[TOKYO 2013] #9

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหาถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป (เช่นตอนนี้) ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

10702150_10152417274733235_7331273802936016948_n

This is not a story about Tokyo.
It is the story about people I met in Tokyo

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#9: สน คนเวียดนามในญี่ปุ่น

สนไม่ใช่มนุษย์คนแรกในแชร์เฮ้าส์ที่ฉันพบ แต่ฉันก็ได้เจอสนตั้งแต่วันแรกที่ย้ายเข้าซากุระเฮ้าส์ ฉันเจอสนที่ห้องครัว
สนมาจากโฮจิมินห์ เวียดนาม พักอยู่ห้อง 103 อันเป็นห้องข้างๆ ฉัน ห้องของสนมีสองเตียงนอน สนแชร์ห้องพักนี้ร่วมกับหนุ่มอเมริกันพูดน้อยอีกคน
สนทำงานในบริษัทญี่ปุ่น คงสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ในระดับดีแหละมั้ง แต่ภาษาอังกฤษของสนไม่ดีเท่าไหร่ เวลาฉันคุยกับสน เราเลยคุยกันเป็นคำๆ ไม่สนใจแกรมม่าร์อันสวยหรูแม้เพียงนิด เพราะถึงพูดยาวไป ก็ใช่ว่าจะเข้าใจกันได้หมดอยู่ดี
“ไอไลค์ไทยมูฟวี่” สนพูดในวันหนึ่งตอนที่เรานั่งกินข้าว (จานใครจานมัน) อยู่ในครัว

สนไม่ได้พูดเอาใจไปงั้นๆ เพราะเห็นว่าฉันเป็นคนไทย สนชอบดูหนังและละครไทยจริงๆ เรื่องที่สนชอบดูมากๆ ดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ “พี่มากพระโขนง” ที่มาริโอ้ เล่นกับใหม่ ดาวิกา นั่นแหละ ฉันเคยขอให้สนส่งลิงก์ออนไลน์หนังเรื่องนี้มาให้ฉัน สนส่งมาให้ทางอีเมล มันเป็นลิงก์ออนไลน์ของเวียดนาม นักแสดงพูดไทยอยู่บนจอ (ฉันฟังออก) และมีซับภาษาเวียดอยู่ข้างล่าง (อันนี้ฉันอ่านไม่เข้าใจ)
เวลาสนเปิดดู “พี่มากฯ” สนจะหัวเราะเสียงดังลั่นแชร์เฮ้าส์เลย สนคงชอบหนังเรื่องนี้มากจริงๆ

ฉันไม่เคยถามว่าทำไมสนถึงมาทำงานที่โตเกียว ไม่ใช่ว่าฉันไม่สนใจไยดีพ่อหนุ่มจากดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนนี้หรอก แต่พอฉันอ้าปากพูดภาษาอังกฤษกับสนทีไร เราจะลงท้ายด้วยอาการงงเต๊กกันทั้งคู่ทุกที คำถามอะไรที่ยากกว่าการถามว่า “เนื้อไก่นี่ซื้อที่ซุปเปอร์ไหนถูกกว่ากัน” “ไข่แพ็กขาวหรือแพ็กสีเนื้อนวลแบบไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน” หรือ “ผักนี่ถ้าซื้อเยอะๆ ควรไปซื้อที่ไหน” มักเป็นคำถามต้องห้ามสำหรับพวกเรา
เราเจอกันครั้งแรกที่ห้องครัว และเราก็มักจะคุยกันแต่เรื่อง “ทำครัว” นี่แหละ

สนเป็นคนแนะนำให้ฉันไปซื้อผักปลาที่ตลาดยานากะ ตอนนั้นฉันยังไม่รู้จักตลาดแห่งนี้ สนบอกว่า ซุปเปอร์ที่นั่น ราคาถูกกว่าซุปเปอร์ใกล้บ้านเรา
สนมักหอบซี่โครงหมู ปลาตัวโตๆ ผักต้มซุปชิ้นใหญ่ๆ มาจากที่นั่นเสมอ

นอกจากชอบทำกับข้าว ชอบดูหนังไทย (ออนไลน์) สนยังชอบคุยโทรศัพท์เป็นภาษาเวียดนามกับทางบ้านบ่อยๆ
สนโทรกลับบ้านทุกวัน อย่างน้อยทุกค่ำเวลาสนกลับจากที่ทำงาน ฉันต้องได้ยินเสียงสนคุยโทรศัพท์ดังลั่นในห้องครัว
เท่าที่สังเกต (จากการที่ฉันมีเวลาว่างมากในช่วงสัปดาห์แรกๆ) สนไม่ค่อยไปเที่ยวไหน เสาร์อาทิตย์ สนก็มักจะขลุกตัวอยู่ในครัว เปิดทีวีรายการญี่ปุ่นดูเพื่อฝึกฝนภาษา ดูหนังออนไลน์จากแลปท็อป หรือไม่ก็ไปซื้อของที่ตลาดยานากะ
ฉันคิดว่าสนมาอยู่ที่โตเกียวก็เพื่อทำงานจริงๆ คงเป็นการทำงานเพื่อครอบครัวนั่นแหละ

สนเคยไปเที่ยวเทศกาลอะไรสักอย่างของหน้าร้อนกับเพื่อนร่วมงานเหมือนกัน เขาพูดอะไรสักอย่างว่าเสาร์นี้เขาจะไปเที่ยว ท่าทางของเขาดูตื่นเต้นในตอนที่พูด
ตอนที่ฉันบอกกับสนว่าฉันจะย้ายออกตอนสิ้นเดือนกันยายน สนทำหน้าเศร้า จริงๆ เราไม่ได้รู้จักสนิทสนมอะไรกันมาก แต่มันเป็นเหมือนความคุ้นเคย ที่มักจะได้เจอกันในห้องครัวทุกวันหยุดสุดสัปดาห์
หลังฉันย้ายออกจากบ้านไปได้หนึ่งสัปดาห์ ฉันส่งอีเมลหาสน ขอบคุณสำหรับคำแนะนำในการทำครัว เคล็ดลับหลายข้อในการซื้อข้าวปลาราคาถูก ที่เขาเคยบอกไว้ เขาส่งอีเมลตอบกลับมาว่า ห้องครัวเงียบไปเลยตั้งแต่ฉันย้ายออก แต่เขาก็กำลังจะย้ายออกเช่นกัน
เขากำลังจะกลับไปทำงานที่โฮจิมินห์ เวียดนาม

ขณะที่เขียนเรื่องนี้อยู่ (ปลายฤดูร้อนปี 2014) ฉันเพิ่งได้รับอีเมลจากสนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
เขายังอยู่ที่โฮจิมินห์ แต่ก็อาจย้ายกลับมาที่โตเกียวอีกรอบ…มันเป็นเหตุผลเรื่องงานล้วนๆ เหตุผลเรื่องเศรษฐกิจการกิน
คนเราทำงานก็เพื่อจะได้กินข้าวให้อิ่มท้อง นอนให้หลับ และดูแลครอบครัวให้ได้ดี

สนทำให้ฉันคิดถึงความฝันที่แตกต่างของผู้คนบนโลก ในมหานครใหญ่ๆ เช่นโตเกียว ลอนดอน นิวยอร์ก ผู้คนเดินทางมาเพื่อถักทอความฝันบางอย่าง บ้างยิ่งใหญ่ บ้างมีขนาดกลาง บ้างก็เป็นความฝันเรียบง่ายไม่ซับซ้อน
ปาร์คยูชอน หนึ่งในสมาชิกรุ่นก่อตั้งของโทโฮชินกิ เคยพูดไว้ครั้งหนึ่งว่า ความฝันอันนึงของเขาคือการทำให้ครอบครัวได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากัน – ครอบครัวของเขาแตกแยกหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997
ยูชอนทำงานอย่างหนัก เขาสร้างบ้านหลังแรกในวัย 24, บ้านสวยงามกลางกรุงโซล บ้านที่เขาฝันไว้ว่า พ่อ แม่ น้องชาย และเขา จะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากัน
สำหรับคนบางคน ความอยู่ดีกินดีของคนในครอบครัว คือความฝันของเขา
“นั่นแหละที่ทำให้การศึกษาเรื่องนโยบายสาธารณะเป็นสิ่งสำคัญ มันเกี่ยวข้องกับความฝันของคน” ฉันตอบแดนไปในเย็นวันหนึ่ง ตอนที่เขาถามว่า นโยบายสาธารณะเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง

ฉันไม่เคยถามสนว่าความฝันของเขาคืออะไร
ฉันแค่ตอบกลับอีเมลเขาไปว่า “ดีใจที่ได้ยินว่าเธอสบายดี”
ก่อนลงท้ายว่า
“และหวังว่าจะได้เจอกันอีกที ที่โตเกียว

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s