีปาร์ตี้เท่านั้นแหละ” เขาบอกอย่างอารมณ์ดี

“รู้ไหมว่าถ้าจากไปแล้ว ฉันจะคิดถึงอะไรในโตเกียวที่สุด” เขาถามเสียงสดชื่น

“อะไรเหรอ”

“รถไฟเจอาร์สายสีเขียวอ่อน สายยามาโนเตะ ฉันชอบรถไฟเส้นนั้น” ตาของเขาสดใส “โดยเฉพาะสายยามาโนเตะที่แล่นออกจากสถานีนิชินิปโปริ” เขาหมายถึงสถานีรถไฟใกล้บ้านพักหลังนี้ “แต่ต้องเป็นขบวนโล่งๆ ที่คนไม่เยอะนะ”

แน่นอนอยู่แล้ว ไม่มีใครชอบรถไฟขบวนที่คนล้นแน่นและอัดกันเป็นปลากระป๋องหรอก

 

“นี่ เธอเห็นเฉินหรือเปล่าติ๊กต่อก หมู่นี้ฉันไม่เจอเขาเลย” แดนหมายถึงหนุ่มตัวสูงจากเซี่ยงไฮ้, คนที่จากไปแล้ว

“เฉินไปแล้ว เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ฉันไปส่งเขาขึ้นแท็กซี่เองแหละ” ฉันชงกาแฟแก้เมาค้าง พลางตอบคำถามไปด้วย

“เฮ้ย! จริงเหรอ แย่จัง สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์สุดท้ายที่ฝึกงาน ฉันมัวแต่ยุ่งจนไม่ได้คุยกับเฉินเลย” ถึงตอนนี้เสียงเขาไม่สดชื่นแล้ว

“รู้ไหมก่อนหน้าที่เธอจะย้ายมาอยู่ เฉิน เบน – คนที่เธอมาอยู่ห้องแทนเขาน่ะ แล้วก็ฉัน เราสามคนไปเที่ยวด้วยกันเป็นประจำ”

ฉันพยักหน้ารับ ฉันจำเบนได้ ฉันเจอเบนตอนค่ำวันที่ย้ายเข้ามานั่นแหละ อารมณ์ประมาณว่าเขาลืมของเลยแวะกลับมาเอา แล้วเขายังพูดแซวด้วยนะว่าฉันมาแย่งห้องเขาไป, นั่นไม่ตลกเลยสักนิด

“สุดท้าย ฉันก็เป็นคนสุดท้ายที่ย้ายออก” แดนถอนหายใจ

“ใครบอก” ฉันแย้งยิ้มๆ

“ฉันต่างหากที่เป็นคนสุดท้าย”

ฤดูร้อนกำลังจะจากไป แดนก็กำลังจะจากลา และเรายังไม่มีโอกาสไปตามรอยมูราคามิด้วยกันเลย

 

แดนเคยเล่าว่าเขามาฝึกงานด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์กับองค์กรธุรกิจแห่งหนึ่งใจกลางโตเกียว มันคงเป็นการฝึกงานหน้าร้อนที่โหดร้ายมาก เพราะฉันเห็นเขาวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา แต่ตอนนี้ความวุ่นวายนั้นจบลงแล้ว โปรเจ็กต์ที่เขาร่วมทำกับบริษัทในโตเกียวสำเร็จด้วยดี และด้วยการนี้ เท่ากับเขาสำเร็จปริญญาโทเรียบร้อยแล้ว

“แล้วเธอก็ต้องกลับไปทำงานที่อังกฤษสินะ”

“เปล่า” เขาปฏิเสธ “เดี๋ยวฉันต้องบินกลับมาต่อปริญญาเอกที่สิงคโปร์เดือนตุลาคมนี้”

“โห…นี่จะไม่พักหายใจหายคอกันเลยทีเดียว” นี่เป็นข้อมูลใหม่ที่ทำให้ฉันรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย

“เป็นจังหวะชีวิตน่ะ” เขายิ้มๆ แล้วยกชาจากเกาะอังกฤษขึ้นจิบ

 

จังหวะชีวิตนั้นเป็นเรื่องประหลาดดี ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองในวัยสามสิบสองจะต้องมาปักหลักเล่าเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่น ไม่เคยคิดฝันและวางแผนอยากเรียนปริญญาโทมาก่อน ทั้งยังไม่เคยหลงใหลในประเทศนี้ ตอนเริ่มทำงานนิตยสารใหม่ๆ ในวัยที่ฉันอายุเท่ากับแดนในตอนนี้ พี่บรรณาธิการแสนเก๋คนหนึ่งเคยพูดกับฉันว่า “ติ๊กน่าจะเหมาะกับยุโรปมากกว่า ถ้าได้ไปยุโรป ติ๊กจะต้องตกหลุมรัก” เธอวาดภาพไว้ว่า ถ้ามีโอกาส ฉันควรเลือกเรียนต่อที่ยุโรป

ผ่านมาเกือบสิบปีนับจากเธอวาดภาพฝันนั้นไว้ ฉันก็ยังไม่เคยไปยุโรปเสียที เอาเข้าจริง ฉันเดินทางไปเห็นโลกแค่ไม่กี่มุมเมือง

แตกต่างจากแดน เท่าที่ฟังเขาเล่า แม้ยังไม่เคยปักหลักทำงานรับเงินเดือนจริงจัง แต่เขาเคยเดินทางไปนั่นมานี่หลายแห่ง ภาคพื้นทวีปยุโรปนั้นต้องเคยไปมาแล้ว ส่วนดินแดนเอเชียเขาก็เหยียบย่างและสัมผัสมาไม่น้อย แอฟริกาตอนบนอีกล่ะ ฉันจำไม่ได้ว่าเขาเคยไปอเมริกาไหม แต่ฟังจากเรื่องเล่าในวัยยี่สิบสาม ฉันรู้สึกเหมือนเขาเป็นคนรุ่นใหม่จากประเทศโลกที่หนึ่งที่มาจากครอบครัวที่ฐานะเศรษฐกิจดีพอ ดีพอจนเอื้ออำนวยให้เขาได้เดินทางไปเห็นโลกในมุมที่เขาอยากเห็น สัมผัสวัฒนธรรมที่เขาสนใจ ได้ทุ่มเทเวลาศึกษาในเรื่องที่อยากศึกษา ได้แสดงความอยากรู้อยากเห็น และมีเวลาพอจะแสวงหาคำตอบ

โดยไม่เคยเอ่ยปากถาม ฉันคิดมาตลอดว่าแดนมาฝึกงานที่ญี่ปุ่นเพราะสนใจในตัวประเทศญี่ปุ่น (และอาจรวมถึงสนใจในตัวสาวญี่ปุ่นด้วย)

โดยไม่เคยเอ่ยปากถาม, ฉันคิดและรู้สึกไปเองว่าแดนก็คงเหมือนคนรุ่นใหม่จากประเทศโลกที่หนึ่งฐานะเศรษฐกิจดีจำนวนมาก

คือคงมีเรื่องเล่าน่าสนใจมากมายจากการเดินทางเสพโลก

แต่ชีวิตส่วนตัว เขาคงไม่มีเรื่องเล่าเจ็บปวดใดๆ

ในวัยยี่สิบสาม ชายหนุ่มชนชั้นกลางจากประเทศที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นแห่งแรกของโลก จะมีเรื่องเจ็บปวดอะไรแบกไว้มากมายหนักหนา

โดยไม่เคยเอ่ยปากถาม, ฉันคิด รู้สึก และตัดสิน

 

เพราะเห็นว่าแดนจะไปแล้ว และในบ่ายวันเสาร์ที่อากาศแสนจะดีเช่นนี้ ฉันคิดว่าเราน่าจะไปเดินเล่นกัน

“มีสวนชื่อริคุไกเอ็น ตรงใกล้ๆ นี้” อันที่จริงมันก็ไม่ได้ใกล้มากหรอกนะ “ใกล้กับสถานีโคมาโกเมะ เดินไปได้ ไปกันไหม”

“เย็นๆ นะ ตอนนี้ฉันขอตัวไปว่ายน้ำที่ยิมก่อน” แดนเป็นคนชอบว่ายน้ำ ทุกเสาร์และอาทิตย์เขามักจะหายตัวไปช่วงบ่ายเพื่อว่ายน้ำอยู่เสมอ

“งั้นเจอกันสี่โมงครึ่งหน้าบ้านนะ”

แล้วเราก็ทำสัญญาตกลงกันในยามบ่ายของวันสิ้นเดือนสิงหาคม

 

จากบ้านพักรวมสองชั้นย่านเซนดากิ เราหันหน้าเข้าหาถนนชิโนะบะสุ เลี้ยวขวา มุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ เดินผ่านแยกไฟแดงประมาณสามสี่แยก เราจะเจอกับสวนริคุไกเอ็น อันเป็นสวนกว้างใหญ่ที่ประกอบด้วยสระน้ำหลายสระกระจายตัวทั่วสวน ต้นไม้เขียวขจี และเนินเขาเป็นหย่อมๆ สวนแห่งนี้สร้างขึ้นในยุคเอโดะ ตำนานปากต่อปากจากนักท่องเที่ยวที่รักสวนเล่ากันว่า สวนแห่งนี้อาจเป็นสวนแห่งเดียวในโตเกียว ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหน คุณก็จะไม่เห็นหอคอยโตเกียว หรือแม้แต่โตเกียวสกายทรีเลย (แล้วมันจะดีไหมล่ะนั่น)

ฉันกับแดนไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าสวนแห่งนี้มองเห็นสองหอคอยอันโด่งดังของโตเกียวหรือไม่ เพราะข้อมูลที่เราประสบด้วยตัวเองคือ สวนริคุไกเอ็นนั้นเปิดทำการเวลาเก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น แต่เวลาที่พวกเราเดินมาถึงประตูสวนนั้นเป็นเวลาห้าโมงเย็นพอดี อันเป็นเวลาที่เจ้าหน้าที่กำลังปิดประตูสวน

เรามองหน้ากัน รู้สึกผิดหวังและจ๋อยหน่อยๆ ย่านใกล้ๆ สถานีโคมาโกเมะถือเป็นย่านเงียบเชียบ ไม่ได้มีร้านรวงน่าตื่นตามาคอยยุให้อยากช้อปปิ้ง แต่ไหนๆ เดินยี่สิบนาทีมาจนถึงย่านนี้แล้ว เราเลยคิดกันว่า งั้นเดินเล่นรอบๆ สำรวจเมืองดีกว่า เย็นย่ำที่อากาศดีและฝนไม่ตกอย่างนี้ การได้เดินล่องไปตามถนน มองดูผู้คน น่าจะเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดและรู้จักมุมสงบของมหานครโตเกียวมากขึ้น

 

เป็นการล่องไปบนถนนในเย็นวันนี้เอง ที่คำถามของแดนเริ่มต้นขึ้น

รวมถึงคำตอบของฉัน,​ ที่ฉันมาค้นพบภายหลังว่า เป็นคำตอบที่ไม่เข้าท่าที่สุดเท่าที่ฉันเคยตอบมา

และแดนควรเป็นคนท้ายๆ ของโลกใบนี้ ที่ฉันควรจะตอบแบบนั้นให้เขาได้ยิน

 

“นี่ เธอตั้งใจจะทำอะไรหลังเรียนจบแล้ว” เขาถามขึ้น ตอนที่เรามุ่งหน้าเดินไปยังสถานีโคมาโกเมะ จริงๆ มันเป็นการเดินเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดหมายทีเดียวล่ะ

“ใช้วุฒิปริญญาโทไปสมัครงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยใกล้บ้าน สอนอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับการเมืองและนโยบายสาธารณะ เขียนหนังสือ ทำกับข้าว และดูแลบ้านให้แม่” ได้ใจความและตรงประเด็น นี่แหละคำตอบของฉัน

“ทำงานใกล้บ้านก็ดีนะ ได้อยู่กับครอบครัว” เขาพูดด้วยสำเนียงอังกฤษเนิบช้าแบบที่เขามักใช้เป็นประจำ

“ว่าแต่บ้านของเธออยู่ไหนล่ะ”

“ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณเก้าชั่วโมงทางรถบัส” ขณะตอบออกไปฉันเห็นภาพตัวเองกำลังนั่งอยู่บนรถบัส มุ่งหน้ากลับบ้าน

“แล้วจะไม่คิดถึงกรุงเทพฯ เหรอ”

“กรุงเทพฯ วุ่นวายเกินไป” ฉันดึงสติตัวเองกลับมาบนท้องถนนของเมืองโตเกียว “รู้อะไรไหม ฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญจริงๆ สำหรับมนุษย์คือครอบครัว ผู้คนในชีวิตเราน่ะสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดอีก”

“ในหนังสือมูราคามิเล่มที่ฉันอ่านอยู่” ฉันหมายถึงเรื่อง บันทึกนกไขลาน หรือ The Wind-Up Bird Chronicle “มีตัวละครตัวหนึ่ง เป็นทหารที่รอดตายจากสงครามในจีนและถูกปล่อยตัวออกจากคุกในไซบีเรีย ผู้คนมักคิดว่าเขาโชคดีที่รอดมาได้ แต่เขากลับบอกว่านั่นคือคำสาป”

“ตอนที่เขากลับถึงบ้าน ผู้คนที่เขารู้จักล้วนตายจากไปแล้ว หญิงสาวที่เขาตั้งใจแต่งงานด้วยเข้าพิธีวิวาห์ไปกับคนอื่น สงครามอาจไม่ได้พรากชีวิตเขา แต่สงครามพรากผู้คนสำคัญไปจากเขา เขามีชีวิตอยู่อีกยืนยาว แต่กลับรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น”

“ถ้าเลือกได้ เขาพร้อมจะตายไปในวันนั้น ในสงครามที่แมนจูเรีย ฉันจำประโยคนี้ของเขาได้” ฉันเห็นแดนจ้องมองมาในตอนที่ฉันพูดอย่างนั้นออกไป

“ฉันคิดว่าสิ่งที่ตัวละครนี้พูด มันจริงมาก คนเราจะมีชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่มีครอบครัวรอคอย และไม่มีคนที่เรารักหลงเหลืออยู่อีกแล้วทำไม เราจะทำงานหนักไปเพื่ออะไร เราจะเดินทางไปเห็นโลกกว้างเพื่ออะไร ถ้าไม่มีใครที่คอยรับฟังเรื่องราวของเราแล้ว”

แดนนิ่งเงียบ มันเป็นความเงียบที่ในวันนั้นฉันละเลยที่จะสังเกตเห็น

ฉันมัวแต่พูด และตอบคำถามประหนึ่งตัวเองเป็นศูนย์กลางโลก…โดยไม่ทันเฉลียวใจอะไรรอบตัวด้วยซ้ำ

 

เราจบวันกันด้วยไอศกรีมคนละถ้วย มันเป็นร้านที่อยู่ระหว่างทางเดินกลับบ้าน ฉันไม่รู้ว่าไอศกรีมนั้นมีฤทธิ์ช่วยเยียวยาพิษเหล้าได้ไหม แต่สำหรับฉัน ไอศกรีมคือความเย็นสดชื่น ใช่ มันไม่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเติบโตของชีวิต แต่มันช่วยให้ผ่อนคลาย และทำให้ฉันนิ่งได้มากพอที่จะสังเกตสังกาและเฉลียวใจกับอะไรรอบตัวได้บ้าง

เราเพิ่งเดินผ่านร้านราเม็งที่มีคนยืนต่อแถวกันสี่ห้าคิว ร้านอยู่ใกล้บ้านมากจนฉันคิดว่าพรุ่งนี้น่าจะหาโอกาสแวะมา “ฉลองก่อนเธอกลับไง” ฉันบอกแดน

“ไม่แน่ใจนะ” น้ำเสียงเขามีความไม่แน่ใจอยู่จริงๆ “พรุ่งนี้ฉันต้องแวะไปซื้อของฝากแถวอากิฮาบาระ กินซ่า อุเอโนะ แล้วต้องเก็บกระเป๋าอีก นี่ยังไม่เริ่มแพ็กเลย”

“งั้นตามสบายแล้วกัน” จริงๆ แล้วฉันรู้สึกใจหายเหมือนกันนะที่เขาจะไปแล้ว

“นี่ติ๊กต่อก” เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง “ฉันขอรบกวนอะไรบางอย่างได้ไหม”

“อะไรล่ะ”

“ฉันยังไม่ได้ตรงกลับลอนดอนเลย จะไปเที่ยวตามเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่นก่อน อาจจะนั่งรถไฟไปเกียวโต หรือซัปโปโร ว่าจะแบกเป้ไป ส่วนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ฉันฝากไว้ที่ห้องเธอได้ไหม ไม่อยากขนไปด้วยน่ะ”

ฉันตักไอศกรีมรสวานิลลาเข้าปาก คิดว่าพอรู้คำตอบของตัวเองอยู่แล้ว

“ได้สิ ไม่มีปัญหา”

“แน่นะ”

“แน่สิ”

“ขอบคุณมาก”

“เธอจะไปเมื่อไหร่”

“วันจันทร์นี้”

เมื่อมหาวิทยาลัยเปิดเทอม จำนวนเพื่อนที่ฉันมีในโตเกียวคงเพิ่มขึ้น แต่ในตอนนี้ อย่างน้อยที่สุด เพื่อนหนึ่งคนกำลังจะหายไป

“งั้นฉันจะเอากุญแจห้องไปฝากไว้ให้เธอวันจันทร์เช้าก่อนไปเรียนนะ เธอสะดวกเอากระเป๋ามาเก็บไว้กี่โมงก็ตามใจ แต่ช่วยเอากุญแจใส่กลับในซองจดหมาย และวางไว้ตรงช่องประตูให้พอหยิบได้หน่อยนะ” ความเป็นเผด็จการในตัวทำให้ฉันคิดและวางแผนจัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ

“ว่าแต่เธอจะกลับมาเอากระเป๋าวันไหนเหรอ”

“วันจันทร์ที่ 9 กันยายน” อีกราวหนึ่งสัปดาห์นับจากนี้

“ขอบคุณนะ” เขายิ้ม มันเป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับที่เขาเคยยิ้มตอนขอไปตามรอยมูราคามิกับฉัน, ยิ้มกว้างและใจดี

“แล้วพรุ่งนี้เราจะได้เจอกันไหม” นี่คือคำถามของแดน พรุ่งนี้คือวันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2013 เขาคงวุ่นวายกับการเก็บกระเป๋าเตรียมออกเดินทาง ส่วนฉันควรเริ่มต้นอ่านหนังสือเพื่อเตรียมรับมือกับคลาสปรับพื้นฐานเด็กทุนที่กำลังจะเริ่มขึ้นวันจันทร์

ฉันยิ้ม ไม่รู้และไม่มีคำตอบมอบให้กับคำถามนี้

 

ฉันใช้เวลาวันอาทิตย์หมดไปกับการนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดชุมชน ห้องสมุดโคมาโกเมะวางตัวอยู่ไม่ไกลย่านที่ฉันพัก จริงๆ มันตั้งอยู่ริมถนนชิโนะบะสุ ระหว่างทางที่จะเดินไปสถานีโคมาโกเมะนั่นแหละ ฉันตื่นมานั่งทำเบนโตะในตอนสาย เติมน้ำใส่ขวดใส ยัดหนังสือเรียนใส่กระเป๋าเป้ พกแมคบุ๊คไปด้วย ก่อนเดินกอดคอแสงแดดอันปรานีไปจนถึงห้องสมุด ฉันหมกตัวอยู่ในนั้นทั้งวัน มีพักเบรกออกมานั่งเล่นที่สนามเด็กเล่นข้างห้องสมุดอยู่สองหน จนกระทั่งเมฆเริ่มตั้งเค้าดำมืดนั่นแหละ ฉันถึงเริ่มต้นเก็บกระเป๋าและตั้งใจเดินกลับบ้าน

เป็นตอนนี้เองที่ฉันสังเกตเห็นข้อความในไลน์ที่แดนส่งมา

“เฮ้ เราไปกินข้าวที่ชินจูกุกันไหม เธอว่าไง เจอกันที่บ้านสี่โมงเย็น”

มันเป็นข้อความที่ส่งมาเมื่อสองชั่วโมงก่อนหน้า ตอนนี้บ่ายสี่โมงแล้ว และฉันคิดว่าฝนกำลังจะตกลงมา

“ฉันอยู่ห้องสมุด และเขาว่าฝนจะตกนะ อย่าไปไหนไกลเลย” ฉันพิมพ์ข้อความตอบกลับไป

“ ‘Some people feel the rain. Others just get wet.’ บ็อบ มาร์เลย์ กล่าวไว้” เขาพิมพ์ข้อความกลับมาพร้อมตัวอีโมติค่อนหน้ายิ้ม

แล้วฝนก็หล่นลงมาทันที

[เขียนถึงซากุระ] ความงดงามของความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียก

#เขียนถึงซากุระจากคนอ่าน

พี่ติ๊กต่อก~

จะมาบอกว่า เพิ่งอ่าน Sakura Sayonara จบค่ะ

เคยมีรุ่นพี่คนนึงในวงการหนังสือเคยบอกว่า “การเขียนแบบเรียบง่ายที่สุด แต่สื่อสารได้ครบที่สุด เป็นการเขียนที่ยากที่สุด” และนั่นคือสิ่งที่รู้สึกกับตัวหนังสือของพี่ติ๊กต่อกค่ะ ไม่ว่าจะเป็นในบล็อก สเตตัส หรือหนังสือเล่มนี้ก็ตาม ทุกครั้งเลยที่ตัวหนังสือของพี่ติ๊กต่อกมักจริงใจ ซื่อตรงกับตัวเองมาก และไม่ต้องการพึ่งพาความซับซ้อนใดๆ ทั้งนั้น คิดว่าตัวเองคงไม่กล้า ‘โป๊’ ความรู้สึกได้เหมือนพี่ติ๊กต่อกแน่ๆ

ในขณะเดียวกัน ระหว่างเดินทางตามรอยย้อนความทรงจำไปกับตัวหนังสือของพี่ติ๊กต่อก ก็เห็นเงาของตัวเองในเรื่องพี่ติ๊กต่อกกับเรื่องของเอริด้วย เมื่อหลายเดือนก่อน ก็เพิ่งบ้าระห่ำวิ่งตามความรู้สึกตัวเอง ไปพบใครคนนึงที่ติดต่อกันมานานร่วมปีเหมือนกัน เพื่อที่จะพิสูจน์ว่าความสัมพันธ์นี้จะไปต่อทางไหน เป็นการเดินทางที่ได้คำตอบ แต่จนทุกวันนี้ก็ยังไม่กล้าย้ำคำตอบนั้นกับตัวเองอย่างเด็ดขาดเลยค่ะ

ถึงยังงั้น เรื่องของพี่ติ๊กต่อกกับแดน หรือเรื่องของเอริกับสาวที่บราซิลก็เหมือนส่งสารมาให้กลายๆ ว่า บางทีชีวิตก็อนุญาตให้เรารู้จักคนนี้ในรูปแบบนี้ ในช่วงเวลานี้ ได้สานสัมพันธ์กันแบบนี้ ถึงตอนนี้จะยังอยู่ในช่วงสะอึกสะอื้นอยู่ แต่หวังว่าวันนึงจะมองย้อนกลับมา แล้วเห็นแง่มุมงดงามของความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียกนี้ได้ค่ะ

ขอบคุณที่เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมานะคะ

จากคนอ่านคนหนึ่ง

 

t1

[blog] ชวนซื้อหนังสือ และชวนอ่านซีรีส์เรื่องเล่า

[ขายของ+บอกเล่า]

 

t1

 

(1)
นับถึงตอนนี้ หนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” ออกมาได้ครบ 10 เดือนแล้วค่ะ
และเดือนนี้ก็เป็นเดือนที่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชีวิตฉันพอดี

ฉันกำลังว่างงานค่ะ
แต่เหมือนที่บอกเพื่อนคนหนึ่งไว้ … “แต่หนี้มันก็ไม่ได้ว่างงานไปกับเราด้วยหรอก”
จริงที่สุดเลย

ตอนที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว เซนเซที่สอนวิชา Labor Economics เคยพูดตอนเปิดคลาสว่า ภาวะว่างงานเป็นภาวะที่ไม่ได้กระทบต่อมนุษย์คนหนึ่งแค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นระยะยาว ซ้ำๆ มันจะส่งผลต่อจิตใจ ความเชื่อมั่น และศักยภาพของมนุษย์ตัวเล็กๆ ได้ เรียกได้ว่าเราอาจสูญเสียศรัทธาที่มีต่อชีวิตไปได้เลย

ฉันฟังแล้วถึงกับร้องโหย… เซนเซจริงจังเนอะ

แต่เพราะเรื่องภาวะว่างงานมันกระทบต่อ “แรงงาน” หรือมนุษย์ในสังคมจริง รัฐจึงให้ความสำคัญ จะเห็นได้ว่า เรามักเห็นรัฐหมกมุ่นกับตัวเลขภาวะว่างงานอยู่เสมอ

ถ้ามองในแง่ตัวเลข มันก็คือตัวเลข ถ้ามองในแง่ชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง มันก็คือชีวิต

แฮร่…พูดซะดูเศร้าเลย แต่ฉันไม่ได้เศร้าหรอกค่ะ

เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงเข้ามา เราก็แค่ต้องหาทางรับมือกับมัน … ก็เท่านั้น

ฉันเลยใช้เวลาใคร่ครวญและตอบคำถามเรื่องค่าใช้จ่ายของตัวเอง ได้คำตอบเป็นตัวเลขมาส่วนหนึ่ง แล้วจากตัวเลขนั้น ก็เลยนำมาซึ่งภารกิจส่วนตัวที่แอบตั้งไว้

ทรัพยากรที่ฉันมีอยู่ตอนนี้ก็คือหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” ประมาณ 100 เล่ม เล่มนึงขายอยู่ที่ 275 บาท ฉันเลยตั้งใจจะทำภารกิจว่า เดือนนี้จะขายหนังสือให้ได้ 100 เล่ม

ขณะเดียวกันก็จะช่วยร้านหนังสือต่างๆ โปรโมททางออนไลน์ด้วย

แต่นั่นไม่ใช่ภารกิจเดียวที่จะทำค่ะ

 

 

(2)
เมื่อเช้าขณะไปวิ่ง (ว่างงานยิ่งมีเวลาออกกำลังค่ะ) ฉันก็คิดถึงทรัพยากรหรือต้นทุนที่ตัวเองมีอยู่ ฉันเลยคิดว่าน่าจะนำต้นทุนนี้มาแบ่งปันกับคนอื่นบ้าง

ต้นทุนนั้นคือ ประสบการณ์ในการทำงานหนังสือและนิตยสารค่ะ

นิตยสารที่เห็นอยู่ในภาพ ไม่ใช่นิตยสารที่ฉันเคยทำหรอกนะคะ แต่ฉันก็เติบโตมากับนิตยสารเล่มนี้ (และเล่มอื่นๆ เหมือนกัน)

ในยุคที่คนเราแทบจะไม่ซื้อนิตยสารรายปักษ์ หรือรายเดือนกันอีกแล้ว (ขนาดฉันยังไม่ซื้อมาตั้ง 2 ปีเลยค่ะ เพิ่งซื้อเล่มนี้ในรอบ 2 ปีเลย) ฉันอยากย้อนเล่าประสบการณ์ของชีวิตที่พัวพันกับสื่อสิงพิมพ์ดู

ซึ่งอันนี้ตั้งใจว่าจะเขียนลงบล็อก (และเพจ) ทุกวันค่ะ … ซึ่งอ่านได้ฟรี แต่อาจจะมีแทรก tie in หนังสือของตัวเองเข้าไปบ้าง แฮร่

จะเริ่มวันเสาร์นี้วันแรก (4 สิงหาคม 2018 – ต้อนรับคอนเสิร์ตในไทยของ Wanna One เลย)

 

 

(3)
ถ้ายังไง ฉันถือโอกาสฝากภารกิจทั้ง 2 ไว้ด้วยนะคะ

อันแรก ขายของ = หนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” ซึ่งคุณสามารถสั่งซื้อได้ในราคารวมค่าส่ง 345 บ. โดยดูรายละเอียดการโอนได้ที่ลิงก์นี้ : https://bit.ly/2vuDt3Z

อันที่สอง บอกเล่า = รวมบทความซีรีส์เกี่ยวกับการทำงานในวงการหนังสือและนิตยสาร ซึ่งฉันคิดว่ามันก็เป็นอาชีพหนึ่ง ที่น่าจะถูกบันทึกวิธีการทำงานไว้

หวังว่าจะผ่านพ้นไปด้วยดีกับทั้ง 2 ภารกิจ ค่ะ

 

____

Like: fb.me/deartiktok
Follow: twitter.com/deartiktok
Blog : deartiktok.wordpress.com

[เขียนถึงซากุระ] หนังสือส่งท้ายปี โดย โอแอลจัง

20229551_10154947777943235_3467686642730595446_o

 

#เขียนถึงซากุระ

โดย โอแอลจัง (OL = Office Lady คำเรียกพนักงานหญิงของญี่ปุ่น)
และเป็นเจ้าของภาพนี้ในหนังสือค่ะ

ขอบคุณที่เขียนถึงกันค่ะ

 

 

++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

หนังสือส่งท้ายปี 2017

พี่ติ๊กต่อกผู้เขียนเป็นเพื่อนพี่ปอมหนึ่งในกองบรรณาธิการที่เวย์ เราเจอกันครั้งแรกที่อุเอะโนะในร้านอิซากายะ ฤดูร้อนนั้น ฉันมาฝึกงานในลอว์เฟิร์มที่โตเกียว ถ้าจำไม่ผิด ค่ำคืนนั้นน่าจะเป็นคืนแรกของพี่ติ๊กต่อกในญี่ปุ่น

เจอกันครั้งแรก พี่ติ๊กต่อกก็คุยเรื่องคอนเสิร์ตดงบังชิงกิที่กำลังจะมาถึงอย่างออกรสกับพี่กิ๊ฟซึ่งเป็นสายเกาหลีเหมือนกัน พี่ปอมบอกว่าพี่ติ๊กต่อกทำงานสายนิตยสารมาก่อน พี่ติ๊กต๊อกในความทรงจำแรกของฉันคือพี่อดีตกอง บ.ก. ผู้ชื่นชอบดงบังชิงกิ

และคือเวลาก่อนเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้จะเริ่มขึ้น

พี่ติ๊กต่อกเป็นคนชอบบันทึก พี่เขียนโพสต์ในเฟซบุ๊คยาวๆ ทั้งเรื่องนักร้องเกาหลีที่พี่ชอบ บทความวิชาการ ตลอดจนเรื่องปกิณกะ เฟซบุ๊คทำให้รู้ว่าพี่ติ๊กต่อกเป็นคนช่างสังเกต แถมอธิบายได้ละเอียดลออ สงสัยเสมอว่าทำไมพี่ติ๊กต่อกถึงสรรหาถ้อยคำมาบรรยายอะไรต่อมิอะไรได้พรั่งพรูเหมือนเปิดก๊อกน้ำ กว่าเราจะเขียนได้แต่ละหน้าแม่งโคตรจะยากเย็น

ฉันคุยกับพี่ติ๊กต่อกหลังไมค์บ้าง พี่ติ๊กต่อกเป็นคนที่คอยเชียร์ให้ฉันเขียนพอคเก็ตบุ้คเกี่ยวกับญี่ปุ่นดู และด้วยความบ้ายอฉันก็เลยพยายามจะเขียนดูบ้าง แต่คุณเอ๋ย การลองเขียนความทรงจำของตัวเองเป็นเรื่องขนาดยาว มันไม่ต่างกับการค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าตัวเองทีละชิ้น ให้คนอื่นเห็นจนล่อนจ้อน ถ้าคุณไม่จริงใจพอจะเล่าเรื่องเหล่านี้ มันจะไม่สนุก มันจะไม่จริง มันจะไม่ได้เลยยย

นี่จึงยิ่งทำให้ฉันประทับใจ Sakura, sayonara ของพี่ติ๊กต่อกมาก มันไม่ใช่เรื่องแต่งที่นำไปสู่จุดพีคแบบพล๊อตนิยาย แต่มันซื่อตรงต่อผู้อ่าน ซึ่งหมายความว่าพี่ซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเองจึงนำไปสู่บทสรุปที่ละมุนละไมเช่นนี้ พี่ติ๊กต่อกพาผู้อ่านท่องเที่ยวญี่ปุ่น ทว่าไม่ใช่ด้วยสายตาของนักท่องเที่ยว นักช๊อป นักชิมลิ้นทอง หรือแบคแพคเกอร์สายประหยัด แต่ด้วยแว่นตาของนักศึกษารัฐศาสตร์สาขานโยบายสาธารณะ ด้วยความมองโลกในแง่ดี พร้อมๆ กับพาท่องไปในความทรงจำในส่วนที่รโหฐานที่สุดเพื่อหาคำตอบปัญหาหัวใจที่ยังค้างคา

การบรรยายเหตุการณ์เหล่านี้ใต้กลีบซากุระจึงเหมาะสมเป็นที่สุด ดอกไม้บอบบางแย้มยิ้มอยู่ชั่วครู่ก่อนจะร่วงโรย เช่นเดียวกับผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

ทุกอย่างล้วนมีช่วงเวลาของมันเอง อย่างที่พี่บอกจริงๆ

ปล1. มีรูปที่เราถ่ายอยู่ในหนังสือพี่ติ๊กต่อกด้วยยยยย