ความหมายของการดำดิ่งลงไปในถ้ำ ของ John และ Rick

ถึงตอนนี้ หลายคนคงเริ่มคุ้นชื่อ John Volanthen และ Rick Stanton แล้ว หรือถ้ายังไม่คุ้น พวกเขาคือคนกลุ่มแรกที่เจอเด็กนักฟุตบอลทีมหมูป่า 12 คนและโค้ช

ในภาษาไทย (หรือที่พบเห็นในสื่อไทย) เราเรียกสิ่งที่ John และ Rick ทำว่า “นักดำน้ำ” แต่จริงๆ แล้วกิจกรรมที่พวกเขาทำเรียกว่า “Cave Diving” คือการดำน้ำในถ้ำ มันเป็นการผสมผสาน 2 ทักษะสุดบ้าคลั่งเข้าด้วยกัน

ในเว็บไซต์นี้ ที่ BBC อ้างอิงมาอีกที เขียนถึงกิจกรรม หรือ กีฬา หรือความโลดโผนโจนทะยานของสิ่งที่เรียกว่า Cave Diving ไว้ได้อย่างกับงานวรรณกรรมว่า

“Caving is a madness. Any sensible person can see this.”
และ
“Deep-water diving is equally insane.”

ซึ่งเมื่อรวมกัน Cave Diving จึงกลายเป็นความบ้าคลั่งอย่างแท้จริง

“Cave-diving combines these two unfathomable pastimes. It offers all the associated horrors of clambering through inhospitable nooks and crannies with all the complexities of being underwater. It is routinely described as one of the most dangerous sports on the planet…”

เมื่อไปหาอ่านบทสัมภาษณ์ หรือบทความเกี่ยวกับ John และ Rick ต่อ ก็ต้องทึ่งกับมุมมองที่พวกเขามีต่อกิจกรรมนี้ ความหลงใหลนั่นมีอยู่แล้วล่ะ ไม่งั้นไม่ทำอะไรเสี่ยงตายถึงขั้นนี้ แต่ว่า เราชอบคำตอบที่ Rick ซึ่งถือเป็น “นักดำน้ำในถ้ำ” คนสำคัญคนหนึ่งของยุโรป (และตอนนี้น่าจะเป็นของโลกใบนี้ด้วย) ได้บรรยายถึงความรู้สึกต่อการดำดิ่งลงในถ้ำ ความมืด อากาศที่น้อย และการไม่รู้ทิศทางว่าจะต้องเผชิญอะไรว่า

เขาทำสิ่งนี้เพื่อค้นหาสิ่งที่เรียกว่า the end (เราแปลไม่เป๊ะนะ) คือ Rick มองว่า มหาสมุทรอันกว้างใหญ่นั้น มีหลายจุดที่คนเราไม่เคยไปถึง แต่อย่างน้อยๆ ด้วยความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี มันทำให้เราพอจินตนาการได้ว่า จุดต่างๆ ของมหาสมุทรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร และถ้าดำไปแล้วเราจะเจออะไรบ้าง

แต่กับถ้ำอันลึกลับและดำมืด ถึงตอนนี้ยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะตอบได้ ว่าข้างในลึกสุดๆ นั้นเราจะเจออะไร มันจึงเป็นเหมือนสิ่งเย้ายวนให้เขาและเหล่า Cave-Diver คนอื่นยังดำดิ่งเพื่อค้นหา The End ต่อไป

และเมื่อสำรวจจนเจอ “ตอนจบ” แล้ว เหมือนพวกเขาจะสบายใจ และโล่งใจยังไงก็ไม่รู้

ประหลาดดี, อ่านถึงตอนที่ Rick พูดถึง “The End” แล้ว ทำไมคิดถึงตัวละครของมูราคามิก็ไม่รู้

เรารู้สึกว่า ตัวละครของมูราคามิ มักจะมีความแหว่งบางประการ และตามหาอะไรบางอย่างอยู่เสมอ จนเมื่อดำดิ่งไปพบกับ “The End” นั่นแหละ ตัวละครจึงรู้สึกเหมือนกับได้เจอจุดจบสิ้นของภารกิจแล้ว

เว็บที่อ่านๆ มาได้แก่
-สัมภาษณ์ Rick http://www.divernet.com/cave-divi…/p302428-rick-stanton.html

-เว็บที่พูดถึง Cave Diving ได้อย่างกับวรรณกรรม
https://www.thetimes.co.uk/arti…/the-cavern-club-kmckhc686sd
(ต้องลงทะเบียน ถึงจะอ่านบทความเต็มได้)

-บทความ BBC https://www.bbc.com/news/uk-44690688

อ่านเรื่อง Cave Diving ไปเรื่อยๆ แล้ว รู้สึกทึ่งมากเลย ที่ความหลงใหลของคนจำนวนหนึ่ง นำมาสู่การช่วยชีวิตคนกลุ่มหนึ่งได้

แล้วก็รู้สึกว่า ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทุกกิจกรรมล้วนมีคุณค่าและความหมายในตัวมันเองใช่ไหม

ฉันจะรักหรือเกลียดตัวเองก็ได้ แต่ฉันเลือกอย่างแรก

เสมือน Prologue ของหนังสือ

“ซากุระ, ซาโยนาระ

ฉันเขียนสิ่งนี้ขึ้นเมื่อ 30 เมษายน ปีเฮย์เซย์ 27 (2015) เป็นช่วงเดียวกับที่เริ่มต้นเขียนบทแรกๆ ของหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” ค่ะ ในแง่หนึ่ง สิ่งนี้จึงเป็นคล้ายกับ Prologue เช่นกัน

“ฉันจะรักหรือเกลียดตัวเองก็ได้,

แต่ฉันก็เลือกอย่างแรกอยู่ดี”

ฉันเพิ่งอายุ 34 ไปเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว อายุเท่ากับตอนที่อุทิศ เหมะมูล ได้รางวัลวรรณกรรมซีไรต์จากนวนิยายที่ทำเอาหัวใจฉันหยุดนิ่งไปหลายวันเมื่ออ่านจบอย่าง “ลับแล, แก่งคอย”, อายุมากกว่าตอนที่มูราคามิ ตัดสินใจวิ่งเและเป็นนักเขียนเต็มตัว, และแน่นอน … ฉันอายุมากกว่าเจ้าชายวิลเลียม (ที่มีลูกแล้ว) และปาร์คยูชอน (ที่ยังไม่มีลูก)

ฉันเพิ่งไปอ่านที่พี่บรรณาธิการบริหารคนหนึ่งซึ่งเกิดในช่วงเดือนเมษายนเช่นกัน เขียนถึงการก้าวเข้าวัย 42 ปีเต็มของเธอว่า ยิ่งอายุมากขึ้น เธอยิ่งรู้สึกเหมือนได้รับพร เธอมีลูกชายและลูกสาวน่ารักอย่างละคน แต่เธอก็ยังชอบดอกไม้ เธอยังช่างฝันและช่างรู้สึก พร้อมๆ กันนั้นเธอไม่ปฏิเสธว่าเธอมีมุมอ่อนแอ เธอเป็นบรรณาธิการนิตยสารผู้หญิง การเขียนคือหนึ่งในหน้าที่ของเธอ และเธอเลือกจะเขียนเปิดเปลือยประสบการณ์ชีวิตของเธอบ่อยครั้ง ฉันชอบตรงที่เราได้เห็นมุมไม่สมบูรณ์แบบของเธอ ความหวั่นไหวเล็กๆ น้อยๆ ที่โผล่เข้ามา ความไม่มั่นใจในตนเองที่ปรากฏกายในบางครั้ง … ฉันรักข้อความที่เธอเขียน แต่ฉันไม่แน่ใจนักว่า ฉันจะกล่าวได้เต็มปากว่า ฉันรู้สึกได้รับพรกับอายุที่มากขึ้น

ในวัย 34 หน้าฉันเต็มไปด้วยริ้วรอยกระที่มาจากแดดจ้าที่สะสมมาตั้งแต่วัยมัธยม ฉันเริ่มต้นเรียนปริญญาโทใบแรก และคาดหวังกับตัวเองว่าจะจบในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ การเรียนปริญญาโทหนนี้ทำให้คนที่สายตาเฉียบคมตลอดชีวิตอย่างฉันเริ่มสายตาสั้น เรื่องชวนหวั่นใจที่สุด ฉันเป็นต้อเนื้อที่ตา มันทำให้ตาดูแดงๆ เหมือนคนสุขภาพไม่ดี … ฉันไม่ได้มีสายตาสดสวยสดใสแบบที่ฉันเคยมีในวัย 28 อีกแล้ว หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ เพื่อนที่อายุ 28 มองตาฉัน แล้วถามว่าทำไมตาดำของฉันเหมือนจะระเบิดออกมา ฉันตอบว่า มันไม่ได้จะระเบิด มันแค่มีต้อเนื้อ ฉันหาหมอโรงพยาบาลตาเอกชนชื่อดังของไทยแล้ว เขาบอกว่า นี่แค่ขั้นเบาะๆ มันไม่ร้ายแรงเลย ถ้ามันแดงมากกว่านี้ค่อยไปลอกออก หมอทำเหมือนมันไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโต แต่กับเพื่อนๆ วัยที่เด็กกว่าฉัน พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมตาฉันถึงมีต้อ ฉันบอกพวกเขาว่า ตอนฉันอายุเท่าพวกเขา ฉันก็ไม่เคยคิดว่าตาฉันจะเป็นต้อเนื้อหรอก

ฉันไม่เคยคิดว่าจะมีความไม่สมบูรณ์แบบของร่างกายเกิดขึ้นได้มากมายเมื่อเราอายุมากขึ้น

ฉันคิดถึงตัวเองในวัย 28 ช่วงที่บ้าทำงาน ไปเล่นโยคะร้อน สลับกับนัดสัมภาษณ์บุคคลสำคัญต่างๆ มันเป็นช่วงที่เคยมีคนมาเจอฉันแล้วบอกว่า ฉันดูสดใสจัง ผิวผ่องจนเขาถามว่าฉันไปทำอะไรมา ฉันเริงร่า ฉันเปี่ยมพลัง มันเคยเป็นแบบนั้น …

ไม่สิ มันยังเป็นแบบนั้นอยู่

อะไรคือสิ่งที่ฉันค้นพบในวัย 34 … ไม่ยิ่งใหญ่เท่าที่ศาสดาแห่งศาสนาหลักของคนไทยค้นพบหรอก ปลายปีที่แล้ว ฉันค้นพบสิ่งสำคัญมากๆ ว่า คนเราเปลี่ยนใจได้เสมอ … คุณรู้มาก่อนแล้วใช่ไหม? ฉันไม่เคยรู้เลย ฉันเป็นผู้หญิงดราม่าควีนเซื่องๆ อย่างอังศุมาลิน ที่ยึดมั่นกับคำสัญญาที่ให้ไว้กับวนัสนั่นแหละ ฉันคิดเสมอว่าการเปลี่ยนใจกับอะไรก็ตาม
— เปลี่ยนใจกับความฝัน, เปลี่ยนใจกับเป้าหมาย, การเปลี่ยนไปตามสถานการณ์โดยไม่มีเหตุผลรองรับที่ดีพอ — เป็นสิ่งที่ฉันไม่ยอมรับและยอมให้เกิดกับตัวเองไม่ได้มาตลอด แต่แล้ว วันหนึ่งเมื่อปลายปีที่แล้ว ฉันค้นพบว่า คนเราเปลี่ยนใจได้…และมันไม่ผิดอะไรเลย ถ้าเราไม่ได้ทำร้ายใคร การกระโจนจากความฝันหนึ่งไปสู่ความฝันหนึ่ง หรือการเดินออกจากเป้าหมายหนึ่งสู่เป้าหมายอื่นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย … เราไม่ควรใจร้ายกับตัวเองขนาดไม่ยอมให้ตัวเองได้เลือกเลยขนาดนั้น

ในวันเกิดของฉัน เพื่อนคนหนึ่งเอาดอกไม้มาให้ ฉันยังวางดอกไม้ไว้ที่หัวเตียงนอนถึงทุกวันนี้ มันเป็นช่อดอกไม้ที่ประกอบด้วยเฉดสีชมพูเป็นส่วนใหญ่ เวลาที่มองมัน ฉันก็ไพล่ไปคิดถึงข้อความที่พี่นักเขียนและบรรณาธิการคนหนึ่งเพิ่งเขียนไว้ เธอโพสภาพลูกสาวของเธอ พลางบอกว่า นี่คือดอกไม้ กินไม่ได้ แต่วันหนึ่งลูกจะค้นพบว่ามันสำคัญกับชีวิต …
สำคัญกับชีวิต … ฉันชอบคำนั้นมาก สิ่งที่สำคัญของคนเราไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ เราทุกคนล้วนมีสิ่งที่สำคัญกับชีวิต

เป็นเรื่องซ้ำซากที่จะบอกว่า สิ่งที่สำคัญในชีวิตวัย 34 ของฉันคือผู้คน ไม่ใช่ผู้คนธรรมดา แต่เป็นผู้คนที่พร้อมจะยอมรับเราอย่างที่เราเป็น แม้ว่าเราจะอ่อนแอ เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ทำงานช้า ภาษาอังกฤษไม่ดี และแม้บางครั้ง … เราจะเผลอร้ายกาจอย่างไม่น่าให้อภัย

ในวัย 34 ฉันร้ายกาจน้อยลง แต่บ่อยครั้งที่ฉันก็ไม่อาจให้อภัยบางอย่างได้อย่างง่ายๆ ฉันค้นพบว่าภาษาอังกฤษฉันไม่ได้ดีอย่างที่คิด ฉันค้นพบว่าเพื่อจะให้ได้มาซึ่งบางสิ่งบางอย่างที่คนบางคนทำได้อย่างง่ายดายเหลือเกิน ฉันต้องทุ่มเทและใช้เวลามากกว่าพวกเขาถึงสิบเท่า ฉันค้นพบว่าฉันสายตาสั้น มองหน้าคนอีกฝั่งถนนไม่ชัดแล้ว ฉันค้นพบว่าสายลมของฤดูร้อน ทำให้ฉันย้อนคิดถึงผู้คนในชีวิตได้มากกว่าสายลมฤดูหนาว ฉันค้นพบว่าเมื่อใครสักคนถามว่า ความสำเร็จของฉันคืออะไร แล้วฉันยังตอบไม่ได้

แต่อะไรคือความล้มเหลว, ฉันก็ยังตอบไม่ได้เหมือนกัน

ในวัย 34 ที่กำลังกัดฟันปั้นแต่งวิทยานิพนธ์ให้สำเร็จ
ฉันพบว่า ฉันจะรักหรือจะเกลียดตัวเองก็ได้

แต่ฉันก็เลือกอย่างแรกอยู่ดี

[series] Witch’s Court

Witch’s Court (2017)

หลังๆ ซีรีส์เกาหลีชอบทำเรื่องเกี่ยวกับศาล อัยการ ทนายความ แถมปีที่แล้วประเด็น #MeToo หรือการคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศ ได้รับความสนใจ เป็นประเด็นใหญ่ในสังคม และเหมือนมีการเปลี่ยนผ่าน กม. อันใหม่พอดี (อันนี้ไม่แน่ใจ) Witch’s Court คือซีรีส์ที่มาเล่าประเด็นนี้ สื่อสารประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ ตั้งคำถาม (บ้าง) ชวนฉุกคิด (บ้าง) แต่นั่่นแหละ มันสนุก

จริงๆ drive ของเรื่องมันน่าจะว่าด้วย การตั้งคำถามถึง กม.เก่า ที่ไม่ครอบคลุมและหละหลวม จนทำให้ผู้ต้องหา (จำเลย) หลุดพ้นคดี ขณะที่มีเหยื่อได้รับความไม่เป็นธรรมและต้องมีชีวิตทุกข์ทนต่อไป ขณะเดียวกัน มันก็ไม่ใช่แค่ กม. แต่มันคือสภาพสังคมเกาหลี ที่ชายยังเป็นใหญ่ ค่านิยมที่มองว่าการล่วงละเมิดทางเพศมันไม่ใช่ความผิดบาปใหญ่โต ขนาดคนตำแหน่งใหญ่อย่างหัวหน้าอัยการยังมองว่า การยื่นข้อแลกเปลี่ยนกับนักข่าวสาวเป็นเรื่องปกติ เรื่องนีสะท้อนภาพความล้าหลังของสังคมเกาหลีในมุมนี้แบบ … เออ เหมือนไทยเลย ทำไมชั้นเพิ่งรู้ 555

คอรัปชั่น เอาแต่พวกพ้อง ใช้อำนาจในทางที่ผิด การมองหญิงไม่เท่ากับชาย ประเด็นเกย์ คลิปหลุด ความรุนแรงในครอบครัว และความทรงจำที่ขัดแย้งกันของเหยื่อและจำเลย

ซีรีส์สนุกมาก และแตะประเด็นสังคมหลายจุด แต่เพราะเน้นความสนุกนำ หลายประเด็นที่ชูขึ้นมาก็เลยไม่ได้ถูกขยี้แรงๆ แต่ไม่ได้กลวงนะ ขณะเดียวกัน ซีรีส์ก็ทำหน้าที่ของมัน คือการสร้างความหวังให้คนดู (เกาหลี) มอบสิ่งที่พวกเขาอยากเห็น นั่นคือ บทลงโทษต่อพวกลูกคนรวยไร้จิตสำนึก ต่อพวกผู้มีอำนาจที่ไร้ศีลธรรมและมือเปื้อนเลือด คือ คนดูอยากเห็นจุดจบของคนเหล่านี้ และซีรีส์ก็ให้ความหวังในสิ่งที่คนดูหวังว่าจะเห็น

แต่นั่นแหละ แม้จะมีความคล้ายกับไทยในเชิงสังคมชายเป็นใหญ่ คอรัปชั่น เล่นพวกพ้อง แต่เกาหลีใต้ก็มีกรณีเอาผิดผู้มีอำนาจให้เราเห็นไม่น้อย กรณีอดีตประธานาธิบดีปาร์ค กึนฮเย เป็นตัวอย่าง ดังนั้นความหวังที่ซีรีส์มอบ มันจึงไม่ใช่สิ่งที่เลื่อนลอยโดยไม่ยึดโยงกับความเป็นไปในโลกความจริงแต่อย่างใด

เราว่า บทสรุปที่ทีมเขียนบทอยากเล่า มันอยู่ในตอน 16 (ตอนจบ) ที่มาอีดึม นางเอก ในฐานะอัยการกล่าวสรุปคดี ที่พูดถึง ความหละหลวมของ กม.เก่า และกระบวนการยุติธรรม และสังคมในตอนนั้น ที่มองข้ามความเจ็บปวดของเหยื่อ ไม่ได้ยินเสียงร้องเรียกความช่วยเหลือที่เหยื่อพยายามสื่อสาร มันเหมือนกับตั้งคำถามว่าเราละเลยอะไรไปไหม เราเป็นส่วนหนึ่งของความอยุติธรรมไหม เราคือส่วนหนึ่งของความเน่าเฟะที่เกิดขึ้นในสังคมรึเปล่า

แต่…แต่…
ตอน 16 ก็น่าจะเป็นอีกตอนที่น่านำมาอภิปรายกันอย่างยิ่ง … จุดจบของจำเลย คนร้ายในเรื่อง กับโทษประหารชีวิต

ประเด็นประหารชีวิตเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามกันมาก มันมีทั้งคนที่สนับสนุน และคนที่อยากให้ยกเลิกบทลงโทษนี้ไป เราก็เพิ่งรู้ว่าเกาหลีใต้ยังมีโทษประหารชีวิตอยู่

จริงๆ ซีรีส์แนวคดีความ เราชอบประเด็นของเรื่อง I can hear your voice (2013) มากที่สุด ที่มันมีประเด็นหลักฐานเอาผิดจำเลยไม่เพียงพอ แล้วต้องปล่อยจำเลยไป ทั้งที่ทุกคนรู้ว่านี่คือคนร้าย แล้วตัวเอกก็รับไม่ได้ อยากใช้ความรุนแรงตอบโต้ “ถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่อาจมอบความยุติธรรมให้เราได้ แล้วผิดอะไรที่เราจะเลือกใช้ความรุนแรง” การต่อสู้กันเรื่องแนวคิดเหล่านี้ การทิ้งคำถามในประเด็นทำไมต้องปล่อยจำเลย และเหตุผลตามหลักการของศาล มันยังเป็นซีนที่เราชอบที่สุดอยู่ดีในบรรดาซีรีส์แนวนี้

ปล. ผู้หญิงในรูปคือ ซนดัมบิ! การปะทะกันของ จองแรวอน และซนดัมบิ!
ปล.2 เรื่องนี้ จองแรวอน เล่นดีมาก มีที่ไหน คนอย่าง จองแรวอนไปอ่อยผู้ชายในบาร์แล้วผู้ชายหนี เล่นบทป้าได้เหมือนเป็นบุคลิกจริงเลย 555

READ : Cross Road ณ ทางแยกของชีวิต

ครอสโรด
Cross Road: in their cases
เรื่องต้นฉบับ มาโคโตะ ชินไค
เรื่อง นารุโตะ คิริยามะ
แปล ปาวัน
สนพ. Phoenix
ราคา 245 บ.

“ฤดูหนาวอันสาหัสจบลง เปิดทางให้ฤดูใบไม้ผลิมาเยือนในทันใด

ว่ากันว่าฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูกาลแห่งการพบพานและลาจาก”

บทที่ 8 อันเป็นบทสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ เปิดบทอย่างนี้

แต่หนังสือไม่ได้เริ่มต้นในฤดูใบไม้ผลิ มันเริ่มต้นด้วยเดือนมิถุนายนในปีก่อนหน้า กับเรื่องเล่าของเด็กมัธยมปลายสองคน – มิโฮะ และ โชตะ ที่กำลังเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยตั้งเป้าว่าอยากเข้าที่ ม.โตเกียว

ฉันเจอหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกตอนไปเดินวนเวียนที่ร้านคิโนะคุนิยะ สาขาอิเซตัน เซ็นทรัลเวิลด์ โปรยปกที่เขียนไว้ว่า “ณ ทางแยกของชีวิตวัยรุ่น เส้นทางไหนจะนำพาเขาและเธอไปสู่ความฝันยังโลกกว้าง หรือพานพบกันและกันเพื่อเปลี่ยนโลกทั้งใบไปตลอดกาล มีเพียงตัวเองเท่านั้นที่เป็นผู้เลือก”

เป็นเพราะคำโปรยนี้ ทำให้ชื่อหนังสือวนเวียนอยู่ในหัวถึงสองอาทิตย์

ฉันกลับไปซื้อหนังสือเล่มนี้ในเวลาต่อมา ฉันชอบคำว่า “ณ ทางแยกของชีวิต….” รู้สึกตัวเองเพิ่งเขียนคำนี้ไปในสักบทความที่เขียนอยู่เช่นกัน

เมื่อได้มาครอบครอง ฉันใช้เวลาอ่านหนังสือนานทีเดียว 1 เดือนแน่ะ กว่าจะจบ อาจเพราะการดำเนินเรื่องตอนแรกยังคาดเดาไม่ได้ เมื่อเราไม่รู้กฎเกณฑ์หรือกติกาของเรื่องเล่า พอเดาไม่ออกว่าจะเจออะไร บ่อยครั้ง เรามักเบื่อหน่าย

เรื่องเปิดด้วยการเริ่มต้นของมิโฮะ และการสิ้นสุดของโชตะ ในเดือนมิถุนายน เป็นการปูพื้นตัวละครที่ดูเอื่อยๆ ไปนิด แต่พอเริ่มต้นบทที่สาม ชื่อเรื่องว่า “ฤดูร้อน – มิโฮะ” ก็พอจะเริ่มมัดใจไว้ได้หน่อย

มิโฮะเป็นสาวชาวเกาะ อยู่ห่างไกลจากโตเกียว ความฝันของเธอคืออยากไปที่ไหนสักแห่ง ที่อยู่ไกลแสนไกลออกไป นั่นทำให้เธอปักหมุดความฝันที่ ม.โตเกียว

ส่วนโชตะเป็นหนุ่มโตเกียว อยู่กับแม่ขี้เมา พ่อหย่ากับแม่เพราะพ่อเลือกจะเดินทางเป็นช่างภาพไปทั่วโลก แม่ไม่อาจทานทนเรื่องนี้ได้

โชตะรอคอยพ่อเสมอ

ครั้งหนึ่ง พ่อของโชตะส่งโปสการ์ดมา บอกเล่าถึงเกาะแห่งหนึ่งที่ไปเยือน ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน โชตะไปเยือนเกาะแห่งนั้น ในระหว่างที่ขึ้นเรือ พวกเขา, โชตะกับมิโฮะ, ได้เจอกันแล้ว แต่มันคือช่วงเวลาที่ทั้งคู่มัวแต่จดจ้องกับเป้าหมายหลัก จนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

เป้าหมายของมิโฮะคือการตะลุยอ่านหนังสือสอบ แม้จะอยู่บนเรือ
เป้าหมายของโชตะ คือ การสำรวจทิวทัศน์ของเกาะที่พ่อเคยมาเยือน ความทรงจำของพ่อ

หลังการเดินทางครั้งนั้นผ่านไป ทั้งคู่กลับมาฝ่าฟันกับการเตรียมสอบ พร้อมปัญหาของวัยเรียน ทางเลือกของชีวิต และเรื่องราวจิปาถะของคนรอบตัว

จริงๆ เสน่ห์ส่วนหนึ่งของเรื่อง ก็คือการผูกปมเรื่องครอบครัวไว้ด้วยนี่แหละ

หนังสือมีความเอื่อยสูง อาจไม่เหมาะกับคนที่ชอบเรื่องที่หวือหวา high concept แต่พออ่านจนจบเล่ม ปรากฏว่าเราดันชอบความเอื่อยของมันเสียอย่างนั้น

มาก้าวผ่านฤดูกาลต่างๆ ร้อน ร่วง หนาว ผลิ ไปกับทางแยกของชีวิตวัยรุ่นของมิโฮะและโชตะกันเถอะ

[policy blog] เขียนถึง public policy #1 – getcalfresh

 

1a

 

 

พอดีหาข้อมูลเกี่ยวกับ gov tech / civic tech เลยเจอเว็บนี้ของอเมริกา

เป็นเว็บที่สนับสนุนโดย Code for America ซึ่งถือว่าเป็น non profit org แต่ไม่ใช่ภาครัฐ ทว่าทำสนับสนุนภาครัฐ

getcalfresh.org เป็นเว็บที่สร้างให้รัฐแคลิฟอร์เนีย คงไปเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานหลายหน่วยในรัฐนั้น พวก county ต่างๆ

ตัวเว็บคือ ให้คนด้อยโอกาสลงชื่อขอรับ food stamp ได้ง่ายๆ (ตอนนี้ food stamp เปลี่ยนชื่อเป็น SNAP แล้ว เปลี่ยนตอนปี 2008 ชื่อใหม่เต็มๆ คือ Supplemental Nutrition Assistance Program (SNAP)

ตามที่เว็บ getcalfresh อ้าง คือเราลงทะเบียนง่ายมาก ผ่านมือถือหรือคอมก็ได้ ก็เข้าไปลงแค่ชื่อ สกุล ที่อยู่ รหัสไปรษณีย์ แค่นี้เอง แล้วก็กด agree จากนั้น เจ้าหน้าที่จะใช้เวลาตรวจสอบสิทธิ์ แล้วติดต่อกลับไม่เกิน 10 วัน ถ้าเรียบร้อยกันว่าได้สิทธิ ก็รอรับบัตร EBT (Electronic benefit transfer) ซึ่งก็คือ stamp แบบเก่า ที่เปลี่ยนมาเป็น การ์ดอิเล็กทรอนิกส์ อ่ะ

เงินที่เข้า EBT เห็นในเว็บ wikipedia บอก เดือนละ 125 USD นะ แต่ว่าของแคลิฟอเนียร์เหมือนจะได้ 200 USD ขึ้น (แล้วแต่รัฐจะจัดการอ่ะ)

จากนั้นก็นำ EBT หรือการ์ดนี่ ไปซื้อผักและอาหารได้ที่ร้านที่ร่วมรายการ โดยจะมีตู้ให้กดๆ ต้องกรอกพินโค้ดด้วย หรือเลข Social Security (ชั้นเคยมีเมือ 15 ปีก่อน ตอนนี้หายแล้ว งิ้งงงงงง คนเถือน2003) ซึ่งความน่าสนใจนิดหน่อยคือ อาหารที่ซื้อผ่าน EBT หรือการ์ดที่ออกโดยรัฐนี่ ไม่ต้องเสียภาษีนะ (ปกติในอเมริกา เวลาซื้อของจะต้องคิดภาษี ราคาของที่โชว์คือราคาของก่อนคิดภาษี) ถ้าคิด ถือว่าผิด กม. ทันทีจ้า

ตะกี้อยากรู้ว่า เว็บมันออกแบบให้ใช้ง่ายไหม เลยลองเข้าไปกรอก (มั่วๆ) ดู จากความมั่ว ก็พบว่าใช้ง่าย แต่ทำได้ไม่สุด เพราะไม่กล้ากด agree ตอนท้าย เนื่องจากกรอกมั่วไป กลัวคนทำงานต่อจะลำบาก จะไป spam คนที่ต้องใช้งานจริงอีก

แต่ทั้งนี้ ใครอยู่แคลิฟอร์เนีย เป็น residents หรือกรอกได้ ลองช่วยกรอกหน่อยสิ อยากรู้ว่ามันใช้ง่ายจริงไหม แล้วอะไรอย่างนี้คิดว่าเหมาะกับเมืองไทยไหม ในเชิงนโยบายรัฐ

ปล.
ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่อง policy เก็บๆ ไว้ เพราะ
-วันก่อนเพื่อนถามอะไรไม่รู้ แล้วตอบไม่ได้ เพื่่อนเลยบอกว่า “แต่แกเรียนจบ public policy จาก Todai นะ” อ้าว…
-นว.เขียนรีวิวถึง “ซากุระ, ซาโยนาระ” โดยพูดถึง พี่ติ๊กต่อกเขียนถึงทริปจากมุมมองของนักเรียนนโยบายสาธารณะ … เลยรู้สึกว่า อุ้ย ตัวเองเคยมีมุมนี้ด้วยเหรอ

Sakura, Sayonara พิมพ์ครั้งที่ 2

 

sakura-cv-spread-01

 

สวัสดีค่ะ

จะบอกว่า เรามีข่าวดีมาแจ้งคือ เราตัดสินใจพิมพ์หนังสือ “ซากุระ,​ ซาโยนาระ” ครั้งที่ 2 เพื่อต้อนรับปีใหม่ “เฮย์เซย์” 30 ที่กำลังจะมาถึงค่ะ

 

ข้อมูลหนังสือ

ชื่อหนังสือ: ซากุระ, ซาโยนาระ / เขียนโดย Tiktok

ราคาปก 275 บาท (ไม่รวมค่าจัดส่งลงทะเบียนภายในประเทศ)

หนังสือหนา 328 หน้า

ค่าจัดส่ง :แบบลงทะเบียน 70 บาท ระยะเวลาการจัดส่งไม่เกิน 10 วันทำการ สามารถเช็คสถานะของพัสดุได้ทางเว็บไซต์ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

Free Shipping : หากสั่ง 3 เล่มขึ้นไป ฟรีค่าจัดส่ง 

 

 

UPDATE:

SAKURA, SAYONARA 2nd edition

 

Update: 20 Nov 2017

1)ทำความรู้จักกันก่อน (สักนิด) สำหรับท่านที่อยากดูตัวอย่าง สามารถคลิกอ่านตัวอย่างของหนังสือได้ที่ – https://goo.gl/25R4Zv

2)ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 จะมีวางขายในร้านหนังสือบางร้าน (เดี๋ยวจะอัพเดทรายชื่อช่วง 15 ธันวาคม 2560 ค่ะ) รอติดตามได้เลยค่ะ

3)สำหรับท่านที่ต้องการสั่งซื้อโดยตรงจากทางเรา สามารถอีเมลจำนวนเล่มที่ต้องการสั่งซื้อมาที่ tiktokthailand@gmail.com

หลังได้รับอีเมลแล้ว เราจะแจ้งเลขบัญชีสำหรับชำระเงินกลับไปค่ะ (ตอนนี้เราไม่ได้เปิดเผยเลขบัญชี เพราะกลัวสับสนว่าใครสั่งเข้ามาค่ะ อยากขอทำความรู้จักกันก่อนจะโอนเงินเนอะ )

 

ช่องทางการติดต่อทั้งหมด

อีเมล​: tiktokthailand@gmail.com

blog : deartiktok.wordpress.com

facebook page: deartiktok (กรุณาเข้าไปที่เพจ https://www.facebook.com/deartiktok/ แล้วกดส่งกล่องข้อความ)

หรือ LINE ID: tiktokthailand2

ลองอ่านก่อนได้ที่ https://goo.gl/25R4Zv

 

Pre-Order: หนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” สำหรับจัดส่งต่างประเทศ

หมายเหตุ:   สำหรับลูกค้าในประเทศไทย ดูรายละเอียดการสั่งซื้อได้ที่นี่ https://goo.gl/QT8AzP

Pre-Order : หนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” สำหรับจัดส่งต่างประเทศ

“ซากุระ, ซาโยนาระ  桜、さようなら “

บันทึกถึง คิวชู คันไซ และโตเกียว

เรื่องราวการเดินทาง และจังหวะโชคชะตาของคนสองคน ที่มีซากุระเป็นฉากหลัง

ที่เกาะคิวชู เมื่อได้เผชิญหน้ากับซากุระกลุ่มใหญ่ที่ยืนล้อลมฝนตรงหน้าพิพิธภัณฑ์ปรมาณู เมืองนางาซากิ เป็นครั้งแรกที่ฉันตระหนักว่า ดอกบอบบางนั้นบานก่อนใบสีเขียว

และเราห้ามการโรยร่วงของดอกไม้ไม่ได้

และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ทุกอย่างมีช่วงเวลาของมัน

ผู้คนในชีวิตก็เช่นกัน”

 

naga_seadside_park1

 

ความเห็นจากคนที่อ่านแล้ว

 

“น้ำตาจะไหล อ่านแล้วหยุดไม่ได้เลยจบ ตีสี่ครึ่งแน่ะ (ทีแรกกะว่าลองผ่านตาดู ที่ไหนได้…)

แต่ปัญหาคือเรารู้จักติ๊กเนี่ยแหละ เลยค่อนข้างอินและสนุกกับมันมากๆ 

นอกจากเรื่องติ๊กกับแดน เราชอบพาร์ทเอริด้วย…
เรื่องนี้ทำให้เราอยากไปนางาซากิเลย ฮืออออ พาร์ทแรกๆ นี่อ่านแล้วใจเต้นตามไปด้วยเลยอะ อิจฉาจัง ^^”

 

 

(1) สำหรับคนที่อยากอ่านบางส่วนก่อน สามารถอ่านได้ที่ – https://goo.gl/25R4Zv

 

 

 

(2) รายละเอียดหนังสือและราคาจัดส่งสำหรับผู้อยู่ต่างประเทศ

  • ชื่อหนังสือ: ซากุระ, ซาโยนาระ / เขียนโดย Tiktok
  • ราคาปก 275 บาท (ไม่รวมค่าจัดส่ง)
  • สำหรับผู้ที่สั่งจองและชำระเงินระหว่าง 1 พฤษภาคม – 31 พฤษภาคม 2560 : ราคา 250 บาท 

 

การจัดส่ง (คำนวณการส่ง 1 เล่ม) : จัดส่งแบบของตีพิมพ์ (หนังสือ) ทางอากาศ + ลงทะเบียนต่างประเทศ

อัตราค่าจัดส่ง (ไม่ได้ระบุทุกประเทศ แต่สามารถสอบถามหลังไมค์ได้)

เกาหลีใต้ / ญี่ปุ่น / จีน       210 บาท

เบลเยียม / อังกฤษ           250 บาท

อเมริกา / แคนาดา           275 บาท

 

 

 

(3) ขั้นตอนการสั่งจอง/ซื้อและการชำระเงิน

  • แจ้งจำนวนเล่มที่สนใจ พร้อมชื่อ ที่อยู่ และ เบอร์ติดต่อ ที่
    อีเมล​: tiktokthailand@gmail.com

    facebook page: deartiktok (กรุณาส่งเข้ากล่องข้อความ โดยไปที่เพจ https://www.facebook.com/deartiktok/ แล้วค่อยกดส่งข้อความ)

    หรือ LINE ID: tiktokthailand2

  • จากนั้นรอการตอบกลับ โดยทางทีมงานจะแจ้งยอดรวม และสอบถามลูกค้าว่าสะดวกชำระช่องทางไหน (การโอน,​ อินเตอร์เน็ตแบ้งกิ้ง,​ หรือ paypal) จากนั้นค่อยทำการโอน
  • เมื่อได้รับการตอบกลับ กรุณาชำระเงินภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 จากนั้นแจ้งชำระผ่าน อีเมล,​ facebook page, หรือ LINE
  •  รอรับหนังสือ … และขอบคุณที่สนใจหนังสือของทางทีมงาน ขอให้อ่านให้สนุกนะคะ 🙂

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[book] ความงามแห่งฟิสิกส์

#DearTiktokRead2017

Seven Brief Lessons on Physics

วามงามแห่งฟิสิกส์
เขียน :   Carol Rovelli

แปล:   สุนันทา วรรณสินธ์ เบล

สำนักพิมพ์  Openworlds Thailand

ราคา 165 บาท

เป็นหนึ่งในหนังสือที่โรแมนติกที่สุดเท่าที่เคยอ่าน ทำไมถึงรู้สึกอย่างนั้นก็ไม่รู้ แต่รู้สึกอย่างนี้จริงๆ 
ตอนมัธยม เราเป็นเด็กสายวิทย์ที่ได้เกรดสี่ฟิสิกส์มาตลอด แต่เราไม่เคยมองเห็นความมหัศจรรย์ของฟิสิกส์มาก่อน ทั้งที่จริงแล้วฟิสิกส์เป็นฐานรากของธรรมชาติ คงเป็นเพราะ  Elon Musk มั้ง ที่ทำให้เราหันกลับมาสนใจฟิสิกส์อีกครั้ง (Musk จบฟิสิกส์นะ)

หนังสือเล่มนี้บางมาก แต่พูดถึงสิ่งสำคัญที่เราน่าจะรู้ได้ครบถ้วน มันพูดถึงสองทฤษฎีอันงดงามที่สุด แต่ก็ขัดแย้งกันเอง อย่าง สัมพัทธภาพทั่วไป และ กลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งเป็นสิ่งที่นักฟิสิกส์ก็ไม่ย่อท้อที่จะหาคำอธิบาย และหลังจากพาเราไปสำรวจจักรวาล และอนุภาคเล็กๆ หนังสือเล่มนี้ยังพาเราย้อนกลับมาหาตัวเรา  ด้วยการพยายามตอบคำถามว่า แล้วเราในฐานะมนุษย์ อยู่ในจุดใดของกฎธรรมชาติ เสรีภาพของเราขัดแย้งกับกฎทางธรรมชาติไหม แล้วเวลาคืออะไร ความทรงจำคืออะไร มันทำให้เราคิดถึงบทกวี วรรณกรรม คิดถึงชีวิต อดีต ปัจจุบัน และอนาคต นี่เป็นหนังสือที่งดงามจริงๆ นะ

บางบทตอนที่ชอบมากคือ ตอนที่บอกว่า เกลล์-มันน์นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน เรียกอนุภาคที่ก่อตัวไปเป็นนิวตรอนและโปรตอนว่า “ควาร์ก” (quark) โดยได้รับแรงบันดาลใจจากคำไร้สาระในวลีไร้สาระจากนวนิยายเรื่อง Finnegans Wake ของเจมส์ จอยซ์ ที่ว่า “สามควาร์กสำหรับมัสเตอร์มาร์ก!” และควาร์กนี้ ก็อยู่ในทุกอย่างที่เราสัมผัสจับต้อง

เป็นการผลิตคำเรียกขานความจริงของธรรมชาติ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณกรรมของจอยซ์ แท้จริงแล้ว วิทยาศาสตร์กับวรรณกรรมก็ไม่เคยหนีไปจากกันสินะ

แท้ที่จริง มันอาจเป็นสองสิ่งที่คอยเปิดเปลือยความจริงแท้ของโลก ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันล่ะมั้ง

#Physics #Book #DearTiktok