[TOKYO 2013] #7

[Tokyo 2013 : The Series]

หมายเหตุ:

ฉันบันทึกซีรีส์เรื่องเล่าชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นเขียนหนังสือ “ซากุระ, ซาโยนาระ” อีกค่ะ บางส่วนของเนื้อหา  (เช่นตอนนี้) ถูกรวมไว้ในเล่ม “ซากุระ, ซาโยนาระ” แต่มีหลายบทที่ถูกตัดออกไป  ฉันเห็นว่ามันถึงควรแก่เวลาที่จะนำมาเผยแพร่ไว้ในโลกออนไลน์แล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับมหานครโตเกียวนะคะ แต่มันคือเรื่องราวของผู้คน-ที่ฉันค้นพบในโตเกียว

14273_10152397404543235_8195556232930727425_n

This is not a story about Tokyo,
It is the story about people I met in Tokyo.

ชีวิตภาคก่อนหน้ามหาวิทยาลัย

#7: ฮิโรโกะ ดอกไม้ไฟ และกลุ่มเพื่อนใหม่ในฤดูร้อน

 

ช่วงสองสามปีแรกของการเริ่มต้นทำงาน (หนัก) ใน กทม. มีอยู่ปีหนึ่งที่ฉันไม่ได้กลับบ้านช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่เมืองไทยชุ่มฉ่ำไปด้วยการสาดน้ำ ปีเดียวกันนั้นมีผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่งมาพักค้างคืนด้วย…เพียงหนึ่งคืน

เธอเป็นเพื่อนของเพื่อนอีกที และบินมา กทม. ในช่วงเวลาเดียวกับที่ผู้คนหลีกลี้หนีหน้ากลับไปเยี่ยมบ้านต่างจังหวัด

เมืองหลวง​เปลี่ยวร้าง แยกปทุมวันมีรถยนต์แล่นผ่านแทบนับคันได้ ฉันอยู่ กทม. มีห้องพักใกล้รถไฟฟ้า และเพื่อนโทรมาบอกว่าขอให้ “ฮิโรโกะ” ค้างคืนด้วยหน่อย

ฮิโรโกะโค้งคำนับ ฝากเนื้อฝากตัวพลางยื่นของฝากให้ ดึกแล้ว เราคุยกันไม่มากนัก ก่อนจะหลับใหล ตื่นมาอีกที เธอก็ร่ำลาเตรียมตัวเดินทางกลับญี่ปุ่น

“ฉันอยู่โตเกียว” เธอพูดอย่างนั้น

 

ปีถัดมาเพื่อนของฉันไปญี่ปุ่น แล้วเขาบอกว่า “ฮิโรโกะฝากของมาให้”

อีกปี ฉันย้ายที่พัก แต่ของฝากจากโตเกียวยังเดินทางมาถึงอยู่ดี “จากฮิโรโกะ”

“มาพักด้วยแค่คืนเดียว คุยกันแทบนับคำได้ แต่ฝากของมาให้ตลอด นี่มัน คนญี่ปุ๊นญี่ปุ่น’ มากเลยเหอะ” พูดไปอย่างนั้นเองแหละ แต่มือนี่ยื่นไปรับของฝากอย่างไวว่อง (มาก)

ปีนี้, ฉันย้ายที่พักอีกที…ไม่มีของฝากจากฮิโรโกะ แต่เธอส่งเมสเสจมาทางเฟซบุ๊ก “ติ๊กต่อกซัง มาถึงโตเกียวแล้วนัดกินข้าวกันนะ”

ใช่แล้ว ฉันย้ายมาอยู่โตเกียว, เมืองเดียวกับที่ฮิโรโกะทำงานอยู่, และปีนี้เป็นฉันเองที่ต้องหิ้วของฝากจากเมืองไทยมายื่นให้

พร้อมโค้งคำนับ

และฝากเนื้อฝากตัว

 

สัปดาห์แรกที่ฉันมาถึง ตรงกับเทศกาลโอบ้ง นี่คือช่วงวันหยุดยาวสำหรับกลับบ้านเกิดไปไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับ ฮิโรโกะต้องกลับบ้านเช่นกัน บ้านเกิดเธออยู่จังหวัดโตเกียว แต่เป็นชานเมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ ไม่ใช่ใจกลางมหานครโตเกียว

เราเลยไม่ได้เจอกันในสัปดาห์เริ่มต้นของฉัน

 

ฮิโรโกะรู้สึกไม่ค่อยดีนักที่ปล่อยให้ฉันผจญภัยสัปดาห์แรกในญี่ปุ่นตัวคนเดียว, ทั้งๆ ที่เธออยู่จังหวัดเดียวกัน

หลังจากวันหยุดยาวผ่านไป เธอเลยส่งข้อความชวนไปดูดอกไม้ไฟที่บ้านเกิดของเธอ

 

“ฮานาบิ” คือเทศกาลดอกไม้ไฟที่มักจัดขึ้นทั่วญี่ปุ่นในฤดูร้อน มันเหมือนการเฉลิมฉลองฤดูกาลอย่างหนึ่ง คนญี่ปุ่นจะจับแขนจูงมือ นัดรวมกลุ่มเพื่อนไปชมดอกไม้ไฟ สาวๆ ญี่ปุ่นมักได้ฤกษ์สวมใส่ยูกาตะในช่วงเวลานี้ สิ่งจำเป็น (มาก) สำหรับการชมดอกไม้ไฟคือของปิ้งย่างกับเบียร์เย็นฉ่ำ (ก็มันทั้งหิวทั้งร้อน) แต่สิ่งจำเป็นยิ่งกว่าอาจจะเป็นบทสนทนาเคล้าเสียงหัวเราะกับเพื่อนฝูง

มนุษย์เกิดมาเดียวดายน่ะเรื่องจริงแท้, แต่ถ้าเป็นไปได้ เราไม่ควรไป “ฮานาบิ” คนเดียว

ฉันตอบตกลงจะไปดูดอกไม้ไฟกับฮิโรโกะ

 

“ชวนเพื่อนมาด้วยได้นะ” เธอพิมพ์ข้อความมาทางไลน์ “ฉันก็จะชวนเพื่อนที่บ้านเกิดมาด้วยเหมือนกัน”

ท่ามกลางหมู่เพื่อนคนญี่ปุ่นของเธอ ฮิโรโกะคงกลัวฉันรู้สึกเคอะเขิน ทำตัวลำบาก อีกอย่าง,​ จริงๆ แล้ว ฉันกับเธอก็ใช่ว่าจะสนิทสนมกันเสียหน่อย

เราเคยเจอกันแค่ตอนนั้นเอง ตอนที่เธอมานอนค้างที่ห้องฉันช่วงหยุดยาวหน้าร้อนของเมืองไทย

 

“ชวนใครดีล่ะ” ฉันวนเวียนคิดมันทั้งคืน ฉันเพิ่งผ่านพ้นสัปดาห์แรกในโตเกียวไปเอง นอกจากติวเตอร์ (คนช่วยดูแล) ที่ทางมหาวิทยาลัยจัดให้แล้วฉันรู้จักใครอีกบ้างนะ

 

มูราคามิ ฮื้อ … ใช่เพื่อนเล่นเรอะ

โทโฮชินกิ แก๊ … นั่นมันไม่ใช่แระ!

พี่คนไทยจากมหาวิทยาลัยโตเกียวที่เพิ่งเจอกัน … ใช่แล้ว

แดนไง แดน พอตเตอร์ … เออๆ ใช่

แต่เดี๋ยวนะ … ฉันไม่มีเบอร์ติดต่อเขา

 

ฉันออกไปดูกระดานบอร์ดที่ประกาศแจ้งเวรทิ้งขยะประจำบ้าน แดนอยู่ห้องชั้นสอง ฉันหยิบปากกากับกระดาษมาเขียนโน้ตสั้นๆ “แดน นี่ติ๊กต่อกนะ ฉันกับเพื่อนจะไปดูดอกไม้ไฟที่ชานเมืองโตเกียววันเสาร์นี้ ถ้าเธอว่าง ไปดูด้วยกันไหม อ้อ … นี่เบอร์โทรฉันนะ แล้วเธอใช้ไลน์หรือเปล่า” เขียนข้อความเสร็จสรรพ ฉันก็เอาไปสอดไว้ใต้ประตูห้องเขา

ตื่นมายามสายของอีกวัน ฉันเจอโน้ตที่แดนเขียนตอบกลับที่หน้าห้องว่า “ตกลง”

สรุปว่า ฉัน แดน และพี่คนไทยที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยโตเกียว จะไปดูดอกไม้ไฟกับฮิโรโกะ (และผองเพื่อนของเธอ)

 

เรานัดเจอกับฮิโรโกะที่สถานีรถไฟซูกาโม นี่เป็นการเจอฮิโรโกะครั้งที่สอง นับจากหนแรกที่ กทม. เมื่อหลายปีก่อน สารภาพว่าฉันแอบตื่นเต้น

 วันนี้ฮิโรโกะไม่ได้ใส่ชุดยูกาตะ เธอยืนอยู่ใกล้ๆ ทางออกสถานี ตัวเล็ก หน้าตาสดใส ถ้าไม่บอก เราไม่มีวันเดาอายุเธอได้ว่าใกล้สามสิบกลางๆ แล้ว

ข้อมูลสำคัญอีกอย่าง เธอเป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นขณะนั้นอย่าง ชินโซ อาเบะ น่าจะภูมิใจ เพราะเธอขยันขันแข็งในการทำงาน อืม … เธอยังไม่ลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวด้วยนะ

“แม่ฉันเป็นห่วงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน” เธอว่าพลางหัวเราะ

“นี่เป็นเหตุผลที่ฉันไม่ค่อยอยากกลับบ้านเกิด กลับไปทีไรแม่ถามแต่เรื่องนี้ตลอด” ปัญหาคลาสสิกของผู้หญิงวัยสามสิบอัพที่สาว โสด และสวย สินะ (อันหลังนี่แอบเติมเอาเอง)

 

ฮิโรโกะรักเมืองไทย เธอเคยลงเรียนด้านการพัฒนาที่จุฬาฯ อยู่ช่วงหนึ่ง ตอนนี้เธอทำงานที่ไจก้า (JICA) หน่วยงานรัฐบาลที่มีบทบาทในการส่งเสริมการพัฒนาในประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่ว่างทีไร เธอชอบแวะไปเมืองไทยบ่อยๆ

ขนาดอีเมล เธอยังใช้คำว่า “หิมะ” ในภาษาไทยเป็นชื่ออีเมลเลย

 

ฉันแนะนำให้ทุกคนรู้จักกัน, แบบเคอะเขินนิดนึง แหม … จริงๆ แล้วฉันก็เพิ่งรู้จักทุกคนเหมือนกันนี่นา

เพื่อนของฮิโรโกะรออยู่ที่บ้านเกิดเรียบร้อยแล้ว

เราเลยมุ่งหน้าตรงไปทางตะวันตก จุดหมายคือเมืองโชฟุ จังหวัดโตเกียว

 

ฉันเพิ่งรู้ในวันนั้น ว่าแดนเป็นคนช่างสงสัย (มาก)

เขาถามนั่นถามนี่ไม่หยุดหย่อน “เธอชอบญี่ปุ่นไหมติ๊กต่อก” “อะไรในญี่ปุ่นที่เธอชอบมากที่สุด” “คนไทยกับคนญี่ปุ่นแตกต่างกันมากไหมฮิโรโกะ” และอื่นๆ อีกมากมาย

ฉันหันไปมองหน้าฮิโรโกะยิ้มๆ ก่อนตอบคำถาม “ฉันว่าคนญี่ปุ่นกับคนไทยมีนิสัยขั้นต้นคล้ายกันหลายอย่าง อย่างแรกสุด เรามักทำตัวสุภาพและอ้อมค้อม เพียงแต่ว่า คนญี่ปุ่นดูจะอ้อมกว่าเรามาก”

ฮิโรโกะหัวเราะ “จริงที่สุด”

 

รถไฟแล่นมาถึงสถานีปลายทางของพวกเรา จากสถานีนี้ เราจะแวะซื้อของกิน (และเบียร์) จากนั้นจะหอบหิ้วไปยังริมแม่น้ำทามะ…แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านโตเกียว แม่น้ำที่ฉันเคยได้ยินชื่อแต่ในซีรีส์มาตลอด

ตื่นเต้นจัง … นี่คือความรู้สึกของฉัน

 

เราปล่อยให้ฮิโรโกะกับแดนล่วงหน้าไปจับจองที่นั่งก่อน เนื่องจากมีพี่คนไทยอีกคนนั่งรถไฟตามมาทีหลัง ส่วนฉันกับพี่ออม ผู้เป็นรุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยโตเกียว, ยืนรอแถวทางแยก

 

ผู้คนเริ่มทยอยมาริมแม่น้ำทามะเรื่อยๆ แดดบ่ายค่อยๆ คลายความร้อนลง ระหว่างรอ ฉันเดินไปซื้อน้ำแข็งไสมากิน … น้ำแข็งไส ฤดูร้อน ดอกไม้ไฟ ถึงไม่ได้คลั่งไคล้วัฒนธรรมญี่ปุ่นมาก่อน แต่นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ฉันฝันอยากทำมาตลอด

พอน้ำแข็งไสหมดเกลี้ยง พี่โจ,​ อีกหนึ่งสมาชิกก็ปรากฏตัว

แล้วเราก็ได้ฤกษ์เดินทางไปทุ่งหญ้าริมแม่น้ำทามะเสียที (เย่)

 

ฮิโรโกะโบกมือให้ เราได้ที่นั่งไม่เลวเลย ที่สำคัญเพื่อนฮิโรโกะเตรียมเบาะนั่งส่วนตัวมาให้พวกเราแต่ละคนด้วย

“ที่บ้านทำธุรกิจขายเบาะน่ะ” เขาบอก ที่จริงแล้วเพื่อนฮิโรโกะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่องกัน ส่วนฉันกับแดนก็พูดญี่ปุ่นไม่ค่อยได้ เราเลยได้แต่ส่งยิ้ม ยกกระป๋องเบียร์ใส่กัน แล้วร้อง “คัมไป” (ภาษาของมิตรภาพ)

เสบียงถูกแจกจ่าย บทสนทนาถูกหว่านโปรย ความที่สมาชิกคนหนึ่งของกลุ่ม คือ พี่โจ เคยไปเรียนโทที่อังกฤษ ประเทศบ้านเกิดของแดน บทสนทนาเกี่ยวกับอังกฤษเลยถูกหยิบยกขึ้นมา

ส่วนฉันกับฮิโรโกะคุยกันเรื่องเพื่อนที่เมืองไทย,​ เพื่อนที่แนะนำให้เราได้รู้จักกัน

 

ลมเย็นเฉียบของหน้าร้อนพัดผ่าน ดอกไม้ไฟนัดแรกถูกจุดขึ้น

“ฮานาบิ” แรกของฉันเริ่มต้นแล้ว กับเพื่อนใหม่กลุ่มหนึ่ง

 

ในวิชาว่าด้วยการถ่ายภาพ จะมีคำหนึ่งที่ผู้หัดเริ่มต้นถ่ายภาพมักรู้กัน “magic hour” คือคำนั้น หมายถึงช่วงเวลาบ่ายคล้อยอันเป็นช่วงเวลาที่เชื่อกันว่าแสงสวยที่สุด และน่าบันทึกภาพเก็บไว้มากที่สุด

 

ริมแม่น้ำทามะวันนั้นมีฝนตกสลับกับช่วงฟ้าใส ดอกไม้ไฟที่ถูกจุดขึ้นตลอดหนึ่งร้อยนาทีนั้นงดงาม แต่ยังห่างไกลจากคำว่า สมบูรณ์แบบฉันเชื่อว่าคงมีงานดอกไม้ไฟอื่นๆ ที่เปล่งประกาย น่าตื่นตาตื่นใจ และน่าตราตรึงมากกว่านี้อีกเป็นร้อยงานทั่วทั้งญี่ปุ่น

แต่หากถามว่า ถ้าฉันต้องเก็บความทรงจำเพียงไม่กี่อย่างเกี่ยวกับชีวิตในญี่ปุ่นไว้ ฉันจะเลือกบันทึกความทรงจำไหนไว้บ้างนะ

 

โดยไม่ลังเลที่จะตอบ

ฮานาบิแรกกับฮิโรโกะ และกลุ่มเพื่อนใหม่ในหน้าร้อน คือช่วงเวลาหนึ่งที่ฉันอยากกดบันทึกและเก็บติดตัวไว้มากที่สุด

นั่นแหละ คือ The most magic hour เกี่ยวกับโตเกียวของฉัน

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s