Book Cover

13.05.2017

 

 

Dear Tiktok,

เช้านี้ตอนลืมตาตื่น เธอตั้งใจอย่างแรงกล้าว่าจะทำอะไรนะ
อ้อ… เธอเพิ่งเคาะปกหนังสือเสร็จ แล้วเธอก็อยากอวดโฉมปกให้คนอื่นได้เห็น
แต่ว่าเธอยังไม่ได้ทำ … ทำไมนะ

คงเพราะเมื่อเช้าฝนตกหนัก
เธอนอนฟังเสียงสายฝนพรำ พลางจินตนาการถึงเสื้อผ้าที่เปียกปอนในสายฝน เสื้อผ้าที่เธอเพิ่งซักไปเมื่อวาน และมันถูกแขวนอยู่ใต้ถุนบ้าน … บริเวณใต้ถุนที่ฝนสาดถึง

 
รองเท้าวิ่งสีชมพูยี่ห้อไนกี้ที่วางอยู่ริมประตูของเธอก็เปียกปอน นั่นเป็นข้ออ้างให้เธอไม่ต้องลุกไปวิ่งในตอนเช้า, หรือเธอยังอ้างได้แม้กระทั่ง ไม่ต้องไปฝึกเล่นสเกตบอร์ดกับเหล่าแก๊งค์สเกต

 
เธอนอนฟังเสียงสายฝน, สายแล้วนะ,​ อยู่ๆ เธอก็อยากกินกาแฟ
แต่ร้านกาแฟที่เธอชอบไปนั่งขลุก (และใช้ฟรีไวไฟ) ยังไม่เปิด เธอเลยต้องจำยอมขับรถออกไปเซเว่น เพื่อจะซื้อกาแฟซองมาชงกิน

 
สายฝนหล่นเปาะแปะตอนเธอเปิดประตูออกจากบ้าน เธอกำลังคิดจะหยิบร่ม แต่เสื้อฮู้ดยี่ห้อ H&M ที่แขวนอยู่ริมประตู-ใกล้มือกว่า เธอก็เลยหยิบมันติดตัวมา คลับคล้ายคลับคลาว่าเธอมีภาพจำจากที่ไหนสักแห่ง ว่าถ้าฝนตกไม่หนักหนามาก แค่ใช้ฮู้ดคลุม ก็กันสายฝนได้แล้ว

 
เธอจำมันมาจากไหนนะ?​
ใช่ภาพจำจากมาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก ในสื่อต่างๆ หรือเปล่า?ไม่ใช่สิ,​ เธอถกเถียงกับตัวเอง

 
เธอสตาร์ตรถ เสียงเครื่องยนต์ของรถฮอนด้าไม่ได้ไพเราะเพราะพริ้ง แถมรถคันนี้ยังไม่มีเพลงที่ชวนหัวใจสลายให้เปิดฟังอีก ส่วนวิทยุนั้น-เธอก็หมุนหาคลื่นต่างจังหวัดไม่เป็น เมื่อทำอะไรไม่ได้ ระหว่างรอรถอุ่นเครื่องยนต์ให้พร้อม เธอเลยเงี่ยหูฟังเสียงฝนแทน

 
“ความรักชัดเจนเสมอ” อยู่ๆ ประโยคนี้ก็แล่นผ่านมาในความทรงจำของเธอ
เธอเพิ่งเห็นมันในโพสอินสตาแกรมของเพื่อนมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง เป็นภาพดอกไม้สีสดใส และมีแคปชั่นสั้นๆ ง่ายๆ นี้แปะไว้

“ความรักชัดเจนเสมอ”

 
รถฮอนด้าอุ่นเครื่องพร้อมแล้ว เธอค่อยๆ พารถเคลื่อนตัวออกไป เธอไม่แน่ใจว่าความรักมันชัดเจนเสมอไหม แต่หยดน้ำฝนที่กระทบรถ ทำให้วิสัยทัศน์ทุกอย่างดูพร่ามัว
เมื่อมองเห็นไม่ชัด เธอก็ต้องเปิดที่ปัดน้ำฝนไปด้วย เธอค่อยๆ ขับรถไป ใจนึงนึกอยากเปิดเพลงสักเพลงฟัง แต่บนรถเธอไม่มีแม้กระทั่งเพลงสักเพลงนี่สิ
ก่อนที่เธอจะทันตัดสินใจทำการใดๆ ต่อ รถก็แล่นมาถึงหน้าร้านเซเว่นอิเลฟเว่นเสียแล้ว

 
เธอจอดรถ,​ ฝนยังโปรยปราย, ที่หน้าเซเว่นมีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ เหมือนเขาจะกลัวสายฝน จึงยืนรีๆ รอๆ เก้ๆ กังๆ อยู่หน้าเซเว่นแห่งนั้น

 
“Some people feel the rain, others just get wet.” บ็อบ มาร์เล่ย์​ กล่าวไว้

 
เธอรู้จักประโยคนี้เมื่อสี่ปีก่อน มีใครสักคนเขียนประโยคนี้มาให้เธอในบ่ายวันหนึ่งที่เธอเตือนเขาว่า “ฝนกำลังจะตกนะ อย่าไปไหนไกลเลย”

 
ละอองฝนยังคงหล่นลงมา เธอสวมเสื้อคลุมของ H&M ที่ได้มาตอนลดราคา ศีรษะของเธอมีฮู้ดคลุมอยู่, เธอไม่อยากเปียกปอน และเธอเกลียดการเป็นหวัด

 
ชั่วจังหวะของการเปิดประตูรถ, แล้วเธอก็จดจำได้, เธอมีภาพจำเกี่ยวกับฮู้ดดี้และสายฝนจากเมืองนางาซากินั่นเอง ภาพที่เธอกำลังเดินออกจากพิพิธภัณฑ์ปรมาณูแห่งเมืองนางาซากิ สายฝน และใครบางคนที่ปฏิเสธการซื้อร่มในร้านลอว์สัน เริ่มวนเวียนกลับมา,​ อยู่ๆ เธอก็จำได้ชัดเจน, มันเกิดขึ้นตอนนั้นเอง ภาพจำภาพนั้น

 

เธอไม่แน่ใจว่า “ความรักชัดเจนเสมอ” อย่างที่เพื่อนเธอกล่าวไว้ในอินสตาแกรมไหม บ่อยครั้งที่อะไรหลายอย่างในชีวิตของเธอก็ดูพร่ามัว บางความทรงจำหล่นหายเมื่อวันเวลาผ่านไป เธอไม่ได้จดจำทุกคน และเธอไม่มีวันทำอย่างนั้นได้

แต่เพื่อกันความทรงจำจะหล่นหายไปในวังวนของกาลเวลาอีก

เธอเลยเลือกบันทึกถึงมันไว้

 

ไม่ว่าความรักจะชัดเจนเสมอหรือไม่
แต่ความทรงจำบางอย่าง,​ ถึงจะพร่ามัวบ้าง, แต่มันจะอยู่กับเธอตลอดไป

เธอค่อนข้างมั่นใจ, และในจังหวะที่หยาดฝนหล่นกระทบฮู้ดดี้ที่เธอคลุมศีรษะไว้,

เธอยิ่งมั่นใจ,

ความทรงจำบางอย่าง ถึงจะพร่ามัวไปบ้าง – แต่มันจะยังคงอยู่กับเธอตลอดไป

“ไม่ต้องชัดเจนมากก็ได้”

 

เธอคิดในใจ –  ตอนที่วิ่งฝ่าสายฝนออกไปเพื่อเข้าไปยังเซเว่นอิเลฟเว่นสาขานั้น

 

 

 

 

////////////////

บางส่วนจากหนังสือ

 

แล้วฝนก็พรำสายในตอนที่เราเดินออกจากพิพิธภัณฑ์
ตามพยากรณ์อากาศแล้วฝนจะเริ่มตกตั้งแต่วันนี้และลากยาวติดต่อกันไปอีกหลายวัน สัปดาห์นี้คือสัปดาห์แห่งฟูลบลูม ดอกซากุระจะเบ่งบานสวยสดที่สุดช่วงนี้แหละ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่สายฝนหล่นโปรยลงมา แทนที่ฟ้าสีครามและแดดจัดจ้าจะมาเยี่ยมเยือน

 

แต่เราไม่มีสิทธิควบคุมสายฝนอยู่ดี
ฉันถือร่มพับสีชมพูติดมือมาคันหนึ่ง แต่เรามีกันสามคนยังไงร่มก็ไม่พออยู่ดี ฉันเลยเสนอให้เอริกับแดนซื้อร่มที่ร้านสะดวกซื้อที่อยู่ตรงทางขึ้นเนิน เอริได้ร่มใสมาหนึ่งคัน แต่แดนบอกว่าไม่เป็นไร เขาชินกับฝนปรอยแบบนี้มาทั้งชีวิตแล้ว “แค่ยกหมวกฮู้ดมาใส่ก็สบายปร๋อแล้วล่ะ” เขาหมายถึงหมวกฮู้ดจากเสื้อคลุมที่เขาสวมอยู่นั่นเอง

บทที่ 13: จุดศูนย์กลางการระเบิด สวนสันติภาพ และความบอบบางที่ไม่คงทน


หนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” โดย Tiktok  

 

 

อ่านตัวอย่าง – https://goo.gl/25R4Zv
สั่งซื้อหนังสือ – https://goo.gl/IstCIE

Pre-Order: หนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” สำหรับจัดส่งต่างประเทศ

หมายเหตุ:   สำหรับลูกค้าในประเทศไทย ดูรายละเอียดการสั่งซื้อได้ที่นี่ https://goo.gl/QT8AzP

Pre-Order : หนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” สำหรับจัดส่งต่างประเทศ

“ซากุระ, ซาโยนาระ  桜、さようなら “

บันทึกถึง คิวชู คันไซ และโตเกียว

เรื่องราวการเดินทาง และจังหวะโชคชะตาของคนสองคน ที่มีซากุระเป็นฉากหลัง

ที่เกาะคิวชู เมื่อได้เผชิญหน้ากับซากุระกลุ่มใหญ่ที่ยืนล้อลมฝนตรงหน้าพิพิธภัณฑ์ปรมาณู เมืองนางาซากิ เป็นครั้งแรกที่ฉันตระหนักว่า ดอกบอบบางนั้นบานก่อนใบสีเขียว

และเราห้ามการโรยร่วงของดอกไม้ไม่ได้

และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ทุกอย่างมีช่วงเวลาของมัน

ผู้คนในชีวิตก็เช่นกัน”

 

naga_seadside_park1

 

ความเห็นจากคนที่อ่านแล้ว

 

“น้ำตาจะไหล อ่านแล้วหยุดไม่ได้เลยจบ ตีสี่ครึ่งแน่ะ (ทีแรกกะว่าลองผ่านตาดู ที่ไหนได้…)

แต่ปัญหาคือเรารู้จักติ๊กเนี่ยแหละ เลยค่อนข้างอินและสนุกกับมันมากๆ 

นอกจากเรื่องติ๊กกับแดน เราชอบพาร์ทเอริด้วย…
เรื่องนี้ทำให้เราอยากไปนางาซากิเลย ฮืออออ พาร์ทแรกๆ นี่อ่านแล้วใจเต้นตามไปด้วยเลยอะ อิจฉาจัง ^^”

 

 

(1) สำหรับคนที่อยากอ่านบางส่วนก่อน สามารถอ่านได้ที่ – https://goo.gl/25R4Zv

 

 

 

(2) รายละเอียดหนังสือและราคาจัดส่งสำหรับผู้อยู่ต่างประเทศ

  • ชื่อหนังสือ: ซากุระ, ซาโยนาระ / เขียนโดย Tiktok
  • ราคาปก 275 บาท (ไม่รวมค่าจัดส่ง)
  • สำหรับผู้ที่สั่งจองและชำระเงินระหว่าง 1 พฤษภาคม – 31 พฤษภาคม 2560 : ราคา 250 บาท 

 

การจัดส่ง (คำนวณการส่ง 1 เล่ม) : จัดส่งแบบของตีพิมพ์ (หนังสือ) ทางอากาศ + ลงทะเบียนต่างประเทศ

อัตราค่าจัดส่ง (ไม่ได้ระบุทุกประเทศ แต่สามารถสอบถามหลังไมค์ได้)

เกาหลีใต้ / ญี่ปุ่น / จีน       210 บาท

เบลเยียม / อังกฤษ           250 บาท

อเมริกา / แคนาดา           275 บาท

 

 

 

(3) ขั้นตอนการสั่งจอง/ซื้อและการชำระเงิน

  • แจ้งจำนวนเล่มที่สนใจ พร้อมชื่อ ที่อยู่ และ เบอร์ติดต่อ ที่
    อีเมล​: tiktokthailand@gmail.com

    facebook page: deartiktok (กรุณาส่งเข้ากล่องข้อความ โดยไปที่เพจ https://www.facebook.com/deartiktok/ แล้วค่อยกดส่งข้อความ)

    หรือ LINE ID: tiktokthailand2

  • จากนั้นรอการตอบกลับ โดยทางทีมงานจะแจ้งยอดรวม และสอบถามลูกค้าว่าสะดวกชำระช่องทางไหน (การโอน,​ อินเตอร์เน็ตแบ้งกิ้ง,​ หรือ paypal) จากนั้นค่อยทำการโอน
  • เมื่อได้รับการตอบกลับ กรุณาชำระเงินภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 จากนั้นแจ้งชำระผ่าน อีเมล,​ facebook page, หรือ LINE
  •  รอรับหนังสือ … และขอบคุณที่สนใจหนังสือของทางทีมงาน ขอให้อ่านให้สนุกนะคะ 🙂

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Pre-Order: หนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ”

(1) เปิดพรีออเดอร์หนังสือค่ะ 😀

เป็นหนังสือที่คนที่ได้อ่านก่อนหลายคนบอกว่าเหมือน “นิยาย” แต่สำหรับเรา มันคือบทบันทึกถึงเพื่อนคนหนึ่ง คนที่เราได้เจอตอนที่อยู่ญี่ปุ่น

ชื่อเรื่องคือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” … ถามว่าเกี่ยวกันได้ยังไง คงต้องไปอ่านเอาเองในเล่ม

สำหรับคนที่อยากอ่านบางส่วนก่อน สามารถอ่านได้ที่ – https://goo.gl/25R4Zv

 

 

 

 

 

(2) รายละเอียดหนังสือและราคา

  • ชื่อหนังสือ: ซากุระ, ซาโยนาระ / เขียนโดย Tiktok
  • ราคาปก 275 บาท (ไม่รวมค่าจัดส่งภายในประเทศ ค่าส่ง 50 บาท)
  • สำหรับผู้ที่สั่งจองและชำระเงินระหว่าง 1 พฤษภาคม – 31 พฤษภาคม 2560 : ราคา 250 บาท จัดส่งฟรี (เฉพาะการจัดส่งภายในประเทศเท่านั้น)
  • หนังสือหนาประมาณ 290 หน้า
  • กำหนดจัดส่งหนังสือ: ปลายเดือนกรกฎาคม 2560
  • สำหรับผู้อยู่ต่างประเทศ จะแจ้งเงื่อนไขราคาค่าจัดส่ง และเงื่อนไขการชำระเงิน (ผ่าน paypal) ในภายหลัง (รอนิดนึงนะคะ)

 

(3) ขั้นตอนการสั่งจอง/ซื้อและการชำระเงิน

  • แจ้งจำนวนเล่มที่สนใจ พร้อมชื่อ ที่อยู่ และ เบอร์ติดต่อ ที่
    อีเมล​: tiktokthailand@gmail.com

    facebook page: deartiktok (กรุณาเข้าไปที่เพจ https://www.facebook.com/deartiktok/ แล้วกดส่งกล่องข้อความ)

    หรือ LINE ID: tiktokthailand2

  • จากนั้นรอการตอบกลับ โดยอย่าเพิ่งทำการโอนเงินจนกว่าจะได้รับการตอบกลับ ทั้งนี้ทีมงานจะระบุยอดที่ต้องชำระ และแจ้งหมายเลขบัญชีสำหรับการโอนให้ท่านทราบ
  • เมื่อได้รับการตอบกลับ กรุณาชำระเงินภายใน 14 วัน จากนั้นถ่ายรูปสลิปการโอน หรือสลิปจากอินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง ส่งเข้าที่ช่องทางที่แจ้งไว้ด้านบน (อีเมล,​ facebook page, LINE)
  •  รอรับหนังสือ … และขอบคุณที่สนใจหนังสือของทางทีมงาน ขอให้อ่านให้สนุกนะคะ 🙂

 

 

FB_IMG_1494696619742

“ซากุระ, ซาโยนาระ  桜、さようなら “

บันทึกถึง คิวชู คันไซ และโตเกียว

เรื่องราวการเดินทาง และจังหวะโชคชะตาของคนสองคน ที่มีซากุระเป็นฉากหลัง

 

ที่เกาะคิวชู เมื่อได้เผชิญหน้ากับซากุระกลุ่มใหญ่ที่ยืนล้อลมฝนตรงหน้าพิพิธภัณฑ์ปรมาณู เมืองนางาซากิ เป็นครั้งแรกที่ฉันตระหนักว่า ดอกบอบบางนั้นบานก่อนใบสีเขียว

และเราห้ามการโรยร่วงของดอกไม้ไม่ได้

และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ทุกอย่างมีช่วงเวลาของมัน

ผู้คนในชีวิตก็เช่นกัน”

 

 

 

 

IMG_4691 copy

 

คำตาม โดย อุรุดา โควินท์


ซากุระซึ่งฉันไม่ได้เห็น

ฉันมีความคลั่งไคลญี่ปุ่นอย่างพอเหมาะ หมายถึง-มันทำให้ใจเต้นตึกตัก แต่ไม่มากกระทั่งฉันต้องทุ่มเท ทั้งอาหาร สไตล์ เจร็อก วรรณกรรม และแน่นอน ผู้ชายญี่ปุ่น

จริงๆ แล้วมันดูไม่เท่นัก ถ้าคุณพูดแบบนั้น

แต่…ค่ะ ฉันไม่เท่ก็ได้

ฉันชอบผู้ชายญี่ปุ่น

ชอบทั้งๆ ที่ไม่เคยคบหากับชาวญี่ปุ่นเลย ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ฉันชอบทั้งที่ฉันไม่เคยไปญี่ปุ่นแม้เพียงครั้ง ทั้งยังไม่มีแผนจะเดินทาง จริงอยู่ ไปญี่ปุ่นตอนนี้ไม่ยาก ใครๆ ก็ไปเที่ยว อย่างกับไปเชียงใหม่ ไปภูเก็ต ในหน้าเฟซบุ๊กของฉัน มีรูปเพื่อนๆ จากญี่ปุ่นเยอะมาก จนบางทีฉันก็คิด (เข้าข้างตัวเอง)  ไม่ต้องไปแล้ว (ดูรูปเอา)

มันเป็นวิธีคิดแบบเข้าข้างตัวเอง พยายามหาสิ่งดีในข้อจำกัด สถานภาพเศรษฐกิจของฉันอยู่ในระดับต่ำเกินกว่าจะเดินทางไกล แน่นอน-การเดินทางนั้นดี ดีมากๆ มีความดีงามประมาณหนึ่งร้อยเล่มเกวียน แต่ก่อนอื่นใดทั้งหมด เราต้องมีเงิน

เงินหนึ่งหมื่นบาทเที่ยวญี่ปุ่นได้มั้ยนะ

นั่นไม่สำคัญเท่ากับ หนึ่งหมื่นบาท (หากมีเหลือ) ฉันควรเอาไปซ่อมรถรุ่นคุณปู่  หรือทำสิ่งอื่นใดก็ตามซึ่งจำเป็นต่อชีวิตประจำวันดีกว่ามั้ย ย่อมดีกว่าสิ ฉันจะไม่เดินทางไปต่างประเทศจนกว่าจะมีเงินเหลือมากกว่านี้

ประสบการณ์ใหม่ทำให้โลกภายในงอกงาม ทำให้อิ่มเอม หาญกล้า ทำให้เราได้ลองที่จะเป็นคนอื่น ฉันรู้-จึงไม่ปล่อยโอกาสลอยผ่าน

ค่ะ หากประสบการณ์นั้นอยู่ในงบประมาณที่ฉันจ่ายได้

ในแง่มุมหนึ่ง เราสามารถรับประสบการณ์ แม้ไม่ต้องเดินทาง (เสียเงิน) ใช่! เป็นประสบการณ์ชั้นสอง แต่ก็ทำให้เราได้เห็น รู้จัก และเข้าใกล้-อีกนิด

ฉันรู้ว่าซากุระงาม แม้ไม่เคยเห็น

 

ฉันไม่เคยพบติ๊กต่อก-ผู้เขียนบันทึกการเดินทางในญี่ปุ่น-เป็นการส่วนตัว อืม…เดี๋ยวก่อน ฉันควรเรียกงานชิ้นนี้ว่าอะไรดี มันอาจเป็นสารคดี เป็นนิยายขนาดสั้น…อาจเป็นได้ แต่ช่างคำเรียกเถอะ ที่ฉันแน่ใจก็คือฉันสามารถกอดเธอแน่นๆ อย่างสนิทใจ

ฉันชอบความซื่อตรง (ในงานเขียน) ของเธอ ฉันชอบความกระชับ รัดกุม จังหวะ และทัศนคติของเธอ เธอมีสิ่งเหล่านี้ ซึ่งมันเชื่อมโยงกับฉัน และฉันเห็นมันก่อนที่จะได้อ่านงานชิ้นนี้เสียอีก จากสเตตัส และบทความของเธอ ในหน้าเฟซบุ๊ก

ค่ะ เราไม่เคยพบหน้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่รู้จักกัน

บ่อยครั้ง งานเขียนก็เปิดเผยตัวตนของผู้เขียนมากกว่าการได้พูดคุยได้สบตา

ให้เธอได้พาคุณไปญี่ปุ่นเถอะค่ะ-โดยหนังสือเล่มนี้ ต่อให้คุณเคยไปมาแล้ว ทั้งนางาซากิ ฟุกุโอกะ โอซาก้า เกียวโต

เราจะเดินเข้าไปในความทรงจำของเธอ รู้จักผู้คนที่เธอพบ วางเท้าในญี่ปุ่นด้วยสายตาของเธอ

คุณจะเข้าใกล้ความงามอันสมบูรณ์ของซากุระมากขึ้น, อย่างน้อยที่สุด และแม้ว่าคุณไม่มีโอกาสเห็นก็ตาม

 

 

[book] ความงามแห่งฟิสิกส์

#DearTiktokRead2017

Seven Brief Lessons on Physics

วามงามแห่งฟิสิกส์
เขียน :   Carol Rovelli

แปล:   สุนันทา วรรณสินธ์ เบล

สำนักพิมพ์  Openworlds Thailand

ราคา 165 บาท

เป็นหนึ่งในหนังสือที่โรแมนติกที่สุดเท่าที่เคยอ่าน ทำไมถึงรู้สึกอย่างนั้นก็ไม่รู้ แต่รู้สึกอย่างนี้จริงๆ 
ตอนมัธยม เราเป็นเด็กสายวิทย์ที่ได้เกรดสี่ฟิสิกส์มาตลอด แต่เราไม่เคยมองเห็นความมหัศจรรย์ของฟิสิกส์มาก่อน ทั้งที่จริงแล้วฟิสิกส์เป็นฐานรากของธรรมชาติ คงเป็นเพราะ  Elon Musk มั้ง ที่ทำให้เราหันกลับมาสนใจฟิสิกส์อีกครั้ง (Musk จบฟิสิกส์นะ)

หนังสือเล่มนี้บางมาก แต่พูดถึงสิ่งสำคัญที่เราน่าจะรู้ได้ครบถ้วน มันพูดถึงสองทฤษฎีอันงดงามที่สุด แต่ก็ขัดแย้งกันเอง อย่าง สัมพัทธภาพทั่วไป และ กลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งเป็นสิ่งที่นักฟิสิกส์ก็ไม่ย่อท้อที่จะหาคำอธิบาย และหลังจากพาเราไปสำรวจจักรวาล และอนุภาคเล็กๆ หนังสือเล่มนี้ยังพาเราย้อนกลับมาหาตัวเรา  ด้วยการพยายามตอบคำถามว่า แล้วเราในฐานะมนุษย์ อยู่ในจุดใดของกฎธรรมชาติ เสรีภาพของเราขัดแย้งกับกฎทางธรรมชาติไหม แล้วเวลาคืออะไร ความทรงจำคืออะไร มันทำให้เราคิดถึงบทกวี วรรณกรรม คิดถึงชีวิต อดีต ปัจจุบัน และอนาคต นี่เป็นหนังสือที่งดงามจริงๆ นะ

บางบทตอนที่ชอบมากคือ ตอนที่บอกว่า เกลล์-มันน์นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน เรียกอนุภาคที่ก่อตัวไปเป็นนิวตรอนและโปรตอนว่า “ควาร์ก” (quark) โดยได้รับแรงบันดาลใจจากคำไร้สาระในวลีไร้สาระจากนวนิยายเรื่อง Finnegans Wake ของเจมส์ จอยซ์ ที่ว่า “สามควาร์กสำหรับมัสเตอร์มาร์ก!” และควาร์กนี้ ก็อยู่ในทุกอย่างที่เราสัมผัสจับต้อง

เป็นการผลิตคำเรียกขานความจริงของธรรมชาติ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณกรรมของจอยซ์ แท้จริงแล้ว วิทยาศาสตร์กับวรรณกรรมก็ไม่เคยหนีไปจากกันสินะ

แท้ที่จริง มันอาจเป็นสองสิ่งที่คอยเปิดเปลือยความจริงแท้ของโลก ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันล่ะมั้ง

#Physics #Book #DearTiktok

[Read] TV People by Haruki Murakami

TV People

written: Haruki Murakami 

สำนักพิมพ์กำมะหยี่

หลายคนแปล

6 เรื่องสั้นหลากรสชาติ เปิดมาเรื่องแรกนี่ไม่ชอบเลย เริ่มเข้าใจอารมณ์คนไม่ชอบงานมูราคามิแล้วล่ะ แต่พอเจอเรื่องสาม A folklore for my generation: a prehistory of late-stage capitalism นั้นถึงกับต้องอุทานว่า “เหี้ย” (คำชม) เราเคยเขียนไว้ใน GM ว่างานของมูราคามิที่มันสัมผัสใจเราเพราะมันมักเปิดเผยร่องรอยเจ็บปวดเบาบางของชนชั้นกลาง มันไม่ใช่วิกฤตซับซ้อนอะไร มันคือ กลัวเพื่อนไม่รัก กลัวโดนปฏิเสธ มีความไม่ลงรอยบางแง่กับครอบครัว (แต่ก็ไม่ร้ายแรง) 
เจอเรื่องสุดท้ายยิ่งเหี้ยกว่า (คำชม) Sleep นี่มันสุดตีนมาก แล้วมันเล่าเรื่องแม่บ้านญี่ปุ่น คือแบบ ทำไมผู้ชายถึงได้เข้าใจความนึกคิดของผู้หญิงแบบนี้วะ การไม่ได้ตั้งคำถามของตัวละคร แต่แสดงความรู้สึกต่อชีวิตอันเป็นแบบแผน แต่ไม่ได้จะท้าทายใหญ่โต อ่านแล้วเหมือนโดนทุบหัว
อนึ่ง เพิ่งคิดได้ว่ามูราคามิชอบเขียนถึงตัวละครที่ประสบความสำเร็จด้านการงาน (และการเงิน) ใส่เสื้อผ้าแบรนด์ดีๆ พอเราอ่านหนังสือ Japanization ก็ถึงบางอ้อ มูราคามิเติบโตมาในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู อันที่จริง ตัวของเขาก็ถือว่าหยิบจับอะไรก็ประสบความสำเร็จเร็ว (แน่นอนว่าเขาทำงานหนัก) มันเหมือนสะท้อนผู้คนในวงโคจรเขาเลย
4/5

ได้คะแนนเยอะจากเรื่องสุดท้าย คือ Sleep

ในโลกที่สิ่งซึ่งเรารู้จักกำลังล่มสลาย เราก็แค่ต้องสร้างสิ่งใหม่ขึ้น

ช่วงหนึ่งที่ย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัด ฉันเคยเกิดภาวะแอนตี้ความเป็นเมืองหน่อยๆ อาการแอนตี้นี้ลามไปถึงทุกสิ่งทุกแขนงที่ดูล้ำสมัย ฉันคิดไปเอง ว่ามันดูโม้ จับต้องไม่ได้ และไม่เชื่อมต่อกับชีวิตของผู้คนจริงๆ อย่างถึงที่สุด

ตอนที่ Drone เปิดตัว และต่อมาก็เริ่มเป็นกระแส ฉันเห็นเพื่อนในแวดวงเอเจนซี่และอีเวนท์ (หรือแม้กระทั่งสื่อและพีอาร์) เริ่มพูดถึงมัน ฉันกลอกตา ตอนนั้นสารภาพว่าฉันทำตัวเป็นคนแก่หลงยุค คล้ายๆ ตาลุงคนหนึ่ง*ที่โพสโวยวายเรื่องโฆษณาชุดชั้นในที่ปรากฎอยู่บนเว็บข่าวออนไลน์แห่งหนึ่งนั่นแหละ ฉันแอนตี้กลุ่มคำศัพท์ใหม่ๆ จำพวก AI, Big data ประเทศไทยยังมีคนสนับสนุนรัฐประหารอยู่เลย และเราก็ยอมให้กองทัพเอาเงินไปซื้อเรือดำน้ำได้มากกว่าเอาเงินมาทำ Universal Healthcare Policy แล้วจะหวังอะไรกับคำล้ำสมัย สิ่งประดิษฐ์สร้างที่น่าทึ่งพวกนั้น มันแค่ความหวือหวาจากโลกตะวันตก ที่คงไม่ได้เปลี่ยนแปลงประเทศไทย หรือเสกการเลือกตั้งครั้งใหม่ให้เกิดขึ้นได้เร็ววันหรอก

แต่แล้วฉันก็รู้จัก Elon Musk ผู้ชายน่าทึ่งคนหนึ่งที่เพื่อนร่วมงานหลายคนเคยบอกว่าเขาเป็นคนร้ายกาจ ฉันนั่งดู Elon พูดใน Ted Talk แล้วมีอะไรบางอย่างทำให้ฉันรู้สึกทึ่ง ในโลกนี้มีมนุษย์คนหนึ่งที่ฝันใฝ่และเชื่อมั่นได้ขนาดนี้เชียวเหรอ อะไรนะ? มนุษย์ธรรมดาก็สามารถเดินทางไปดาวอังคารได้? อะไรนะ? รถยนต์ไฟฟ้าที่แล่นได้และมีสถานีให้เติมไฟกระจายอยู่ทั่วอเมริกา ที่สำคัญ ชาร์จไฟฟรีตลอดชีพ? อะไรนะ? Hyperloop ความเร็วสูงจาก LA ไป Vegas แค่ 30 นาที? โห…ไม่บ้ามาก ก็คงต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์มากนะเนี่ย ฉันคิด จากจุดนั้น ฉันเลยค่อยๆ ปรับทัศนคติที่มีต่อความล้ำสมัย แล้วค่อยๆ มองออกไปให้กว้าง ว่าเทคโนโลยีสามารถทำให้บางสิ่งเก่าล่มสลาย และบางสิ่งใหม่พร้อมจะงอกเงยเพื่อสิ่งที่ดีกว่าหรือไม่ … ฉันกำลังค่อยๆ ปรับสายตา

คำว่า Drone โผล่มาในวงจรชีวิตอีกระลอก, แน่ล่ะ มาจากชายหนุ่มรุ่นใหม่คนหนึ่งในชั้นเรียนปริญญาโทที่โตได จริงๆ เขาศึกษาด้านวิศวกรรรมพลังงานนิวเคลียร์ แต่ชอบเดินทาง และลองของใหม่ หลายปีก่อนเขาเริ่มนำ Drone มาใช้ถ่ายรูปป่าเขาลำนำไพรที่เขาดั้นด้นไปไม่ถึง มันทำให้เราได้เห็นภาพในจุดที่เราไม่เห็น อย่างเช่น จุดที่เป็นจุดอันตราย เสี่ยงตาย หรือเสี่ยงรังสีร้ายแรง ขณะเดียวกัน พอฉันกลับมาทำงานที่จังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน ทำงานร่วมกับ อบต. อบจ. วัดวา ชุมชน และผู้ว่า ฉันพบว่า กลุ่มถ่ายภาพแถวนี้ ก็ใช้ Drone ในการถ่ายภาพมุมสูงขณะเกี่ยวข้าว ถ่ายภาพตอนน้ำท่วมเมืองหนองบัวลำภูเพื่อใช้ในการระบุเส้นทาง อย่างน้อยเทคโนโลยีก็ยังมีประโยชน์ต่อผู้คน เราแค่ต้องเรียนรู้การใช้งานที่เหมาะสมสินะ

ในวงการเอเจนซี่หรืออีเวนท์ ก็มีคนนำ Drone ไปใช้จำนวนมาก แน่นอนว่าหลักๆ เพื่อสร้างความรู้สึก WOW, ก็มนุษย์น่ะเนอะ เราทุกคนล้วนอยู่เพื่อช่วงเวลาเหล่านั้นแหละ … ช่วงเวลาที่ทำให้หัวใจเต้นแรง ช่วงเวลาที่รู้สึกว่า มีความหมายและน่าจดจำ

ในวงการ E-commere หรือร้านค้าออนไลน์ที่คนไทยคุ้นเคย เหมือนจะเริ่มมีการพูดถึง Drone ในแง่การส่งสินค้าให้ลูกค้าแล้ว ฉันไม่แน่ใจว่ามีเจ้าไหนทำไปหรือยัง จริงๆ จะส่งโดย Drone หรือส่งโดย LineMan หรือเจ้าเดลิเวอรี่ไหน ก็คล้ายคลึงกันในแง่ฟังก์ชั่นนั่นแหละ คือคนรับได้รับของ แต่ถ้าส่งโดย Drone ในภาวะน้ำท่วมแล้วประหยัดเงินค่าส่งกว่า คนคงเริ่มอยากหันมาส่งสินค้าทางนี้ … และแน่นอนว่า รัฐอาจออกนโยบายมาควบคุมอีกที (ซึ่งควรต้องกำหนดให้เหมาะกับยุคสมัย)

สองปีที่แล้ว Swiss Post หน่วยงานกลางไปรษณีย์ของสวิสเริ่มทำการทดสอบการใช้ Droneในการจัดส่งไปรษณีย์และพัสดุ ความที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้ผู้คนเริ่มส่งจดหมายและพัสดุไปรษณีย์หากันน้อยลง รายได้ของ Swiss Post ในช่วง 2-3 ปีหลังตกต่ำลง ผู้บริหารจึงเริ่มมองหาช่องทางใหม่ๆ และคิดว่า ในโลกที่สิ่งเก่าอาจกำลังล่มสลาย องค์กรก็ควรปรับตัว และอ้าแขนรับสิ่งใหม่ แนวคิดเรื่องทดลอง Drone มาใช้ส่งของจึงเกิดขึ้น และในปี 2017 นี้ Swiss Post เพิ่งประสบความสำเร็จ กับการนำร่องส่งตัวอย่างอุปกรณ์ห้องแล็บระหว่างสองโรงพยาบาลในประเทศสวิส และคาดว่าจะเปิดให้บริการจัดส่งแบบนี้ได้ในปี 2018**  เรื่องนี้อาจสอนให้รู้ว่า การมีผู้นำองค์กรที่มีวิสัยทัศน์นั้น พวกเขาจะไม่ต่อต้านความเปลี่ยนแปลง พวกเขาเข้าใจว่าเมื่อบางสิ่งถึงเวลาต้องล่มสลาย เราแค่ต้องปรับตัว และใช้พลังไปกับการสร้างสิ่งใหม่ขึ้นดีกว่า

สารภาพว่าฉันยังคงเป็นมนุษย์ที่ชอบเขียนจดหมายลงกระดาษ ทั้งยังไม่คิดว่าตัวเองจะมีปัญญาเดินทางไปดาวอังคาร ทุกวันนี้ก็ยังใช้รถยนต์ที่ต้องเติมน้ำมันอยู่ … เทคโนโลยีหลายอย่างผ่านเข้ามาในการรับรู้ มันอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือทางเลือกในการดำเนินชีวิตของฉันในขณะนี้ แต่ฉันก็กำลังเฝ้ารออย่างตื่นเต้นว่า สิ่งใหม่ที่ศักยภาพของมนุษย์จะสร้างขึ้นในอนาคตนั้น จะมีบทบาทอย่างไรในการเปลี่ยนแปลงชนบทไทยอย่างไรได้บ้าง

จากระเบียงบ้านพัก ฉันมองออกไปเห็นทุ่งนารกร้างที่กำลังรอฝนมาเยือน

ฉันปรับสายตา และคิดถึงประโยคหนึ่ง

“ในโลกที่สิ่งซึ่งเรารู้จักกำลังล่มสลาย เราก็แค่ต้องสร้างสิ่งใหม่ขึ้น”

เท่านั้นเอง

Note:

* ที่มา https://thematter.co/thinkers/clash/digitalliteracy-notporn/20887

** ที่มา http://aircargoworld.com/swiss-post-matternet-pioneer-medical-drone-delivery/

การมาถึงของปากกา Muji ที่รอคอย…

 

ตอนที่อยู่โตเกียวนั้น ฉันชอบใช้ปากการุ่นหนึ่งของ Muji ซึ่งพอพูดอย่างนี้ออกไป หลายคนอาจร้องว่า ก็ปกติประสาฮิปสเตอร์นิแต่เปล่าเลย ฉันไม่ได้เป็นฮิปสเตอร์ และไม่ได้ซื้อ Muji pen อันนี้เพราะมันติดแบรนด์ Muji (แต่ถึงมันติดแบรนด์ ก็ไม่มีอะไรผิดนิ) ฉันชอบเจ้าปากกานี้ เพราะมันเขียนง่าย ซื้อได้ตาม Family Mart หน้ามหาวิทยลัย ที่สำคัญมันถูกมากกกกกก ราคาแค่ 105 yen หรือ 30 บาทไทย ซึ่งราคานี้ ถูกกว่าซื้อปากกาจากร้านร้อยเยน ที่เมื่อบวก Vat แล้ว ราคาไปจบที่ 108 เยนด้วยซ้ำ

ก่อนกลับไทย ฉันสอยปากการุ่นนี้กลับมาหลายด้าม ทุกสีสำคัญ ทั้งน้ำเงิน แดง และดำ แต่พอใช้ๆ ไป ทุกอย่างย่อมมีวันหมดอายุน่ะนะ ในที่สุด ก็ถึงเวลาที่ปากกา Muji ทุกด้ามที่มีอยู่หมดอายุขัย ฉันต้องซื้อปากกาใหม่ พอพาตัวเองไปร้าน Muji สาขาสีลมคอมเพล็กซ์ ก็พบว่าไม่มีรุ่นนี้ขาย! พระเจ้า! เกิดอะไรขึ้นกับ Muji Thailand ท่ามกลางสินค้ามากมายที่แบรนด์เลือกมา ทำไมพวกเขาไม่เลือกสิ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของฉันมาด้วยยยยย

กรีดร้องโหยหวนอยู่หลายเดือน ระหว่างนั้น ความที่เห็นคนไทยระดมพลขึ้นบกไปบุกญี่ปุ่นกันเยอะมาก เลยคิดว่า จะฝากฝังเพื่อนให้ซื้อมาฝากก็ได้วะ แต่พอลองวิธีนี้ ซึ่งฉันคิดเองเออเองว่ามันง่ายมาก กับการบอกข้อมูลเพียงว่า ฝากซื้อปากกา Muji ราคา 105 เยน ที่ Family Mart หาง่ายแก เพราะมันมีเซ็กชั่น Muji แยกออกมาเลยฉันก็นึกว่า ทุกคนจะรู้สึกง่ายดายตามไปด้วย แต่ปรากฏว่า ในช่วงห้าหกเดือนที่ผ่านมา ฝากซื้อไปห้าคน ก็ไม่ได้กลับมาเลยสักคน บ้างก็หา Family Mart ไม่เจอ, บ้างก็วุ่นๆ กับการขนของย้ายกลับไทย, บ้างก็ไม่มีเวลาจริงๆ ซึ่งฉันเข้าใจเงื่อนไขในชีวิตของแต่ละคนนั่นแหละ แต่ฉันก็ยังเฝ้าฝันและรอคอยการมาถึงของปากการุ่นนี้รอใครสักคนจะนำมันมาให้อย่างปาฏิหาริย์

และแล้วมันก็เดินทางมาแม้จะไม่ใช่โดยปาฏิหาริย์ก็ตาม

ในวันหนึ่ง พี่ชายคนหนึ่งโพสรูปดอกซากุระใน Instagram ฉันเลยถามไปว่า อยู่ญี่ปุุ่นเหรอซึ่งปรากฏว่า พี่เขาไปเยี่ยมประเทศแม่เขา (เป็นมุกแซวกัน เพราะเขาชอบญี่ปุ่นมาก) และจะกลับมากรุงเทพฯ ในช่วงที่ฉันไปทำธุระที่พระนครเมืองฟ้าอมรที่ชื่อกรุงเทพฯ พอดี

สุดท้ายแล้ว ปากกาด้ามนี้ก็เดินทางมาถึง และมันช่วยให้ฉันจดความคิดได้อย่างสนุกมากขึ้นอีกหลายเลเวลเลย