[TOKYO 2013] #10

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหาถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” (เช่นตอนนี้) แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

10645193_10152425570148235_1106673572115601610_n

 

This is not a story about Tokyo.
It is the story about people I met in Tokyo

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#10 : แซมวล หนุ่มฝรั่งเศสกลางชิบูยะ

 

เนตรนภา แก้วแสงธรรม เคยเขียนไว้ในหนังสือ “ลมหนาวในปารีส” ไว้ว่า “ชาร์ลิซ เธรอน บอกว่า ‘ผู้หญิงทุกคนควรจะมีแฟนเป็นหนุ่มฝรั่งเศสอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะผู้ชายฝรั่งเศสรู้วิธีเอาใจผู้หญิง’”

ฉันไม่แน่ใจว่าเธอพูดถูก ที่นี่คือเมืองโตเกียว ปลายเดือนสิงหาคมที่ลมฤดูร้อนยังโบกโบย และแม้หนุ่มฝรั่งเศสตาหวานเยิ้มที่ยืนอยู่ข้างๆ จะเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอ “ไลน์” ฉันก่อน พร้อมบอกทิ้งท้ายไว้ว่า “ไว้ว่างๆ เราไปกินกาแฟกันนะ” ฉันก็ยังไม่แน่ใจว่าชาร์ลิซ เธรอน พูดถูกอยู่ดี

แม้ฉันจะคิดว่า “แซมวล” มีเสน่ห์ แต่บางครั้งฉันก็แอบสังหรณ์ใจว่าชาร์ลิซ เธรอน อาจจะผิด

ฉันไม่ควรคิดอะไรมาก เราเจอกันแค่หนึ่งคืน…แม้จะเป็นคืนอันยาวนานที่ลืมไม่ลงก็เหอะ

ฉันพลาดรถไฟขบวนสุดท้ายครั้งแรกตั้งแต่มาถึงโตเกียว…ก็คืนนี้แหละ
มันเป็นวันศุกร์สิ้นเดือนที่แสนพลุกพล่าน ในย่านชิบูยะ
และฉันเพิ่งมาอยู่โตเกียวได้เพียงสองสัปดาห์เท่านั้น

แดน พอตเตอร์ ฝึกงานเสร็จแล้ว หน้าร้อนกำลังจะจบ เขากำลังจะแพ็กของจากไปโดยที่ยังไม่มีโอกาสไปตามรอยฮารูกิ มูราคามิ กับฉันสักครั้ง แต่แล้วในเย็นวันพฤหัสบดี แดนก็เอ่ยปากว่า “พรุ่งนี้ไปปาร์ตี้ที่ชิบูยะกันไหม มีเพื่อนๆ ฉันมาด้วย” ฉันยังไม่เคยไปชิบูยะสักที ถึงพรุ่งนี้ฉันจะต้องวุ่นวายกับงานปฐมนิเทศนักเรียนทุนธนาคารโลกครั้งแรกที่คณะ แต่ฉันคิดว่า ตัวเองไม่ควรปฏิเสธนัดหมายนี้
“ที่คณะจะมีงานเลี้ยงต้อนรับนิดหน่อยตอนเย็น เราเจอกันสักสองทุ่มที่รูปปั้นฮาจิโกะได้ไหม?” ฉันเสนอแผนการณ์อันแสนรอบคอบออกไป เพราะแดนน่ะ เขาไม่ได้เปิดบริการเครือข่ายมือถือไว้ จะติดต่ออะไรแต่ละที ก็ต้องรอให้เขาหาสัญญาณไวไฟให้เจอเสียก่อน
“ได้สิ รูปปั้นฮาจิโกะ ตอนสองทุ่มนะ” แดนคอนเฟิร์มอีกรอบ

แต่แล้วกว่าฉันจะหารูปปั้นฮาจิโกะเจอก็สองทุ่มครึ่งแล้ว อนุสาวรีย์สุนัขผู้โด่งดังนี้มีขนาดเล็กจ้อยแถมยังหลบอยู่ในมุมมืด ฉันโคตรเซอร์ไพรส์ที่ใครต่อใครมักยกให้ “รูปปั้นฮาจิโกะ” เป็นหมุดหมายของการนัดพบกันบ่อยครั้ง ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะหาแดนเจอท่ามกลางคลื่นคนมหาศาลที่ล้อมรอบเจ้าสุนัขตัวจ้อยนี้ไว้หรอกนะ

แต่แล้วฉันก็เจอจนได้ หนุ่มอังกฤษตัวสูงยาวที่ยืนโบกมือไหวๆ อยู่กลางย่านโปรดปรานของเขา แดนยืนอยู่กับผู้ชายตาตี่คนหนึ่ง หนุ่มฝรั่งเคราเฟิ้มอีกคน และสาวตาน้ำข้าวใส่แว่นที่แต่งตัวแบบฮิปสเตอร์

ฉันมารู้ทีหลังว่าพวกเขาชื่อ เรน (ญี่ปุ่น) อัลฟรองซัว (ฝรั่งเศส) และมาเรีย (สเปน)

“เรายังต้องรอเพื่อนที่ออฟฟิศฉันอีกหนึ่งคน” แดนเอ่ยปาก
แล้วเพื่อนที่ออฟฟิศอีกคนของแดน ก็คือแซมวล

แซมวลเป็นผู้ชายตัวสูงจากปารีส ผมหยักศก ทำงานด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ หลงใหลการดื่มไวน์ เขาปรากฏกายด้วยเชิ้ตสีดำพอดีตัว กางเกงยีนส์ และรองเท้าผ้าใบ พูดง่ายๆ, เขาก็เหมือนกับหนุ่มปารีสหลายๆ รายบนโลกใบนี้ คือมียีนแต่งตัวดีอยู่ในตัว
ความคิดที่ว่าผู้ชายฝรั่งเศสมีเสน่ห์ และหนุ่มปารีสมักแต่งตัวดี อาจเป็นมายาคติอย่างหนึ่ง อาจมายาพอๆ กับความคิดที่ว่าคนไทยต้องยิ้มเก่ง ใจดี และเป็นมนุษย์ “ไม่เป็นไร” ตลอดเวลาก็เป็นได้
แต่ถ้าให้ใคร่ครวญอีกรอบ ฉันก็ยังคิดว่าแซมวลนั้นช่างแต่งตัวดีอยู่เช่นเดิม

“บงชูร์” ฉันยื่นมือไปทักทาย “นี่เป็นภาษาฝรั่งเศสคำเดียวที่ฉันพูดได้นะ ดังนั้นอย่าทักยาวกว่านี้ล่ะ”
แซมวลหัวเราะ และทุกคนในนั้นก็หัวเราะ

แดนพาเราไปยังร้านอิซะกะยะหรือร้านกินดื่มแบบญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ชั้นล่างของอาคารแห่งหนึ่งใจกลางชิบูยะ เขาบอกว่าอ่านเจอรีวิวในอินเตอร์เน็ตว่าร้านนี้รสชาติเลิศในราคาพอรับไหว มีของปิ้งย่างและมีลิสต์เครื่องดื่มที่น่าสนใจเต็มไปหมด แต่ฉันว่า บทสนทนาบนโต๊ะอาหารที่พวกเขาถกเถียงกันนั้นน่าสนใจกว่าอีก พวกเขาถกกันเรื่องฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ไล่มายังอัตราการว่างงานในหมู่หนุ่มสาวยุโรปที่กำลังเพิ่มมากขึ้นเพราะวิกฤตการเงินยุโรปที่ยังไม่ฟื้นตัว ไปจนถึงปาร์ตี้สุดมันส์ในกรุงมาดริดที่จัดขึ้นในคืนวันศุกร์และทำเอา “เรน” ตื่นมาอีกทีในค่ำวันอาทิตย์
ย้ำว่าปาร์ตี้จัดคืนวันศุกร์ และไอ้หนุ่มน้อยชาวญี่ปุ่นตื่นตอนค่ำวันอาทิตย์
เรียกได้ว่าเรนพลาดสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดวันเสาร์ไปอย่างสิ้นเชิง
“ไม่มีปาร์ตี้ที่ไหนมันส์เท่าปาร์ตี้ที่มาดริดอีกแล้ว” เรนในวัยยี่สิบปีเต็มกล่าว
เรนเป็นเด็กบ้านรวย เขาไม่ได้อวดอ้างอย่างนี้ แต่ดูจากที่พำนักพักพิงและประวัติการศึกษาก็พอรู้แล้ว เขามีบ้านอยู่กินซ่า ถูกส่งไปเรียนที่แคนาดาในวัยมัธยม พอวัยมหาวิทยาลัยเขาก็สอบเข้าวิศวกรรมเครื่องกลที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ที่นี่เองที่เขาเจอกับรุ่นพี่ปริญญาโทอย่างแดน และต่อมาแดนก็กลายเป็นเหมือนที่ปรึกษาด้านอนาคตการงานให้แก่เขา
“ฉันเคยไปเมืองไทย ปี 2000 แต่จำอะไรไม่ค่อยได้หรอก ตอนนั้นอายุเจ็ดขวบเอง” เรนที่เป็นหนุ่มญี่ปุ่นรูปร่างไม่สูงกล่าวรำลึกความหลัง
ฉันไม่อยากบอกเขาเลยว่า ในปี 2000 นั้น ฉันอายุสิบเก้า ตกหลุมรักมานับครั้งไม่ถ้วน และก็…อกหักมานับครั้งไม่ถ้วนเช่นกัน…นะ

“ทำไมคนยุโรปอย่างพวกเธอถึงเลือกมาอยู่โตเกียว” ฉันเอ่ยปากถามกลางวงด้วยความสงสัย
นี่คือกลุ่มหนุ่มสาวรุ่นใหม่หลากหลายสัญชาติจากยุโรปที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี (มาก) มีอิสระในการเดินทาง แต่ทำไมจะต้องเป็น “โตเกียว”
“โตเกียวเป็นเมืองใหญ่ วัฒนธรรมน่าสนใจ เต็มไปด้วยความหลากหลาย เทคโนโลยี ประเพณีเก่าแก่ ซูชิ โอตาคุ อืม…สาวญี่ปุ่นก็สวยด้วย” แซมวลเป็นคนตอบ เรียกเสียงหัวเราะกลางวงได้อย่างดี
“แล้วทำไมเธอมาอยู่โตเกียวล่ะ” เขาถามกลับ
“ได้ทุนมา” ฉันยิ้ม “ตอนแรกขอทุนไปสวีเดนแล้วไม่ได้ เลยมาลงเอยที่นี่แทน”
“เรียนอะไร”
“นโยบายสาธารณะ”
“มันเกี่ยวกับอะไรเหรอไอ้นโยบายสาธารณะนี่”
“ก็…เกี่ยวกับเรื่องทำนองว่า เราควรเปิดบาร์ได้ถึงกี่โมง แอลกอฮอล์แบบไหนที่ควรอนุญาตให้ขายตามร้านอิซะกะยะบ้าง แล้วเราควรห้ามสาวอายุน้อยอย่างฉันดื่มกินวิสกี้แก้วนี้ดีรึเปล่านะ เป็นต้น” วิสกี้แก้วนั้นถูกฉันเทลงกระเพาะ ขณะที่ทั้งโต๊ะดูจะพึงพอใจในคำตอบที่ได้รับ
“ถ้างั้นก็เป็นสาขาที่สำคัญมากสิ”อัลฟรองซัวส่งเสียงมาจากอีกฟากฝั่งของโต๊ะ “งั้นถ้าเรียนจบแล้ว อย่าลืมกำหนดนโยบายให้บาร์ทั้งโลกเปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยนะ”
แล้วเสียงหัวเราะของทุกคนก็ดังขึ้นอีกครั้ง

มาเรียกับอัลฟรองซัวเจอกันที่มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในปารีส เรียนเกี่ยวกับสาขาอะไรสักอย่างที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ แต่พวกเขาไม่ได้เนิร์ด เป็นพวกดื่มกินเก่ง และชอบเดินทาง เป็นเหมือนคู่หูแต่ไม่ใช่คู่รัก
มาเรียอายุยี่สิบสามเท่ากับแดน อัลฟรองซัวอายุยี่สิบสี่ ขณะที่แซมวลอายุยี่สิบห้า
ถึงจังหวะนี้สายตาทุกคู่เบนมาที่ฉัน แล้วโต๊ะทั้งโต๊ะก็พลันถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบ
“สุภาพบุรุษย่อมไม่ถามอายุสุภาพสตรี” มาเรียเอ่ยขึ้น “งั้นฉันขอถามแทนแล้วกัน”
“ยี่สิบสี่” เรนเอ่ยขึ้นกึ่งๆ เดา
“ยี่สิบห้า” แซมวลทายบ้าง
ฉันหยิบเบียร์แก้วที่หกขึ้นมาจิบ สัญญากับตัวเองว่านี่จะเป็นเบียร์แก้วสุดท้ายของค่ำคืนนี้
“ไม่ใกล้เคียงแม้แต่น้อย” คือคำตอบของฉัน
“ยี่สิบเจ็ด” อัลฟรองซัวทายบ้าง
“เธอบอกว่าไม่ใกล้เคียงแม้แต่น้อยไงเล่า” มาเรียพูดกับอัลฟรองซัว
“ขอจิบเบียร์แก้วนี้ให้หมดก่อน แล้วฉันจะบอก” ฉันเห็นภาพตัวเองกำลังยิ้มกว้าง ขณะยกเบียร์ซดจนหมดแก้ว
“สามสิบสอง เกิด 1981 ปีเดียวกับที่เจ้าหญิงไดอาน่าแต่งงานกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์”
ตอนนี้ทั้งโต๊ะเงียบกริบ
“อย่าบอกว่าพวกเธอไม่รู้จักเจ้าหญิงไดอาน่านะ” ฉันทำหน้าเลิ่กลั่กหันไปถามแดน
“รู้จักสิ” เขาบอก เฮ้อ…ค่อยโล่งใจหน่อย นึกว่าคนหนุ่มสาวพวกนี้จะไม่รู้จักตำนานเจ้าหญิงสามัญชนคนสำคัญซะแล้ว
“ว่าแต่เธออายุสามสิบสองแน่นะ” เขาถามย้ำ ทำไมยะ สามสิบสองนี่มันผิดอะไรตรงไหนเหรอ ฉันเกิดปีเดียวกับจอนจีฮุน นางเอกตำนาน “ยัยตัวร้าย” แห่งเกาหลีใต้เชียวนะ
“จริงแท้แน่นอน ฉันผ่านสงครามเศรษฐกิจโลกมา 3 ครั้งแล้วนะ วิกฤตเอเชีย 1997, วิกฤตอเมริกา 2008, และก็วิกฤตยุโรป 2011” พูดไปก็เหมือนอวด … เอ๊ะ! อวดความแก่นี่มันควรอวดตรงไหนเหรอ ช่างมันเหอะ คนสวยพูดแล้วย่อมไม่คืนคำ (เหรอ) ว่าแล้วก็ยกสาเกตรงหน้าขึ้นซดดีกว่า
“มาดื่มฉลองให้กับวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังจะผ่านไปดีกว่า เดี๋ยวทุกอย่างก็จะดีขึ้นน่า คัมไป!” เสียงจอกสาเกดวลกับแก้วเบียร์แก้วเหล้าดังกรุ๊งกริ๊ง ฉันดื่มอึกเดียวจนหมด
สาเกไม่นับว่าเป็นเบียร์ ดังนั้นถือว่าฉันไม่ได้ทำผิดสัญญาข้างต้นที่ให้ไว้แก่ตนเองในค่ำคืนนี้แต่อย่างใดนะ

ห้าทุ่ม แดนยังไม่อยากกลับบ้าน เขารบเร้าและพร่ำบ่นว่านี่เป็นคืนเลี้ยงส่งก่อนเขาบินกลับอังกฤษนะ เขากำลังจะบินกลับอังกฤษแล้ว จะไม่ได้อยู่โตเกียวอีกแล้ว ดังนั้นพวกเราทั้งหมดไม่ควรกลับบ้านในตอนห้าทุ่ม
เรนบอกว่ายังไงก็ได้ แม้จะเกรงใจโอก้าซัง หรือคุณแม่ที่ส่งไลน์มาตามทุกหนึ่งชั่วโมงก็ตามที ยังไงซะแดนก็เป็นรุ่นพี่ เคยช่วยเหลือและดูแลเรนช่วงที่อยู่อังกฤษ ที่โตเกียวนี่เรนก็เปรียบเสมือนเจ้าบ้าน เขาก็เลยปล่อยเลยตามเลย แซมวลก็พักอยู่แถวชิบูยะ ตกรถไฟก็ยังเดินกลับได้ ขณะที่มาเรียกับอัลฟรองซัวแอบเนียนโบกมือบ๊ายบายหายไปตอนไหนก็ไม่รู้ ส่วนฉันอยู่บ้านพักรวมที่เดียวกับแดน เลยเหมือนตกกระไดพลอยโจนแบบไม่มีทางเลือก
สุดท้ายงานเลี้ยงส่งก็จัดขึ้นที่คาราโอเกะจอยซาวดน์ ยี่ห้อที่จ้าง AKB48 เป็นสปอนเซอร์นั่นเอง

เรนเลือกเพลงเก่าจากยุค 70s 80s 90s เพลงพวกนี้เรนตะโกนร้องได้ถูกต้องหมดจดจนฉันตกใจ ฉันถามว่าเขาอายุแค่ยี่สิบปีแล้วไปหัดเพลงเหล่านี้มาจากไหน “ฉันชอบเพลงเก่า” เขาตะโกนใส่ไมโครโฟน ส่วนแดนเลือกร้องเพลงของเดอะบีทเทิลส์ ดูรันดูรัน และโอเอซิส ขณะที่แซมวลร้องเพลงฝรั่งเศสในตำนานหลายเพลง ส่วนคนร้องเพลงห่วยแตกอย่างฉันก็ลงท้ายด้วยการร้องเพลง (ภาคบังคับ) “วันนาบี” ของสไปซ์เกิร์ลส์
ใจจริงน่ะอยากร้อง AKB48 แต่ติดตรงที่ท่องเนื้อภาษาญี่ปุ่นไม่ได้นี่แหละ

เราเดินออกจากคาราโอเกะกันตอนตีสาม จริงๆ ถ้ายืนรออีกชั่วโมงกว่าๆ รถไฟคันแรกก็มาแล้ว แต่ตอนนั้นเราคิดอะไรกันไม่รู้ เรน-แดน-ฉัน ตกลงใจจะโบกแท็กซี่กลับบ้าน
ตอนที่เรายืนรอรถแท็กซี่กลางย่านชิบูยะนั่นเองที่แซมวลหันมาถาม
“เธอใช้ไลน์ไหมติ๊กต่อก”
“อืม”
“งั้นขอไลน์ไอดีเธอหน่อยสิ”
แล้วเราก็แอดไลน์กันตอนนั้นแหละ
“ไว้ว่างๆ ไปกินกาแฟกันนะ”
ฉันพยักหน้าไปขณะมึนๆ ในตอนตีสามนั่นเอง ก่อนจะโบกมือลาแซมวล และค่ำคืนอันยาวนานในชิบูยะ

บ้านของเรนอยู่ที่กินซ่า ส่วนบ้านพักรวมที่เราพักอยู่แถวละแวกอุเอโนะ คุณลุงแท็กซี่จึงแนะนำว่า จะขับไปกินซ่าก่อน แล้วให้เรนจ่ายเงิน จากนั้นก็ตั้งค่ามิเตอร์ใหม่ เริ่มต้นจากกินซ่าไปอุเอโนะ การทำอย่างนี้จะทำให้ค่าแท็กซี่ถูกลง ถ้าคิดมิเตอร์รวดเดียวจากชิบูยะ-กินซ่า-อุเอโนะ จะแพงหฤโหดเกินหนึ่งหมื่นเยนแน่ๆ
จังหวะนั้น สมองแต่ละคนคงมึนตึ๊บไปด้วยแอลกอฮอล์ เพราะไม่มีใครคัดค้านคุณลุง แถมยังไม่มีใครคิดจะรอขึ้นรถไฟขบวนแรกตอนเช้ามืดอีกด้วย

ฉันจำค่าแท็กซี่จากชิบูยะถึงกินซ่าไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่าระหว่างทางเรนบอกว่า เดรสสีแดงที่ฉันใส่มาคืนนี้สวยดี ฉันบอกไปว่ามันคือยี่ห้อซาร่า แบรนด์ฟาสต์แฟชั่นจากแดนกระทิงดุ ฉันชอบดีไซน์ของซาร่า แต่เอ๊ะ “ปกติซาร่าไม่ได้ดีไซน์นี่นา ก๊อบแบรนด์ไฮเอ็นด์มาอีกที” “ใช่ๆ ซาร่าไม่นับว่าดีไซน์ ดัดแปลงเขามาอีกที” เรนเห็นพ้องต้องกันกับฉัน เขารู้เรื่องแฟชั่นด้วย ฉันรู้สึกเอ็นดูเขาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
เรนลงรถไปตอนตีสามครึ่ง เราโบกมือบ๊ายบาย เรนบอกแดนว่า “เจอกันที่ลอนดอน” ส่วนฉันก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอเรนอีกเมื่อไหร่ “ขอให้สนุกกับชีวิตในโตเกียวนะ” หนุ่มโตเกียวที่กำลังจะบินกลับไปเรียนวิศวะที่ลอนดอนกล่าวทิ้งท้าย
ค่าแท็กซี่จากกินซ่าถึงบ้านพักรวมย่านเซนดากิ ราคาประมาณสี่พันเยน ฉันหารกับแดนคนล่ะครึ่ง เรามาถึงที่พักกันตอนใกล้ตีสี่ แดนมาบอกทีหลังว่า ตอนนั้นเขากลับถึงห้องก็หลับไปเลยโดยไม่ทันได้อาบน้ำ ขณะที่ฉันอาบน้ำแล้วก็ยังมีหน้าออกมาเดินเล่นดูพระอาทิตย์ขึ้น ฟากฟ้ายามตีห้าของเมืองโตเกียวดูสงบงาม มีผู้คนออกมาปั่นจักรยานตามฟุตบาททางเดินแล้ว
นี่คือเช้าวันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม ปี 2013
ฉันกลับเข้าห้องตอนเจ็ดโมงเช้า ตื่นมาอีกทีก็บ่ายโมงตรง รู้สึกมึนตึ๊บที่หัวและอยากจะอ้วก คงเป็นอาการแฮงค์ที่เกิดจากเบียร์หกแก้ว วิสกี้หนึ่ง และสาเกอีกจอกเป็นแน่
แซมวลส่งไลน์มาถามว่า “เย็นนี้ไปกินข้าวด้วยกันไหม”
ฉันพิมพ์กลับอัตโนมัติว่า “รู้สึกไม่ค่อยสบาย ไว้วันหลังนะ”
เขาตอบกลับมาทันทีว่า “ไม่ค่อยสบายเหมือนกัน ไว้วันหลังก็ได้”
นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้ข่าวจากเขา

ผู้คนในชีวิต นอกจากจะเป็นเรื่องของโชคชะตา เคมีที่ใช่แล้ว มันยังเป็นเรื่องของจังหวะเวลาอีกต่างหาก
โตเกียวเป็นเมืองใหญ่ และฉันต้องเจอผู้คนอีกมากมายนับจากนี้ ในบรรดาผู้คนทั้งหมดที่เราต้องพานพบ เราผูกมิตรไม่ได้ทุกคน รักไม่ได้ทั้งหมด และสำหรับคนบางคน…เดี๋ยวเราก็ (ต้อง) ลืม

ชีวิตคือส่วนผสมของสิ่งเหล่านั้น…ลืมและจำ
จังหวะเวลาที่ใช่ และจังหวะเวลาที่ผิด
ค่ำคืนหนึ่งในชิบูยะ สอนฉันอย่างนั้น

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s