[interview] เรื่องเล่า…ความรัก…สิ่งที่ฝัน…และริมสระน้ำเช้านั้น กับ รัฐพงศ์ ศิริสานนท์

หมายเหตุ: สัมภาษณ์เมื่อ พ.ศ. 2549 ตีพิมพ์ในนิตยสาร Classroom

คอลัมน์ ID Card

โดย Tiktok

เรื่องเล่า…ความรัก…สิ่งที่ฝัน…และริมสระน้ำเช้านั้น กับ รัฐพงศ์ ศิริสานนท์

 

1.

ในหลายบทหลายตอนของชีวิต ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามาว่า เมื่อมีความรักหัวใจเราจะเต้นได้อบอุ่นขึ้น
ความเกรี้ยวกราดในชีวิตจะน้อยลง… สายตาจะมองเห็นสิ่งดีงามในโลกได้มากขึ้น
และในวันเวลาที่มีความรัก ใครบางคนอาจจะขอยืดเวลาหายใจให้ยาวนานอีกหน่อย
ขณะที่หลายคนอาจอยากออกไปข้างนอกและออกเดท
เปล่า…วันนี้ฉันไม่ได้จะไปเดทที่ไหน
แต่ฉันกำลังมีนัดสัมภาษณ์กับใครคนหนึ่ง
คนที่ทำให้..วันนี้ฉันตื่นได้เช้าขึ้น..พิถีพิถันกับการเลือกเสื้อผ้ามากขึ้น… และส่องกระจกก่อนออกจากห้องได้บ่อยขึ้น

มันอาจดูเป็นเรื่องส่วนตัวไปบ้าง…ถ้าจะบอกว่า เขาคนนี้คือคนที่ฉันยึดเป็นฮีโร่มานานเนิ่น นั่นคือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงตื่นเต้น
จำได้ว่าใครคนนี้ คือคนที่ทำให้การนั่งดูถ่ายทอดสดกีฬาในวัยเด็ก (ที่ฉายในเวลาการ์ตูน) ดูไม่น่าเบื่อเกินไปนัก
และคนเดียวกันคนนี้ คือคนที่ทำให้ฉันรู้ว่า คนเรานอกจากวิ่งไล่คว้าความฝันได้แล้ว ยังว่าย(น้ำ)คว้าความฝันได้อีกด้วย

และถ้าคุณยังไม่รู้ …เขาคนนั้นชื่อ รัฐพงศ์ ศิริสานนท์
วันนี้ฉันจะไปสัมภาษณ์เรื่องราวชีวิตและความฝันของเขา…
และแน่นอน… มันเป็นความฝันของฉัน

 

2.
เรานัดพบกันที่ริมสระว่ายน้ำ ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง … ดูเหมือนชีวิตของเขาจะหนีไม่พ้นบรรยากาศแบบริมสระน้ำเลยสักครั้ง หรือว่า จริง ๆ แล้วเขาถูกกำหนดมาเพื่ออยู่กับมันกันแน่นะ
“เริ่มว่ายน้ำมาตั้งแต่ 6 ขวบ ตอนนี้อายุ 28 ก็ว่ายมาทั้งหมดประมาณ 21 ปีแล้วครับ”
21 ปี! นั่นมันเป็นจำนวนที่เกือบเท่าอายุของฉันเลยนะนั่น
“เหตุผลเพราะคุณพ่อคุณแม่อยากให้ว่ายน้ำให้เป็น เผื่อโตขึ้น ลงน้ำลงทะเล จะได้ดูแลตัวเอง สมัยเด็กว่ายที่สระของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย พอหัดว่ายได้ 2 เดือน ก็ไปแข่งครั้งแรก ประมาณ 7 เดือน ไปแข่งกีฬานักเรียนกรมพละศึกษา เป็นครั้งแรกที่ได้เหรียญทอง อายุ 9 ขวบติดเยาวชนทีมชาติ หลังจากนั้นติดทีมชาติชุดใหญ่ตอนอายุ 15 ปี และก็แข่งมาเรื่อย ๆ” รัฐพงศ์ หรือฉลามณุก เริ่มต้นร่ายยาวเรื่องราวของเขาให้ฟัง

“ตารางการซ้อม ช่วงเด็ก ๆ มีเฉพาะช่วงเย็นอย่างเดียว 4-6 โมงเย็น วันจันทร์-เสาร์ วันอาทิตย์เป็นวันพักผ่อน ใช้เวลากับครอบครัว ระยะหลังช่วงใกล้ติดทีมเยาวชนทีมชาติ การฝึกซ้อมเริ่มหนักมากขึ้น คือมีทั้งเช้าทั้งเย็น ในวันหยุด ผมต้องมาซ้อมว่ายน้ำอีก ทำให้ตอนเป็นเด็กมีช่วงเล็ก ๆ ที่เบื่อ คือเด็กจะเบื่อง่ายอยู่แล้วไงฮะ และก็เหนื่อยด้วย ระบบการศึกษาของเมืองไทย
ไม่สนับสนุนนักกีฬาเท่าไหร่ ทำให้ช่วงวันธรรมดา ซ้อมไม่ได้เต็มที่ ต้องมาซ้อมเช้า-เย็น กลางวันเรียน ทั้งที่อย่างน้อยน่าจะมีเวลาพักมั่ง ช่วงนั้นมีอาการเบื่อบ้าง แต่พอเริ่มแข่ง ก็ชอบ คือเป็นคนชอบแข่งขันอยู่แล้ว เลยแข่งมาเรื่อย ๆ”

ในวัย 15 ปี ถ้าคุณเป็นวัยรุ่นธรรมดาก็คงกำลังเรียนหนังสืออยู่ และใช้เวลาว่างเฮฮาสังสรรค์ไปกับเพื่อนฝูง ผ่านการดูหนัง..เดินห้าง..ฟังเพลงเป็นแน่
ฉัน..ในวัย 15 ก็คือเด็กธรรมดาที่โลกที่หมุนรอบตัว คือโลกแห่งการเรียนพิเศษเพื่อสอบเข้ามาหาวิทยาลัย
แต่ในวัยนี้ รัฐพงศ์ ศิริสานนท์ ติดทีมนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทย ได้ไปแข่งขันซีเกมส์ที่ฟิลิปปินส์ พร้อมแบกความหวังของประเทศไทยไว้บนบ่า และแม้จะสวมบททีมชาติเป็นครั้งแรก แต่เขาก็คว้าเหรียญมาได้ ก่อนจะกลายเป็น 1 ใน 2 นักว่ายน้ำดาวรุ่งไทยที่ได้รับเลือกจากโอลิมปิคสากลให้ไปเรียนต่อที่โรงเรียนว่ายน้ำชื่อดังในอเมริกาในที่สุด…

แล้วการเดินทางไกลจากบ้าน…และจากประเทศเมืองเกิดก็เริ่มต้น พร้อม ๆ กับการที่ต้องเริ่มรับผิดชอบอะไรต่าง ๆ อยู่ลำพังคนเดียว ในวันเวลาเหล่านั้นเขาเคยรู้สึกเหงา หรือคิดถึงบ้านบ้างไหมนะ?
“ไม่นะ…เหมือนกับว่า ผมเป็นคนที่อยู่ที่ไหน ก็พยายามปรับสภาพของตัวเองให้เข้ากับที่นั่นได้..ก็แค่นั้น
“คือตอนนั้นเริ่มเรียนที่ The Bolles School รัฐฟลอริดา ถือเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างดัง นักกีฬาที่นี่ได้เหรียญโอลิมปิคมาแล้วหลายคน ผมไปกับแหวน ประพาฬสาย มินประพาฬ ไปเป็นนักเรียนประจำที่โน่น กิจวัตรก็คือ ว่ายน้ำตอนเช้าทุกตี 5 ครึ่ง, เรียน, แล้วก็ว่ายน้ำตอนเย็น ทานข้าว ทำการบ้าน วันหยุดหรือว่าง ๆ บางทีออกไปค้างบ้านเพื่อนบ้าง, ไป Mall คือห้างสรรพสินค้าบ้าง, เดินเล่น, ดูหนัง อะไรพวกนี้”

ที่ High School ของอเมริกา จะมีงานพรอม หรืองานหนุ่มชวนสาวเต้นรำก่อนจบเกรด 12 ถือเป็นงานประเพณีที่เด็กวัยรุ่นที่นั่นให้ความสำคัญมาก แต่รัฐพงศ์..เป็นหนุ่มมาดนิ่ง ฉันมองหน้าเขาอย่างสงสัย สรุปว่าเขาได้ไปร่วมประเพณีนี้หรือเปล่านะ คำถามนั่นเรียกเสียงหัวเราะเสียยกใหญ่…เฮ้ย…จะขำอะไรกันนักหนานี่รัฐพงศ์
“ที่โรงเรียนมี 2 งาน คือซิกม่า ตอนเดือนธันวาคม ซิกม่านี่ ผู้หญิงจะถามผู้ชาย แล้วพอตอนพรอมนี่ จะเป็นผู้ชายถามผู้หญิง แล้วซิกม่าจะจัดก่อนพรอม เหมือนให้ผู้หญิงได้เลือกก่อน” พูดจบเขาก็ลากเสียงหัวเราะยาว ฉันถามว่าทำไม เขายิ้มน้อยยิ้มใหญ่คนเดียวแต่บอกว่าไม่มีอะไร …ไม่มีอะไรของเขา คงมีเรื่องราวส่วนตัวที่ชวนยิ้มแบบไม่อยากบอกใครซ่อนอยู่เป็นแน่

“งานนั้นทุกคนเค้าก็ไป ถือเป็นกิจวัตรที่นักเรียนทุกคนควรจะร่วม แต่ผมไม่ได้ไปครับ คือ เฉย ๆ คือไม่อยากจะยุ่งเรื่องพวกนี้เท่า
ไหร่” ตอนนี้คำตอบของเขาจริงจังเหมือนจะบอกว่า การไม่อยากจะยุ่งกับเรื่องอื่น ๆ เป็นเพราะเขาอยากทุ่มเทเวลาให้กับกีฬาว่ายน้ำที่ต้องว่ายให้ได้ระยะทางเฉลี่ย 80,000 เมตร ต่อสัปดาห์มากกว่า

ถ้าวัดจากสถิติและผลการแข่งขัน ช่วงที่อยู่ที่ The Bolles ถือเป็นช่วงที่รัฐพงศ์จัดว่าท็อปฟอร์มมาก การซ้อมหนักส่งผลให้เราเห็นเขาคว้า 2 เหรียญทอง 1 เหรียญทองแดง จากเอเชี่ยนเกมส์ที่ญี่ปุ่น (2537) และ 6 เหรียญทอง จากซีเกมส์ที่เชียงใหม่ (2538) มาได้ นอกจากนี้สถิติที่ดี ทำให้เขาได้รับการตอบรับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย UC Berkeley ( University of California at Berkeley) ในฐานะนักเรียนทุนว่ายน้ำ
การเลือกอยู่อเมริกาต่อ…ทำให้เขายังต้องอยู่ไกลบ้าน และที่สำคัญมันไกลห่างจากความช่วยเหลือของประเทศไทยเหลือเกิน จนบางครั้งทำให้มีช่วงที่ความรู้สึกแย่ ๆ ก่อตัวขึ้น
“ช่วงแย่ ๆ นี่ คือเกิดจากตัวเอง คือตอนนั้นอยู่อเมริกา เป็นช่วงมหาวิทยาลัย อันนี้ก็เหมือนกับเป็นข้อไม่ดีของการไปอยู่อเมริกาอย่างหนึ่ง คือเรารู้สึกว่าไม่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศไทยเท่าไหร่ เหมือนไปอยู่ตัวคนเดียว ตอนนั้นเพราะได้ทุนเต็มจำนวนของ Berkeley ซ้อมหนัก เรียนหนัก ก็เหนื่อยนะ มีช่วง down เป็นคล้าย ๆ ช่วง depression เหมือนจะดิ่งโลก แต่ไม่ได้เป็น depression แบบหนัก ๆ นะ แต่ว่าก็คือเหมือนกับซึม ไม่อยากจะทำอะไรแล้วตอนนั้น เป็นสักช่วงนึง ประมาณ 3-4 เดือน

“จนกระทั่งวันนึง ตื่นขึ้นมา บอกกับตัวเองว่า วันนี้เราจะเปลี่ยนแล้ว เราดูตัวเองในกระจก แล้วก็เปลี่ยนเลย เริ่มตั้งใจซ้อม เริ่มทำโน่นทำนี่เหมือนกับคนปกติ ใช้เวลาอีกสักพัก แล้วช่วงตอน down นั้นน้ำหนักก็ขึ้นด้วย แต่ภายในอาทิตย์นึงเราก็ลดลงมาได้ 5 กิโลกรัมเลย คือแบบลดเร็วมาก เราเปลี่ยนตัวเองทุกอย่าง ก็คิดว่าช่วงนั้นมันผ่านมาแล้ว เราก็มุ่งหน้าต่อ”

ถึงตอนนี้ฉันถามเขาว่า เคยได้ฟังเรื่องราวความลำบากของนักกีฬาไทยมามาก แล้วมันมีเหตุผลอะไรที่ทำให้มนุษย์คนนึงต้องทนพยายามมากขนาดนี้
สายตามุ่งมั่นของเขามองหน้าฉัน พร้อมบอกเล่าถึงเหตุผลธรรมดาที่เป็นเหตุผลสากลของโลก

 

3.
ใน Berkeley รัฐพงศ์ ศิริสานนท์ คนที่เคยมีความตั้งใจในวัยเด็กว่าจะเรียนวิศวกรรม พบความสนใจอะไรบางอย่าง และเลือกมาเรียนในสาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์แทน ด้วยเหตุผลว่าเขาสามารถใช้ความรู้ตรงนี้มาสอนคนได้
“ตอนเด็ก ๆ นี่เคยคิดไว้ ว่ายังไงก็จะเรียนวิศวะ ต้องเรียนวิศวะ ที่กรุงเทพคริสเตียนผมเข้าเรียนทางวิทย์เตรียมไว้ แต่ว่าพอไปอยู่ที่อเมริกาแล้ว ก็ลองมาคิดดูว่า ถ้าผมเรียนวิศวะไป แล้วผมมีผลงานหรือเราสร้างของอะไรขึ้นมานี่ โอเค ได้เงินเยอะจริง แต่การสร้างของพวกนี้เหมือนเป็นการทำลายโลกเพิ่มขึ้น คือยิ่งสร้างของที่มีวิวัฒนาการเท่าไหร่ เหมือนเป็นการทำลาย ถึงแม้ว่าของเหล่านี้จะช่วยด้านอำนวยความสะดวกจริง แต่สังคมสงเคราะห์นี่ เป็นการช่วยเหลือเด็กมีปัญหาและผมสามารถเป็นอาจารย์สอนหนังสือคนได้ กะจะมาสอนว่ายน้ำเด็ก ๆ อยู่แล้ว เลยเลือกอันนี้…ก็ไม่รู้ (หัวเราะ) คิดมาทางนี้แล้วก็เลยต้องมา”

ช่วงเวลาในการเป็นนักเรียนทุนว่ายน้ำที่ Berkeley แม้จะมีตารางซ้อมที่ค่อนข้างแน่น คือซ้อมตอนเช้า 05.30 น.และอีกรอบตอนบ่ายโมงถึง 4 โมงเย็น ขณะที่ต้องเรียนด้วย แต่รัฐพงศ์ก็ยังบอกว่า เขามีชีวิตนักเรียนที่เป็นสุขดี อาจเพราะได้พบเจอโค้ชที่ดีและเข้าใจในวิถีชีวิตเด็กนักกีฬาก็เป็นได้
“โค้ชที่มหาวิทยาลัย คือ Nort Thornton ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นปรมาจารย์ท่านหนึ่งของวงการว่ายน้ำโลก Nort เค้าจะไม่อยากซ้อมให้โหดมาก เพราะเค้ารู้ว่า ชีวิตเด็กในมหาวิทยาลัย ควรต้องมีความสุข ความสนุกสนาน ต้องมีทุกอย่าง นักกีฬาที่จบมาจากที่นี่ จะต้องเป็นคนที่พร้อมที่จะอยู่ในสังคมได้ คือต้องมีรอบตัว ต้องไปได้หมด ไม่ใช่ว่าว่ายน้ำเป็นอย่างเดียวแล้วอย่างอื่นไม่เป็น Nort พยายามให้นักกีฬาประสบความสำเร็จ แต่ว่าต้องมีเรียน และมีความสุขกับการเป็นนักเรียนมหาวิทยาลัยด้วย ตารางการซ้อมเลยไม่ถือว่าโหดมาก”

แต่ขนาดบอกว่าไม่โหดมาก ก็ยังมีซ้อมตอนพระอาทิตย์อยู่กลางหัวนี่นะ…เขายิ้ม
แล้วเรื่องแฟนล่ะ กับตารางกิจกรรมที่ค่อนข้างแน่น จะทำให้รัฐพงศ์มีเวลาไปชอบหรือคบใครเป็นพิเศษไหม? ฉันสงสัย
“ตอนนั้นไม่มีแฟนครับ” แล้วไม่ชอบใครบ้างเหรอ?
“ชอบแต่ได้แต่มอง (หัวเราะ) คือ…ยังไงดีล่ะ ตอนนั้นยังไม่อยาก ก็ไม่คิดว่าทำไมต้องมี เพราะว่าเวลาของเราก็หมดแล้ว ตอนนั้นมีความคิดว่า เอาเวลาที่อยู่กับแฟนนี่ มานั่งเล่นเกมส์กับเพื่อนดีกว่า สนุกกว่า”
….แล้วตอนนี้ล่ะ มีแฟนหรือยัง….
ถึงตอนนี้ ฉลามณุกหัวเราะกว้าง แม้จะดัดฟันอยู่แต่ก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ “คำตอบที่จะปฏิเสธก็คือ ต้องบอกว่า…จะอยากรู้ไปทำไมครับ…ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

เฮ้ย! ดูเขาเป็นคนอารมณ์ดีและตลกกว่าที่คิดนะ แถมบางครั้งยังพูดยาว (มาก) เสียด้วย
ถึงตอนนี้ฉันชักสงสัย…ว่านี่ใช่นักกีฬาที่ได้รับฉายาจากสื่อว่า ‘จอมหยิ่ง’ จริงหรือเปล่าเนี่ย

 

4.
จริง ๆ แล้ว ถ้าวัดกันจากสายตาของสื่อแวดวงกีฬา นับจากซีเกมส์ที่เชียงใหม่จุดสูงสุดของรัฐพงศ์ ได้ผ่านไปแล้ว และทุกกระแสคาดว่าเขาจะอำลาบทบาทนักกีฬาว่ายน้ำไป กับ 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง ในเอเชี่ยนเกมส์ที่กรุงเทพฯ(2541) แต่เขากลับยังคงกลับมา และทำผลงานคัดตัวได้ดีเสมอท่ามกลางคลื่นลูกใหม่ที่ขึ้นมา จริง ๆ แล้วอายุการใช้งานของนักกีฬาว่ายน้ำมันยาวนานกี่ปีแน่?
“30 กว่า ๆ ยังแข่งได้นะครับ นักกีฬา 30 ต้น ๆ มีแข่งเยอะแยะ เวลาว่ายดีก็มี ไม่ใช่ไม่มีเลย คือดูว่า นักกีฬาบางคนอาจจะหยุดแข่งว่ายน้ำเร็ว เหตุผลอาจเพราะ เค้าประสบความสำเร็จในอายุต้น ๆ ของการแข่งขัน อย่างเช่น 20 ต้น ๆ แล้วหลังจากนั้น เค้าอาจจะคิดกับตัวเองว่า เราเคยประสบความสำเร็จกับตัวเองไปแล้ว ทำไมเราจะต้องมาแข่งอีก จึงเลือกไปทำอย่างอื่น แต่บางคนก็ยังแข่งต่อ ขึ้นอยู่กับตัวเค้า แต่ว่าแข่งได้ 30 กว่ายังแข่งได้”
แล้วกับเหตุผลที่เรายังเห็นเขากลับมาเรื่อย ๆ ล่ะ?
“คือ ว่ายน้ำเป็นกีฬาที่ชอบ แล้วได้เป็นตัวแทนของประเทศ ก็แค่นั้น เหตุผลง่าย ๆ”

ถึงตอนนี้ฉันถามเขาว่า ต้องยอมรับว่ามีช่วงที่สื่อบอกว่าเป็นขาลงของเขา รัฐพงศ์ ศิริสานนท์ หัวเราะพลางพูด “อ๋อ..เค้าเขียนตลอดแหละครับ คือเค้าเขียนลงมาตั้งนานแล้ว”
แหม…รู้อีก แสดงว่าที่บ้านรับหนังสือพิมพ์ทุกฉบับเลยใช่ไหม ….ฉันแซว
“จะได้จำไว้ว่าใครเขียนอะไรมั่งไงฮะ” เอ้า…รัฐพงศ์ ปาลูกดอกมาอีก 1 ดอก
“อ้าว…แล้วตอนนี้ ที่บ้านศิริสานนท์นี่ ขึ้นบัญชีดำคนเขียนไปกี่คนแล้วล่ะเนี่ย”
“ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า” บทจะหัวเราะขึ้นมา ฉลามนิ่งคนนี้ก็หัวเราะได้ยาวเชียว

สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับคือ ในสังคมไทยนั้น เราค่อนข้างเป็นโลกเห่อวีรบุรุษ และคนเด่นดังเป็นช่วง ๆ เท่านั้น ที่พูดรัฐพงศ์บอกว่า เขาหมายถึงการสนับสนุนจากสปอนเซอร์และรัฐบาลมันยังดูไม่จริงจังนัก เพราะชอบเห่อเวลาได้เหรียญ แต่ไม่มีโครงการสานต่อความช่วยเหลือหลังนักกีฬาปลดระวางตัวเลย แต่กับประชาชนกองเชียร์ทั่วไป รัฐพงศ์ไม่รู้สึกว่าเป็นการเห่ออะไร เพราะถ้าชอบใครก็ยังเห็นเค้าตามให้กำลังใจอยู่ …ถ้าอย่างนั้นแล้ว การสนับสนุนอย่างจริงจังมันควรเป็นยังไง? เราถาม
“การสนับสนุนจริงจัง น่าจะเป็นในส่วนของสปอนเซอร์กับรัฐบาล ประชาชนอาจจะช่วยไม่ได้มาก …ว่ายน้ำเป็นกีฬาที่ดี ถ้าได้รับการสนับสนุนจริงจัง นักกีฬาของเราจะมีโอกาสสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศอีกเยอะ ในขณะนี้วงการว่ายน้ำของไทยยังขาดโค้ช เราต้องการพัฒนาโค้ชที่มีประสิทธิภาพ และมีความรู้
“ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น เขาทุ่มเทเงินสนับสนุนกีฬามากเลยนะครับ คือทำมาตลอด และไม่ได้สร้างแค่รุ่นเดียวจบ ตอนนี้เค้าไม่น้อยหน้าใครในระดับโลกแล้วในกีฬาว่ายน้ำ เมืองไทยนี่ถ้าจะสร้างนักกีฬาสักคน เราต้องสร้างตั้งแต่รุ่นนี้ และอาจจะหวังผลได้ 3-4 รุ่นถัดไป ไม่ใช่ว่ารุ่นนี้เสร็จ ไม่ได้เหรียญแล้วหยุด”
และเมื่อถามถึงความคาดหวังต่อวงการว่ายน้ำไทย และศักยภาพในการคว้าเหรียญโอลิมปิค
รัฐพงศ์ผู้อยู่กับมันมากว่า 21 ปี ยิ้ม….

“ในชาตินี้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็อยากจะเห็นสักเหรียญเหมือนกันครับ”

5.
หลังจากอยู่ที่อเมริกามานาน ตอนนี้ รัฐพงศ์ ศิริสานนท์ กลับมาปักหลักอยู่เมืองไทยได้ปีกว่าแล้ว และช่วงเวลานี้เอง ที่’ณุก’ ผู้มีชีวิตไม่เคยห่างสระน้ำ สารภาพว่า นี่ถือเป็นช่วงเวลาที่เขาเพิ่งรู้ว่าคนธรรมดาที่ไม่ต้องเป็นนักกีฬาว่ายน้ำเค้าใช้ชีวิตกันยังไง
“ช่วงนี้เปิดคลินิกสอนว่ายน้ำ แก้เทคนิคหรือเสริมเทคนิคเกี่ยวกับว่ายน้ำที่สระว่ายน้ำหมู่บ้านมัณฑนา สอนที่นี่วันเสาร์อย่างเดียว วันอาทิตย์อาจจะไปสอนที่กรุงเทพคริสเตียน ส่วนวันอื่นช่วงนี้ก็ยังไม่ได้ทำอะไร ..ก็อยู่บ้าน ..นั่งสมาธิ.. ตอนนี้ถือเป็นโอกาส..คือได้รู้ว่าชีวิตของคนธรรมดาที่ไม่ต้องเล่นกีฬาว่ายน้ำเป็นยังไง (หัวเราะ) ซึ่งก็คือเข้าเมือง ไปทำโน่นทำนี่ เดินเล่น ซื้อของ ดูของแถวจตุจักรบ้าง, เอ็มโพเรียมบ้าง, สยามบ้าง, ดูหนัง ไปห้าง ไปตามวัดบ้าง ไปอะไรอย่างนี้ คือเป็นกิจกรรมของมนุษย์โลกทั่วไป
“แล้วก็เพิ่งไปบวชมา คือบวชครั้งนี้ก็ได้ครบ ได้ทำหลายอย่าง ได้รู้ว่าพระที่บวชเค้าทำไงกันมั่ง ซึ่งก็ดี ได้รู้หลายอย่างแล้ว ทั้งแบบคนธรรมดา และแบบพระบวช” พูดจบก็หัวเราะเสียงดังเชียว
จากการสอดส่ายสายตาสังเกตดูแวดวงกีฬาไทยที่ผ่านมา นักกีฬาหลายคนและหลายรุ่น เมื่อปลดระวางไป มักเปลี่ยนบทบาทเข้าไปทำงานเบื้องหลังข่าว จำพวกนักข่าว หรือผู้ประกาศข่าวกีฬา ซึ่งกับรัฐพงศ์นั้น เขาบอกว่าถ้ามีโอกาสก็น่าลองดู คำตอบนี้เล่นเอาคนสัมภาษณ์ตาโตด้วยความประหลาดใจที่สุด
“ทำไมประหลาดใจล่ะ” เขาถาม
ก็สมัยก่อน รัฐพงศ์คนนี้ ไม่เคยถูกกับสื่อไม่ใช่เหรอ?….

“พูดมาก็ดีแล้ว…จะขอชี้แจงเลยคราวนี้เลยนะครับ คือที่ไม่ถูกกับสื่อนี่ มีเหตุผลหลายอย่าง คือผมเข้าใจว่าเค้าต้องทำงานของเค้า เค้าต้องสัมภาษณ์ผมเพื่อจะไปลงข่าว แต่ว่าผมต้องทำงานของผม หน้าที่ของผมตอนนั้นคือแข่งว่ายน้ำ ทุกอย่างที่จะเป็นอุปสรรคที่ไม่ให้ผมแข่งว่ายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ผมต้องตัดออก ไม่ว่าผมจะต้องทำร้ายน้ำใจคนสักกี่คน เพราะถ้าผมแข่งดี เค้ายกย่องสรรเสริญ แต่ถ้าผมแข่งไม่ดี เพราะว่าเค้ามากวนสมาธิผมก่อนแข่งนี่ เค้ากลับมาเขียนว่าผม เพราะฉะนั้น อันไหนสำคัญกว่าล่ะครับ… คือทราบว่าหลายคนจะว่า ‘หยิ่ง’ ไม่ชอบคุยกับนักข่าว พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่า เค้ามารบกวนผมไม่ให้ผมแข่งอย่างมีประสิทธิภาพ
“แต่ก็เคยคิดเหมือนกันนะว่า ถ้าผมเป็นนักข่าว แล้วไปสัมภาษณ์นักกีฬา จะเป็นกรรมตามสนองเปล่า เพราะเค้าอาจจะไม่ให้ผมสัมภาษณ์.. มี..มี (เน้นเสียงแบบจริงจังมาก) เคยคิดเหมือนกัน แต่ว่าอยากฝากว่า คือก่อนสื่อ จะสัมภาษณ์ ศึกษานิสัยของนักกีฬาหน่อย ว่าเค้าเป็นคนประเภทขี้เล่นได้ก่อนแข่ง หรือว่าเค้าต้องการสมาธิ แล้วก็ควรจะสนับสนุนเค้าด้วย ไม่ใช่แบบ คือจะทำงานอย่างเดียว ต้องเห็นใจซึ่งกันและกันมั่ง”
พอได้ที เขาก็ชี้แจงซะยาวเชียวแฮะ…เหมือนจะอัดอั้นตันใจมานานว่างั้น
ฉันยิ้ม … ท่าทีตอนเขาชี้แจงนี่ดูจริงจังและตั้งใจมากเลย … ก็นั่นแหละถ้าผู้ชายคนนี้ไม่จริงจังและตั้งใจมากพอ เขาคงไม่เสียสละเวลาส่วนตัวมารับใช้ชาติยาวนานขนาดนี้
“แต่ถ้าทำงานข่าว คิดว่าน่าจะเป็นข่าวกีฬา หรือโฆษกว่ายน้ำ เพราะเป็นทางเฉพาะของผม เวลามีถ่ายทอดแข่งว่ายน้ำตามช่องเคเบิ้ลนี่ ไม่น่าจะยากมาก คือการเป็นโฆษก ต้องศึกษาประวัตินักกีฬา เพราะเคยอย่างดูทีวีแล้วเห็นเค้าพากย์ว่ายน้ำแล้วฟังดูก็ตลกดี เพราะเค้าไม่ใช่นักกีฬาไง มันก็จะขำ ๆน่ะ”

อยู่กับวงการว่ายน้ำมานานขนาดนี้ ถ้ามีลูก แล้วรัฐพงศ์จะยังให้ลูกเป็นนักกีฬาว่ายน้ำหรือเปล่า? นี่คงเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย
“คือเค้าอยากทำอะไรก็ทำไปเลย ชีวิตเค้า ผมจะเป็นแผนกสนับสนุนกับเป็นไกด์ไลน์ให้เฉย ๆครับ”
แต่พอแซวว่า ถ้าเค้าอยากเป็นนักกีฬาว่ายน้ำในเมืองไทยจริง ๆ ล่ะ ฉลามณุกก็หัวเราะดังลั่น
“เฮ้ย! เป็นนักกีฬาอย่างอื่นดีกว่ามั้ง…” เขาพูดยิ้ม ๆ ซึ่งตีความไม่ได้ว่าพูดเล่นหรือพูดจริง

“ตอนนี้นอกจากสอนว่ายน้ำแล้ว กำลังจะเริ่มเรียนเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์กราฟฟิคดีไซน์น่ะฮะ กำลังสนใจด้านนี้ คือพวก 3D Animation เคยดูมาตลอด คิดว่าน่าสนใจดีนะ ได้สร้างภาพสร้างโฆษณา และคงอยู่เมืองไทยยาว ไม่กลับไปอเมริกาแล้ว เพราะอยู่ที่นี่จะได้ดูแลคุณพ่อคุณแม่ด้วย”

“รู้ตัวรึเปล่าคะ ว่าถึงรัฐพงศ์จะไม่ค่อยได้ออกสื่อแล้ว แต่ก็ยังเป็นขวัญใจของหลาย ๆ คนอยู่” ฉันถามในบทสนทนาท้าย ๆ
ดูเขาจะงงสุดฤทธิ์ “มีด้วยเหรอครับ (หัวเราะ) ก็ขอบคุณที่เป็นกำลังใจและช่วยสนับสนุนตลอดมา ถ้าผมทำ 3D Animation ก็ช่วยสนับสนุนด้วยนะครับ (หัวเราะ)”

วันนั้นเราลาจากกันในเวลาคล้อยบ่าย ด้วยถนนหนทางที่ไกลทำให้เขาเสนอตัวขับรถมาส่งที่ปากทางให้ ฉันจึงได้โอกาสคุยถึงเรื่องราวแต่หนหลังให้เขาฟัง เรื่องที่เราเคยเจอกันมาก่อน 2 ครั้งแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าเขาดูจะกระตือรือร้นอยากรู้ว่าเป็นที่ไหน และเมื่อไหร่ขนาดนี้ บางทีตลอดมาบุคลิคจอมหยิ่งที่ถูกมองเห็นอาจจะเป็นการเข้าใจผิดก็ได้…
“ตอนนั้นนี่คงหน้าบูดมากใช่ไหม เพื่อน ๆ ก็ชอบว่าว่าเป็นคนหน้าบูด” เขาว่าตัวเอง
ฉันส่ายหน้า…ไม่นี่ การพบกันทั้งสองครั้งนั้น เขาดูแจ่มใสและยิ้มแย้มพูดคุยเป็นอย่างดี และในวันนี้ก็เช่นกัน
“เจอกันจะทักนะ (ถ้าจำได้)” เขาบอกก่อนจาก

เสียงคำเตือนก่อนมาสัมภาษณ์ก้องอยู่ในหัว
บางคนบอกว่า ผู้ชายที่ชื่อ รัฐพงศ์ ศิริสานนท์ เป็นคนหยิ่ง
บางคนว่า เขาเป็นมนุษย์ไม่เฟรนด์ลี่
บางคนเตือนว่า เขาพูดจานับคำได้ (และอย่าไปสัมภาษณ์คนพูดน้อยอย่างเขาเลย)

คนเรามีความเชื่อต่างกันได้…
ยังจำคำพูดที่ฉันพูดกับคนในออฟฟิศได้ดี “คนเราถ้าไม่รักในสิ่งที่ทำจริง คงไม่ยอมว่ายน้ำรับใช้ชาติมา 10 กว่าปี โดยไม่ได้อะไรตอบแทนเท่าไหร่หรอก”

อ้อ..ฉันได้บอกเหตุผลธรรมดานั้น ที่เป็นเหตุผลสากลของโลกให้คุณฟังรึยัง?
เหตุผลสากลของโลกที่รัฐพงศ์ตอบคำถามฉัน มันคือเหตุผลเชย ๆ ง่าย ๆ

“ว่ายน้ำนี่เป็นกีฬาที่แบบ จะบอกว่ารักก็ได้ คือเป็นกีฬาที่รักมาก”

ใช่แล้ว … เหตุผลที่ทำให้คนเรายอมลำบากต่ออะไรที่ยากได้ มันก็เป็นเพราะ ‘ความรักต่อความฝัน’ นี่เอง
เพราะถึงจุด ๆ หนึ่งที่มันสำเร็จ เราจะรู้สึกถึงความสุขและหัวใจจะยิ้มได้กว้างที่สุด

รัฐพงศ์ ศิริสานนท์ มีความรักและความฝันอยู่ที่การได้ว่ายน้ำรับใช้ชาติ
ความรักและความฝันของฉัน คือการได้สัมภาษณ์เขาลงหนังสือ
แล้วความรักและความฝันของคุณ ล่ะ คืออะไร ?

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s