[thought] Idea for Connectivity: Grab สามล้อ in rural?

ปัญหาของการเดินทางในต่างจังหวัดของไทยคือ การเคลื่อนย้ายไปไหน มักจะรอนาน หรือไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องจ้างรถรับจ้างเดี่ยวๆ ซึ่งราคาก็มักจะสูง เพราะรถรับจ้างมักจะไม่คิดแค่ระยะทางแค่ที่ไปส่ง แต่จะคิดระยะทางไป-กลับบวกไปในค่าโดยสารเลย บางครั้งในระยะทางไม่ไกลมาก เช่น 7 กม. เราอาจต้องจ่ายค่าโดยสารสามล้อเป็นจำนวน 120 บาทเลยทีเดียว

วันก่อนนู้น ความที่ต้องเดินทางไปสนามบินอุดรธานี ก่อนหน้านั้นก็แวะหาเพื่อนแถวใกล้ๆ จวนผู้ว่าจังหวัดอุดรธานี จึงหอบกระเป๋าและไปเริ่มต้นโบกรถสามล้อแถวนั้น เมื่อเจรจาต่อรองแล้วก็พบว่า ราคาที่เสนอคือ 100 บาท ส่วนราคาที่สามล้อยื่นมาคือ 120 บาท และพวกเราต่อรองกันได้ที่จุดกึ่งกลาง 110 บาท (ก็ยังดีวะ)

พอไปถึงสนามบิน เลยคุยกับคุณลุงคนขับว่า คุณลุงคนขับได้ใช้สมาร์ทโฟนบ้างไหม ลุงบอกว่า ใช้แค่มือถือปุ่มกดธรรมดา เลยถามต่อว่า ถ้ามีบริษัทเอาสมาร์ทโฟนมาให้ใช้ เพื่อให้ใช้แอพที่หาลูกค้าได้ง่ายขึ้น ลุงจะใช้ไหม ลุงตอบว่า ลุงใช้ไม่เป็นอ่ะ คงไม่ใช้หรอก ทุกวันนี้มือถือปุ่มกดยังใช้ไม่เป็นเลย

จริงๆ ตอนแรก อยากพัฒนาแอพพลิเคชั่น ที่เชื่อมต่อกับรถสามล้อ หรือรถ car pool (แนวคล้ายๆ Uber แต่เน้นการเดินทางแบบเยอะคน) คือจริงๆ แล้วชีวิตในต่างจังหวัดนี่ไม่ได้รีบกันมากหรอก บางทีรอรถ 20 นาทีก็รอกันได้ (1  ชม. ก็รอได้ค่ะ ถ้ารู้ว่าจะมีรถมาจริงๆ) ซึ่งบางครั้ง เวลาเราลงรถโดยสารที่ บขส. แล้วเราอยากต่อไปยังอีกจุดหนึ่ง (เช่น อบต. ที่อยู่ห่างไปอีก 15 กม.) แต่เราไม่อยากจ่ายค่าสามล้อแพงขนาดนั้น ขณะเดียวกัน เราก็ไม่อยากกดราคาคุณลุงคนขับด้วยไง ซึ่งทางแก้คือ อาจหาคนมาหารค่าโดยสาร โดยหากมีแอพพลิเคชั่นเชื่อมต่อ หรือให้คนเช็คกันได้ว่า ตอนนี้ เวลาประมาณนี้ มีคนจากจุดนี้ อยากเดินทางไปยังจุดนี้ หากในเวลาใกล้เคียงกัน มีคนอยากเดินทางจากจุดเดียวกัน ไปยังบริเวณเดียวกัน (เช่น ตำบลเดียวกัน) ก็ทำให้สามารถรอกันได้ เพื่อที่ว่าจะได้ขึ้นรถสามล้อไปด้วยกัน และช่วยกันหารค่าเดินทาง โดยที่คุณลุงคนขับสามล้อก็ไม่ต้องถูกต่อราคาลงแบบมหาโหดจนแกไม่ได้ค่าน้ำมันรถเลยด้วยซ้ำ

เคยคุยกับน้องวิศวกรคอมพิวเตอร์คนหนึ่ง เขาก็บอกว่า แนวทางนี้คงไม่ได้เป็นแนวธุรกิจ (คือแอพอาจจะไม่ได้เงินอะไรมากมาย) แต่เป็นแนวเพื่อสังคมใช่ไหมครับพี่ ก็เลยตอบไปว่า ใช่ (แม้ใจจริงจะอยากทำแบบธุรกิจที่ได้กำไรก็ตาม งิ้งงงง) คิดว่า แนวคิดนี้ทำได้ แม้จะไม่ง่ายเลย แต่ตอนนี้ด้วยศักยภาพตัวเอง ที่ยังเขียนแอพไม่เก่งเลย อาจยังเริ่มต้นได้แค่งูๆ ปลาๆ

ใจจริงอยากให้คนที่ต่อยอดได้เก่งๆ ลองหันมาทำโปรเจ็กต์นี้ดู หรืออาจจะเป็นหน่วยงานของรัฐ ในจุดหนึ่ง คิดว่ามันเป็นการเชื่อมโยงชนบทให้เดินทางได้ง่ายขึ้น ในราคาที่เบาลง

แต่โจทย์ใหญ่ตอนนี้คือ ทำอย่างไร คุณลุงสามล้อถึงจะยอมใช้สมาร์ทโฟน ><

Advertisements

[เรื่องชาวบ้าน] หนึ่งปีกับต่างจังหวัดไทย สิ่งที่ได้เรียนรู้ #1

ถ้านับจริงๆ เราเริ่มทำงานในพื้นที่เมื่อ 19 มีนาคม 2559 ดังนั้นวันนี้ (18 มีนาคม 2560) น่าจะถือว่าครบรอบหนึ่งปี

หนึ่งปีที่ผ่านมา เมื่อย้อนทบทวน เราพบว่านี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับชนบท และต่างจังหวัดของไทย

ไม่ใช่สิ, เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับ “ประเทศไทย” ในภาพกว้างเลยมากกว่ามั้ง

 

+++คำเตือน : โพสนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล และมีความจริงใจสูง ไม่ได้หมายความสิ่งที่เห็นเป็นความจริงสมบูรณ์ และไม่ได้หมายความว่า ทุกสิ่งที่เห็นตายตัวและเปลี่ยนแปลงไม่ได้แต่อย่างใด โปรดใช้ความเปิดกว้างในการอ่าน+++

 

#1 ที่บอกว่าชาวบ้านไม่ต้องใช้เงินมากมายก็มีกิน…นั้นเป็นเรื่องจริง

แต่มันจริง ในกรณีที่ทรัพยากรยังสมบูรณ์ และพวกเขามีทักษะ (และสิทธิ) ในการเข้าถึงทรัพยากรนั้น

ยกตัวอย่าง แม่บัวบาน (นามสมมติ) แม่บัวบานบอกเราว่า แทบไม่มีรายจ่ายในการหากิน คราวก่อนแม่ทำข้าวเที่ยงเลี้ยงเรา โดยทำปลาย่าง และส้มตำ โดยแม่นิยามมันว่า “ไม่เสียเงินสักบาท” นั่นเพราะ แม่ลงไปจับปลาในบ่อเลี้ยงปลา แล้วติดเตา ทำปลาย่างจนหน้าตาออกมาดูดี ส่วนส้มตำ แม่ก็เด็ดมะละกอจากในสวน ทำการปอกและสับ จากนั้นนำเส้นมาตำเข้ากับเครื่องปรุงที่มีในบ้าน แน่นอนว่า อาหารมื้อนั้นแม่ไม่ได้ควักตังค์ในการหามา ไม่ผิดที่แม่จะนิยามมันว่า “ไม่มีรายจ่าย”

กลับกัน หากเป็นเราอยากกินปลาย่างกับส้มตำ แม้ว่าเราจะมีบ่อปลาเป็นของตนเอง แต่เราไม่มีทักษะในการหาปลา (เอง) และถึงได้ปลามา เราก็ไร้ทักษะในการเชือดและแล่ปลาอยู่ดีนั่นแหละ (ขอบคุณเทสโก้โลตัสที่แล่ปลาเป็นชิ้นให้แล้ว) ส่วนมะละกอ เราสอย ปลอก และสับ ได้ แต่เราตำส้มตำไม่เป็นอยู่ดี (ถึงทำได้ก็ไม่อร่อยเลย) ดังนั้น ทางออกในชีวิตเราจึงเป็น ใช้ทักษะ (การเขียน) หาเงิน และใช้เงินมาเลี้ยงปากท้องอีกที “เงิน” จึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นมากในการอยู่รอดของเรา เพราะเราไม่มีทักษะที่จะหาอาหารได้เองนั่นเอง

ขณะที่ชาวบ้านในชนบทไทย พวกเขายังมีทักษะตรงนี้อยู่สูง ขณะเดียวกัน ทักษะในการหาอาหารนี้ อาจทำให้พวกเขาเลี้ยงปากท้องไม่ได้ หากทรัพยากรธรรมชาติในแหล่งที่พวกเขาอยู่เสื่อมโทรม หายไป หรือพวกเขาถูกจำกัดสิทธิในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากร (เช่น ให้หาของป่า เห็ด พืชในป่าไม่ได้) พวกเขาก็ไม่สามารถใช้ทักษะได้มาซึ่งทรัพยากรนั้น และทางเดียวที่พวกเขาจะมีอยู่มีกินได้ ก็คือต้องใช้ “เงินตรา” ไปแลกเปลี่ยนมา

ในตอนนี้ ชุมชนที่เราทำงานด้วย ยังมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่พวกเขาเข้าถึงได้ อีกทั้งพวกเขายังมีทักษะในการหาอยู่หากิน ดังนั้น ถึงบางครอบครัว จะเหมือนไม่มีรายได้ (เงินตรา) เข้าครัวเรือนเลย แต่พวกเขาก็มีชีวิตอยู่ได้เพราะอันที่จริง พวกเขายังมีกินอยู่

แต่หากพวกเขาต้องการอะไรบางอย่างที่ไม่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือหาไม่ได้ในป่าละแวกชุมชน เช่น โน้ตบุ๊ค (คอมพิวเตอร์) เตารีด ท่อพีวีซี (ไว้ต่อน้ำประปา) หลอดไฟฟลูออเรสซนต์ ก๊อกน้ำ เป็นต้น พวกเขาก็จำเป็นต้องหาเงินแลกซื้อมา

และถ้าไม่มีเงิน พวกเขาก็อาจจะไม่มีหลอดไฟไว้เปิดไฟตอนกลางคืน อยากได้ท่อต่อประปา ก็อาจต่อไม่ได้ (ต้องขนน้ำเอา)

ด้วยเหตุนี้ การรักษาทรัพยากรธรรมชาติจึงจำเป็น เพราะมันเกี่ยวกับความอยู่รอดของชีวิตพวกเขานั่นเอง