แก้วสตาร์บัคส์ที่หายไปในวันปีใหม่

“หายไปแล้ว”

ผมพูดขึ้นมาตอนที่เราอยู่ที่สถานีอุเอโนะ บนรถขบวนสีเขียวอ่อนสายยะมะโนะเตะที่แล่นรอบมหานครโตเกียวเป็นวงกลม มันคือวันที่ 1 มกราคม ที่ผู้คนออกมาเฉลิมฉลองกันอย่างครึกครื้น

“แก้วกาแฟ หายไปตอนไหนก็ไม่รู้”

เธอหันมามองผม ทำหน้าไม่ค่อยเข้าใจนัก

…ผมคิดว่าจะเก็บไว้สักหน่อย…

แก้วกระดาษสตาร์บัคส์ที่เขียนข้อความข้างแก้วว่า “Happy New Year” ที่เธอซื้อให้เมื่อเช้า

…ผมคิดว่าจะเก็บไว้เป็นที่ระลึก…

แต่ดูเหมือนเธอก็ยังไม่เข้าใจมันอยู่ดี

 

 

 

“ปีใหม่นี้ไปศาลเจ้าเมจิกันไหม”

เธอส่งข้อความมาชวนในวันก่อนปีสิ้นปีหนึ่งวัน อันที่จริงเธอเคยเกริ่นๆ ไว้แล้วช่วงก่อนคริสต์มาส เธอถามประมาณว่า ช่วงปีใหม่ผมยังอยู่โตเกียวไหม กลับบ้านรึเปล่า ถ้าไม่มีธุระที่ไหน ไปเที่ยวกันเถอะ

คำถามของเธอดูเรียบง่าย แต่ก็เหมือนเช่นทุกครั้ง มันทำให้ผมกลัว

ผมกลัวความไม่ชัดเจน

ไม่มั่นใจ ไม่เข้าใจ และไม่แน่ใจ

 

เธอเป็นคนขอไลน์ผมก่อน, อย่างธรรมชาติมากๆ,​ ในบ่ายวันหนึ่งที่เรากำลังก้าวขาเข้าสู่ฤดูร้อน

ผมนั่งอ่านอะไรจากแท็บเลตอยู่ เธอเดินเข้ามาอุ่นอาหารในเตาไมโครเวฟที่มีอยู่แค่เครื่องเดียว คนในคณะไม่นิยมใช้เตานี้กัน อาจเพราะมันเก่าและก็ดูเขรอะหน่อยๆ แต่ผมเห็นเธอมาใช้เตานี้หลายครั้งแล้ว … อันที่จริง เรียกว่าเธอจะใช้เตานี้ทุกครั้งที่แวะมาตึกเรียนนี้เลย จากเท่าที่ผมสังเกตอยู่จากโต๊ะมุมห้อง เธอทำกับข้าวกินเอง เธอชอบบ่นว่าอาหารญี่ปุ่นไม่ถูกปาก เลยตัดปัญหาด้วยการทำเองดีกว่า

“นายใช้ไลน์ไหม” เธอหันมาถามตอนที่ทั้งห้องพักส่วนกลางมีแค่เราสองคน

จริงๆ แล้วถ้ามีคนอื่นอยู่ด้วย เธอจะไม่ค่อยคุยกับผม

“ขอแอดหน่อยสิ เผื่อมีอะไรถามไป”

เทอมนั้นเราลงเรียนวิชาเดียวกันสองตัว ผมไม่ได้สังเกตเธอในชั้นเรียนมาก่อน จนกระทั่งเธอเอ่ยปากถามเรื่องคลาสเรียนชดเชยที่เซนเซให้มาเรียนเพิ่มกัน

หลังแอดไลน์หนนั้น เธอก็ทักมาถามอะไรไม่กี่ครั้งแล้วก็หายไป เธอมักจะหายไปทุกสองสัปดาห์ แล้วก็ทักมาถามอะไรอีกนิดหน่อย เรื่องเรียนทั้งหมดแหละ

จริงๆ ก็มีที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเรียนอยู่หนหนึ่ง คือเรื่องไปดูดอกไม้ไฟ

เธอชวนไปดูดอกไม้ไฟ เธอชวนทุกคน แต่เธอก็หันมาชวนผมด้วย พอเห็นผมไม่ให้คำตอบสักที เธอเลยทักแยกมาถาม

ผมกลัว,

ผมเป็นคนที่ถูกปฏิเสธมาตลอดชีวิต

ผมกลัวว่ามันจะไม่ใช่อย่างที่คิด

ผมเลยตัดสินใจไม่ไปดูดอกไม้ไฟหนนั้น

 

 

ปิดเทอมฤดูร้อนอันยาวนานโผล่มา ก่อนที่ภาคการศึกษาใบไม้ร่วง/หนาวจะเริ่มต้น สัปดาห์แรกของการเปิดเทอมเต็มไปด้วยผู้คนใหม่ๆ แต่เธอหายไปเลย ไม่มีเงาของเธอในสัปดาห์แรกนี้

ผมอยากคิดว่าเธอไปแลกเปลี่ยนที่ ม. อื่นอย่างที่หลายคนทำหรือเปล่า แต่เท่าที่ผมจำได้คือ เธอลงชื่อจะไปทริปคณะในเทอมนี้ ที่จำได้ดีเพราะผมเป็นคนเตือนเธอเรื่องลงชื่อก่อนหมดเขต

เธอตกใจจนรีบวิ่งออกจากห้องพักส่วนกลาง บอกว่าตัวเองลืมเสียสนิท ไม่งั้นอดได้ไปเที่ยวกับคณะแน่

 

เป็นสัปดาห์ที่สองที่เธอโผล่หน้ามา อากาศเย็น เธอวิ่งเข้าออกหลายคลาสมาก เพราะต้องเลือกวิชาว่าจะเรียนตัวไหนดี ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่เหมือนเธอหลบหน้าผม เธอไม่มองหน้าและไม่คุยกับผมเลย เกิดอะไรขึ้นกับปิดเทอมฤดูร้อนอันยาวนานนั่นเหรอ

หรือว่าชีวิตผมจะซ้ำรอยเดิมที่เป็นมาทั้งชีวิต

เป็นคนที่ถูกปฏิเสธมาตลอด

 

 

ทริปคณะเริ่มต้นแล้ว ผมมารอเป็นกลุ่มแรกๆ รถที่จะใช้เดินทางมีทั้งหมดสองคัน ทีมงานแบ่งพวกเราออกเป็นสองกลุ่ม เธอมาถึงเป็นคนท้ายๆ แต่ไม่ได้สายเกินเวลานัด

ทีมงานแจ้งรายชื่อของรถแต่ละคัน ผลคือเธอนั่งคนละคันกับผม

สิ่งเดิมๆ ซ้ำซากอีกแล้วสินะ

ไม่สิ,​ ผมพอจะทำอะไรให้มันแตกต่างไปได้ไหม

ในชั่วจังหวะที่รถบัสคันใหญ่พาเราเคลื่อนผ่านอุโมงค์แสนยาว ผมส่งลิงก์การ์ตูนจาก Webtoon ให้เธอ

“อุโมงค์พวกนี้ทำให้คิดถึงเรื่องนี้เลย เอาไว้อ่านเวลาเซ็งนะ”

เธออ่านข้อความ แต่ไม่มีสัญญาณของการตอบกลับ

แล้วต้องทำยังไงเหรอ

 

รถแวะพักระหว่างทาง เธอเดินลงจากรถ ในจังหวะที่เธอกำลังเดินสวนไป ผมตัดสินเรียกชื่อเธอ

“อ่านหรือยัง สนุกไหม” ผมไม่รู้จะชวนคุยเรื่องอะไรดี

“ฉันอ่านไม่ออกอ่ะ”

“มันเป็นการ์ตูนภาษาอังกฤษนะ”

“อ้าว เหรอ” เธอหัวเราะแหะๆ

“แต่เหมือน iPhone จะเป็นอะไรก็ไม่รู้ มันลิงก์ไปต่อไม่ได้อ่ะ”

ผมไม่ได้คิดว่าเธอโกหกหรอก เท่าที่ผมพอรู้เธอก็มีมุมเด๋อๆ อยู่ โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี

 

ขึ้นรถ แล่นผ่านอุโมงค์อีกรอบ ถึงได้มีข้อความเข้า

“ไม่อ่านได้ไหม ไม่ชอบเรื่องผี”

ในที่สุดเธอก็ตอบกลับแล้ว

“ไม่ใช่เรื่องผีสักหน่อย” ผมตอบ

“หือ? ดูยังไงก็น่ากลัว”

“ลองอ่านดูน่า” ผมพิมพ์ย้ำ

สรุปว่าเธออ่านจนจบ แต่ไม่ค่อยเข้าใจนัก

“มันจบงงๆ นะ” เธอว่า

นั่นเป็นไลน์ข้อความสุดท้ายของทริปนี้

 

 

 

แต่หลังจากทริปนี้จบลงก็เหมือนเธอจะเลิกหลบหน้าผมแล้ว เธอส่งข้อความมาถามเรื่องวิชาที่ผมเคยเข้าไปซิทอินช่วงสัปดาห์แรก ถามความแตกต่างของแต่ละคลาส ก่อนจะตัดสินใจว่าจะเลือกลงวิชาอะไรดี

วันถัดมา ผมเห็นเธอนั่งอยู่ในวิชาที่ผมเลือก เพราะเก้าอี้ข้างเธอว่างอยู่ ผมเลยเลือกนั่งตรงนั้น

นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นให้เรารู้จักกันมากขึ้น

 

เธอชวนผมไปกินข้าวเย็นในค่ำวันศุกร์ เธอชวนใครอีกหลายคน และก็สงสัยว่าผมอยากจะไปด้วยไหม

“สังสรรค์กันเร็ว วันศุกร์แล้ว”

มันมีเหตุการณ์ประมาณนี้เกิดขึ้นอีก 2-3 ครั้ง เธอชวนผมไปกินข้าว ปาร์ตี้ กับเพื่อนกลุ่มที่ผมแทบจะไม่รู้จัก ไม่รู้อะไรทำให้ผมตัดสินใจไป คงเพราะอยากรู้จักคนอื่นมากขึ้นมั้ง ผมจะอยู่ที่นี่แค่ถึงเทอมนี้ แล้วก็ต้องย้ายไปที่อื่นแล้ว

ผมรู้ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับเธอมากขึ้น เธออายุมากกว่าผม แต่เธอไม่ยอมบอกว่าเท่าไหร่ เธออมยิ้มแล้วก็ชวนทุกคนคุยเรื่องอื่น เวลาที่มีคนอื่นอยู่ด้วยเยอะๆ เธอมักจะคุยกับคนอื่นมากกว่าผม ไม่นั่งข้างผมด้วย แต่ทุกอย่างก็ดูเป็นธรรมชาติดี ไม่เคยมีใครเอ่ยปากถามว่าผมมานั่งอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร คงเพราะเทอมนี้เพิ่งเริ่มต้น อากาศก็หนาว ผู้คนมักผูกมิตรกันมากกว่าปกติในช่วงเริ่มต้นภาคการศึกษา

 

เธอจะคุยกับผมมากหน่อยเมื่ออยู่ในคลาส บางทีเราก็ไปกินข้าวเที่ยงกัน บางมื้อเธอชวนผมไปกินข้าวเย็นด้วย เธอมาช้า อ่านไลน์ก็ช้า ปล่อยให้ผมรอจนหิว แล้วก็มีเพื่อนเธอโผล่มากินด้วย ผมอุตส่าห์ไม่กลับพร้อมเพื่อนคนอื่น แต่เธอทำไมทำอย่างนี้ล่ะ

หลายครั้งแล้วนะ

มันเป็นอย่างนี้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งวันปีใหม่เดินทางมาถึง

 

 

“ปีใหม่นี้ไปศาลเจ้าเมจิกันไหม แล้วไปกินกาแฟมื้อบ่ายต่อ มี…มาด้วยนะ”

คิดแล้วอยากหัวเราะ ตอนแรกผมนึกว่าเธอเข้าใจเสียอีกว่า ศาลเจ้าเมจิขึ้นชื่อเรื่องการขอพรด้านความรัก แต่นี่ชวนเพื่อนมาด้วย ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมสินะ

 

“ถึงแล้ว รออยู่ตรงทางออกนะ” ผมไลน์หาเธอ

“ซื้อกาแฟอยู่ตรงทางขึ้นเนี่ย รอแป๊บ”

“อ้าว ไหนบอกว่าจะไปกินกาแฟกันตอนบ่าย”

“แป๊บนะ”

 

“Happy New Year” เธอยื่นแก้วกาแฟให้ผม มันเป็นคาปูชิโน่ร้อนแก้วขนาดกลาง ข้างๆ เขียนว่า Happy New Year ไว้

“Happy Heisei 30”

“ขอบคุณ” ผมยื่นมือออกไปรับ ในมือเธอก็มีคาปูชิโน่ร้อนอีกแก้ว

“อากาศเย็น กินอะไรอุ่นๆ จะได้รู้สึกดีขึ้น”

“ไปกันเลยมะ” เธอหันมาถามหลังจากจิบกาแฟอุ่นๆ ไปหนึ่งอึ้ก

“อ้าว แล้ว…ล่ะ” ผมถามถึงเพื่อนของเธอ ซึ่งจริงๆ ก็เป็นเพื่อนของผมด้วย

เธอทำหน้างงๆ จนผมเริ่มคิดได้ว่าผมคงจะเข้าใจอะไรผิดไป

“ก็นัดเจอ…ตอนบ่ายไง ไปกินกาแฟกันที่อากิฮะบาระ”

“ทำไมกินกาแฟหลายมื้อจัง”

“ไม่อยากกินก็เอาคืนมา” เธอทวงคาปูชิโน่ร้อนจากผมคืน

“เหอะ ไม่คืนให้หรอก”

ความซ้ำซากเกือบตลอดชีวิตของผม มันเป็นอย่างนี้มาเรื่อยๆ

มันอาจเป็นอย่างนี้ต่อไป แต่ช่างมันเถอะ

 

ในวันที่ 1 มกราคม ปีเฮย์เซย์ 30 เราไปศาลเจ้าเมจิ ไหว้พระ ขอพร ซื้อเครื่องราง กินข้าวกลางวัน เดินหลงทางในอากิฮะบาระ กินกาแฟมื้อบ่าย กินข้าวมื้อเย็น และนั่งรถไฟกลับด้วยกัน

ถือเป็นวันเริ่มต้นปีที่น่าจดจำ

 

 

 

“หายไปแล้ว”

“แก้วกาแฟ หายไปตอนไหนก็ไม่รู้”

เธอหันมามองผม ทำหน้าไม่ค่อยเข้าใจนัก

ผมไม่ได้บอกเธอว่า ผมตั้งใจจะเก็บแก้วกาแฟใบนี้ไว้เป็นที่ระลึก

ระลึกถึงวันขึ้นปีใหม่ ที่เราเคยไปศาลเจ้าเมจิด้วยกัน

ก็เท่านั้น

 

 

IMG_3778

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s