[thought] จากความล้มเหลวของ Marissa Mayer สู่สิ่งที่เรียกว่า Burnout และความหมายของชีวิต

เร็วๆ นี้ มีบทความจาก brandinside ที่พูดถึงความล้มเหลวของ Marissa Mayer ในฐานะ CEO หญิงของ Yahoo ที่เพิ่งขายกิจการส่วนออนไลน์ให้ Verizon ไปเมื่อกลางปี 2016

พร้อมกันนั้น มีข้อเขียนหลายชิ้น ให้ความเห็นกับการว่าจ้าง CEO หญิงของหลายบริษัทใหญ่ ว่าส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่อยู่ในช่วงขาลง และต้องการลองเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง (ประมาณว่า ไม่ได้เชื่อมั่นใน Girl Power อะไรหรอก แต่เพราะตอนนั้นมันถึงทางตันแล้วเลยต้องลองอะไรที่แตกต่างไป)

ฉันอ่านข่าวเกี่ยวกับ Marissa Mayer ในจังหวะเดียวกับที่ฉันอ่านหนังสือ How Google Works ที่เขียนโดย Eric Schmidt* กับ Jonathan Rosenberg** จบลง หนังสือเล่มนี้เผยแพร่ครั้งแรกในปลายปี 2014 และปัจจุบันมีแปลไทยแล้ว โดยสำนักพิมพ์เนชั่น***

ในสถานการณ์ปัจจุบัน เราอาจประเมินว่า Marissa Mayer ล้มเหลวในฐานะ CEO แต่เมื่ออ่านในหนังสือเล่มข้างบน ฉันพบว่า หลายครั้งที่ Eric และ Jonathan พูดถึง Marissa พวกเขาพูดถึงด้วยน้ำเสียงยกย่องและให้เครดิต (ในตอนที่เธอทำงานที่ Google) และเอาจริงๆ Marissa ร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆ หลายอย่างไว้ให้ Google

หนึ่งในสิ่งที่หนังสือ How Google Works พูดถึงก็คือ วัฒนธรรมการทำงานหนักในทางที่ดี โดยอ้างอิงสิ่งที่ Marissa พูดถึงการ Burnout (ทำงานหนัก เหนื่อยล้า จนหมดไฟ) ว่า ไม่มีอยู่จริง ความรู้สึกอ่อนล้า (ไปจนถึงหมดไฟ) ไม่ได้เกิดจากการทำงานหนัก แต่เกิดจากความทุกข์ใจที่ต้องเลิกทำในสิ่งที่มีความสำคัญกับตัวเราอย่างแท้จริง Marissa เขียนลงใน Bloomberg**** ปี 2012 ว่า

เราต้องรู้ว่า Rhythm หรือจังหวะชีวิตของเราเป็นยังไง กิจกรรมใดบ้างที่มีความหมายและหากเราไม่ได้ทำเราจะรู้สึกโกรธเคืองงานประจำที่มาขโมยเวลาสำหรับกิจกรรมเหล่านั้นไป

เธอยกตัวอย่าง เคธี่ คุณแม่ชาวอินเดียซึ่งดูแลทีม Google Finance

เคธี่มีประชุมกับเพื่อนร่วมทีมในต่างประเทศตอนตี 1 เป็นประจำ เมเยอร์เป็นห่วงเคธี่ว่าจะไหวมั้ย แต่เคธี่บอกว่าสบายมากเพราะเธอชอบงานนี้และอยากจะช่วยทีมเท่าที่ทำได้อยู่แล้ว สิ่งที่เธอไม่ค่อยโอเคคือการประชุมตอนเย็นที่มักจะลากยาวจนทำให้เธอไปดูลูกซ้อมฟุตบอลไม่ทันต่างหาก

เมื่อรู้อย่างนี้ เมเยอร์จึงขีดเส้นชัดเจนว่า ถ้าวันไหนลูกของเคธี่มีซ้อมฟุตบอล เธอจะไม่ยอมให้ใครมารั้งเคธี่ไว้ในที่ประชุม ถ้าถึงเวลาต้องไปแล้ว แม้ว่าเซอร์เก้ บริน (หนึ่งในผู้ก่อตั้งกูเกิ้ล) จะยังคุยไม่เสร็จและคาดหวังให้เคธี่ตอบคำถาม เมเยอร์จะตัดบทและบอกว่าเคธี่ต้องออกแล้วเพื่อให้เคธี่ไปทันดูลูกซ้อมฟุตบอล แล้วคืนนั้นค่อยกลับมาตอบคำถามของเซอร์เก้ทางอีเมลแทน

กล่าวโดยสรุปก็คือ burnout ไม่ได้เกิดจากการทำงานหนักจนพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่เกิดจากความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำจนขุ่นเคืองงานที่ตัวเองทำอยู่

(ข้อความที่อยู่ในโคว้ตด้านบน นำมาจากบล็อก “Burnout เป็นเรื่องหลอกเด็ก”***** )

อ่านมาถึงตอนนี้ ฉันคิดว่า Marissa ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่สำคัญไว้อย่างยิ่ง

ช่วงหนึ่งที่ตัดสินใจทำงานพัฒนาชนบท ส่วนหนึ่งนอกจากเนื้อหาของงานที่อยากทำแล้ว สิ่งหนึ่งที่ฉันตั้งใจอยากได้จากงานนี้ คือการมีเวลาในช่วงเย็นไว้ออกกำลังกายและฝึกทักษะใหม่ๆ ของตัวเอง (ในที่นี้ คือ สเก็ตบอร์ด)

แต่มีช่วงหนึ่งของงาน ที่มักมีภารกิจมาให้แก้ไขในช่วงเย็นของทุกวัน ภารกิจที่สำคัญคอขาดบาดตายจริงๆ นั้นฉันพอเข้าใจ แต่ภารกิจบางอย่าง ฉันก็มองว่า มันสามารถจัดการในวันรุ่งขึ้น (ตอนกลางวัน) ได้ ไม่จำเป็นต้องจัดการในช่วงเย็นหลังเลิกงาน (ถ้านับตามเวลาทำการขององค์กรทั่วไป) ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ฉันวางแผนไว้ในการพัฒนาตนเอง (พัฒนาความแข็งแรงของร่างกาย และพัฒนาทักษะ)

พอเป็นอย่างนี้ไปสักระยะหนึ่ง ฉันก็รู้สึกหงุดหงิดมาก และรู้สึกเหมือนทุกอย่างดูไม่ได้ดั่งใจ ฉันมองย้อนกลับไปในหลายๆ อย่าง และเริ่มคิดว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปก็ไม่ไหวแล้วนะ … ไม่ใช่หมายถึงฉันไม่อยากทุ่มเทเวลาให้กับการทำงาน ฉันเป็นคนรักงาน ฉันสามารถนั่งเขียนรายงานตอนสามทุ่มถึงห้าทุ่มก็ได้ ที่จริงแล้วตลอดชีวิตในวงการนิตยสาร ฉันก็ทำงานตลอดไม่ว่าเช้า ค่ำ ดึก แต่ในช่วงเวลาตอนเย็นที่ฉันถือเป็นเวลาเพื่อตัวเองนั้น ฉันคิดว่ามันคือช่วงเวลาที่บ่มเพาะขุมพลังให้ชีวิต

ถ้าฉันไม่ได้ทำอะไรที่อยากทำในช่วงเย็น … มันเหมือนเท่ากับว่า ฉันก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแล้วสินะ

ฉันเลยลองคุยกับเพื่อนร่วมงานในวันหนึ่ง และพูดถึงความสำคัญของการมีชีวิต

 

ฉันบอกว่า ฉันอายุ 35  ปี ปีนี้จะ 36 แล้ว มีน้องๆ หลายคนที่อาจจบใหม่และเริ่มงานเป็นครั้งแรก พวกเขาอาจได้ยินคติสอนใจเมื่อเจองานหนักว่า “จงอดทน จงอดทน จงอดทน”

ขณะที่น้องบางคน อาจดูคลิปปู ไปรยา ขึ้นพูดในฐานะทูตสันถวไมตรี UNHCR คนแรกของไทย แล้วพูดได้ว่า “อยากเป็นอย่างนั้นในอนาคต” แต่ฉันบอกพวกเขาว่า … ฉันพูดอย่างนั้นไม่ได้แล้วนะ ฉันพูดว่าฉันอยากเป็นนู่นนั่นนี่ในอีกสิบปีข้างหน้าไม่ได้แล้ว เพราะ ขณะนี้ … นี่คือชีวิตแล้ว ถ้าฉันในวัย 35 ยังหาเวลาออกกำลังกายไม่ได้ ยังไปฝึกสเก็ตบอร์ดกับก๊วนสเก็ตฯ ในช่วงเย็นไม่ได้ (เบี้ยวนัดตลอด) ยังหาเวลาเรียนพัฒนาการเขียน Code ไม่ได้ มันคงมีอะไรผิดปกติสักอย่างแล้วกับชีวิตของฉัน

“เพราะชีวิต มันคือตอนนี้แล้วนะ” ฉันพูดออกไป

 

เมื่ออ่านเจอบทความใน Bloomberg ของ Marissa ฉันจึงรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ใช่มาก เรื่องราวของเคธี่ คุณแม่ที่อยากไปดูลูกซ้อมฟุตบอล แต่ติดประชุมตอนเย็นยาว (แต่เคธี่ไม่มีปัญหากับการประชุมงานทางไกลดึกดื่นเที่ยงคืน) คือสิ่งที่ฉันเผชิญอยู่นี่แหละ

ฉันไม่ได้ขี้เกียจทำงาน และไม่ได้จะปัดความรับผิดชอบของภารกิจที่เข้ามาตอนเย็น แต่ฉันแค่คิดว่า ภารกิจหลายอย่าง เราสามารถเลื่อนไปทำในเวลาอื่นได้ และเอาเข้าจริง ทุกคนมีจังหวะชีวิตของตัวเอง มีชั่วโมงบ่มเพาะขุมพลังของตัวเองที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น เราต้องพยายามรักษาจังหวะชีวิตที่ใช่และอย่าปล่อยให้กิจกรรมที่เป็นความหมายของชีวิตเราต้องถูกพรากไป จนพาลหมดไฟ

 

หลังจากวันนั้นที่สื่อสารออกไป ฉันพบว่า ฉันรักทีมขึ้นอีกมากมาย เพราะทุกคนเริ่มเข้าใจมากขึ้น ว่าจังหวะชีวิตเราอาจต่างกัน แต่เราสนับสนุนและส่งเสริมกันให้ทำในสิ่งที่เรารักต่อไปได้

เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้อง Burnout หรือหมดไฟ…กับสิ่งที่เรียกว่า ชีวิต

 

ถึงตอนนี้ ฉันอยากบอกว่า แม้ Marissa จะล้มเหลวในฐานะ CEO หนแรกของเธอ แต่ในฐานะนักเขียน (ใน Bloomberg ตอนนั้น) ฉันคิดว่าบทความของเธอเยี่ยมยอด และมีความหมายกับชีวิตของอีกหลายคนมาก

 

อย่างน้อย ก็มีความหมายกับชีวิตฉันคนหนึ่งล่ะ

 

 

Note:

*Eric Schmidt อดีต CEO ของ Google ที่ทุกวันนี้เป็นประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท

**Jonathan Rosenberg อดีต  Senior Vice President of Products ของ Google ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาให้กับ Alphabet Inc. ของ Google

*** ชื่อภาษาไทยคือ “คิดอย่างผู้นำ ทำอย่าง Google” – https://www.se-ed.com/product/คิดอย่างผู้นำ-ทำอย่าง-Google.aspx?no=9786165156196

**** ดูบทความได้ใน https://www.bloomberg.com/news/articles/2012-04-12/how-to-avoid-burnout-marissa-mayer

***** ลิงก์ทางตรง : https://anontawong.com/2017/02/21/burnout-myth/

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s