12.01.19: วันนี้คิดถึงน้องคนหนึ่ง

blog ที่ 12 of 365

 

วันนี้อยู่ข้างนอกจนดึก (แม้กระทั่งตอนเขียนบล็อกนี้) ขอโพสสั้นๆ แล้วกันนะคะ

พอดีเจอป้ายโรงเรียน Shrewsbury เลยคิดถึงน้องคนหนึ่งที่จบจากโรงเรียนนี้ค่ะ

เราเจอน้องช่วงต้นปีก่อน ตอนลงเรียนคอร์สเขียนบทละครด้วยกัน น้องจบมัธยมที่ Shrewsbury และจบตรีและโทด้าน Theater จากอังกฤษ

ที่คิดถึงน้อง เพราะน้องเป็นคนที่มี passion เกี่ยวกับละคร (เวที) และเรื่องเล่าเยอะมาก น้องอ่านวรรณกรรมเยอะ เสพละครและศิลปะเยอะ และแน่นอน น้องเป็นคนหนึ่งที่อยากให้อาชีพด้านการละคร ปักหลักมั่นคงในไทย

วันนี้พอเจอป้ายโรงเรียนเก่าน้อง เลยคิดถึงพลังและความฝันของน้องขึ้นมา

และเริ่มคิดถึงบทละครที่เขียนค้างไว้มา 1 ปีแล้ว

และอาจถึงวันที่ต้องกลับมาปัดฝุ่นแล้วมั้ง

 

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand

11.01.19: ข้อค้นพบหลัง “กินไม่ไถมือถือ” มา 11 วัน

บล็อกวันที่ 11 of 365 นี้ จะว่าด้วย “การกินไม่ไถมือถือ” ค่ะ

eat.001

 

ความตั้งใจปีใหม่นี้ของฉันคือ อยากเป็นสายเท คือเทพฤติกรรมบางอย่างทิ้งไปเลย หรือ zero mission นั่นเอง

ฉันเคยเห็นเพื่อนในเฟซบุ๊ก อย่างพี่กล้า สมุทวณิช เขียนความตั้งใจว่า ปี 2019 นี้ จะไม่รับถุงพลาสติกจากร้านค้าเลย หรือ Zero Plastic Bag ประมาณนั้น (กดติดตามเพจพี่กล้า ได้ ที่นี่ ค่ะ )

สำหรับฉันเลย การงดรับถุงพลาสติกจากร้านค้าค่อนข้างทำยากนิดนึงค่ะ ไม่น่าจะผ่านโปรเจ็กต์ zero mission ไปได้แน่ๆ เลยคิดว่า ขอบายแล้วกัน

ส่วนการงดนอนไถมือถือบนเตียงนอน, อืม อันนี้น่าจะดีต่อชีวิตจริงๆ … แต่พอพิจารณาแล้ว คิดว่าคงผ่านได้ยาก, ขอเท zero mission นี้แล้วกันค่ะ

หวยเลยออกมาที่ “การงดไถมือถือตอนกินข้าว” แทน ค่ะ เพราะฉันอยากมีสติกับการกินมากขึ้นด้วย You are what you eat! ใช่เลย ถ้ามีสติขณะกิน ก็เท่ากับเรากินสติ! – ไม่ใช่สิ ถ้าเรามีสติกับการกินมากขึ้น ฉันคิดว่า มันน่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแน่ๆ เลย

แต่ว่า…ตอนนี้ยังไม่พบความเปลี่ยนแปลงดีๆ เลยค่ะ แหะๆ

ข้อค้นพบหลัง 11 วันผ่านไป (ฉันไม่หยิบมือถือมาเล่นตอนกินข้าวเลยค่ะ) กฎที่ฉันยึดไว้ยังอยู่ดี แต่สิ่งที่ฉันสังเกตคือ ตัวเองกินเร็วมากขึ้นค่ะ

และก็…ไม่ค่อยเคี้ยวด้วย

.

.

คือปกติแล้ว ฉันเป็นคนที่กินไม่ค่อยเคี้ยวนานๆ อยู่แล้วค่ะ ประมาณว่า 3-5 ครั้งก็กลืนลงท้องแล้ว แต่พอเริ่ม zero mission “กินไม่ไถ” ก็ยิ่งทำให้กินเร็วและไม่ค่อยเคี้ยวมากขึ้น ประมาณว่า บางชิ้นคือเคี้ยวไป 1-2 ครั้งแล้วกลืนก็ยังมีเลย

เป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีเลยค่ะ

 

วันนี้ หลังจากเริ่มสังเกตการกินเร็วของตัวเองได้แล้ว ฉันพบว่า ตัวเองยังไม่มีสติเท่าไหร่ เหมือนตั้งใจทำ zero mission ให้จบๆ ไปมากกว่า แต่ไม่ได้มี “สติ” จดจ่อกับอาหารตรงหน้า ไม่ได้ตั้งใจรับรส ไม่ได้อภิรมย์กับการกิน กับอาหาร กับชีวิต สักเท่าไหร่

ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นต่อไป-อย่างยิ่ง

 

ดังนั้น นอกจากภารกิจ zero mission “กินไม่ไถ” แล้ว ฉันคิดว่า ตัวเองควรเพิ่ม mindfulness mission เข้าไปในทุกจังหวะของการกินด้วยค่ะ

ส่วน mindfulness mission ในพฤติกรรมอื่นๆ ของชีวิต จริงๆ เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพียงแต่ตอนนี้ อาจจะยังทำไม่ได้

ขอยกยอดไปไว้คราวหน้า (หรือปีหน้า) ไปเลยแล้วกันนะคะ

 

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand

10.01.19: ทำงานอย่างไว ด้วยเทคนิค FV

 

fv.001
วันนี้ฉันทดลองทำงานด้วยเทคนิค FV ตามหนังสือ ​Thank God It’s Monday ของคุณรุตม์ อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์ ดูค่ะ

 

เทคนิค FV สร้างโดยมาร์ค ฟอร์สเตอร์ (Mark Foster) คำว่า FV ย่อมาจาก Final Version

สิ่งที่ทำให้เทคนิคนี้แตกต่างจากการทำ To Do List ทั่วไปคือ เทคนิค FV ให้ความสำคัญกับความพร้อมของจิตใจของคนทำงานด้วย

คือให้เราเลือกลิสต์งานที่ต้องทำมา และจัดความเร่งด่วน (Urgency) ความสำคัญ (Importance) แต่ขณะเดียวกัน ก็ให้น้ำหนักกับ ความพร้อมของจิตใจ (Psychological Readiness) ด้วย

เทคนิค FV จะให้เราลิสต์งานมา สมมติว่าฉันลิสต์งานมาได้ 7 อย่างที่ควรทำวันนี้ จากนั้นเขียนลงไป ได้ดังนี้

1,เขียนบทความ xxx

2,ลิสต์ประเด็นเพื่อขอข้อมูล และส่งอีเมลหาคุณ xxx

3,ศึกษาดูเพจที่มีแนวทางใกล้เคียงกัน

4,ถอดเทปอัด xxx

5,สรุปงานค้างเมื่อวานทางอีเมล

6,ซื้อกระดาษทำหรับทำ xxx

7,ลงตารางวันสำคัญของลูกค้าตลอดทั้งปี ในไฟล์ xxx ให้เห็นง่าย

 

จากนั้นให้เลือกงานชิ้นแรกที่อยู่ลำดับแรกในลิสต์ขึ้นมา ในที่นี้คือ 1 (ไม่แน่ใจว่าทำไมให้เลือกลิสต์ลำดับแรก แต่คิดว่าโดยจิตวิทยา เวลาเราเขียน เราน่าจะเขียนจากสิ่งที่สำคัญ หรือไม่งั้นก็คือ เร่งด่วน มากแหละมั้ง)

พอได้ 1 แล้ว ก็ให้ถามตัวเองว่า ก่อนจะทำ 1 อยากทำข้อไหนก่อนไหม สมมติว่าตอบ 5, ก็เขียนลงไปต่อจาก 1 แล้วก็ถามตัวเองอีกรอบว่า ก่อนจะเริ่มทำข้อ 5 มีข้อไหนที่อยากทำก่อนไหม สมมติตอบข้อ 3 และไม่มีอะไรที่อยากทำก่อนข้อ 3 อีกแล้ว

เราจะได้ลิสต์งานดังนี้

1,เขียนบทความ xxx

5,สรุปงานค้างเมื่อวานและส่งต่อทางอีเมล

3,ศึกษาดูเพจที่มีแนวทางใกล้เคียงกัน

 

จากนั้นให้เริ่มทำงาน โดยเรียงจากล่าสุด (ที่เลือก) ไปบนสุด

ดังนั้นเราจึงเริ่มทำ 3 ค่อยไปทำ 5 ค่อยไปทำ 1

 

หัวใจสำคัญของเทคนิค FV คือ เราแค่เริ่มทำลิสต์ข้อนั้นๆ  แต่ไม่จำเป็นต้องทำให้เสร็จก็ได้ แค่ทำนิดหน่อยก็พอ ก็จะขยับไปทำข้อต่อไป เช่น เราเริ่มทำ 3 นิดหน่อย จากนั้นก็วางไว้ แล้วไปทำ 5 สมมติว่าทำ 5 จนเสร็จเลย แล้วค่อยไปทำ 1 ซึ่ง 1 นั้นอาจจะไม่เสร็จ ก็ให้นำมาไว้ในลิสต์ที่ค้างไว้ และเรียงลำดับงานด้วยเทคนิค FV ใหม่ต่อไปอีก

 

ความดีงามของเทคนิค FV คือ มันเปิดโอกาสให้เราเลือกงานที่เราสบายใจที่จะทำก่อน เหมือนอุ่นเครื่องให้เราพร้อมลุยงาน แม้ชิ้นแรกที่เราจะเลือกเพราะสบายใจ มันอาจไม่ใช่งานสำคัญ แต่อย่างน้อยคือได้เริ่มอุ่นเครื่อง

จากนั้นเราก็ไม่มีทางเลือก คือต้องขยับไปทำข้อต่อไป จนเราได้ทำงานสำคัญที่สุดในวันนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยเช่นกัน (ในที่นี้คือข้อ 1 เขียนบทความ xxx)

ซึ่งถึงเราจะทำข้อ 1 และข้อ 3 ไม่เสร็จก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยก็ได้เริ่มแตะ และเมื่อเริ่มแตะแล้ว มันมักจะเกิดไฟฮึกเหิม จนพาไปถึงจุดที่เสร็จจนได้

ปล.พอทำข้อ 1 แม้ว่าจะไม่เสร็จ ก็ให้นำมาต่อท้ายงานอื่นอีก จะได้ดังนี้

เหลืองานที่ต้องทำ (ทำ 5 เสร็จแล้ว)

2,

4,

6,

7,

3,

1,

 

ทีนี้ก็เริ่มทำใหม่ โดยเริ่มจาก 2 แล้วให้คิดว่า อยากทำอะไรก่อนข้อ 2  ถ้าตอบ 3 ก็ใส่ลงไป แล้วถามว่า อยากทำอะไรก่อน 3 ถ้าไม่มี ก็จะได้ลิสต์ที่ต้องทำในล็อตนี้ดังนี้

2,ลิสต์ประเด็นเพื่อขอข้อมูล และส่งอีเมลหาคุณ xxx

3,ศึกษาดูเพจที่มีแนวทางใกล้เคียงกัน

 

แล้วทำเหมือนเดิม คือเริ่มจากท้ายสุดก่อน คือ 3 พอเริ่มทำ 3 ไปได้ไม่นาน (อาจไม่ต้องเสร็จดี) ก็ย้ายไปทำ 2

มันจะวนไปอย่างนี้จนเราได้ทำครบทุกงาน (หมายถึง อย่างน้อยก็ได้เริ่มแตะ)

 

หวังว่าจะไม่งงกับเทคนิค FV นะคะ

(เขียนตอนดึก อาจอธิบายงงๆ เล็กน้อยค่ะ)

 

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand

 

 

09.01.19: ชีวิตและการเลือก

choice.001

นี่เป็นเรื่องครอบครัวของฉันเอง

แม้หลายคนจะบอกว่า ชีวิตเหมือนมาราธอน ต้องดูกันยาวๆ อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน

แต่ฉันก็ยังคิดว่า, สำหรับเรื่องนี้, ณ ตอนนี้, ฉันขอตัดสินอย่างนี้ก่อนแล้วกัน

ปลายปีก่อน พ่อโทรมาเล่าให้ฟังว่า หลานของฉัน (เขาเป็นลูกของลูกพี่ลูกน้องของฉัน) ที่เพิ่งเรียนจบและเริ่มทำงานเป็นวิศวกร ตอนนี้มีลูกแล้วนะ

เด็กที่เกิดมาเป็นเด็กหญิง

แม่ของเด็กหญิง ก็คือแฟนของหลาน ซึ่งเจอกันในรั้วมหาวิทยาลัย

ตอนท้อง (และรวมถึงตอนคลอด) แม่ของเด็กยังเรียนอยู่ในระดับปีต้นๆ ของมหาวิทยาลัย – พูดง่ายๆ ว่าเป็นคุณแม่วัยใส

ทั้งหลาน (ที่เพิ่งเรียนจบและเริ่มต้นทำงาน) และแฟนของหลาน ถือเป็นคู่รักวัยหวาน ที่เมื่อพบว่าพวกเขาทั้งคู่จะมีลูก พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะเบรกทุกสิ่งทุกอย่างไว้ -แล้วสร้างครอบครัวร่วมกันทันที

สำหรับหลานชายที่เพิ่งเรียนจบ การตัดสินใจอาจจะไม่ยากเท่าไหร่ (คือยากในแง่ที่ว่าต้องเริ่มต้นเป็นหัวหน้าครอบครัว) แต่สำหรับแฟนสาวของหลาน ที่ยังอยู่ในวัยนักศึกษา เพื่อนรอบตัวยังวนเวียนกับการสอบกลางภาคและปลายภาค การตัดสินใจหยุดเรียนไว้ก่อน เพื่อลาคลอดและมาดูแลชีวิตใหม่ที่กำลังจะถือกำเนิด

—คิดว่านั่นเป็นเรื่องไม่ง่าย—

ในวัย 20 การตัดสินใจว่าจะเป็นแม่คน การตัดสินใจว่าต่อแต่นี้ไป จะอยู่กันเป็นครอบครัว พ่อ-แม่-ลูก การจะมอบชีวิตอย่างน้อยครึ่งหนึ่งให้คนอีกสองคน (คนหนึ่งคือสามี คนหนึ่งคือลูก)

ฉันคิดว่าสิ่งที่เธอเลือก เป็นสิ่งที่กล้าหาญมาก

แน่นอนว่า, ชีวิตนั้นเหมือนมาราธอน, เราคงต้องดูกันยาวๆ แหละ

แต่วันนั้น หลังจากพ่อโทรมาแจ้งข่าว ฉันจดจำได้ว่าตัวเองพูดประโยคนี้ออกไป

“ข่าวดีนี่”

สำหรับเรื่องนี้ ฉันขอมองสั้นๆ ว่ามันเป็นข่าวดี

และกับทางเลือกนี้ของครอบครัวนี้ ฉันขอให้พวกเขารักษาระยะวิ่งไว้ได้อย่างราบรื่น

ไม่สิ, ฉันเชื่อว่าพวกเขาจะรักษามันไว้ได้

“ความเป็นครอบครัว” ที่พวกเขาเลือกเองกับมือ-อย่างกล้าหาญ

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand

08.01.19: สิ่งที่ได้เรียนรู้หลังถ่ายคลิปแรกจบลง

 

first clip.001

 

หลายคนที่ได้อ่านบล็อกเมื่อ 3 มกราคม (Reconsider New Year’s Goals) ของฉัน คงพอจำได้ว่า ฉันกำลังวางแผนทำ Channel YouTube อยู่

และเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันกับเพื่อนก็ได้เริ่มถ่ายคลิปแรกกันแล้วค่ะ

ก่อนหน้าที่เราจะถ่ายคลิปกันนั้น เราวางแผนกันว่า จะอัดไว้ก่อน 2 คลิป เพราะเราไม่ได้เจอกันบ่อย (เพื่อนอยู่ต่างจังหวัด) แต่พอเริ่มถ่ายทำนั้น เราพบว่ามีอะไรผิดแผนหลายอย่าง

จริงๆ คลิปแรกเราถือว่าราบรื่นในการถ่ายทำค่ะ เราไปถ่ายทำกันที่ร้านกาแฟน่ารักร้านหนึ่งในบ้านโคกศรี อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ (ขออภัยที่จำชื่อร้านไม่ได้ค่ะ) ร้านนี้เขาทำแปลงผักเองด้วยนะคะ คอนเซปต์แนวๆ ร้านดังในสยามย่อมๆ (ร้านดังในสยามร้านนั้นก็จำชื่อไม่ได้เหมือนกัน ขออภัยค่ะ)

กลับมาที่คลิปต่อ … ที่บอกว่าราบรื่น แต่จริงๆ ก็ยังมีอะไรผิดพลาดอยู่ค่ะ

ที่ผิดพลาดคือ พอถ่ายคลิปแรกจบ มีตอนเปิด ตอนกลาง และตอนท้ายแล้ว มือใหม่หัดทำคลิปอย่างเราก็เหนื่อยจนหมดพลัง จนไม่มีแรงเหลือทำคลิปที่สองไว้ (แต่จะแก้ปัญหาทางอื่นแทนค่ะ)

อีกความผิดพลาดที่ฉันเจอคือ เรามัวแต่ถ่ายคลิป จนไม่ได้ถ่ายภาพนิ่งเก็บไว้ค่ะ! หลายคนคงงงว่าจะลงคลิป YouTube ทำไมต้องถ่ายภาพนิ่ง ขอบอกว่า คลิปวิดีโอนั้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ ปกคลิป ค่ะ ปกที่จะตีคนเข้ามาดู ถ้าลองสังเกต YouTuber ช่องดังๆ เขาจะใส่ใจกับการทำปกมาก บางคนคือถึงขั้นต้องมีการเซ็ตภาพนิ่งถ่ายปกกันเลยทีเดียว

เอาล่ะ, เราลืมถ่ายภาพนิ่งใช่ไหม งั้นไม่เป็นไร ทางแก้ของมือใหม่ก็คือ แคปภาพจากวิดีโอที่ถ่ายไว้ก็ได้ (วะ)

และนี่คือภาพที่เราแคปมาไว้ค่ะ

.
.

.

.

.

.

 

อ๊ะ… ไว้รอติดตามตอนคลิปออกแล้วกันนะคะ ><”

 

 

ทั้งนี้ Channel ของพวกเราชื่อ “อีสาน Saranghey”

เป็นช่องของ ชาวอีสานโดยกำเนิด ที่มีหัวใจหลงใหลอปป้า

ตอนนี้ยังไม่ได้สมัครเปิด Channel แต่อย่างใด ทว่ากฎของ YouTube ก็คือ ถ้าจะเปิดทำรายได้ ต้องมียอด subscribe Channel ที่หลัก 1 พันคนขึ้นไป

ถ้าเปิด Channel เมื่อไหร่ อาจจะต้องรบกวนฝากช่วยจิ้ม Subscribe กันด้วยนะคะ

 

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand

07.01 19: วางใจได้ หรือแค่ดวงดี?

ฉันเขียนเรื่องนี้ขณะอยู่บนรถทัวร์มุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ ค่ะ

ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ชีวิตฉันมีความผูกพันกับรถทัวร์มาตลอด นั่นเพราะจังหวัดที่ฉันอยู่ไม่มีทั้งรถไฟและสนามบิน รถทัวร์เป็นขนส่งสาธารณะอย่างเดียวที่เชื่อมเรากับพื้นที่อื่นของประเทศ

คุณเคยนั่งรถทัวร์ไหมคะ และคุณเคยฝากของกับรถทัวร์หรือเปล่า

ตั้งแต่เมื่อก่อน, และจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ยังเป็น; รถทัวร์มักให้เราฝากของที่ใต้ท้องรถ ก่อนย้ำให้เรานำของมีค่าติดตัวขึ้นรถไป

เพราะเป็นคนบ้าหอบฟาง ฉันเลยมักได้ฝากของไว้ใต้ท้องรถบ่อยครั้ง

รถทัวร์จำนวนมาก มักรับฝากของโดยไม่มีใบรับฝากให้ (เดี๋ยวนี้ก็ยังมีเจ้าที่ทำแบบนี้อยู่)

เหมือนพวกเขาใช้ระบบไว้วางใจ หรือพูดง่ายๆ ว่าวัดดวง

แต่เชื่อหรือไม่ ว่าตลอดชีวิตฉัน ไม่เคยเจอคนอื่นแอบหยิบกระเป๋าใต้ท้องรถไปเลย

ทุกวันนี้ก็ยังคงไม่แน่ใจ, ว่าเราไว้วางใจเพื่อนร่วมทางได้,

หรือฉันแค่ดวงดี

ปล.เช่นกันกับสายพานกระเป๋าในสนามบิน ฉันมักสงสัยว่า ไม่มีใครเคยแอบหยิบของคนอื่นไปเหรอ เพราะหลายครั้งก็ไม่มีคนตรวจตราเลย

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand

06.01.19: สิ่งที่เราควรคิดต่อหลังดู “Tidying Up with Marie Kondo” จบ

บล็อกที่ 6 วันนี้ จะพูดถึง สารคดีของ netflix ค่ะ

mariekon-2

ตอนนี้ netflix ฉายสารคดีที่ผลิตเอง เรื่อง Tidying Up with Marie Kondo อยู่ เหมือนจะได้รับความสนใจไม่น้อย เพราะเลือกเปิดตัวช่วงปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนน่าจะอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในบ้าน

ฉันเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ใช้เวลาในวันที่ 1 มกราคม 2019 ในการจัดการห้องนอนของตัวเอง (อย่างบ้าคลั่ง)

ด้วยความที่ฉันไม่ได้อยู่บ้านต่างจังหวัด เพราะปักหลักทำงานที่กรุงเทพฯ ห้องนอนของฉันก็เลยกลายเป็นห้องเก็บของย่อมๆ ของสมาชิกในบ้าน นอกจากหนังสือและดีวีดีหนังจำนวนมากที่ฉันสะสมแล้ว พี่ชายและหลานสาวของฉัน ยังขนสมบัติของพวกเขา เช่น หนังสือ นิตยาสาร ตุ๊กตุ่นของที่ระลึกจากวันเลี้ยงรุ่น แฟ้มงาน และอื่นๆ อีกจำนวนมากมาไว้ในห้องนี้

ห้องนอนเล็กๆ ของฉันจึงอัดแน่นไปด้วยของ…และฝุ่นละออง,​ ไม่อยากเชื่อเลยว่าฉันสามารถนอนในห้องนี้ได้ตั้ง 5 คืน กว่าจะยอมลุกมาทำความสะอาด

ในวันที่ 1 มกราคม ฉันขนทุกอย่างออกจากห้องนอน ของที่ขนออกนั้นส่วนใหญ่เป็นหนังสือและนิตยสาร (ที่เต็มไปด้วยฝุ่น) พอขนออกไปแล้ว ห้องก็ดูโล่งสะอาดตา และฉันก็รู้สึกประหนึ่งว่า ตัวเองได้คว้าชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ในวันเริ่มต้นปี 2019 มาครองแล้ว

 

p1000259

หลังจากได้นอนในห้องนอนสะอาดสะอ้าน วันต่อมาฉันก็เลยมีอารมณ์สุนทรีจะนั่งดูสารคดี netflix ของ มาริเอะ คอนโดะ, อันที่จริงฉันเคยอ่านหนังสือเธอมาก่อนแล้ว และตอนที่ต้องขนของเพื่อย้ายจากญี่ปุ่นกลับไทย ฉันก็ใช้หลักการของเธอในการเลือกว่าจะเก็บของชิ้นไหนไว้ในชีวิตต่อ

หลักการของ มาริเอะ คอนโดะ นั้นเคยมีคนสรุปไว้อย่างง่ายดายว่าคือการ “ทิ้ง” ให้หมด แต่จริงๆ นั่นก็เป็นแค่มุกแหละ เพราะมาริเอะไม่ได้เน้นให้เราทิ้งของ แต่เธอเน้นให้เราเลือกสิ่งที่ spark joy ไว้ในชีวิต และสิ่งที่ไม่ใช่ เราก็แค่ต้อง let it go (อ้อ ต้องกล่าวขอบคุณก่อนทิ้งมันไปด้วย)

ในการเก็บบ้านครั้งนี้ของฉันก็เช่นเดียวกัน ฉันใช้หลักการของ “คมมาริ” (ชื่อหลักการของ มาริเอะ ที่ตั้งตามนามสกุลเธอ บวกด้วยชื่อจริง) คือเลือกสิ่งที่จะ spark joy ไว้ และสิ่งที่ไม่ใช่ ก็ต้องบ้ายบายกัน

ฉันแทบไม่มีปัญหากับการเลือกเลยว่า ของชิ้นไหนที่ spark joy ให้ชีวิต และของชิ้นไหนควรถูกบรรจุในถุงขยะ  จนอยากจะบอกว่า  ฉันน่ะ, น่าจะได้รับการยกย่องให้เป็นศิษย์เอกของมาริเอะได้เลยนะ

เพราะฉันทิ้งของได้เก่งไม่ต่างกับครอบครัวต่างๆ ในสารคดีความยาว 8 ตอนชุดนี้ของ netflix เลย

แต่สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า ฉันกับพวกเขาช่างแตกต่างกันเหลือเกินคือ…

.

.

หลังจากที่พวกเขาได้จัดการแล้วว่าจะทิ้งอะไร ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หนังสือ ข้าวของเครื่องใช้ รวมถึงพวกของอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ … พวกเขา, คนอเมริกันเหล่านั้น, ดูจะไม่มีปัญหากับการทิ้งของเลย เหมือนกับว่า พวกเขามีระบบการจัดการขยะของรัฐที่ดีมากๆ (หรือมีองค์กรหรือร้านค้าที่พร้อมช่วยจัดการรีไซเคิล หรือกำจัดขยะให้)

ฉันคิดถึงสภาพตัวเอง ที่ต้องทิ้งของจำนวนมาก – ที่ตอนนี้ประกอบไปด้วย หนังสือ,​ นิตยสาร,​ ของที่ระลึกเก่าเก็บงานเลี้ยงรุ่น, เสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่มา 2 ปีแล้ว แถมลืมไปเลยว่าเคยมีมันอยู่, รวมถึง พวกของอิเล็กทรอนิกส์ เช่น โคมไฟที่เสียแล้ว, พัดลมที่เสียแล้ว, ที่ชาร์จแบตจิปาถะที่เสียแล้ว (มั้ง), และ…กล้องวิดีโอรุ่นแรกๆ ของโลกใบนี้ (ว่าไปนั่น) ที่ฉันขนมาจากอเมริกาเมื่อ 15 ปีก่อน (แน่นอนว่ามันใช้งานไม่ได้แล้ว)

สำหรับหนังสือและนิตยสาร หรือพวกเสื้อผ้านั้น ฉันยังพอคิดออกอยู่บ้าง ว่าจะนำพวกมันไปส่งต่อที่ไหนได้บ้าง แต่สำหรับข้าวของอิเล็กทรอนิกส์นั้น ฉันอับจนปัญญาจริงๆ

ฉันพอรู้มาบ้างว่า สำหรับขยะอิเล็กทรอนิกส์นั้น เราควรมีวิธีกำจัดที่รอบคอบ

แต่คำถามคือ “ที่ว่ารอบคอบน่ะ ทำอย่างไร”

 

p1000331

ในบ้านเกิดของฉัน หนทางที่จะกำจัดของพวกนี้ออกให้พ้นตัว (และพ้นบ้าน) ได้แก่ การยัดทุกอย่างลงถุงดำ ถ้ามีใจคิดเผื่อสาธารณะหน่อยก็อาจเขียนระบุไว้ข้างถุงว่า “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” ถ้าเป็นนางงามมงฯ ลงมากๆ ก็อาจเขียนต่ออีกนิดว่า “ระวังด้วยนะคะ”

ก่อนจะนำไปวางไว้ข้างถังขยะ และรอเทศบาลมารับสิ่งเหล่านี้ไปกำจัดทิ้ง

ไม่น่าเชื่อว่า ขนาดคนที่เคยไปอยู่ประเทศที่บ้าการแยกขยะอย่างญี่ปุ่นมา 2 ปี อย่างฉัน จะคิดหนทางกำจัดของอย่าง “รอบคอบ” ได้แค่นี้

 

 

ฉันคิดว่า หลักการของ มาริเอะ นั้นดีมาก, โดยเฉพาะต่อคนตัวเล็กๆ ที่อยู่ในภาคครัวเรือนอย่างพวกเรา

แต่หลังจากดูสารคดี netflix เรื่องนี้จบลง สิ่งที่พวกเรา-โดยเฉพาะคนไทย-ควรคิดต่อก็คือ เราอยู่ในประเทศที่เอื้อให้มีการจัดการขยะอย่างถูกต้องพอหรือยัง

การจัดการขยะอย่างถูกต้องและรอบคอบ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย – ที่ทำให้การจะทิ้งอะไรสักอย่าง (ตามหลักการ คมมาริ) ทำได้ง่ายดาย เหมือนกับที่เราเห็นครอบครัวอเมริกันทำในสารคดีไหม

เราไปถึงจุดนั้นกันหรือยัง

หรือถ้าไม่, เราควรทำอย่างไรต่อ

ซึ่งฉันคิดว่าคำถามนี้, มาริเอะ คอนโดะ คงไม่มีหลักการมอบให้พวกเราเป็นแน่

แต่เราจะสร้างหลักการใหม่ให้กับบ้านเรือนและชุมชนเราได้ไหม?

—เป็นคำถามที่สารคดี netflix คงไม่มีคำตอบให้—

และพวกเราคงต้องตอบเอง

 

สามารถกดติดตามหรืออัพเดทเรื่องจิปาถะอื่นๆ ได้ทาง

fb.me/deartiktok

twitter.com/tiktokthailand

IG: tiktokthailand