[TOKYO 2013] #8

 

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหาถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป (เช่นตอนนี้) ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

 

10660365_10152410114098235_2938704973476227636_n

 

This is not a story about Tokyo.
It is the story about people I met in Tokyo

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#8: ฮารูกิ มูราคามิ ผู้มีวินัยแสนน่าทึ่ง

เพียงสัปดาห์แรกที่มาอยู่โตเกียว ฉันก็เก็บกวาดมิชชั่นทูดูลิสต์ที่ต้องทำได้อย่างครบถ้วน – ย้ายเข้าแชร์เฮ้าส์ ไปแจ้งลงทะเบียนย้ายเข้าเขต (ตามกฎหมายญี่ปุ่น) เปิดบัญชีธนาคารไว้รองรับเงินทุนค่าเล่าเรียน เปิดเบอร์มือถือเพื่อใช้ติดต่อ ไปดูคอนเสิร์ต ศึกษามารยาทว่าด้วยการแยกขยะ รวมถึงตามหาบ้านใหม่ที่จะอยู่ยาวนานไปอีกสองปี
พอสัปดาห์ที่สอง ฉันจึงขอทำตามความฝันเพ้อเจ้อไร้สาระที่วางแผนเอาไว้, ฉันขอไปสะกดรอยตาม ฮารูกิ มูราคามิ

ความสัมพันธ์ของฉันกับนักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่นคนนี้ ไม่ได้เริ่มต้นอย่างหวานแหวว แต่เริ่มต้นอย่างน้ำเน่า
เรา (ฉันคนเดียวมากกว่า) เริ่มต้นด้วยความหมั่นไส้

หลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งได้ไม่นาน ฉันย้ายเข้าไปเรียนต่อในเมืองกรุงฯ ช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจไทยยังไม่สดใสนัก แต่หลากหลายสื่อสิ่งพิมพ์กลับสร้างสรรค์งานน่าสนใจออกมาหลายชิ้น นั่นรวมถึง ผลงานแปลจากนวนิยายต่างประเทศ
ชื่อของฮารูกิ มูราคามิ ถูกพูดถึงในวงนักอ่านและนักวิชาการ, อย่างให้ความสำคัญ จนชวนหมั่นไส้
มันน่าอายที่จะยอมรับ แต่ฉันก็หมั่นไส้เขาก่อนจะได้อ่านงานเขาเสียอีก

แล้วพล็อตน้ำเน่าระหว่างเราสองก็ดำเนินต่อไป
ในวัย 22 ฉันตัดสินใจซื้อนวนิยายเรื่องแรกในชีวิตของเขามาอ่าน ฉันแค่ไม่อยากเป็นคนที่เอ่ยปากพล่อยๆ ว่าไม่ชอบใคร ก่อนที่จะได้รู้จักเขาจริงๆ
งานเขียนของใครคนหนึ่ง บอกความเป็น “เขา” ไม่ได้ทั้งหมด, เอาเข้าจริงๆ เราก็ไม่มีวันรู้จักใครได้อย่างถ่องแท้หรอก แต่การไม่ด่วนตัดสิน น่าจะดีกว่า
แล้ว “สดับลมขับขาน” หรือ Hear The Wind Sing ผลงานเขียนเรื่องแรกที่เขาเริ่มต้นเขียนตอนอายุ 29 ก็เล่นงานฉันเสียอยู่หมัด
ฉันตกหลุมรัก (งานเขียนของเขา) ในวัย 22 และสิบปีต่อมา ผู้หญิงวัย 32 อย่างฉันก็ตัดสินใจหันเหมาเป็นนักสะกดรอย
กลางกรุงโตเกียว

ฤดูใบไม้ผลิ ปี 1978 ที่สนามเบสบอลจิงงุ – บ้านของทีมโตเกียว ยาคูลต์ สวอลโลวส์ – บนที่นั่งในเขตเอาต์ฟิลด์ ท่ามกลางท้องฟ้าแจ่มใสและเบียร์เย็นเฉียบ หลังเห็นเดฟ ฮิลตัน ตีลูกดับเบิล ระหว่างเกมที่สวอลโลวส์แข่งกับฮิโรชิมา คาร์ป ฮารูกิ มูราคามิ ก็เกิดความรู้สึกอยากเขียนนวนิยายด่วนกะทันหัน หลังเกมนัดนั้น เขาเดินทางไปยังร้านหนังสือคิโนะคุนิยะในชินจูกุ ซื้อกระดาษต้นฉบับมาปึกหนึ่งกับปากกาหมึกซึมเซลเลอร์ ราคาประมาณพันเยน จากนั้นก็เริ่มเขียนด้วยลายมือ หน้าละสี่ร้อยอักษร สองร้อยหน้า ออกมาเป็นนวนิยายชิ้นแรกในที่สุด
ฟังดูเป็นความสำเร็จที่ได้มาง่ายดายชะมัด แต่ในระหว่างเขียน ชีวิตเขายังต้องบริหารจัดการบาร์แจ๊ซแถวสถานีเซนดะกะยะ เขาบอกไว้ในหนังสือบันทึกการวิ่ง What I Talk About When I Talk About Running ว่าเขาใช้เวลาหลังบาร์แจ๊ซปิดทำการ นั่งเขียนในครัวจนถึงเช้า รักษาวัตรปฏิบัติเช่นนั้น จนกระทั่งเขียนเสร็จ
เขาก่อร่างงานเขียนด้วยสิ่งที่เรียกว่า “วินัย”

นอกจากเป็นนักเขียน มูราคามิยังเป็นนักวิ่ง เขาเริ่มต้นวิ่งในวัย 33 เอาจริงเอาจังจนได้ร่วมแข่งมาราธอนและไตรกีฬาในเวลาต่อมา ในวันที่ 23 มิถุนายน ปี 1996 เขาเสร็จสิ้นอัลตร้ามาราธอนแรก วิ่ง 100 กิโลเมตรรอบทะเลสาบซะโรมะในฮอกไกโด ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาด้วยปาฏิหาริย์ แต่ได้มาด้วยสิ่งเดียวกับที่เขาใช้เขียนหนังสือ, “วินัย”

ฉันไม่มั่นใจในการรักษาวินัยตัวเอง แต่ถ้าเป็นไปได้ ฉันไม่อยากเป็นคนไม่รักษาสัญญา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง
เมื่อไปถึงโตเกียว ฉันจะต้องไปเยือนสนามเบสบอลจิงงุให้ได้
ฉันอยากอยู่ในเกมที่ผู้ชมโห่ร้อง ถือเบียร์เย็นเฉียบ ท่ามกลางท้องฟ้าแจ่มใส แบบเดียวกับที่มูราคามิเคยทำ

สนามเบสบอลจิงงุ อยู่ไม่ไกลจากย่านฮาราจูกุ และโอโมเตะซานโด เพียงนั่งรถไฟโตเกียวเมโทรจากสถานีโอโมเตะซานโด 1 ป้ายไปลงที่สถานีไกเอ็นมาเอะ แล้วเดินต่ออีกไม่เกิน 5 นาทีก็ถึงแล้ว วันนี้ทีมยาคูลต์ สวอลโลวส์ มีแข่งกับทีมร่วมเมืองโตเกียวอย่าง โยมิอุริ ไจแอนท์ส ในเวลา 18 นาฬิกา แต่ความที่กลัวตั๋วจะโซลด์เอาท์ ฉันจึงตื่นมาทำเบนโตะหนึ่งกล่อง ออกจากบ้านตอน 11 โมง วันนี้เป็นวันทำงานของแดน ฉันเลยมาที่สนามโดยไม่ได้เอ่ยปากชวนเขา
อาจเพราะเป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อน แม้จะยังไม่เที่ยงวัน แต่รอบสนามก็มีเด็กวัยรุ่น รวมถึงชายหนุ่มและหญิงสาวหน้าแฉล้มนั่งรอยืนรออยู่รอบสนามเป็นจำนวนมาก
ว่ากันว่าเบสบอลเป็นกีฬายอดฮิตของชาวญี่ปุ่น ถึงตอนนี้ฉันยังไม่กล้ายืนยัน แต่ความคึกคักรายรอบสนามตั้งแต่ก่อนเที่ยง ก็ทำให้ฉันรู้สึกถึงความคลั่งไคล้ใหลหลง
ฉันชอบคำว่า “คลั่งไคล้” , หลายคนมักตีความหมายคำนี้ไปในเชิงลบ แต่ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีสีสัน คนเราเกิดมาควรได้คลั่งไคล้อะไรสักอย่าง ลุ่มหลงในบางสิ่ง ให้หัวใจได้สูบฉีดเลือดได้เต็มที่ ร้องไห้ให้เต็มเสียง หัวเราะให้เต็มปอด ให้ได้รู้สึกถึงคำว่า “ชีวิตชีวา”
, เพียงแต่ว่า ก็อย่าล้ำเส้นจนเกินไป

ฉันเดินไปที่เคาน์เตอร์ขายตั๋ว เอ่ยปากเป็นภาษาอังกฤษว่าขอตั๋วฝั่งทีมสวอลโลวส์ โซนเอาต์ฟิลด์ เจ้าหน้าที่บอกว่าก็เหลือแค่โซนนี้นั่นแหละ ตั๋วที่นั่งชัดแจ่ม โซนดีๆ (และราคาแพง) ขายหมดนานแล้ว
สรุปฉันได้ตั๋วมาในราคา 1,500 เยน (ราวๆ 500 บาท) ประตูจะเริ่มเปิดในเวลา 16.30 น.

เหลือเวลาอีกมากกว่า 5 ชั่วโมง ฉันตัดสินใจเดินสำรวจรอบๆ สนาม – ดินแดนถิ่นเกิดของทีมสวอลโลวส์ ทีมในดวงใจของมูราคามิ
“สวอลโลวส์” แปลว่านกนางแอ่น มาสคอตของทีมคือนกชนิดนี้ ตัวสีดำ ใบหน้าสีแดง สวมหมวกสีน้ำเงิน สีแดงกับน้ำเงินยังถือเป็นสีประจำทีมด้วย แต่เสื้อเชียร์ของทีมคือสีเขียว
สนามเบสบอลจิงงุ ตั้งอยู่ในสวนเมจิ เป็นเขตสวนใจกลางเมืองที่รวบรวมสนามกีฬาไว้นานาประเภท ตั้งแต่สนามกอล์ฟ ไอซ์สเก็ต คอร์ตเทนนิส สนามรักบี้ ไปจนถึงสนามกีฬาแห่งชาติขนาดใหญ่ บริเวณรอบสวนจะมีทางวิ่งที่จัดไว้ให้นักวิ่งโดยเฉพาะ ความพิเศษคือทางวิ่งที่นี่เป็นทางราบที่มีมาร์กเกอร์เขียนบอกระยะทางทุก 100 ทำให้สะดวกต่อการกำหนดจังหวะวิ่ง ระยะวิ่งหนึ่งรอบโดยสมบูรณ์ของโซนวิ่งคือ 1,325 เมตร หากอยู่โตเกียว มูราคามิจะชอบมาวิ่งที่นี่
ดูเหมือนชีวิตของเขา มักเกี่ยวพันกับพื้นที่รายรอบสนามจิงงุเสมอ

ความที่สนามแห่งนี้อยู่ใกล้กับย่านโอโมเตะซานโดและฮาราจูกุ ฉันจึงใช้เวลายามบ่าย ถือกล่องเบนโตะไปนั่งกินแถวย่านนั้น โอโมเตะซานโดกับฮาราจูกุถูกเชื่อมกันด้วยถนนเลนกว้างที่เต็มไปด้วยต้นไม้สองข้างทาง ตรงโซนโอโมเตะซานโดจะมีร้านแบรนด์เนมระดับโลกตกแต่งสวยงามอวดโฉมอยู่ ขณะที่เมื่อเข้าสู่เขตฮาราจูกุ ร้านค้าจะค่อยๆ เยาวัยและราคาย่อมเยาลง แต่ทั้งสองย่านที่ต่อเนื่องกันนี้ล้วนเต็มไปด้วยพลังงานอันพลุกพล่าน และแน่นอน…พลังเงินตรา
หลังจากตระเวนชมโฉมร้านเอชแอนด์เอม ซาร่า แก๊บ ฟอร์เอฟเวอร์ทเวนตี้วัน บลาๆๆ แวะร้านขายยาขนาดใหญ่ที่มีเคาน์เตอร์เอสเคทูลดราคาวางขายอยู่ เมียงมอง เกิดกิเลส และดับกิเลสตนเองเสร็จ ฉันก็มาหยุดยืนจ้องคนที่เดินผ่านไปมาหน้าโอโมเตะซานโดฮิลล์ ตึกดีไซน์สวยบาดตาที่เต็มไปด้วยร้านค้ามีรสนิยม (และราคาแพง) ผู้คนในย่านแห่งนี้ทำให้ฉันสงสัยเสมอว่า พวกเขาทำมาหากินด้วยอาชีพอะไร ทำไมจึงมีพลังจับจ่ายสูงขนาดนี้ มีความลับอะไรในชีวิตที่พวกเขารู้ แล้วเราไม่รู้บ้างนะ ทำไม และทำไม
นาฬิกาบอกเวลา 16.00 น. ฉันควรกลับไปยังสนามเบสบอลจิงงุได้แล้ว

ทันทีที่โผล่พ้นสถานีไกเอ็นมาเอะ ฟุตบาทในตอนกลางวันที่ปราศจากร้านค้า ตอนนี้เต็มไปด้วยแผงขายเบียร์เย็นๆ ชุดข้าวเบนโตะ รวมถึงของปิ้งย่าง ขณะที่คลื่นผู้คนก็หลั่งไหลมาจากไหนไม่รู้ บ้างเดินมาเป็นครอบครัว พ่อแม่ลูก บ้างมากันเป็นหมู่คณะหนุ่มสาว เหล่าซาลารีแมนมีให้เห็นบ้างแล้ว ถ้าค่ำกว่านี้คงมีจำนวนมากมายกว่าเดิม
ตั้งแต่เด็กเล็กยันคุณตาคุณยายสูงวัย ตั้งแต่คนที่ดูมีฐานะการเงินมั่งคั่งไปจนถึงผู้คนหาเช้ากินค่ำ ผู้คนหลากหลายเหล่านี้ล้วนกำลังปรากฏกายและรวมตัวโห่ร้องกันในสนามเบสบอล
ฉันแวะซื้อของทอดราคาสามร้อยเยน และเบียร์เย็นเฉียบราคาสองร้อยห้าสิบเยนจากด้านหน้าสนาม ก่อนค่อยๆ เดินตามคลื่นคนเข้าไป
สนามจิงงุเป็นสนามแบบเปิดโล่ง โซนเอาต์ฟิลด์ไม่มีหมายเลขที่นั่งระบุไว้ ใครใคร่นั่งไหนก็นั่งกันไป ฉันเลือกที่นั่งโซนสูงสักหน่อย ถึงยังไงฉันก็ดูเบสบอลไม่เข้าใจอยู่แล้ว ที่ถ่อมาที่นี่ก็เพราะอยากเสพบรรยากาศ อยากเห็นภาพว่าท้องฟ้าแบบไหน สายลมแบบใด และเบียร์เย็นๆ แบบไหน ที่สร้างแรงบันดาลใจให้มูราคามิอยากเขียนหนังสือ
โซนที่ฉันนั่งอยู่ เป็นโซนที่อยู่ติดกับกองเชียร์ทีมคู่แข่งอย่างไจแอนท์ส สีประจำทีมของพวกเขาคือสีส้ม ขณะที่โซนกองเชียร์ (อย่างจริงจัง) ของทีมสวอลโลวส์อยู่อีกฝั่งหนึ่งของสนาม ห่างไกลจากฉันอยู่มากโข แต่ถ้าเพ่งดีๆ จะมองเห็นท้องทะเลของร่มพลาสติกสีเขียวและสีฟ้าอยู่ตรงนั้น
เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของกองเชียร์สวอลโลวส์ที่มักจะชูร่มและร้องเพลงเชียร์ในเวลาที่ทีมตัวเองทำแต้มได้
จริงๆ แล้วทีมไจแอนท์สเป็นทีมที่ถือว่าดังกว่า ระดับใหญ่กว่า (ตามชื่อ) และเม็ดเงินสนับสนุนก็เยอะกว่า (มาก)
แต่เวลาเราเลือกจะหลงรักทีมทีมหนึ่ง มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า ทีมนั้นจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน มันน่าจะเป็นเรื่องของเคมีที่ใช่ จังหวะที่เหมาะ และเรื่องทำนองว่า “ก็ถูกใจน่ะ”
ผู้คนในสนามเกือบๆ สี่หมื่นคน ในจำนวนนี้ สามหมื่นคนน่าจะเป็นกองเชียร์ทีมสวอลโลวส์เจ้าถิ่น (แน่นอนอยู่แล้ว)
เบสบอลในญี่ปุ่น จะเริ่มแข่งช่วงปลายเดือนมีนาคมของทุกปี และสิ้นสุดในช่วงกลางเดือนตุลาคม
ส่วนความถี่ก็คือ แข่งกันทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละมากกว่าหนึ่งครั้ง
ฉันไม่รู้ธรรมเนียมกติกานัก รู้แต่ว่า แต่ละครั้งจะมีฝั่งขว้างบอล กับฝั่งตีลูก ฝั่งตีจะได้คะแนนถ้าตีโดนลูกและวิ่งไปจนครบสี่ฐาน (เบส) หรือถ้าตีโฮมรันได้ กองเชียร์ก็เตรียมร้อง “เฮ” กระโดดตีใจได้เลยล่ะ
แต่โฮมรันก็ไม่ใช่การตัดสิน เพราะคะแนนที่ได้จากการตีโฮมรัน ก็ไม่แตกต่างจากคะแนนที่ได้มาเมื่อตีโดนแบบปกติ
วันนั้นทีมไจแอนท์ส ทำโฮมรันได้หลายครั้ง,แต่พวกเขาก็ยังแพ้

เกมจบลงเมื่อใกล้ๆ สามทุ่มเชียวแน่ะ แฟนๆ ทยอยเดินออก บ้างรีบดิ่งตรงไปยังสถานีรถไฟ บ้างยืนอ้อยอิ่งอยู่ข้างสนาม
ตรงมุมที่ฉันเดินออกมา มีแฟนวัยรุ่นสาวและหนุ่มจำนวนมาก ยืนจับกลุ่มรอดูขวัญใจพวกเขา
นักเบสบอลผู้มีชื่อเสียงของทีมไจแอนท์ส จะต้องมารอรับรถตรงนี้
ซีเคียวริตี้การ์ดมายืนขวางกางกั้นเป็นจำนวนมาก พร้อมๆ กับเริ่มนำแผงกั้นมากั้นถนนรอบสนามไว้ แถมประกาศเตือนไม่ให้แฟนคลับพุ่งออกมาที่ถนน
รถสปอร์ตของใครสักคนจอดลงตรงหน้าฉัน แค่ห้าเมตรเท่านั้น แต่ระหว่างเรามีแผงกั้นคอยกั้นกางอยู่
คนขับรถเดินออกมาเปิดประตูตรงคนขับค้างไว้ แล้วทันใดนั้น ใครสักคนก็เดินออกมาจากห้องพักข้างสนาม แฟนเบสบอลตรงนั้นเริ่มตะโกนเรียกชื่อเขา แต่มันไม่ใช่เสียงกรีดร้องแบบที่คุณจะดูถูกมันได้ พวกเขาแค่ร้องออกไปว่า “ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร, กัมบัตเต, สู้ต่อไปนะ สู้ต่อไป”
ไอ้หนุ่มนักเบสบอลนั่นไม่ได้หันมามองแฟนคลับ ทั้งยังไม่แม้แต่พยักหน้ารับรู้ข้อความนั้นสักนิด
เขาก้าวขึ้นรถสปอร์ตด้วยใบหน้าเรียบเฉย และก็ขับรถจากไป

เหตุการณ์แบบเดียวกัน เกิดเวียนซ้ำไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง
รถราคาแพงแบบเดิม วนมาจอดตรงหน้าฉัน (และเหล่าผู้คนที่ยืนอ้อยอิ่งอยู่ตรงนั้น) เสียงตะโกนให้กำลังใจดังขึ้น “ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร” นักเบสบอลหนุ่มไม่แยแสหรือไม่แม้แต่สนใจคำตะโกนนั้น เขาก้าวขึ้นรถและขับออกไป

ฉันคิดถึงฮารูกิ มูราคามิ – ในฐานะนักเขียน
ทุกวันนี้ มูราคามิอายุ 69 ปี (ปี 2018) เลยวัยเกษียณแต่ยังคงทำงานเขียนไปพร้อมๆ กับออกวิ่งทุกวันอย่างเอาจริงเอาจัง และแม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก แต่เขากลับไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณะนัก การปรากฏกายอย่างเป็นทางการต่อหน้าแฟนหนังสือครั้งล่าสุดคือ 7 พฤษภาคม 2013* ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ถือเป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณชนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในรอบ 18 ปีทีเดียว เขากล่าวติดตลกในวันนั้นว่า ไม่ใช่เพราะเขาป่วยทางจิตหรือมีจ้ำช้ำเต็มตัวหรอก แต่เขาคิดว่างานอันแท้จริงของนักเขียนก็คือเขียน และเขาอยากมุ่งมั่นกับงานอันแท้จริงก็เท่านั้น

(*หมายเตุ : เวลาที่เริ่มต้นเขียนบทความนี้คือเดือน กันยายน 2014)

สำหรับนักเบสบอลมืออาชีพ งานอันแท้จริงของพวกเขาก็คงอยู่ที่สนามซ้อม – ซ้อมให้หนัก,และอยู่ที่สนามแข่งขัน – เล่นให้จริงจัง
และรักษาวินัยให้ได้
หาใช่การต้องทำตัวเฟรนด์ลี่นอกสนามแข่งกับแฟนคลับ (แต่ถ้าทำได้ มันก็ดีแหละนะ)

“ไม่เป็นไรนะ สู้ต่อไปนะ” แม้จะเดินห่างจากจุดจอดรถนั้นมา 100 เมตรแล้ว แต่ฉันก็ยังได้ยินประโยคเหล่านั้น แว่วลอยเข้าหูอยู่

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากการเป็นแฟนเกิร์ลของมูราคามิก็คือ “วินัยคือสิ่งจำเป็น”
สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากการผ่านโลกมา 32 ปี…และยังไม่เฉียดใกล้ความสำเร็จแม้เพียงนิดเลยก็คือ
“ฉันยังมีวินัยไม่มากพอ”

ท้องฟ้ายามสามทุ่มในหน้าร้อนของเมืองโตเกียวสว่างสดใส พระจันทร์ส่องสว่าง ลมเย็นเฉียบพัดผ่านมา
“กัมบัตเต สู้ต่อไป”
นี่คือประโยคเรียบง่ายที่คนญี่ปุ่นมักเลือกใช้ และโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว, นี่คือประโยคที่อีกสองปีถัดมา ฉันพกพาติดตัวเสมอ เพื่อใช้ปลุกปลอบขวัญตัวเอง ในวันที่ต้องผจญภัยหนักๆ
ในชั้นเรียนปริญญาโท กลางกรุงโตเกียว

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s