[special journey] โลกที่มีทางเลือก #1

special journey: โลกที่มีทางเลือก #1

 

ฉันเพิ่งกลับมาจากบ้านฟาร์มที่ปากช่อง บ้านฟาร์มแห่งนี้ก่อตั้งโดยพี่ฟ้า หรือแม่ฟ้า ฉันรู้จักแม่ฟ้าครั้งแรกเมื่อปีสองปีก่อน ผ่านน้องออม รุ่นน้องที่มหาวิทยาลัย แต่ตอนนั้นเป็นแค่คำบอกเล่าเฉยๆ ออมบอกว่าเจอกับแม่ฟ้าและได้เริ่มพัฒนาโปรเจ็กต์บางอย่างร่วมกัน จากนั้นช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้ว ฉันมีเรื่องทุกข์ใจเลยโทรไปปรึกษากับออม ออมแนะนำให้ฉันมาพบแม่ฟ้าที่เซ็นทรัลเวิลด์ แม่ฟ้ามาร่วมกิจกรรมในงานสักอย่างที่สนับสนุนงบประมาณโดย สสส. แม่ฟ้าคือแม่ของน้องซีซ่าร์ วัย 19 ปี ณ ขณะนั้น ซีซ่าร์เป็นเด็กมีภาวะความต้องการพิเศษ เกิดมาพร้อมความผิดปกติของโครโมโซมหมายเลข 5 … ใช่แล้วล่ะ เรื่องทุกข์ใจที่ฉันโทรหาออมเกี่ยวพันกับเด็กที่มีภาวะความต้องการพิเศษ จริงๆ ฉันควรจะเล่าย้อนเรื่องนี้ให้ไกลกว่านั้น

 

ตอนฉันอยู่ ม.ปลาย ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง น้าคลอดลูกคนที่ 2 เป็นเด็กชายที่มีภาวะความต้องการพิเศษ แต่ในยุคนั้น ทุกคนเรียกเขาว่าเด็กออ (ออทิสติก) ตอน ม.ปลาย ฉันย้ายไปเรียนในเมืองพอดี เลยไม่ได้คลุกคลีกับน้องมากนัก ทว่าตอนนั้น ความรู้สึกของฉันคือไม่เข้าใจน้องเลยสักนิด น้องที่เกิดห่างจากฉันตั้งสิบกว่าปี น้องที่วิ่งเร็วและชอบปีนต้นมะพร้าว (แถมปีนได้ดี) น้องที่ไม่มีภาษาที่เราเข้าใจ น้องที่มีแค่น้าผู้หญิงและน้าผู้ชายที่คุมได้ ฉันไม่เข้าใจน้อง อีกทั้งสังคมก็เหมือนจะส่งสารมาบอกฉันว่า ไม่เป็นไรหรอกที่จะไม่เข้าใจ เพราะหน้าที่ของฉันในตอนนั้นมีแค่ต้องตั้งใจเรียน และสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้

 

ฉันเรียน ม.ปลาย สองปี ก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ได้ หลังสี่ปีผ่านพ้น ฉันก็เริ่มต้นทำงานในกรุงเทพฯ อีกยาวนานกว่าสิบปี แน่นอนว่าระหว่างนั้นฉันได้กลับบ้านต่างจังหวัดบ้าง แต่การกลับบ้านไปเป็นระยะ ไม่ได้ทำให้ฉันรู้จักหรือเข้าใจน้องมากขึ้น ตอนนั้นโลกของคนเพิ่งเรียนจบ หรือ First Jobber ก็คือการต้องกระโจนเข้าสู่ตลาดแรงงาน สร้างเนื้อสร้างตัว สร้างความฝัน “จะอายุ 25 แล้วประสบความสำเร็จอะไรบ้างนะ” “จะ 30 แล้ว เครียดว่ะ” ZARA SALE, ทงบังชินกิวงแตก, ฮันเกิงออกจาก Super Junior เนี่ย ดูสิ ปัญหาสารพันจะล้านแปด เรื่องน้องเป็นเรื่องไกลห่าง จนฉันย้ายกลับบ้านในปี 2012

 

น้องโตแล้ว เป็นวัยรุ่นตัวสูงที่อ้วนมาก แต่พัฒนาการช้า น้องยังสื่อสารกับพวกเราไม่ได้ น้องถูกฝึกให้ดูแลตัวเองขั้นพื้นฐานเท่านั้น พื้นฐานที่หมายถึงเข้าห้องน้ำห้องท่า และอย่าวิ่งออกถนน แต่บางทีน้องก็ไม่ชอบใส่เสื้อผ้า น้องไม่เข้าใจกติกาสังคมง่ายๆ ที่เราเข้าใจกัน การกลับบ้านครั้งนั้น มีหนหนึ่งที่น้าติดธุระ แล้วฉันต้องไปค้างบ้านน้าเพื่อเฝ้าน้อง  พูดแบบเห็นแก่ตัว การที่น้องดูแลตัวเองไม่ได้ นำความยากลำบากมาสู่ชีวิตฉัน ฉันแค่รู้สึกว่าอยากแก้ปัญหา อยากหาทางออก “เฮ้ย เราจบตั้งจุฬาฯ นะเว้ย มันต้องหาทางได้สิวะ” ฉันคิดในใจ ฉันเริ่มถามน้าว่า ทำไมเราไม่ส่งน้องเข้าโรงเรียน ทำไมน้องต้องนั่งดูทีวีอยู่แต่บ้าน ขณะที่น้าทำงานงกๆ จนไม่มีเวลาฝึกทักษะอะไรให้น้องทั้งนั้น น้าพูดประโยคที่มันกรีดหัวใจฉันแม้กระทั่งทุกวันนี้ว่า

 

“พาไปโรงเรียนแล้ว แต่ครูดูแลไม่ไหว เลยรับไว้แต่ชื่อ แต่ขอให้ตัวกลับมาอยู่บ้าน”

 

ณ วินาทีนั้นเองที่ฉันเข้าใจว่า ประเด็นเด็กมีภาวะความต้องการพิเศษ ไม่ใช่แค่ประเด็นปัญหาสุขภาพของเขา ไม่ใช่แค่เรื่องภายในครอบครัว ไม่ได้เกี่ยวพันแค่นโยบายสาธารณสุขในโรงพยาบาล มันเกี่ยวพันกับเรื่องการศึกษาไทยด้วย … ใช่ นโยบายภาครัฐออกมานานแล้วว่าให้เรียนร่วมกัน โรงเรียนห้ามปฏิเสธเด็ก เด็กได้รับสิทธิเรียนภาคบังคับถึง ม.3 … แต่ในความเป็นจริงเมื่อบุคลากรครูไม่ได้ถูกฝึกมาให้ดูแลและฝึกฝนเด็กที่มีภาวะความต้องการพิเศษได้ ทางเลือกคืออะไร ฉันรู้ว่าครูก็คงเจ็บปวดที่จะต้องพูดประโยคนั้น ประโยคที่ต้องขอให้เด็กคนหนึ่งไม่ต้องมาโรงเรียน

 

ในปี 2012 คงมีไม่กี่คนที่เคยได้ยินฉันเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง (ด้วยความสับสนสุดๆ) และคงมีไม่กี่คนอีกเช่นกัน ที่รู้ว่าหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ฉันเลือกเรียน Public Policy ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ก็มีที่มาจากเรื่องน้อง ตอนนั้นสิ่งที่ฉันรู้สึกคือ เราจะมองเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล เรื่องเล็กๆ ของครอบครัวหนึ่งก็ได้ ขณะเดียวกัน เราจะมองมันเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น – การเติบโตเพื่อเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ของคนคนหนึ่ง – เรื่องที่เกี่ยวพันกับนโยบายภาพรวมของประเทศก็ได้

 

ตอนนั้นฉันหวังว่าเมื่อเรียนจบจากโตเกียวแล้ว ฉันน่าจะกลับมาช่วยหาหนทางในการเพิ่มศักยภาพของน้องได้ แต่เมื่อฉันกลับมา ฉันพบว่าปัญหาก็ยังอยู่ที่เดิม

 

แย่กว่านั้น ฉันพบว่า ตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย

ปริญญาตรีจากจุฬาฯ และปริญญาโทจากโตไดไม่ช่วยให้ฉันจัดการอะไรได้ดีขึ้น

 

ตอนนั้นฉันคิดถึงออมก็เลยโทรหาเธอ ออม (เคย) เป็น Communication Director ของ Rainbow Room ที่ทำประเด็นเรื่องเด็กมีภาวะความต้องการพิเศษ ที่ Rainbow Room ออมได้พบกับพี่ฟ้า และออมก็ได้นำฉันมารู้จักกับพี่ฟ้าอีกที

 

วันที่เจอกันเมื่อปีที่แล้ว พี่ฟ้าแนะนำให้ฉันรู้จักหนังสือ I Am A Mom ที่เธอเขียนเอง ฉันซื้อมันมาในราคา 200 บาท และใช้เวลา 1 ปีกว่า ถึงอ่านเล่มนี้จบลง

 

จริงๆ ฉันเปิดอ่านไปได้แค่ 2 บทแล้วทิ้งไว้เป็นปีด้วยซ้ำ เพิ่งหยิบขึ้นมาอ่านในคืนวันเสาร์ที่ไปนอนค้างที่ปากช่อง สัญญาณเน็ตไม่ดี ไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยต้องอ่านหนังสือ ก่อนจะพบว่าติดหนึบ และอ่านจบที่ TK Park ในห้างเซ็นทรัลเวิลด์

 

แล้ววินาทีที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบลง ฉันก็พลันนึกขึ้นได้ว่า

 

ช่วงนี้เมื่อปีที่แล้วที่ฉันเจอพี่ฟ้าหนแรกและได้หนังสือเล่มนี้มา

เราพบกันที่เซ็นทรัลเวิลด์นี่นา

 

 

38036832_10155897533663235_7052827244858703872_o

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s